Author: admin

  • ตั้งใจจะลงทุนระยะยาว แต่ก็เผลอตกใจระยะสั้น ทำไงดี ?

    ตั้งใจจะลงทุนระยะยาว แต่ก็เผลอตกใจระยะสั้น ทำไงดี ?

    มีนักเรียนเราบางคนสารภาพนะครับว่า เข้าใจแหละว่าการลงทุนมันเป็นเกมระยะยาวและคนมองระยะยาวได้เปรียบ ทฤษฎีน่ะเข้าใจ แต่ทำจริงรู้สึกทำยาก บางทีก็ยังมีเผลอมองระยะสั้นหรือเผลอตื่นเต้นกับราคาหุ้นขึ้นลงรายวันอยู่ มีวิธีอะไรมั้ย

    พูดตามตรง เรื่องนี้มันเป็นอะไรที่ต้องฝึกหัดน่ะครับ การที่เราจะเผลอมองระยะสั้นหรือติดตามราคาหุ้นตัวเองมันธรรมชาตินะ บวกกับในหนึ่งวันเราจะโดน bombard ด้วยข้อมูลข่าวเรื่องนู้นเรื่องนี้ที่ทั้งหมดแทบจะเป็นเรื่องระยะสั้นหมด ดังนั้นเราจะมีหลุดลืมมุมมองระยะยาวไปก็ไม่ใช่เรื่องแปลก

    ผมแนะนำสิ่งที่ผมคิดว่าน่าจะช่วยได้ดังนี้
    1. เวลาดูกราฟราคา ดูช่วงยาว 10 ปีจะช่วยได้
    เพราะหลายครั้งพอดูช่วงสั้นๆ มันจะเหมือนการขยับของราคามัน dramatic เหลือเกิน แต่เอาเข้าจริงมองช่วงยาวๆเราจะพบว่ามันไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นเท่าไหร่ เช่น



    2. หยุดรับข่าวสารพวกราคาหุ้นวันนี้หรืออะไรพวกนั้น
    พวกข่าวด่วน, Breaking News กับข่าวรายวันที่พูดถึงหุ้นขึ้นลงอะไรเท่าไหร่ มันเป็นธรรมชาติที่เค้าต้องพยายามพูดให้มันดูมีเรื่องราวมีอะไรอยู่ตลอดน่ะครับ ถ้าเราเผลอไปฟังมากๆเราก็จะรู้สึกว่ามีอะไรเคลื่อนไหว ต้องทำอะไรซักอย่างตลอดเวลา การจะรักษาความนิ่งของการลงทุนระยะยาวมันก็จะทำได้ยาก ถ้าเราเลิกฟังเรื่องพวกนี้มันก็จะช่วยได้มาก อย่าลืมว่าในระยะยาวแล้วผลประกอบการของบริษัทสำคัญสุด การที่ราคามันจะขึ้นหรือลงในช่วงสั้นๆ หรือมีเหตุทำให้คนตกใจในช่วงระยะเวลาสั้นๆ มันไม่ได้มีผลอะไรกับตัวบริษัทน่ะครับ

    3. เอาเวลาไปอ่านรายงานไตรมาสล่าสุดของบริษัทแทน
    แล้วคำถามคือ ถ้าไม่รับข่าวสารเรื่องการลงทุน งั้นเอาข่าวสารเรื่องอะไรแทน ผมแนะนำให้อ่าน Quarterly report ก็ได้ครับ อ่านไตรมาสล่าสุดว่าบริษัทเป็นอย่างไร เกิดอะไรขึ้นบ้าง เราจะรู้สึกมีความเข้าใจใกล้ชิดสิ่งที่บริษัททำอยู่มากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้เรามองระยะยาวได้ง่ายขึ้น ไม่ค่อยตกใจ เพราะเรารู้ว่าบริษัทเราเป็นไงอยู่ มีปัจจัยอะไรที่เกี่ยวหรือไม่เกี่ยวบ้าง และดังนั้นถ้ามีเรื่องอะไรโผล่มากระทบราคาหุ้นแต่ดูไม่เกี่ยวอะไรกับธุรกิจของบริษัท เราก็จะไม่ค่อยตกใจเท่าไหร่

    4. ฟังความเห็นเฉพาะพวกนักลงทุนที่เป็นระยะยาว Warren Buffett หรือคนอื่น
    สุดท้ายคือ ถ้าเราจะต้องฟังความเห็นของนักลงทุนท่านอื่น เพราะเรารู้สึกยังไม่มั่นใจหรืออะไรก็แล้วแต่ พยายามฟังคนที่มันเป็นนักลงทุนระยะยาวหรือคนที่มองเกมยาวครับ เช่น Warren Buffett หรือ Howard Marks พวกนี้ ถ้าเราไปฟังนักลงทุนหรือใครที่มันเป็นสายระยะสั้น เค้าก็จะพูดสิ่งที่สำคัญสำหรับเค้าซึ่งคือระยะสั้น แล้วก็จะทำให้เขวไปเปล่าๆครับ ต่อให้มันเป็นเพื่อนเราก็เลิกฟังเค้าซะ

    เท่าที่นึกออกก็ประมาณนี้นะ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • การปรับดอกเบี้ยนโยบายของ Fed ทำงานยังไง ?

    การปรับดอกเบี้ยนโยบายของ Fed ทำงานยังไง ?

    มีคนถามว่าเวลา Fed ปรับอัตราดอกเบี้ย แล้วมันไปส่งผลต่อเศรษฐกิจ กระบวนการนี้มันทำงานยังไง

    ก็เป็นคำถามที่ดี เพราะถ้าเอาแบบเป๊ะๆอย่างละเอียดถึงกระบวนการผมก็ไม่รู้เหมือนกัน ตอนผมเรียนผมจำไม่ได้ว่าเค้าสอนเรื่องนี้หรือเปล่านะ เลยลองไปหาคำตอบมาครับ และที่จะเล่าต่อไปนี้คือที่อ่านเข้าใจมา

    โดยภาพกว้างสุดก่อน นโยบายการเงินทำงานกับเศรษฐกิจโดยการกระตุ้น “ความต้องการสนค้าและบริการ” ในระบบเศรษฐกิจ เวลาที่ความต้องการต่ำกว่าความสามารถในการผลิตของระบบเศรษฐกิจ เงินเฟ้อก็จะต่ำและการว่างงานก็จะสูงขึ้น Fed สามารถช่วยได้โดยการกระตุ้นความต้องการให้สูงขึ้น ในทางกลับกันถ้าความต้องการสินค้าและบริการมันสูงเกินไป เกินขอบเขตที่ความสามารถในการผลิตของระบบเศรษฐกิจจะรองรับได้ เงินเฟ้อก็จะสูงและอัตราการว่างงานก็จะต่ำมากผิดปกติ ในกรณีนั้น Fed ก็สามารถที่จะช่วยได้โดยการทำให้ความต้องการสินค้าและบริการต่ำลง

    ทีนี้ประเด็นคือ แล้วการที่เราได้ยินว่า Fed ปรับขึ้นปรับลงอัตราดอกเบี้ยนี่ มันทำงานยังไงไปเกี่ยวกับความต้องการสินค้าบริการยังไง

    การปรับขึ้นปรับลงอัตราดอกเบี้ยที่เราได้ยินกันในข่าว เค้ากำลังพูดถึงการปรับ Federal funds rate ครับ Federal funds rate คืออะไร ขอให้นึกภาพแบบนี้ ในแต่ละวันประชาชนชาวอเมริกันก็มีการทำธุรกรรมซื้อขายนู่นนี่แบบไม่ใช้เงินสดผ่านบัตรเดบิต, บัตรเครดิต, การโอนเงิน, เช็ค, ฯลฯ เพื่อรองรับธุรกรรมเหล่านี้ธนาคารพาณิชย์ก็จะมีการเก็บสำรองเงินเป็นตัวเลขในบัญชีไว้ที่ Fed แล้วพอมีธุรกรรมเกิดขึ้นเค้าก็แค่โอนตัวบวกลบตัวเงินสำรองที่เป็นตัวเลขในบัญชีพวกนี้ไปๆมาๆระหว่างบัญชีของธนาคารต่างๆ และนอกจากนั้นธนาคารพาณิชย์ก็มีการสำรองเงินไว้เผื่อว่าต้องใช้สภาพคล่องมากกว่าที่คาดหรือเอาไว้สำรองให้เพียงพอตามกฎหมายหรือข้อกำหนดต่างๆ ธนาคารพาณิชย์สามารถที่จะยืมหรือให้ธนาคารอื่นยืมตัวเงินสำรองของตัวเองได้แล้วแต่สถานการณ์ของธนาคารนั้นๆ ดังนั้นอยากให้เห็นภาพว่าธนาคารพาณิชย์ใช้ตัวเงินสำรองที่อยู่กับ Fed นี้ทั้งในแง่ของแหล่งเงินทุนและเป็นการลงทุน Federal funds rate คืออัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารพาณิชย์ต้องจ่ายเพื่อยืมตัวเงินสำรองนี้ระยะสั้นๆ ปกติคือเป็นหน่วยวัน

    Fed มีความสามารถที่จะปรับตัว Federal funds rate โดยการเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยที่ตัว Fed เองจ่ายให้กับธนาคารที่มีการฝากเงินสำรองไว้ที่ Fed ซึ่งก็จะไปมีผลทำให้อัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารพาณิชย์คิดกับธนาคารพาณิชย์อื่นที่จะมายืมเงินสำรองเปลี่ยนตามไปด้วย ตรงนี้ก็คือมีผลต่อต้นทุนในการกู้ยืมเงินระยะสั้นระหว่างธนาคารพาณิชย์ด้วยกัน

    พอต้นทุนการกู้ยืมเงินระยะสั้นมีการเปลี่ยนแปลง มันก็ไปมีผลกับอัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารพาณิชย์ปล่อยกู้ระยะสั้นให้กับคนอื่นๆต่อเช่นบุคคลทั่วไป, ธุรกิจและหน่วยงานรัฐบาลอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือมีผลกับอัตราดอกเบี้ยของตราสารหนี้ภาคเอกชนระยะสั้นและ US Treasury Bills

    ส่วนอัตราดอกเบี้ยระยะยาว ซึ่งมีความสำคัญเป็นพิเศษเพราะมีผลกับการบริโภคของผู้บริโภคในสินค้าใหญ่เช่นบ้าน, รถ มีผลกับธุรกิจที่จะลงทุนในอุปกรณ์, เครื่องจักร มันจะไม่ได้ปรับตาม Federal funds rate โดยตรง มันจะเกี่ยวข้องกับความคาดหวังของคนที่มีต่อนโยบายทางการเงินกับสภาพเศรษฐกิจในตลอดช่วงระยะเวลาของตราสารหนี้มากกว่า ไม่ใช่ดูแค่ Federal funds rate ณ ปัจจุบันเพียงอย่างเดียว ดังนั้น Fed เลยจะมีการสื่อสารว่าเค้าจะมีแผนการปรับอัตราดอกเบี้ยยังไงกับว่าสภาพเศรษฐกิจในเวลานี้เป็นยังไง ที่ทำไปคือเพื่อเป็นการชี้นำความคาดหวังของคนกับธุรกิจว่าอัตราดอกเบี้ยน่าจะเป็นยังไง แล้วก็ให้มันส่งผลกับอัตราดอกเบี้ยระยะยาวอีกที

    เมื่อ Fed ทำการปรับลด Federal funds rate ทำให้อัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารปล่อยกู้ให้กับผู้บริโภคกับภาคธุรกิจต่ำลง ก็เป็นการทำให้มีการบริโภคสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับสินค้ามูลค่าสูงอย่างอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์, เครื่องใช้ไฟฟ้า, รถยนต์หรือบ้าน การที่อัตราดอกเบี้ยเงินกู้บ้านต่ำลงก็ทำให้คนรีไฟแนนซ์ได้ดอกเบี้ยต่ำลงและมีเงินไปซื้ออย่างอื่นเพิ่มขึ้น อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำทำให้ธุรกิจมีโอกาสในการลงทุนมากขึ้นด้วย โครงการที่แต่เดิมอาจจะไม่คุ้มที่จะกู้เงินมาทำ ตอนนี้ก็อาจจะกลายเป็นดูเป็นไปได้มากขึ้นละเพราะต้นทุนในการกู้ยืมเงินต่ำลงและอาจจะเพราะคาดว่าจะขายของได้เยอะขึ้นด้วย

    ส่วนถ้า Fed ทำการเพิ่ม Federal funds rate ก็มีผลกลับกัน

    ประมาณนี้เลยครับ หวังว่าจะเห็นภาพมากขึ้นว่าการปรับ Fed rate มันคือเกิดอะไรขึ้นกันแน่

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • Fed สรุปเค้ามีหน้าที่ทำอะไรกันแน่ ?

    Fed สรุปเค้ามีหน้าที่ทำอะไรกันแน่ ?

    ช่วงก่อนผมเห็นคนคุยกันเรื่อง Fed แล้วรู้สึกว่าคนจำนวนพอสมควรไม่รู้เลยว่าหน้าที่ของ Fed คืออะไรกันแน่ เช่นบางคนบอก Fed น่าจะไม่กล้าเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเยอะเพราะเดี๋ยวตลาดหุ้นตก ซึ่งเข้าใจผิดสุดๆเพราะตลาดหุ้นขึ้นหรือลงไม่ได้อยู่ในความสนใจของ Fed เลย หน้าที่เค้าไม่เกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้เลยครับ วันนี้ผมมาพูดถึงวัตถุประสงค์ของ Fed ว่าสรุปมันคืออะไรกันแน่

    หน้าที่ของ Fed ตามกฎหมายเลยคือดังนี้ครับ
    Federal Reserve conduct monetary policy “so as to promote effectively the goals of maximum employment, stable prices, and moderate long-term interest rates.” แปลว่าหน้าที่ Fed คือใช้นโยบายทางการเงินโดยมีเป้าหมายเพื่อให้การจ้างงานสูงสุด, ระดับราคาที่มีเสถียรภาพ และอัตราดอกเบี้ยระยะยาวอยู่ในระดับปานกลาง

    ถึงแม้เป้าหมายของ Fed จะมีอยู่สามอย่าง แต่ทั่วไปแล้วคนจะพูดถึงเป้าหมายของ Fed ว่ามีสองอย่าง (dual mandate) ซึ่งคืออัตราการจ้างงานสูงสุดกับระดับราคาที่มีเสถียรภาพ สาเหตุเพราะในเศรษฐกิจที่คนที่ต้องการหางานจะหาได้อย่างรวดเร็วและระดับราคาสินค้ากับบริการสำหรับผู้บริโภคทั่วไปจะมีเสถียรภาพ มันบังคับให้อัตราดอกเบี้ยระยะยาวจำเป็นต้องอยู่ในระดับปานกลางอยู่แล้ว

    การตัดสินใจเรื่องนโยบายการเงินจะทำในที่ประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ FOMC (Federal Open Market Committee) FOMC นี่ประกอบด้วยสมาชิกของบอร์ดผู้ว่าการธนาคารกลาง 5 คน ประธานจะเป็นผู้ว่าการธนาคารกลางของนิวยอร์ค และที่เหลืออีก 4 คนจะเป็นผู้ว่าการธนาคารสาขาอื่นที่เวียนมาจาก 11 สาขาที่เหลือ และในที่ประชุมจะมีอีก 2 คนที่เข้าร่วมเสนอความเห็นแต่ไม่มีสิทธิโหวต

    ในแต่ละปี FOMC ก็จะออกมาอธิบายกับสาธารณะว่าเค้าจะมีนโยบายยังไงในการไปถึงเป้าหมาย ปกติแล้วเค้าจะมองว่าเงินเฟ้อที่มีเสถียรภาพคือ 2% เงินเฟ้อที่ใช้อ้างอิงก็จะเป็นเงินเฟ้อของการบริโภคส่วนบุคคล ส่วนเรื่องอัตราการจ้างงานสูงสุด เค้าจะพิจารณาจากว่าคนหางานง่ายหรือยากกับบริษัทหาพนักงานที่ตรงคุณสมบัติได้มั้ย แต่จะไม่ได้มีกำหนดเป็น % หรือเป้าที่ชัดเจนไว้เพราะการจ้างงานสูงสุดบางทีมีวัดยากและอาจมีการเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้ Fed ก็จะมีการประกาศการประมาณการแหละว่าเค้าเดาว่าอัตราการจ้างงานสูงสุดน่าจะประมาณไหน

    ชัดเจนมะ หน้าที่ของ Fed มีสองอย่างนี้เท่านั้นครับ เค้าไม่สนว่าตลาดหุ้นตกหรือไม่ตก นั่นไม่ใช่ประเด็นที่เค้าสนใจ และ Fed ก็ไม่ได้มีหน้าที่อะไรเกี่ยวกับการกระจายรายได้ให้มีความเท่าเทียม หรือต้องให้ความสนใจเรื่อง race หรือ inequality ใดๆทั้งสิ้น
     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • Inverted Yield Curve คืออะไร ? ต้องกังวลมั้ย ?

    Inverted Yield Curve คืออะไร ? ต้องกังวลมั้ย ?

    มีคนมีคำถามเกี่ยวกับ Inverted yield curve ได้ยินว่ามันเป็นตัวบ่งชี้ว่าจะมีเศรษฐกิจถดถอยจริงมั้ย เราต้องกังวลอะไรหรือเปล่า วีดิโอนี้เรามาคุยเรื่องนี้กันครับ

    ประเด็นแรกเรามาอธิบายว่าอะไรคืออะไรก่อน

    เพื่อความเข้าใจตรงกัน เราเริ่มจากว่า Yield คืออะไรก่อนนะ คำว่า Yield นี่คืออัตราผลตอบแทนต่อปีของตราสารหนี้ที่จะได้ถ้าถือจนจบและลูกหนี้ไม่เบี้ยวครับ ซึ่งปกติเค้าจะใช้ตัว Yield นี้เป็นตัวหลักในการคุยกันว่าตราสารหนี้ราคาถูกหรือแพงแทนที่การบอกเป็นราคา เพราะบางทีตราสารหนี้แต่ละอันมี coupon rate ไม่เท่ากันทำให้เปรียบเทียบยาก เช่นตราสารหนี้สองอันราคา 100 ทั้งคู่อันนึงจ่ายดอกเบี้ย (Coupon) 3 บาทกับอีกอันจ่าย 4 บาทเงี้ย ราคามันดูเหมือนจะเท่ากันมั้ยเปรียบเทียบลำบากถูกมะต้องมานั่งบอกว่า Coupon rate คือเท่าไหร่อีก เพื่อความง่ายก็บอกไปเลยว่าอันนึง Yield 3% อีกอัน 4% ง่ายกว่าเห็นมะ ดังนั้นขอให้เห็นภาพว่า Yield ความสัมพันธ์มันก็จะกลับกันกับราคานะ ตราสารหนี้ไหน Yield สูงก็คือราคามันต่ำเทียบกับผลตอบแทน ส่วนตราสารหนี้ไหน Yield ต่ำก็คือราคามันสูงเทียบกับผลตอบแทน

    ทีนี้แล้ว Yield Curve คืออะไร Yield Curve มันก็เป็นแค่กราฟที่บอกว่า ณ เวลานั้นอัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้ที่มีอายุต่างๆกันคือเท่าไหร่ ปกติหน้าตามันก็จะเป็นแกน X คือตราสารหนี้อายุต่างๆ และแกน Y ก็จะเป็นอัตราผลตอบแทน


    Yield Curve ปกติมันก็จะวันต่อวัน เพราะราคาของตราสารหนี้มันก็จะมีขึ้นๆลงๆถูกมะ และขอให้เข้าใจว่ามันก็มี Yield Curve สำหรับตราสารหนี้หลายประเภท อาจจะเป็นของตราสารหนี้ภาครัฐหรือตราสารหนี้เอกชนแบบ Investment grade หรือแบบตราสารหนี้เอกชนความเสี่ยงสูงก็ได้

    โดยปกติแล้วหน้าตาของ Yield Curve มันจะเป็น upward sloping ซึ่งแปลว่าตราสารหนี้ที่อายุยาวกว่าก็จะมี Yield ผลตอบแทนที่สูงกว่า เหตุผลก็ง่ายๆ ถ้ามีคนยืมเงินเรา ระหว่างยืมแค่แปปเดียวช่วงสั้นๆ กับยืมไปยาวหลายปี อันไหนเสี่ยงกว่ากันครับ มันก็แน่นอนว่าให้ยืมระยะยาวหลายปีก็ต้องเสี่ยงกว่าป้ะ และดังนั้นเพื่อให้คนยินดีจะให้ยืมระยะเวลานานก็ต้องได้ผลตอบแทนสูงกว่าถูกมะ Yield Curve ในสถานการณ์ปกติมันก็สะท้อนเรื่องนั้นแหละ ระดับของ Yield ในตลาดที่คนยอมรับกันถ้าตราสารหนี้อายุยาวกว่าก็จะต้องให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าคนถึงจะยอม

    ทีนี้ Inverted Yield Curve คือกรณีที่ Yield ของตราสารหนี้ระยะยาวดันต่ำกว่า Yield ของตราสารหนี้ระยะสั้น โดยปกติที่คนติดตามและพูดถึงกันบ่อยจะเป็นระหว่าง Yield ของ Government Bond อายุ 10 ปี เทียบกับ Yield ของ Government Bond อายุ 2 ปี หน้าตามันก็จะประมาณนี้


    และสาเหตุที่คนสนใจหรือดูตื่นเต้นกับ Inverted Yield Curve เป็นเพราะที่ผ่านมาคนสังเกตว่าก่อนเกิดวิกฤติที่หุ้นตกรุนแรงมันจะมี Inverted Yield Curve ก่อนขึ้นก่อน คนก็เลยมองว่ามันเป็นสัญญาณเตือนถึงหายนะอะไรประมาณนั้น แล้วก็เลยพูดถึงกันเยอะ


    แล้วสมมติเราอยากดู Yield Curve ตอนนี้เราไปดูได้ที่ไหน อันที่เค้าจับตากันก็จะเป็น US Government Bond แหละ เข้าใจว่ามีหลายเวปนะ แต่ที่ผมเห็นก็จะมี http://www.worldgovernmentbonds.com เข้าไปแล้วก็กดดูของสหรัฐอเมริกา เค้าก็จะมีกราฟประมาณนี้ครับ


    คำถามต่อมาคือ แล้วการที่เกิด Inverted Yield Curve แปลว่ามันจะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจจริงหรือเปล่า มันเป็นอะไรที่เราควรจับตามองหรือตื่นเต้นกับมันมั้ย

    คำตอบสำหรับผมคือไม่ ในทางปฏิบัติ สาเหตุที่ Yield Curve มัน Inverted ก็มาจากการที่คนไม่ต้องการถือ Government Bond ระยะสั้นก็เลยทำให้ Yield สูง แต่อยากถือ Government Bond ระยะยาวแห่กันเข้าไปซื้อก็เลยทำให้ Yield ต่ำ แล้วสาเหตุที่ทำให้คนอยากได้ Government Bond ระยะยาวมากกว่าระยะสั้นเข้าใจว่าก็มาได้จากหลายสาเหตุแหละ แต่หนึ่งในสาเหตุที่คนเค้าพูดกันคือเพราะเค้ามองว่าอนาคตอันใกล้เศรษฐกิจจะไม่ดี แล้วเมื่อเศรษฐกิจไม่ดี Fed ก็อาจจะลดอัตราดอกเบี้ย ซึ่งในสถานการณ์แบบนั้น Government Bond ระยะยาวก็จะได้เปรียบ

    ปัญหาของเรื่องคือ Inverted Yield Curve อย่างมากมันเป็นแค่สัญญาณที่สะท้อนบอกว่าคนมีอคติกับสภาพเศรษฐกิจในระยะสั้นนี้เท่านั้น ตัวมันเองไม่ได้เป็นเหตุให้เกิดเศรษฐกิจไม่ดี และโดยปกติแล้วมันก็ต้องมีเหตุปัจจัยบางอย่างที่เกิดขึ้นมาก่อนแล้วที่ทำให้คนไม่วางใจในสภาพเศรษฐกิจ มันถึงจะเกิด Inverted Yield Curve ตามมา ดังนั้นถ้าเราใช้ Inverted Yield Curve เป็นสัญญาณนี่ก็แปลว่าเราช้าไปละครับ คือคนอื่นมันคิดไปก่อนเราละไง มันก็เลยไม่ค่อยมีประโยชน์เท่าไหร่ สู้เราไปติดตามตัวเลขทางเศรษฐกิจไปเลยจะดีกว่า

    แล้วที่ผ่านมา Inverted Yield Curve ก็ไม่ได้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจทุกครั้งด้วยนะ อย่างปี 2019 มีเกิดขึ้นอยู่ ในเวลานั้นเกิดเพราะ Fed ออกมาบอกว่าเศรษฐกิจชะลอตัวนะ คนก็เลยคาดการณ์ว่าอาจจะมีการลดอัตราดอกเบี้ยนะ ซึ่งสุดท้ายก็มีการลดอัตราดอกเบี้ยเกิดขึ้นจริง แต่ก็ไม่ได้มีวิกฤติเศรษฐกิจอะไรแต่อย่างใด


    ความหมายจริงๆของ Inverted Yield Curve มันก็แค่นั้นน่ะครับ เป็น expectation ของคนในตลาดเท่านั้นเอง ไม่ได้มีความหมายอะไรมากไปกว่านั้น และไม่ได้จำเป็นว่าตลาดคาดการณ์แล้วมันจะถูกต้องเสมอไป

    สรุปคือ เราอย่าไปให้ความหมายอะไรกับ Inverted Yield Curve มากจนเกินไปครับ
     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • VI กับ ลงทุนในหุ้นกลุ่ม Value มันไม่เหมือนกันนะ

    VI กับ ลงทุนในหุ้นกลุ่ม Value มันไม่เหมือนกันนะ

    วีดิโอนี้ผมพูดถึง Value Investing กับ หุ้นกลุ่ม Value นิดนึงว่ามันไม่เหมือนกันครับ

    ผมเจอหลายคนมีความสับสนสองอันนี้ คือคนมักเข้าใจว่า Value Investing นี่คือการลงทุนในหุ้นกลุ่ม Value หรือก็คือหุ้นที่ P/E ต่ำ ซึ่งก็เข้าใจได้นะเพราะชื่อมันคล้ายๆกัน แต่มันไม่ใช่นะ

    หุ้นกลุ่ม Value นี่ปกติเค้าเรียกรวมๆถึงหุ้นที่มีอัตราส่วนอย่าง P/E, Forward P/E, P/B, EV/CFO, ฯลฯ อะไรพวกนี้ต่ำครับ เวลาได้ยินคนบอกว่าเค้าซื้อหุ้นกลุ่ม Value ไอเดียความเชื่อคือบอกว่าการซื้อหุ้นกลุ่มพวกนี้โดยรวมคือซื้อหุ้นถูก และควรจะผลตอบแทนดี ซึ่งโดยปกติคนจะลงทุนในหุ้นกลุ่ม Value ด้วยการซื้อหุ้นที่มีลักษณะแบบนี้จำนวนมากและทำผ่านกองทุนเพราะมันสะดวกกว่า มันเป็นการมองการลงทุนแบบ Top view

    ส่วนถ้าคนพูดถึง Value Investing นี่คือเค้ากำลังสื่อว่าวิธีการตัดสินใจลงทุนเลือกหุ้นเนี่ย ตัดสินใจจากการวิเคราะห์บริษัท, ประเมินมูลค่าพื้นฐาน แล้วก็ซื้อหุ้นเมื่อราคาหุ้นต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐานที่คำนวณได้เป็นหลัก ซึ่งโดยปกติมันจะเป็นการวิเคราะห์หุ้นรายตัวและซื้อแบบเฉพาะเจาะจง มันเป็นการมองการลงทุนแบบ Bottom view

    จุดที่มันต่างคือคนที่ลงทุนแบบ Value Investing อาจจะซื้อหุ้นที่ P/E, Forward P/E, P/B สูงก็ได้ครับ แบบ P/E 35-40 เลยก็ได้ ตราบใดที่เค้าเชื่อว่าการเติบโตในอนาคตของบริษัทนั้นมันสูงมากพอจนทำให้ราคาระดับนั้นเหมาะสม การตัดสินใจจะไม่อยู่บนคำว่า P/E สูงหรือต่ำ การตัดสินใจจะอยู่บนการคาดการณ์หน้าตาในอนาคตของบริษัทและคิดลดกระแสเงินสดจะปันผลหรือ Free cash flow ก็ดีกลับมาเป็นปัจจุบัน หุ้นบางบริษัทที่คนที่ลงทุนแบบ Value Investing ซื้ออาจจะจัดว่าเป็นหุ้น Growth ก็ได้ครับ

    สรุปคือมันเป็นคนละเรื่องกัน อยากให้เห็นภาพเอาไว้ครับ
     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • งบการเงินบริษัทที่ดี หน้าตาเป็นยังไง ?

    งบการเงินบริษัทที่ดี หน้าตาเป็นยังไง ?

    มีคนเสนอให้ทำวีดิโอดูงบการเงินบริษัทที่ดีบ้าง ตอนแรกก็ว่าจะไม่ทำละ แต่คิดดูก็ทำซะหน่อยก็ดีเพราะที่ผ่านมาก็ดูเหมือนจะไม่เคยทำหัวข้อนี้จริงๆ

    บริษัทที่ดีมันก็มีเยอะไปหมด ในเมื่อไม่มีโจทย์อะไรเป็นพิเศษเราสุ่มมาเปิดให้ดูเป็นตัวอย่างซักอัน วันนี้เราเอา HMPRO และ T. Rowe Price มาเป็นตัวอย่างครับ โดยสรุปเรื่องหลักๆที่ผมจะพิจารณาก็เหมือนเดิมกับทุกครั้งคือผมดูดังนี้

    โดยปกติส่วนตัวผมนิยมมองไปที่งบกำไรขาดทุนก่อน และเหมือนกับวีดิโอก่อนๆที่เคยอธิบายไว้สิ่งที่ผมพิจารณาคือดูว่าบริษัท
    • ขายของได้เพิ่มมั้ย
    • ขายเพิ่มแล้วกำไรเติบโตมั้ย
    • Margin สม่ำเสมอมั้ย
    • มีค่าใช้จ่ายอะไรเพิ่มพรวดพราดหรือเปล่า
    บริษัทที่ดีมันก็จะแน่นอน ขายได้เพิ่ม กำไรโต Margin สม่ำเสมอ ไม่มีค่าใช้จ่ายอะไรโตพรวดผิดปกติ

    แล้วสมมติเราเห็นว่าบริษัทมีกำไรดีนะ เราก็ถัดมาดูงบกระแสเงินสดต่อเลยว่า
    • กำไรที่ว่านี่กระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงานเป็นบวกด้วยป่าว
    • บริษัทเอาเงินสดไปทำอะไรบ้าง ต้องลงทุนในสินทรัพย์ถาวรเยอะมั้ย
    • มีกู้ยืมเงินจำนวนมากหรือเปล่า
    บริษัทที่ดีก็แน่นอน กระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงานเป็นบวก อาจจะมีการลงทุนบ้าง แต่ไม่ถึงกับต้องกู้ยืมเงินอะไรตลอด

    แล้วสุดท้ายก็มาดูงบดุล
    • ดูว่าลูกหนี้การค้ากับสินค้าคงเหลือเพิ่มขึ้นเป็นสัดส่วนกับรายได้มั้ย
    • หนี้สินที่เป็นพวกเงินกู้ระยะยาวเยอะป่าว
    • มีการเพิ่มทุนในช่วงนี้มั้ย
    บริษัทที่ดีเราก็จะเห็นลูกหนี้การค้ากับสินค้าคงเหลือเพิ่มขึ้นตามรายได้ หนี้สินพวกเงินกู้ระยะยาวไม่เยอะ และไม่ต้องเพิ่มทุนอะไรกันบ่อยๆ

    จบละครับ หน้าตางบการเงินบริษัทที่ทำได้ดีก็จะประมาณนี้แหละ

    นอกเหนือจากนั้นก็คือพวกหมายเหตุประกอบงบการเงินในเรื่องต่างๆที่อยากทราบ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • การลงทุนใน Alternative Investments มีประโยชน์อะไรมั้ย ?

    การลงทุนใน Alternative Investments มีประโยชน์อะไรมั้ย ?

    อันนี้เป็นบทความของ Morningstar อีกอันที่ผมว่าน่าสนใจ ในบทความนี้เค้ามีเขียนสรุปว่าการลงทุนใน Alternative investments นี่ผลตอบแทนมันดีมั้ย มันมีประโยชน์อะไรในทางการกระจายความเสี่ยงหรือไม่ สรุปมันได้ผลในฐานะของส่วนหนึ่งของพอร์ตหรือเปล่า

    ซึ่งจริงๆเรื่องนี้ผมเคยอ่านเจอในหนังสือสอบ CFA 3 ละ แล้วก็จำได้ว่ามันเหมือนจะมีประโยชน์นะ แต่ในหนังสือตอนนั้นมันจะเป็นช่วงปี 2000-2016 บทความนี้ก็เหมือนมาอัพเดทครับ

    เพื่อให้เข้าใจตรงกัน Alternative investments ในที่นี้ Morningstar เค้ากำลังพูดถึงพวกกองที่ลงทุนใช้กลยุทธ์ของ Hedge funds หรือใช้กลยุทธ์ที่ไม่ได้ทำโดยกองทุนปกติเช่น
    • Event Driven อันนี้คือใช้เหตุการณ์ของบริษัทหาโอกาสการลงทุนเช่น เรื่องควบรวมกิจการ, บริษัทเจ๊ง หรือเรื่องใหญ่อื่นๆ
    • Options Trading ก็ตามชื่อคือมีการใช้ options เยอะ
    • Relative Value Arbitrage อันนี้คือมองหาสินทรัพย์ที่มูลค่ามันควรจะเกี่ยวข้องกัน แล้วก็อาศัยเวลาที่มูลค่ามันเพี้ยนไปจากปกติ เช่นอาจจะเป็นหุ้นกู้กับหุ้นกู้แปลงสภาพของบริษัทเดียวกัน
    • Macro Trading อันนี้ก็เป็นกลุ่มกว้างๆที่ลงทุนโดยอาศัยการมองเทรนด์ตลาดภาพกว้าง
    • Multi Strategy อันนี้ก็คือกองนึงทำหลายกลยุทธ์
    • Equity Market Neutral อันนี้คือมีการ long และ short หุ้นให้มี Beta ของพอร์ตเท่ากับ 0 แล้วพยายามให้เกิดผลตอบแทนจากการซื้อหรือขายสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกันแล้วคิดว่าอันนึง Overvalued กับอีกอัน Undervalued

    สิ่งที่เค้าทำคือเค้าเอากองทุนที่เป็นกลุ่ม Alternatives ทั้งหมดที่มีอายุอย่างน้อย 15 ปีขึ้นไปคือช่วงกุมภาพันธ์ 2007 ถึงมกราคม 2022 มาพิจารณา รวมถึงกองทุนที่รวมอาจจะไม่ได้เป็น Alternative Investments ซะทีเดียวแต่เป็นสินทรัพย์ประเภทที่นิยมใช้เพื่อการกระจายความเสี่ยงซึ่งคือ
    1. Commodities กองทุนพวกนี้ลงทุนในฟิวเจอร์ของสินค้าพวกวัตถุดิบหรือสินค้าเกษตร
    2. Real Estate กองทุนนี้จริงๆก็นับเป็น equity ประเภทนึงได้นะ แต่ส่วนใหญ่คนนิยมมองแยกออกมา
    3. Precious metal stocks อันนี้คือพวกบริษัทที่ทำเหมือง ก็เป็น equity เหมือนกัน แต่คนนิยมมองแยกเช่นกัน

    เรื่องที่พิจารณาเรื่องแรกคือ Total Return

    เท่าที่ดูคือมีแค่ Real Estate เท่านั้นที่ผลตอบแทนดีกว่าตราสารหนี้ แต่ก็เข้าใจได้เพราะส่วนใหญ่กองที่เป็น Real Estate ก็คือลงทุนใน REIT ซึ่งเป็น equity แบบนึง และโดยปกติก็จะความผันผวนสูงกว่าตราสารหนี้มาก

    ต่อมาดูเรื่อง Correlation เพราะแค่เรื่องผลตอบแทนอย่างเดียวอาจจะไม่ใช่ประเด็น บางทีสาเหตุที่เราเอาสินทรัพย์ทางเลือกเข้ามารวมในพอร์ตเป็นเพราะมันขยับไปคนละทางกับสินทรัพย์อื่นในพอร์ต ก็จะเป็นการลดความผันผวนของพอร์ตโดยรวมได้ อันนี้เค้าเทียบ Correlation ของกองทุน Alternatives กับกองทุนผสมที่มีหุ้นกับตราสารหนี้ 60/40 ตัวเลขที่ได้ยิ่งต่ำแบบติดลบไปเลยก็คือยิ่งดี ถ้าตัวเลขสูงเข้าใกล้ 1 เท่าไหร่ก็คือมันขยับไปในทิศทางเดียวกันและไม่มีประโยชน์ในเชิงของการทำให้พอร์ตเสถียรขึ้น

    ผลออกมาคือก็ไม่ได้ดูดีเท่าไหร่ ทั้งหมดเป็นบวกและบวกเยอะด้วยนะ แย่กว่า Intermediate Core Bond ซึ่งมีสัดส่วนอยู่ในพอร์ตอยู่แล้ว 40% ซะอีก ที่ดูจะน้อยจริงก็มีแค่ Equity Market Neutral กับ Equity Precious Metals เท่านั้น ซึ่งเป็นอันที่ผลตอบแทนค่อนข้างต่ำนะ

    สุดท้ายมาดูภาพรวมว่าถ้าเอากอง Alternatives ปนเข้าไปจะทำให้ Sharpe ratio ของพอร์ตโฟลิโอดีขึ้นมั้ย เค้าลองโดยการจัดพอร์ตแบบ 60% เป็นกองหุ้นใหญ่ 20% เป็นกองตราสารหนี้ 20% เป็นกองแบบต่างๆ แล้วเอามาเทียบกัน


    ผลลัพธ์ที่ได้คือ พอร์ตที่เป็นกองหุ้นใหญ่ 60% กับกองตราสารหนี้ 40% ให้ Sharpe ratio ที่ดีสุดอยู่ดี

    สรุปแล้วคือ หลักฐานของ Morningstar บ่งชี้ว่ากอง Alternative Investments ดูไม่ค่อยมีประโยชน์เท่าไหร่ อย่างน้อยก็ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมาครับ

    อันนี้เป็นลิ้งค์ของบทความเผื่อคนสนใจอ่านครับ https://www.morningstar.com/articles/1081282/do-investors-need-alternative-investments

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • สงครามรัสเซีย-ยูเครน มีผลกระทบยังไงกับเศรษฐกิจบ้าง ?

    สงครามรัสเซีย-ยูเครน มีผลกระทบยังไงกับเศรษฐกิจบ้าง ?

    มีคนถามเรื่องสงครามเพิ่มเติมว่ามันจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจขนาดไหน ซึ่งก็เป็นคำถามที่ดีนะ เอาจริงๆผมก็ไม่ทราบเหมือนกันก็เลยลองไปหาข้อมูลมาครับ

    อย่างแรกที่ผมไปดูคือ GDP ของรัสเซียกับยูเครนดูว่าเศรษฐกิจสองประเทศนี้ใหญ่ขนาดไหนเมื่อเทียบกับทั้งโลก เท่าที่เห็นก็เหมือนไม่ได้ใหญ่นะ รัสเซียขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับที่ 12 ของโลก ซึ่งก็ดูเหมือนใหญ่อยู่ ส่วนยูเครนนี่อันดับที่ 57 เล็กกว่าไทยอีกครับ ไทยยังอันดับที่ 25


    เมื่อดูในรายละเอียดก็เห็นว่าจริงๆสองประเทศนี้รวมกันก็ไม่ได้เป็นสาระสำคัญมากนัก สัดส่วนของ GDP สองประเทศนี้รวมกัน 1817.17 Bn เทียบกับทั้งโลก 91,980 Bn คิดเป็นแค่ 1.98% เท่านั้นเอง ดังนั้นหมายความว่าในเชิงความเสียหายเศรษฐกิจโดยรวมอาจจะไม่วงกว้างเท่าไหร่ คงไม่ใช่แบบ domino effect เหมือนตอน US Subprime หรืออะไรแบบนั้น

    แล้วรัสเซียกับยูเครนมีอะไรโดดเด่นหรือเปล่า เท่าที่เข้าใจคือมีความโดดเด่นในสินค้าบางด้าน ซึ่งก็จะมีผลกระทบกับประเทศที่มันเกี่ยวข้องเป็นคู่ค้าหรือพึ่งพาสินค้าพวกนี้
    รัสเซีย
    • เป็นประเทศที่ส่งออกสินค้าเรื่องพลังงานเยอะมาก พวกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ซึ่งจริงๆก็สอดคล้องกับข่าวที่ได้ยินและก็สิ่งที่เราเห็นหุ้นในรัสเซียส่วนใหญ่อยู่ในธุรกิจพวกนี้ซะเยอะ
    • จากข้อมูลของเวป IEA เข้าใจว่ารัสเซียเป็นผู้ผลิตน้ำมันใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากอเมริกาและซาอุดิอาราเบีย แต่เป็นประเทศที่ส่งออกน้ำมันเยอะที่สุดในโลก ถ้านับเฉพาะน้ำมันดิบจะเป็นอันดับสองรองจากซาอุดิอาราเบีย
    • การส่งออกน้ำมันที่ว่า 60% ไปที่ยุโรป จีนอีก 20% แล้วก็ประเทศอื่นๆคือที่เหลือ
    • ส่วนก๊าซธรรมชาติที่บอกยุโรปและอังกฤษพึ่งพารัสเซียก็ดูเหมือนจะจริง เพราะอุปทานของก๊าซธรรมชาติที่ใช้อยู่มาจากรัสเซีย 32% (ในปี 2021)

    • แล้วในเวลานี้ดูเหมือนสต็อกของก๊าซธรรมชาติในยุโรปจะต่ำกว่าปกติด้วยนะ ปัจจุบันสต็อกมีต่ำกว่าเฉลี่ย 5 ปีที่ผ่านมาอยู่ 30% และโดยรวมต่ำกว่า 1 ใน 3 ของความจุทั้งหมด

    • ในเวลานี้ผมไม่แน่ใจว่าราคาน้ำมันกับก๊าซธรรมชาติที่สูงขึ้นมาในข่าวนี่คือเป็นเพราะปริมาณที่ส่งออกมาจากรัสเซียลดลงแล้วจริงๆ หรือเป็นความคาดการณ์ของตลาดเฉยๆ แต่สิ่งที่เห็นในเวลานี้คือราคาก๊าซในยุโรปแพงขึ้นแล้วจริง

    • สรุปแล้วคือเท่าที่ดูจะสำคัญอยู่ แต่ในรายละเอียดผมเข้าใจว่าผลกระทบจากก๊าซธรรมชาติน่าจะหนักกว่านะ เพราะน้ำมันนี่ผมเข้าใจว่ารัสเซียก็ขนไปขายที่อื่นได้ แต่ก๊าซธรรมชาติที่ส่งทางท่อนี่น่าจะเป็นประเด็นสุด

    ยูเครน
    • ดูเหมือนจะเป็นสินค้าเกษตรพวกอาหาร
    • ยูเครนกับรัสเซียรวมกันเป็นผู้ผลิตน้ำมันเมล็ดดอกทานตะวัน 60% ของโลก ( Source: S&P Global Platts)
    • ยูเครนกับรัสเซียรวมกันเป็นผู้ผลิตข้าวสาลี 28.9% ของโลก (Source: JP Morgan)
    • ก็คงทำให้ราคาข้าวสาลีแพงขึ้นแน่

    นอกเหนือจากเรื่องสินค้าส่งออก สิ่งที่เจออีกอย่างคือดูเหมือนบริษัท software จำนวนพอสมควรจะมีพนักงานหรือมีการจ้างคนยุโรปตะวันออกซึ่งรวมถึงยูเครนด้วย บริษัทพวกนี้ก็คงกระทบแหละ แต่ไม่ได้เป็นสาระสำคัญของเศรษฐกิจโลกโดยรวม

    สรุปแล้วผลกระทบโดยรวมของสงคราม เท่าที่เราเห็นในเวลานี้ก็น่าจะเป็นเรื่องของเงินเฟ้อจากเรื่องราคา commodities พลังงานกับอาหารที่สูงขึ้นนะ สำหรับประเทศส่วนใหญ่ที่ตอนนี้ก็เงินเฟ้อสูงอยู่แล้วก็คงทำให้ยิ่งไปกันใหญ่ ส่วนที่เดือดร้อนสุดก็คงจะเป็นยุโรปที่พึ่งพาเรื่องพลังงานจากรัสเซียเป็นพิเศษ กับประเทศที่ยากจนอื่นโดยเฉพาะพวกที่ผลิตอาหารเองไม่ได้แล้วก็ยากจนด้วยเช่น Yemen, Lebanon อะไรแถวนั้น

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • ในสถานการณ์ผิดปกติอย่างสงครามยูเครน เราจะมีวิธีบริหารความเสี่ยงยังไง ?

    ในสถานการณ์ผิดปกติอย่างสงครามยูเครน เราจะมีวิธีบริหารความเสี่ยงยังไง ?

    มีคนตั้งคำถามว่าในเคสเหตุการณ์ไม่ปกติอย่างเช่นสงครามในยูเครน เราจะบริหารความเสี่ยงยังไงดี

    เวลามันมีเหตุการณ์ไม่ปกติแบบสงครามในยูเครนนี่สถานการณ์มันจะเปลี่ยนเร็วมาก บางทีข่าววันนึงบอกถอนทหาร อีกวันนึงบอกสั่งบุก มันก็ทำให้มีความผันผวนสูงจริง แล้วเราจะมีวิธีการจัดการกับความเสี่ยงอารมณ์แบบนี้ยังไงได้บ้าง

    ผมก็มานั่งนึกนะ แล้วก็คิดว่ามันทำได้อยู่ 4 แบบ

    1. คาดเดาแล้วก็เสี่ยงเลย
    วิธีการนี้คือพยายามเดาเหตุการณ์ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เดาว่ามันจะมีผลกระทบกับตลาดหุ้นหรือกับสินทรัพย์การลงทุนแต่ละประเภทยังไงบ้าง แล้วก็ลงทุนแบบดักทางไว้ก่อน ซึ่งถ้าทำได้ถูกต้องนี่มันจะเป็นอะไรที่เท่มาก

    แต่กลับกันก็อาจจะผิดได้เช่นกัน และก็อาจจะกลายเป็นเละแทนที่จะดี การเดาแล้วเสี่ยงเลยจึงเป็นอะไรที่เสี่ยงมากอยู่และผมว่าไม่ได้เหมาะกับเราเท่าไหร่

    2. ปลอดภัยไว้ก่อน
    อันนี้ก็เป็นอีกวิธีที่ทำได้ คือบางคนก็นิยมที่จะขายออกมาแล้วถือเงินสดรอดูสถานการณ์ก่อนแล้วค่อยตัดสินใจอีกที
    อาการแบบนี้จริงๆลึกๆก็คือกำลังตัดสินใจบนความกลัวนั่นแหละ

    ถ้าสุดท้ายเหตุการณ์มันกลายเป็น worst-case เลย พวกนี้ก็จะหล่อขึ้นมาทันที เพราะจะดูฉลาดมากที่ทำการขายออกมาก่อน แต่ปัญหาคือโดยปกติแล้วเหตุการณ์ในโลกมันมักจะไม่ไปสุดโต่ง worst-case ขนาดนั้นไง บางทีตลาดมันก็เหมือนแกล้งเรานึกออกมะ มันจะมีเรื่องบ้าบออะไรไม่รู้เกิดขึ้นเป็นระยะ เดี๋ยวๆโควิด ซักพัก Fed ซักพักอสังหาจีนเจ๊ง ซักพักสงคราม อะไรแบบเนี้ย สรุปคือคนกลุ่มนี้กลายเป็นแทบจะนั่งอยู่ขอบสนามอยู่นอกตลาดอย่างเดียวเลย หลายครั้งกลายเป็นพลาดโอกาสไป

    3. นิ่งไว้มองระยะยาว
    หลักๆแล้วคือยอมรับซะว่าเราไม่สามารถเดาอนาคตโดยเฉพาะระยะสั้นได้ ดังนั้นมองไปไกลๆดีกว่าแล้วถามว่าเหตุการณ์นี้มันจะส่งผลระยะยาวหรือเปล่า ส่วนใหญ่ก็จะไม่ใช่ และคนที่ทำแบบนี้ก็จะถือเงินลงทุนที่มีอยู่แล้วต่อไป

    วิธีการนี้ส่วนใหญ่คนจะทำไม่ค่อยได้ หลักฐานส่วนใหญ่บ่งชี้ว่าคนจะตกใจในช่วงวิกฤติรวมถึงพวกที่ตอนนี้ปากบอกว่าลงทุนระยะยาวนะรับความเสี่ยงได้นะก็ตาม ก็เข้าใจได้เพราะไม่มีใครชอบเห็นเงินเก็บทั้งชีวิตของตัวเองลดไป -50% และส่วนใหญ่พอตกใจก็จะทำแบบปลอดภัยไว้ก่อน แล้วก็เลยจะพลาดช่วงที่มันฟื้นครับ

    4. กลับมามองมูลค่าหุ้น
    ไอเดียคือกลับมามองที่ตัวบริษัทว่าได้รับผลกระทบยังไงบ้างจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พยายามมองมูลค่าพื้นฐานหุ้นเทียบกับราคาหุ้นที่ตกลงมานั่น แล้วก็ตัดสินใจตามนั้น

    วิธีแนวนี้ก็เป็นเหตุเป็นผลดีแหละ แต่ทำยากเช่นกัน คือมันต้องหัดเลยนะ อดทนไม่ขายก็เรื่องนึงแต่กระโดดเข้าไปลงทุนด้วยเลยนี่ทำได้ยากอยู่ ต้องใช้ความมีสติเป็นเหตุเป็นผลและมีวินัยมากทีเดียว

    น่าจะเดาได้อยู่แล้วว่าผมจะชอบวิธีการที่สามกับสี่ มันคือการควบคุมสติตัวเองให้มองเหตุการณ์แบบใช้เหตุผลจริงๆไม่ตัดสินใจบนความกลัว ถ้าทำได้ดีนอกจากเราจะไม่ขายด้วยความกลัวแล้ว หลายครั้งเราจะเห็นโอกาสที่คนอื่นไม่เห็นด้วยครับ

    สุดท้ายคือผมอยากจะเตือนว่าไม่มีสินทรัพย์อะไรที่ไม่มีความเสี่ยงเลย การขายแล้วออกมารอก่อนก็ไม่ใช่ว่าไม่เสี่ยงนะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงที่เงินเฟ้อสูงขนาดนี้ การออกมาถือเงินสดนี่ก็มีต้นทุนอยู่นะครับ

  • Trend อนาคตเรื่องไหนเราเชื่อสุด ?

    Trend อนาคตเรื่องไหนเราเชื่อสุด ?

    มีคนถามความเห็นว่า Trend อนาคตที่น่าสนใจเวลานี้มีหลายเรื่อง เช่น AI, Blockchain, EV, Metaverse, Gene editing, Environment, etc. Trend ไหนที่เราคิดว่าอนาคตมาแน่นอนบ้าง

    ส่วนตัวผมว่าเรื่องที่มาแน่สุดก็ EV มั้ง

    อันนี้คิดว่าชัดนะ ตั้งแต่ Tesla เริ่มออกรถยนต์ไฟฟ้าที่ราคาต่ำลงมา เห็นข่าวค่ายรถยนต์ในจีนทำ EV ออกมาแข่งกันแล้วก็มีคนซื้อด้วย เห็นตัวเลขยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าเติบโตขึ้นทั่วโลกแล้วก็กินเข้าไปใน market share ของรถยนต์ที่ใช้แก๊สเรื่อยๆด้วยนะ และในทางไอเดียเองมันก็เข้าท่านะ นึกภาพถ้ามันมีรถยนต์ไฟฟ้าที่ราคาไม่ต่างกับรถยนต์ปกติที่เราใช้อยู่ ปลอดภัยไม่ต่างกัน แล้วมันวิ่งได้ไม่ก่อให้เกิดมลพิษอากาศสะอาด มีชิ้นส่วนน้อยกว่าพังน้อยกว่าโดยรวมต้นทุนในการดูแลรักษาต่ำกว่า ส่วนเรื่องค่าใช้จ่ายเรื่องการชาร์จไฟเทียบกับเติมน้ำมันอันไหนราคาถูกกว่ากันอันนี้เหมือนคำตอบจะยังไม่ชัด ส่วนใหญ่ที่เห็นคือถ้าชาร์จที่บ้านตอนกลางคืนจะถูกกว่าน้ำมัน เสียอย่างเดียวตรงที่เวลาเติมไฟฟ้าจะนานกว่าเติมน้ำมัน ถ้าเป็นแบบนี้มันก็จะมีคนจำนวนมากหันมาใช้รถ EV แหละผมเชื่อ

    อนาคตพอคนใช้เยอะขึ้น EV ก็จะมี scale มากขึ้นและมีคนพัฒนาเทคโนโลยีเรื่องแบตเตอรี่, การชาร์จและเรื่องอื่นๆก็จะดีขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งทำให้คนเปลี่ยนมา EV ง่ายขึ้นไปอีก

    คำถามสำคัญคือ ถ้าเรารู้ว่า EV จะมาแล้วเราควรไปลงทุนในอะไรดี ที่นึกออกก็จะมี
    บริษัทที่ทำ EV นึกถึง Tesla, BYD
    บริษัทที่ผลิตแบตเตอรี่ เช่น Contemporary Amperex Technology, LG Chem
    บริษ้ทที่ทำสถานีชาร์จ เช่น Energy Absolute, ChargePoint Holdings
    บริษัทที่ผลิตและจ่ายกระแสไฟฟ้า พวกนี้ก็บริษัทที่ทำโรงไฟฟ้าและบางประเทศบริษัทที่ทำการจ่ายกระแสไฟฟ้าก็มีหุ้นอยู่ เช่น Red Electrica

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี