Author: admin

  • ขาย หรือ ถือต่อดี ? เราจะมีวิธีตัดสินใจยังไง ?

    ขาย หรือ ถือต่อดี ? เราจะมีวิธีตัดสินใจยังไง ?

    ขายหรือว่ารอดีก็เป็นคำถามที่มีคนถามบ่อย  และแน่นอนว่าสถานการณ์แต่ละคนก็ไม่เหมือนกันดังนั้นคำตอบมันก็ไม่ควรเหมือนกัน

    ผมก็มานึกดูนะว่าปกติถ้าเป็นผมจะคิดอะไรและตัดสินใจยังไง  สุดท้ายผมสรุปออกมาว่าในการตัดสินใจ  มันมีคำถามสำคัญอยู่ข้อเดียวที่ต้องถามกับตัวเองแล้วก็ตอบแบบไม่ใช้อารมณ์ครับ  นั่นคือถามว่า “ถ้าขายออกมาแล้ว  สามารถเอาเงินไปทำประโยชน์อื่นได้ดีกว่าถือเอาไว้หรือเปล่า ?”

    ถ้าคำตอบของเราคือ “ใช่” เราก็สมควรจะขาย  แต่ถ้า “ไม่ใช่” หรือ “ไม่รู้ไม่แน่ใจ” เราก็สมควรจะถือต่อครับ  แต่ย้ำอีกทีว่าระมัดระวังการใช้อารมณ์ในการตัดสิน  พิจารณาอย่าเผลอลำเอียงหรือมี bias ล่ะ

    ผมยกตัวอย่างให้นะ

    เคสล่าสุดที่มีคนถาม  เค้าบอกว่าถือหุ้นที่เป็นวัฎจักรอยู่แล้วตอนนี้ขาดทุน 50%  ควรขายหรือควรถือต่อรอดี  เราก็คิดก่อนเลยว่า “ถ้าขายออกมาแล้ว  สามารถเอาเงินไปทำประโยชน์อื่นได้ดีกว่าถือเอาไว้หรือเปล่า ?”  นึกดูก่อนว่าถ้าตอนนี้ขายออกมาจะเอาเงินไปทำอะไร  มีโอกาสอย่างอื่นที่ดูแล้วน่าจะซื้อได้มั้ย  แล้วคาดว่าผลตอบแทนจะดีขนาดไหนภายในระยะเวลาเท่าไหร่  แล้วก็เทียบกับกรณีที่ไม่ขายคือรอจนหุ้นวัฎจักรนั่นวนกลับมาอยู่ในช่วงที่บริษัททำได้ดี  มันน่าจะใช้เวลาอีกนานมั้ยแล้วคาดว่าจะได้ผลตอบแทนขนาดไหน

    สมมติถ้าคำตอบมันออกมาประมาณว่า  ขายออกมาเอาเงินไปซื้อหุ้นอื่นตอนนี้หาโอกาสดีๆได้อยู่เพราะโควิด  แล้วน่าจะกำไร 2 เท่าได้เมื่อโควิดผ่านไปตีซะภายในระยะเวลา 2 ปี  ส่วนถ้าถือต่อก็เชื่อว่าบริษัทวัฎจักรนี้จะวนกลับมาทำได้ดีใน 4-5 ปีข้างหน้าและก็น่าจะกำไร 2 เท่าเหมือนกัน  แบบนี้ก็แปลว่าสมควรขาย

    แต่ถ้าสมมติคำตอบออกมาว่า  ขายออกมาก็ไม่รู้เอาเงินไปทำอะไรดี  ตอนนี้ไม่มีหุ้นอะไรที่รู้สึกว่าเป็นโอกาสแล้วสบายใจที่จะลงทุน  น่าจะฝากธนาคารมั้ง  ส่วนถ้าถือต่อก็เชื่อว่าบริษัทนี่จริงๆไม่ได้มีปัญหา  แค่ว่าอยู่ในช่วงวัฎจักรที่ชะลอทั้งอุตสาหกรรม  เชื่อว่าใน 4-5 ปีข้างหน้าเมื่ออุตสาหกรรมฟื้นก็น่าจะกลับมาทำได้ดีและราคาสูงขึ้นมาเป็น 2 เท่าจากตอนนี้  แบบนี้ก็ควรจะถือต่อ

    หรืออีกเคสนึง  สมมติกรณีซื้อบริษัทนึงมาคาดว่าผลประกอบการจะทำได้ดี  แต่พลาดคือผลประกอบการแย่ลงต่อเนื่องมา 2 ปีละ  แล้วเมื่อพิจารณาอนาคตของธุรกิจก็น่าจะแพ้คู่แข่งไปยาวๆ  เวลาตัดสินใจก็ทำเหมือนเดิมคือถามตัวเองว่า “ถ้าขายออกมาแล้ว  สามารถเอาเงินไปทำประโยชน์อื่นได้ดีกว่าถือเอาไว้หรือเปล่า ?”

    ถ้าคำตอบคือ  ขายออกมาก็ไม่รู้เอาไปทำอะไรนะ  คงฝากธนาคารไว้ก่อน  ส่วนถ้าถือต่อไปแนวโน้มก็คือบริษัทจะทำได้แย่ลงและราคาก็มีแนวโน้มจะแย่ลงตาม  แน่นอนว่ามันอาจจะเกิดปาฏิหารย์ที่ราคาโดดขึ้นมาได้ไงไม่รู้แล้วทำให้เรามีโอกาสขาย  แต่นั่นมันคือฟลุคและไม่น่าจะเกิดขึ้น  แนวโน้มคือจะเละ  แบบนี้ก็ขายไง

    แล้วมันก็ทำแบบนี้กับกรณีที่กำไรแล้วสงสัยว่าควรจะขายหรือยังด้วยนะ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/courses

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • สับสน! ตอนนี้ยังจับแนวทางลงทุนในหุ้นไม่ถูก ทำไงดีครับ ?

    สับสน ตอนนี้ยังจับแนวทางลงทุนในหุ้นไม่ถูก ทำไงดีครับ ?

    อันนี้เป็นคำถามที่มีคนถามเข้ามาครับ  ผมตอบไล่ไปทีละเรื่อง

    อย่างแรกก่อนเลย  ปัญหาคืออะไร  เท่าที่ฟังหลักๆก็คือสับสนว่าจะลงทุนยังไงดีเท่านั้นแหละ  อาการแบบนี้ไม่ได้เป็นเป็นเรื่องแปลก  ไม่ได้เป็นอยู่คนเดียวแน่นอน  ผมว่าตอนเริ่มต้นลงทุนมันก็เป็นกันทุกคนน่ะครับ

    ที่บอกลงทุนในหุ้นมาเกือบปี  จริงๆเป็นระยะเวลาที่สั้นมากนะ  นึกดูสมมติเริ่มลงทุนกลางปี 2019 ลงทุนไปซักพักเจอโควิดปี 2020 พอดี  หุ้นที่ซื้อไว้มันก็ตกทุกคนน่ะ  แบบนี้จะไปวัดว่าวิธีการที่ใช้มันห่วยหรือไม่ได้ผลก็เร็วไปป้ะ  จริงๆสมมติบอกลงทุนในหุ้นนาน 2-3 ปีก็ยังเป็นระยะเวลาที่สั้นนะ  บางคนอาจเริ่มลงทุนหลังวิกฤติ 2008 แล้วช่วง 2-3 ปีนั้นก็หุ้นขาขึ้นตลอดซื้อมั่วก็กำไรก็เป็นไปได้  ดังนั้นถ้าบอกลงทุนมาแค่เกือบปีแล้วยังรู้สึกจับทางไม่ถูกก็ไม่ใช่เรื่องแปลก  ไม่ต้องเครียดหรือตกใจอะไร

    ส่วนเรื่องพยายามอ่านหนังสือและศึกษาหลายวิธีการก็เป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้วครับ  สมมติเราเริ่มมาใหม่กิ๊กไม่รู้อะไรเลย  ก็เหมาะสมแล้วที่จะเริ่มโดยการศึกษากว้างขวางก่อนดูว่ามันมีวิธีการลงทุนอะไรบ้าง  ไอเดียมันมีอะไรบ้างเพราะอะไร  แล้วพออ่านหลากหลายแนวทางปนๆกันมันก็จะสับสนเป็นธรรมดา

    ทีนี้สิ่งที่แนะนำคือ  ก่อนจะลงทุนอะไรต่อต้องตัดสินใจให้เรียบร้อยก่อนว่าสรุปจะลงทุนด้วยวิธีไหนอะไรยังไงกันแน่  เริ่มจากใจเย็นๆแล้วลองสรุปสิ่งที่เรียนรู้มาหลากหลายนั่นออกมาก่อนว่าวิธีการหลักๆมันมีอะไรบ้าง  โดยภาพรวมวิธีการที่มีอยู่ปัจจุบันมันก็แบ่งเป็น 3 กลุ่มหลักๆ

    1. สายพื้นฐาน  พวกนี้ก็คือเชื่อว่าบริษัทมีมูลค่าที่เหมาะสมอยู่  แล้วกลยุทธ์ก็คือซื้อถ้าราคาถูกกว่ามูลค่านั้น  ขายเมื่อราคาสูงกว่ามูลค่านั้น
    2. สายเทคนิค  พวกนี้คือเชื่อว่าวิธีการทำกำไรในตลาดหุ้นคือเดาสิ่งที่คนอื่นจะทำ  กลยุทธ์ก็จะเป็นการดูสัญญาณเกี่ยวกับราคาหรือปริมาณการซื้อขาย  หลักๆก็เพื่อเดาใจคนอื่น
    3. สายเฉลี่ย  พวกนี้คือในการกระจายความเสี่ยงและไม่พยายามเสียเวลาเดาตลาด  กลยุทธ์ก็จะเป็นการเลือก asset แล้วก็ซื้อเฉลี่ย  Dollar Cost Averaging ก็อยู่ในหมวดนี้

    คุณลองนึกว่าเห็นด้วยถูกจริตกับวิธีการไหนมากกว่ากัน  พอได้ทิศทางกว้างแล้ว  ก็เริ่มนึกจริงจังลงรายละเอียดอีกหน่อยว่าจะซื้อหรือขายตัดสินใจยังไง  เช่นอย่างสมมติผมบอกจะลงทุนแบบ Opportunistic VI นะ  ผมก็ต้องเริ่มนึกรายละเอียดว่าที่บอกบริษัทดีนี่จะเอาอะไรวัดดี  อะไรเงี้ย  คุณก็นึกของคุณนั่นแหละ  ไม่ต้องกลัวว่ามันจะถูกหรือผิดนะ  เพราะยังไงคุณต้องลองดูถึงจะรู้อยู่แล้ว  เอาที่มันสมเหตุสมผลที่สุดบนโลกของคุณก็ใช้ได้  ถ้ายังไม่สามารถลงรายละเอียดได้  ก็แสดงว่าที่ศึกษาน่ะไม่พอ  ไปศึกษาเพิ่มในประเด็นที่เราติดอยู่  เอาให้ได้รายละเอียดพอที่มันจะเป็นแผนให้คุณปฏิบัติตามได้น่ะ  แล้วหลังจากนั้นก็ลองดูเลย

    เวลาลองเนี่ย  ผมก็แนะนำว่าทดลองจำนวนหนึ่งและให้เวลาพอสมควรก่อนที่จะสรุป  อย่าเขวหรือลองอะไรหลายอย่างปนกันมั่ว  ให้มันได้ข้อสรุปแล้วก็ปรับไปน่ะครับ  อย่างของผมนี่ก็ต้องให้เวลาและลองอยู่นาน  ตอนแรกที่ทำก็รู้สึกว่ามันได้ผลบ้างพลาดบ้างน่ะนะ  หลังจากนั้นก็สังเกตเคสที่เราพลาดแล้วพยายามหาวิธีกันไม่ให้ตัดสินใจพลาดแบบเดิมอีก

    ผมแนะนำแบบนี้เลยครับ  ทดลองไปแหละอย่าไปเครียด  สุดท้ายผ่านไปนานมากถ้าไม่พบวิธีที่ก็ไม่ต้องเครียด  ในเวลานั้นคุณก็แค่ถามตัวเองว่ายังมีไอเดียอะไรอยากลองอยู่มั้ย  ถ้าไม่มีก็แค่รู้ตัวว่าการเลือกหุ้นอาจจะไม่ใช่เรื่องถนัดของคุณก็ได้  คุณก็จะไปใช้วิธีลงทุนแบบเฉลี่ย DCA หรือซื้อกองทุนก็ได้  จริงๆทำแบบนั้นคุณจะชนะนักลงทุนส่วนใหญ่ด้วยซ้ำ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/courses

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • ตลาดหุ้นตกส่งผลยังไงกับเศรษฐกิจ ทำไมภาครัฐต้องพยายามพยุงราคาหุ้นด้วย ?

    ตลาดหุ้นตกส่งผลยังไงกับเศรษฐกิจ ทำไมภาครัฐต้องพยายามพยุงราคาหุ้นด้วย ?

    มีคนถามว่าตลาดหุ้นตกมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างไร  คือประเด็นของคำถามนี่คือเค้ารู้แหละว่าเศรษฐกิจน่ะมีผลต่อตลาดหุ้น  และเค้าก็รู้ว่าที่ซื้อขายหุ้นกันอยู่ในตลาดส่วนใหญ่เป็นซื้อไปมาระหว่างนักลงทุนด้วย  ราคาหุ้นที่สูงขึ้นไม่ได้ทำให้บริษัทกำไรมากขึ้น  ราคาหุ้นที่ต่ำลงก็ไม่ได้ทำให้บริษัทกำไรน้อยลง  แล้วทำไมดูเหมือนภาครัฐเป็นกังวลเวลาตลาดหุ้นตก  อย่างเคส COVID-19 ที่ผ่านมาก็มีออก SSFX ออกมาเพื่อพยายามพยุงราคาตลาดหุ้น  แสดงว่าการที่ตลาดหุ้นตกมันก็ต้องมีผลต่อเศรษฐกิจสิไม่งั้นเค้าจะทำไปทำไม

    ตอบตามตรงผมก็ไม่รู้ว่าวัตถุประสงค์ของการที่เค้าออก SSFX มาเพื่อพยุงตลาดหุ้นนี่ทำไปเพราะอะไรนะ  แต่โดยภาพรวมแล้ว  การมีอยู่ของตลาดหุ้นมีประโยชน์ต่อเศรษฐกิจเพราะว่า

    1. สำหรับบริษัท  ตลาดหุ้นก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการระดมเงินทุน  ทำให้บริษัทมีโอกาสเติบโตมากขึ้นและเป็นประโยชน์กับเศรษฐกิจโดยรวม  ถ้าไม่มีตลาดหุ้นก็แปลว่าบริษัทพึ่งพาการยืมเงินธนาคารแค่ทางเดียว  หรือไม่งั้นก็อาจต้องหาคนมาร่วมทุนแต่ก็จะเป็นกลุ่มทุนขนาดใหญ่เท่านั้นซึ่งก็ทำได้จำกัด
    2. สำหรับคนทั่วไป  ตลาดหุ้นก็เป็นช่องทางที่ทำให้คนทั่วไปสามารถเข้าไปเป็นเจ้าของร่วมในธุรกิจต่างๆที่ประสบความสำเร็จได้ด้วยเงินที่ไม่เยอะ  มันก็เป็นการสร้างโอกาสในการกระจายความมั่งคั่งแบบนึง  ถ้าไม่มีตลาดหุ้นก็แปลว่าเราต้องเริ่มต้นธุรกิจด้วยตัวเองเท่านั้นซึ่งก็เป็นการจำกัดความเป็นไปได้สำหรับหลายๆคน  หรือไม่งั้นก็ลงทุนได้แค่ฝากธนาคารซึ่งเราก็เห็นอยู่ว่าผลตอบแทนแพ้เงินเฟ้อด้วยซ้ำ

    ดังนั้นถ้าสมมติตลาดหุ้นตกรุนแรงแล้วซึมอยู่เป็นเวลานาน  (ย้ำว่าซึมนานด้วยนะ  ตกแป๊บเดียวไม่น่าจะเป็นสาระ)  ก็อาจจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจได้ตรงที่

    1. ถ้าหุ้นตกต่ำอยู่นาน  มันก็แปลว่าคนจำนวนมากไม่อยากลงทุนในตลาดหุ้น  ดังนั้นถ้าสมมติในอนาคตมีบริษัทที่จะมาระดมทุนออก IPO หรือบริษัทที่อยู่เดิมต้องการจะระดมทุนเพิ่ม  ก็อาจจะทำได้ลำบากเพราะคนไม่ค่อยสนใจ  โดยรวมก็ไปทำให้ระดมทุนได้ยากหรือแพงขึ้น
    2. มีผลกระทบต่อจิตวิทยาของคน  ตลาดหุ้นตกมันก็มีผลกับเงินลงทุนของคน  อาจทำให้คนรู้สึกจนลงแล้วก็เลยกล้าใช้จ่ายน้อยลง  ถ้าเป็นแบบนั้นกันเยอะๆก็อาจจะมีผลต่อเศรษฐกิจ
    3. อาจมีผลกับพอร์ตของพวกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือเพื่อการเกษียณ  ทำให้คนที่กำลังจะเกษียณเดือดร้อน  แต่ประเด็นนี้ไม่น่าจะเป็นเรื่องหลัก

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/courses

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • ลงทุนแนว VI ควรถือยาวแค่ไหน ?

    ลงทุนแนว VI ควรถือยาวแค่ไหน ?

    มีคนสงสัยว่าปกติแล้วผมถือหุ้นยาวนานขนาดไหน  หรือจริงๆที่ว่าลงทุนระยะยาวนี่คือมันควรจะถือยาวขนาดไหน  แล้วสมมติถ้าเค้าอยากถือหุ้นระยะยาวมากเกิน 10 ปีเลยได้มั้ย  ผมรวมคำถามมาตอบครับ

     

    1. VI นี่มันควรถือยาวขนาดไหน ?

    ผมไม่คิดว่ามันมีกฎตายตัวและไม่น่าจะมีคำว่าควรหรือไม่ควรนะ  โดยรวมแล้วการลงทุนระยะยาวมันก็คือลงทุนโดยหวังผลในระยะยาวแหละ  ดังนั้นโดยทั่วไปมันก็จะถือหุ้นกันเป็นปี  แต่ทั้งนี้มันขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์เหตุผลที่เราซื้อหุ้นนั้นมาตั้งแต่แรก

    สมมติเราซื้อมาเพราะเราต้องการปันผล  เรามองว่าบริษท dividend yield มันดีและน่าจะมีกำไรและจ่ายปันผลได้สม่ำเสมอ  แบบนี้จะถือยาวไปเรื่อยก็ถูกต้องแล้ว

    หรือสมมติซื้อมาเพราะตั้งใจจะขายเมื่อราคากลับมาอยู่สภาพปกติ  เช่นเรามองว่าตอนนี้ราคาหุ้นมันตกต่ำเว่อร์เกินไปอาจจะเพราะปัญหาชั่วคราว  จริงๆด้วยคุณภาพธุรกิจบริษัทน่าจะทำได้ดีและขึ้นราคามันน่าจะฟื้นกลับขึ้นมา  แบบนี้ก็ขายเมื่อมันฟื้นกลับมา  ซึ่งอาจจะ 1 ปี หรือ 5 ปีก็แล้วแต่

    2. แล้วปกติวิธีที่ผมใช้นี่ถือยาวแค่ไหน ?

    ไม่เคยเก็บสถิติจริง  แต่คาดว่าอยู่ประมาณ 3 ปีครับ

    มันมีทั้งเคสที่ซื้อมาเพราะเหตุการณ์ชั่วคราวแต่ไม่ได้ชอบธุรกิจเท่าไหร่แล้วพอเหตุการณ์หายไปผมก็ขาย  อันนี้บางที 1-2 ปีหรือน้อยกว่าปีก็มี  หรือพวกที่กะถือไปยาวโลดเพราะผมชอบธุรกิจแล้วก็มีความมั่นใจว่ามันทำได้ดีมากอย่างต่อเนื่องก็มี

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/courses

  • ซื้อก่อนหรือหลัง XD อันไหนดีกว่ากัน ? มันต่างกันหรือเปล่า ?

    ซื้อก่อนหรือหลัง XD อันไหนดีกว่ากัน ? มันต่างกันหรือเปล่า ?

    ผมเจอคนถามเรื่องอะไรที่มันเกี่ยวกับ XD  โดยเฉพาะเรื่องกลยุทธ์ว่าควรซื้อหุ้นก่อนหรือหลัง XD หลายทีละ  เลยรวมมาตอบ

    ก่อนอื่น XD คืออะไรก่อน  XD นี่คือ ex-dividend หรือก็คือแปลว่าหลังปันผล  เวลาบริษัทประกาศปันผลให้ผู้ถือหุ้น  เนื่องจากผู้ถือหุ้นมันมีเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาใช่มะ  ดังนั้นเค้าก็จะมีกำหนดวันที่ปิดบัญชีว่าสรุปนี่มันต้องจ่ายปันผลให้ใครกันแน่  วันที่ขึ้นสัญลักษณ์ XD ก็คือวันที่หลังปันผลคือเลยมาแล้ว  ถ้าเราจะมีสิทธิได้รับปันผลก็คือต้องมีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นอยู่ตอนตลาดปิดของวันก่อนหน้านี้

    ทีนี้มาเรื่องซื้อก่อนหรือหลัง XD

    มันก็มีคนที่มองว่างั้นเราก็ซื้อหุ้นตอนวันก่อน XD ให้มีสิทธิได้รับปันผล  แล้ววันถัดมาที่ XD แล้วก็ขายทันทีเลย  เหมือนเราได้ปันผลมาฟรีๆ  สุดยอดมะ  กลยุทธ์อะไรพวกนี้เรียกว่า dividend capture

    แต่ปัญหาคือ  คนอื่นมันก็คิดได้แบบนี้เหมือนกัน  ดังนั้นราคาหุ้นช่วงวันสุดท้ายก่อน XD ราคาก็จะสูงขึ้นไปกว่าปกติไปรออยู่แล้ว  และโดยปกติราคาหุ้นที่สูงขึ้นไปกว่าปกติมันก็คือสูงขึ้นไปเท่าจำนวนปันผลที่จะจ่ายนี่แหละ  พอมาวัน XD ปุ๊บหุ้นไม่มีสิทธิได้รับปันผลละ  ราคาหุ้นมันก็ตกลงมาเท่าๆกับที่ปันผลออกมานี่แหละ

    เราก็อาจจะบอกงั้นต้องมองการณ์ไกลขึ้น  อย่าไปซื้อหุ้นตอนวันสุดท้ายก่อน XD สิ  ก็ซื้อก่อนซัก 2-3 อาทิตย์ได้มะ

    เหมือนเดิม  คนอื่นมันก็คิดได้เหมือนกัน  ดังนั้นราคาหุ้นมันไม่ได้พรวดขึ้นไปรอ XD ในวันเดียว  ราคาหุ้นทยอยสูงขึ้นไปก่อนแล้วล่วงหน้าบางทีเป็นเดือนๆ  

    หรือบางไอเดียก็บอกว่า  ซื้อหุ้นก่อน XD ไปแหละ  ตามทฤษฎีพอวัน XD ราคามันจะตกเท่าปันผลใช่มะ  แต่จริงๆแล้วในทางปฏิบัติอาจจะไม่เป็นแบบนั้น  มันอาจจะตกแต่ตกไม่เท่าปันผลและดังนั้นเราก็กำไรได้

    ซึ่งก็ถูกน่ะนะที่ว่าราคาหุ้นที่ตกอาจจะไม่เท่ากับที่จ่ายปันผล  แต่มันก็อาจจะกลับทิศไปอีกทางก็ได้คือพอวัน XD ปั๊บ  ราคามันตกรุนแรงกว่าปันผลที่จ่ายออกมา  เราก็กลายเป็นขาดทุนแทน

    แล้วก็มีอีกไอเดียนึงที่มองว่าควรซื้อหุ้นก่อน XD เพราะเค้าบอกว่าพอถึงวัน XD หุ้นมันก็ตกจริงๆแหละ  แต่หลังจากนั้นถ้ารอไปอีกหน่อยหุ้นมันจะฟื้นกลับขึ้นมา  แล้วค่อยขายตอนนั้นก็ได้

    ซึ่งอันนี้ก็ไม่ได้มีอะไรการันตีว่ามันจะเป็นแบบนั้นอีกเหมือนกัน  พอตกวัน XD แล้วหลังจากนั้นหุ้นก็อาจจะตกต่ำลงไปอีกก็ได้

    ดังนั้นในความเห็นผมนะ  ซื้อก่อนหรือหลัง XD นี่ไม่ได้เกี่ยวหรือมีสาระสำคัญอะไรกับผลตอบแทนเราและดังนั้นไม่ได้เอามาใช้ในการตัดสินใจซื้อผมเลย  บอกตามตรงคือผมไม่เคยดูด้วยซ้ำตั้งแต่ลงทุนมา

    ผมยังมีความสงสัยว่าไอเดียนี้มันยังมีคนพูดถึงกันอยู่ได้ไง  ถ้าสมมติคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังสงสัยว่าควรจะซื้อขายทำ dividend capture มั้ยนะ  ลองเช็คดูซิว่าคนที่มาเสนอไอเดียนี้คุณนี่เป็น Broker ป่าว  คือที่เค้าเสนอนี่อาจจะแค่ให้คุณซื้อขายบ่อยๆเฉยๆนะครับต้องระวัง

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/courses

  • ระหว่างถือหุ้น รอผลระยะยาว ขายออกมาเก็งกำไรระยะสั้นก่อนดีมั้ย ?

    ระหว่างถือหุ้น รอผลระยะยาว ขายออกมาเก็งกำไรระยะสั้นก่อนดีมั้ย ?

    คำถามนี้มาจากลูกศิษย์ผมเลย

    เหตุการณ์คือตอนนี้ถือหุ้นบริษัทที่ตกเพราะผลกระทบจากโควิดอยู่  ในใจที่ซื้อนี่คือมั่นใจว่าบริษัทนี้จะรอดจากวิกฤตินี้และในระยะยาวแล้วเมื่อโควิดผ่านไปก็จะกำไรเละ  แต่ทีนี้ระหว่างที่ถืออยู่นี้หุ้นมันก็ขึ้นๆลงๆ  มีทั้งที่สูงเลยราคาที่ซื้อไปแล้วก็มีลงไปต่ำกว่าตอนที่ซื้อมา  พอดูอนาคตแล้วกว่าโควิดจะหายไปและธุรกิจจะฟื้นก็คงอีกหลายเดือน  เค้าก็เลยสงสัยว่าระหว่างนี้ควรจะเก็งกำไรระยะสั้นขายออกมาทำกำไรแล้วรอตกก็ซื้อกลับเข้าไปใหม่ดีมั้ย  ได้กำไรด้วยและมีโอกาสจะซื้อได้ต่ำลงด้วย

    ผมเข้าใจเหตุผลและความใจร้อนนะเพราะผมก็เคยทำแบบนั้นอยู่เหมือนกัน  แต่พูดตรงๆคือไม่แนะนำ  เพราะมันมีโอกาสที่เราจะวืดกำไรที่เยอะเพื่อแลกกับกำไรแค่นิดๆหน่อยๆ  ในอดีตผมเคยเจอเหตุการณ์กับตัวเลยที่ขายออกมาทำกำไร 15% แล้วพลาดกำไร 400% ไปเพราะเก็งว่าหุ้นมันน่าจะตกนะจะคอยซื้อกลับเข้าไปต่ำลง  ทั้งที่รู้ว่าบริษัทนั่นทำได้ดีมากและราคาที่เราซื้อมาก็ถูกมากละ  ผลสุดท้ายคือพลาด  เวลาราคามันขึ้นไม่ตกเราก็จะลังเลไม่ซื้อกลับเข้าไปเพราะในใจวางแผนจะซื้อต่ำลง  แล้วมันก็ขึ้นไปอีกเรื่อยจนเราไม่กล้าซื้อ  ความเสี่ยงที่จะเกิดแบบนี้มันเยอะมากและเราก็รู้อยู่แล้วว่าระยะยาวมันจะเป็นทิศทางขาขึ้น  ดังนั้นผมแนะนำว่าอย่าทำ

    แต่ทีนี้สมมติว่าจะทำให้ได้  อยากลองว่างั้น  ผมก็แนะนำว่าเตรียมอยู่ 2 อย่าง

    1. เตรียมใจไว้ถ้าพลาดแล้วไม่ได้ซื้อกลับเข้ามา  ก็อย่าหงุดหงิดละกันเพราะคุณได้เลือกที่จะเสี่ยงแล้ว
    2. มองหาโอกาสซื้อหุ้นอื่นเผื่อไว้เลย  ถ้าสมมติดูแล้วมีหุ้นอื่นที่คุณภาพดีราคาถูกหาได้อยู่  มันก็โอเคไงเพราะถ้าสมมติหุ้นที่จะซื้อกลับเข้ามามันดันไม่ตกก็ไปซื้อหุ้นอื่นก็ได้  ไม่เดือดร้อนเท่าไหร่

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/courses

  • รู้สึกหุ้นขึ้นไปเยอะแล้ว ไม่กล้าซื้อ ทำไงดี ?

    รู้สึกหุ้นขึ้นไปเยอะแล้ว ไม่กล้าซื้อ ทำไงดี ?

    มีหลายคนที่บ่นบอกว่าเค้าขายหุ้นออกมาตอนตอนหุ้นตกรุนแรงช่วงมีนาคมเพราะกลัวมันจะตกไปต่อ  แล้วพอตลาดขึ้นอย่างรวดเร็วก็ไม่ได้ซื้อทีนี้เลยเสียดาย  แล้วตอนนี้ก็ไม่กล้าซื้อละเพราะรู้สึกมันขึ้นมาเยอะแล้ว  ถามผมว่าทำไงดี

    อย่างแรกเลยคือผมขอให้ทำใจให้จบให้เรียบร้อย  เรื่องที่ผ่านไปแล้วมันแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว  ไม่ว่าจะรู้สึกว่าไม่น่าขายเลย  หรือน่าจะได้ซื้อตอน SET 900 กว่าจุด  หรืออะไรก็แล้วแต่  เสียดายโอเคครับ  แต่มันจบไปละ  เลิกคิดถึงมันได้แล้ว

    ทีนี้ประเด็นต่อมาคือ  เราต้องยอมรับกับตัวเองว่ายังไงเราก็ไม่มีทางรู้อนาคต  ตลาดอาจจะตกลงไปกว่าตอนนี้ก็ได้เพราะเศรษฐกิจไม่ดีอยู่, บริษัทจะทยอยเจ๊ง, จะกลับมาระบาด 3rd wave หรืออะไรก็แล้วแต่บลาๆ  หรือจริงๆตลาดอาจจะไม่ตกไปกว่านี้แล้วก็ได้เพราะวัคซีนก็ดูจะเร็วกว่าที่คาด, เศรษฐกิจบางประเทศเริ่มฟื้น, คนหายตกใจแล้ว, Fed อัดฉีดเงินหรืออะไรก็แล้วแต่อีกเช่นกัน  มันก็เป็นไปได้ทั้งสองทางถูกมะและเราก็ไม่มีทางรู้

    ดังนั้นสิ่งที่เราทำได้คือโฟกัสกับปัจจุบันนี่  ซึ่งถ้าเอาจริงๆตอนนี้ SET index อยู่ประมาณ 1,300 ก็ยังถูกกว่าตอนต้นปีที่อยู่แถว 1,500 ถูกมะ  ดังนั้นถ้าเมื่อตอนต้นปีคุณสบายใจที่จะซื้อหรือถือหุ้น  ตอนนี้ก็ควรจะต้องยิ่งดีไปใหญ่  โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคุณเชื่อว่าโรคระบาดนี่เป็นปัญหาชั่วคราว  ตอนนี้ก็ยังเป็นโอกาสดีที่จะซื้อได้อยู่ถูกต้องมั้ยครับ

    ทีนี้สิ่งที่ทำต่อคือ  คุณตัดสินใจก่อนเลยว่าจะถือหุ้นเป็นกี่ % ของพอร์ตดี  เนื่องจากเราไม่รู้อนาคต  คุณต้องชั่งน้ำหนักระหว่างถือหุ้นเยอะๆซึ่งก็ทำให้ชัวร์ว่าคุณได้ฉวยโอกาสทำกำไรในวิกฤติละ  แต่มีความเสี่ยงจะเกิดความเสียดายว่าน่าจะได้รอถ้าเกิดตลาดมันตกลงไปเยอะหลังจากนี้  หรืออีกทางเลือกคือถือเงินสดเยอะๆซึ่งก็ทำให้คุณจะสามารถฉวยโอกาสซื้อได้ถูกมากขึ้นถ้าสมมติตลาดมันตกลงไปเยอะหลังจากนี้  แต่มีความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียดายถ้าปรากฎว่าตลาดมันไม่ตกแล้วคุณพลาดไม่ได้ฉวยโอกาสจากเหตุการณ์ตลาดตกประเภท 10 ปีมีครั้ง  ย้ำอีกครั้งว่าเราไม่รู้อนาคตดังนั้นมันก็ไม่มีคำตอบที่ถูกหรอกครับ  ชั่งน้ำหนักในใจดูว่าพลาดแบบไหนรู้สึกแย่กว่ากันแล้วก็ตัดสินใจให้เรียบร้อยว่าจะถือหุ้นเท่าไหร่

    ทีนี้สมมติว่าดูแล้วตัดสินใจว่าจะซื้อหุ้น  ผมก็แนะนำว่ามันทำได้อยู่ 2 แบบแล้วแต่คนชอบ

    1. ซื้อรวดเดียวเลย
    2. ซื้อทยอยแบบ DCA

    ไม่ว่าเลือกทำแบบไหน  ไหนๆจะซื้อหุ้นแล้วเนี่ย  ส่วนตัวผมก็แนะนำว่าลองดูพวกหุ้นที่ตอนนี้ยังไม่ฟื้นจากเหตุการณ์โรคระบาดแต่คุณเชื่อว่าจะกลับมาโอเคเมื่อสถานการณ์กลับสู่ปกติ  เช่น พวกที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว, พวกห้าง, พวกสินเชื่อ  เท่าที่เห็นหุ้นพวกนี้ยังราคาตกอยู่เยอะครับ

    สรุปคือ  เลิกเสียดายได้แล้ว  ดึงสติกลับมาปัจจุบันครับ  มองอย่างมีสติว่าตอนนี้ยังเป็นโอกาสอยู่หรือเปล่า  แล้วก็ลงทุนต่ออย่างมีสติครับ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/courses

  • วิกฤติเศรษฐกิจ คาดเดาได้ด้วยเหรอ ?

    วิกฤติเศรษฐกิจ คาดเดาได้ด้วยเหรอ ?

    เร็วๆนี้ผมอ่านเจอบทความศึกษาน่าสนใจอันนึงเลยมาเล่าให้ฟังครับ

    ก่อนหน้านี้ผมเข้าใจมาตลอดว่าเรื่องวิกฤติเศรษฐกิจนี่มันเป็นอะไรที่ไม่สามารถคาดเดาได้  ตอนเรียนก็มีวิชาที่พูดถึงวิกฤติเศรษฐกิจในอดีต  ส่วนใหญ่เป็นการทำความเข้าใจว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไงหลังจากที่เรื่องมันเกิดไปแล้ว  ไม่ได้มีพูดถึงว่าเราจะสามารถคาดการณ์มันล่วงหน้าได้หรือเปล่า  โดยรวมมักจะได้ภาพว่าวิกฤติเศรษฐกิจนี่มันมาแต่ละครั้งไม่เหมือนกัน  และมันเป็น black swan คือมาแบบทำให้ตกใจไม่มีใครเดาได้ล่วงหน้า

    แต่ทีนี้ไปอ่านเจอ working paper อันนึงชื่อ “Predictable Financial Crises” ซึ่งแปลว่าวิกฤติเศรษฐกิจที่คาดเดาได้  เนื้อหาน่าสนใจมาก  ผมทิ้งลิ้งค์ไว้ให้เผื่อใครสนใจไปอ่านในรายละเอียด  https://www.hbs.edu/faculty/Publication%20Files/20-130_6002ac58-19a9-469a-a0cc-506a5f836ae7.pdf

    ปรากฎว่าไอเดียว่าวิกฤติเศรษฐกิจสามารถคาดเดาได้ในระดับนึงนี่มันมีคนเสนอมานานแล้ว  มีคนที่ทำการวิจัยและเชื่อว่าระดับของสินเชื่อและราคาสินทรัพย์ที่สูงขึ้นเป็นตัวบ่งชี้ว่ามีโอกาสจะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ

    ใน working paper นี้เค้าศึกษาสินเชื่อกับราคาสินทรัพย์ทั้งในภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ

    ประเด็นสำคัญที่ได้จาก working paper นี้คือ

    1. ดูการเติบโตของสินเชื่อเฉยๆไม่ได้
    2. เมื่อมีการเติบโตของสินเชื่อและราคาทรัพย์สินที่สูงขึ้นมาก  โอกาสที่ภายใน 3 ปีต่อมาจะมีวิกฤติเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
    3. เป็นทั้งภาคครัวเรือนหรือภาคธุรกิจ
    4. โอกาสเกิดวิกฤติจะสูงอันตรายเป็นพิเศษในกรณีที่เป็นทั้งภาคธุรกิจและภาคครัวเรือน  แต่พวกนี้หายาก
    5. โอกาสในการเกิดวิกฤติดูจะได้รับผลกระทบจากประเทศอื่นด้วย  หมายความว่าต่อให้ประเทศตัวเองไม่ได้มีเหตุการณ์สินเชื่อกับราคาสินทรัพย์โต  แต่ประเทศอื่นๆในโลกจำนวนมากมี  ก็มีความเสี่ยงที่จะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจกับประเทศเราไปด้วย

    สรุปคือดูเหมือนว่าวิกฤติเศรษฐกิจมันจะไม่ใช่อะไรที่โผล่พรวดมาแบบเดาไม่ได้ซะทีเดียว  ถึงตัวบ่งชี้อย่างการเติบโตของสินเชื่อกับราคาสินทรัพย์จะยังไม่ได้เป็นอะไรที่สมบูรณ์แบบ  เพราะมันก็มีกรณีที่เกิดวิกฤติทั้งที่ไม่มีตัวบ่งชี้พวกนี้หรือก็มีที่ตัวบ่งชี้บอกว่ามีความเสี่ยงแต่สุดท้ายก็ไม่เกิดวิกฤติ  แต่มันก็มีประโยชน์อย่างชัดเจนในฐานะที่เป็นสัญญาณเตือนว่าความเสี่ยงสูงขึ้น  อนาคตเราอาจจะมีวิธีการทำนายวิกฤติเศรษฐกิจก็ได้นะ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/courses

  • สอบ CFA 1 ทำให้ลงทุนในหุ้นเก่งขึ้นมั้ย ? สมควรไปสอบหรือเปล่า ?

    สอบ CFA 1 ทำให้ลงทุนในหุ้นเก่งขึ้นมั้ย ? สมควรไปสอบหรือเปล่า ?

    มีคนสงสัยอยากให้เล่าถึงประสบการณ์การสอบ CFA Level 1 ว่ามันมีประโยชน์กับการลงทุนในหุ้นมากน้อยแค่ไหน  ทำให้ลงทุนในหุ้นได้ประสบความสำเร็จเร็วขึ้นมั้ย  แล้วผมแนะนำให้คนไปสอบ CFA หรือเปล่า

    เป็นคำถามที่แปลกดีผมก็เลยมาทำวีดิโอตอบครับ

    เล่าประสบการณ์การสอบ CFA Level 1

    CFA Level 1 มันจะมีสอบ 6 เรื่องหลัก  หัวข้อหลักๆจะเป็นประมาณนี้

    1. พื้นฐานไฟแนนซ์ Time value of money, สถิติและการทดสอบสมมติฐาน
    2. เศรษฐศาสตร์
    3. งบการเงิน
    4. ไฟแนนซ์
    5. ตราสารหนี้
    6. ตราสารอนุพันธ์, การลงทุนทางเลือกอื่นๆ

    สำหรับคนไม่เคยเรียนมาก่อนมันก็จะเยอะแหละ  แต่ละหัวข้อโดยตัวมันเองอาจจะไม่ได้ยากอะไรเท่าไหร่  แต่พอมันต้องสอบทั้งหมดนี่รวดเดียววันเดียวมันก็เยอะเอาเรื่องอยู่

    คือผมโชคดี  ส่วนใหญ่เรียนมาหมดแล้วป.ตรีพอดีใช้เวลาฟื้นไม่นาน  เรื่องใหม่ที่ไม่ได้เรียนในมหาวิทยาลัยก็มีแหละแต่ไม่เยอะ  ดังนั้นเลยรู้สึกไม่ลำบากเท่าไหร่  แต่ก็ต้องทวนนะไม่ใช่ไปแบบไม่อ่านเลย

    มีประโยชน์กับการลงทุนในหุ้นมากน้อยแค่ไหน ?

    มีประโยชน์แน่นอน  มีบางหัวข้อที่อยู่ใน CFA Level 1 ที่มันต้องรู้เลยสำคัญมากก็คือ

    1. Time value of money
    2. งบการเงิน
    3. ไฟแนนซ์

    แต่มันก็จะมีบางหัวข้อที่ไม่ได้มีประโยชน์อะไรกับการลงทุนในหุ้น  อย่างหัวข้อตราสารหนี้กับอนุพันธ์นี่ก็ชัดเจนว่ามันไม่เกี่ยวอะไรเลย  ต้องเข้าใจว่า CFA นี่เค้าเผื่อสำหรับคนอาชีพสายงานไฟแนนซ์ที่หลากหลาย  คนสอบบางคนก็ทำงานสายการเงินตั้งเป้าจะเป็น CFO  บางคนก็พวกสายลงทุนจะเป็น fund manager ในกองทุนแบบต่างๆ  ดังนั้นเนื้อหาเค้าก็ต้องกว้างและครอบคลุมเรื่องสำคัญทั้งหมดไว้ก่อน  มันก็จะมีหัวข้อที่ไม่เกี่ยวกับเราในฐานะคนที่จะลงทุนในหุ้นปนๆอยู่แหละ

    และสุดท้ายแล้ว  แม้แต่ใน CFA มันก็จะพูดเหมือนผมคือสิ่งที่สำคัญที่สุดที่ต้องศึกษาและมีประโยชน์กับการลงทุนในหุ้นคือการศึกษาทำความเข้าใจตัวบริษัทและธุรกิจของบริษัทที่เราสนใจ  จุดเด่น, ความสามารถในการแข่งขัน, คู่แข่ง, สถานการณ์ว่าเกิดอะไรขึ้นในอุตสาหกรรม, ฯลฯ  เรื่องพวกนี้สำคัญสุด

    ทำให้ลงทุนในหุ้นได้ประสบความสำเร็จเร็วขึ้นมั้ย ?

    เร็วขึ้นกว่านั่งเฉยๆเฉื่อยๆแน่นอนครับ  CFA ข้อดีอย่างนึงคือค่าสอบมันแพงมากพอที่จะกระตุ้นให้คุณตื่นตัวขึ้นแน่นอน  อย่างสมมติจะสอบ Level 1 มันจะมีค่าลงทะเบียนแรกเข้าหรืออะไรซักอย่างก่อน $450 และก็ค่าสอบอีกสมมติว่า early bird $700  รวมเป็น $1,150  ไม่รวมถ้าจะเอาหนังสือด้วยนะ  แพงกว่าลงเรียนทั้งหลักสูตรของผมเยอะ

    แต่ถ้าสมมติไม่เทียบกับนั่งเฉื่อยๆนะ  เทียบกันระหว่างคนสองคนที่ตั้งใจมากเหมือนกัน  คนนึงสอบ CFA กับอีกคนนึงศึกษาเรื่องการลงทุนในหุ้นแบบมีทิศทางไม่สะเปะสะปะ  คนที่สอบ CFA ก็จะช้ากว่าแหละเพราะอย่างที่บอกว่ามันมีไปเสียเวลาเรียนเรื่องที่ไม่เกี่ยวปนไปด้วย

    แล้วผมแนะนำให้คนไปสอบ CFA หรือเปล่า ?

    สำหรับคนที่จะสอบ CFA เพราะเรื่องหน้าที่การงานก็สอบเถอะครับ  แต่ถ้าสมมติคือจะไปสอบแค่เพราะอยากเรียนรู้เรื่องการลงทุนในหุ้นผมก็ไม่แนะนำ  แต่ถ้าสมมติอยากสอบเพราะมันท้าทายหรือสนุกอะไรซักอย่างก็สอบเถอะครับ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/courses

  • เงินลงทุนน้อย ซื้อหุ้นได้มั้ย ควรลงทุนในหุ้นหรือเปล่า ลงทุนในหุ้นไหนดี ?

    เงินลงทุนน้อย ซื้อหุ้นได้มั้ย ควรลงทุนในหุ้นหรือเปล่า ลงทุนในหุ้นไหนดี ?

    คำถามประมาณนี้ก็เป็นอะไรที่มีคนถามหลายทีละ  เราพูดถึงทีละอัน

    ลงทุุนในหุ้นได้มั้ย ?

    ได้ครับ  ปัจจุบันทั้งกองทุนหุ้นหรือจะเลือกซื้อหุ้นด้วยตัวเองมันไม่มีข้อจำกัดเรื่องต้องซื้อขั้นต่ำเท่าไหร่หรือค่าธรรมเนียมขั้นต่ำแล้ว  ดังนั้นได้แน่นอน

    ควรลงทุนในหุ้นหรือเปล่า ?

    โดยภาพรวมผมก็ว่าควร  ผมไม่เห็นเหตุผลว่าทำไมถึงไม่ควรนะ  ยกเว้นอย่างเดียวคือรู้ว่าเดี๋ยวกำลังจะต้องใช้เงินมีระยะเวลาลงทุนไม่นานไม่กี่ปี  แบบนั้นไม่แนะนำเพราะปกติหุ้นมีความผันผวน  ตราบใดที่ลงทุนระยะยาวหลายปีได้ก็ควรครับ  

    มีเงินลงทุนนิดเดียวก็ดีกว่าไม่มีเงินลงทุนเลย  ต่อให้เป็นเงินลงทุนหลักร้อย  ลงทุนสม่ำเสมอไปเรื่อยๆทุกเดือนรวมกันก็เยอะอยู่นะ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราเริ่มต้นตั้งแต่อายุน้อย  แนะนำว่าลองไปกดตัว financial calculator ดูเล่นๆก็ได้ครับ  จะได้เห็นภาพว่ามันมีผลขนาดไหน
    https://www.fncalculator.com/financialcalculator?type=tvmCalculator

    แต่ทีนี้ก่อนที่จะลงทุนในหุ้นลองนึกดูดีๆก่อนว่า

    1. มีเงินสดสำรองไว้บ้างอยู่แล้วมั้ย
    2. คือเราต้องการจะหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่เราจะถูกเหตุการณ์ในชีวิตบังคับให้ขายหุ้นออกมาผิดเวลา

    3. มีหนี้สินอะไรอยู่  จ่ายหนี้สินก่อนดีกว่ามั้ย
    4. โดยเฉพาะพวกบัตรเครดิตหรือหนี้สินที่มีดอกเบี้ยสูง  จ่ายคืนพวกนี้ก่อนดีกว่า  คุ้มกว่านะ

    แล้วก็มีคนถามว่ามีเงินลงทุนหลักร้อย  แล้วก็กะว่าจะลงทุนแค่นั้นเลยไม่ใช่หลักร้อยทุกเดือนได้มั้ย  ก็ได้แหละครับไม่มีปัญหาอะไร  แต่เราก็อย่าไปคาดหวังว่ามันจะสร้างความแตกต่างยิ่งใหญ่อะไรเท่านั้นเอง

    ปกติถ้าจะลงทุนในหุ้นควรลงทุนเดือนละกี่บาท ?

    อันนี้เอาจริงๆมันก็ขึ้นอยู่กับ 2 อย่างคือ หนึ่งเรามีเป้าหมายอะไรเท่าไหร่  กับสองคือเราสามารถกันเงินมาลงทุนได้เท่าไหร่

    เรื่องสามารถกันเงินมาลงทุนได้เท่าไหร่นี่มันแล้วแต่คนละ  ผมช่วยอะไรไม่ได้

    ส่วนเรื่องเป้าหมายนี่เหมือนเดิมคือผมแนะนำให้ลองกด financial calculator ดูคร่าวๆว่าเพื่อให้ถึงเป้าหมายควรจะต้องลงทุนเท่าไหร่  ใช้ rate of return เป็นซัก 8% เพื่อความปลอดภัย

    อย่าลืมว่าเลขที่ได้นี่คือลงทุนเท่ากันไปตลอดนะ  ซึ่งในชีวิตจริงสมมติตอนนี้เรามีไม่พอก็อย่าไปถึงกับเครียด  แค่ต้องรู้ว่าต้องออมมากขึ้นเมื่อรายได้เยอะขึ้นเท่านั้นเอง

    แล้วควรจะลงทุนในหุ้นอะไรดี ?

    ในความเห็นผมคือถ้าเงินจำนวนไม่มาก  ลงทุนในกองทุนรวมดีกว่า  เพราะมันได้เปรียบเรื่องการกระจายความเสี่ยงที่ดีกว่า  และที่สำคัญอีกอย่างคือถ้าเงินจำนวนไม่เยอะมาก  การมาลงทุนแรงและเวลาทุ่มเทศึกษามันไม่ได้คุ้มอะไรเท่าไหร่  สู้เอาแรงและเวลาไปหาวิธีมีรายได้มากขึ้นน่าจะคุ้มกว่า

    แล้วบางทีคนก็จะถามว่าซื้อกองทุนไหนดีให้ผมแนะนำอีก  ผมก็แนะนำว่าซื้อกองทุนที่เราทำธุรกรรมสะดวกน่ะครับ  แล้วก็เลือกกองทุนดัชนีไปเลยก็ได้  สมมติไม่รู้ว่าอันไหนกองทุนดัชนีก็ติดต่อถามเจ้าหน้าที่ธนาคารที่เราสะดวกเลยครับ

    สรุปคือยังไงผมก็คิดว่าควรเริ่มลงทุนแหละครับ  ไม่เกี่ยวว่ามันจะต้องเป็นจำนวนเงินที่เยอะหรืออะไร  เริ่มก็ดีกว่าไม่ทำเลย

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/courses