Author: admin

  • ยุโรปปีนี้ดูน่าสนใจ

    นักลงทุนสายพวกเราก็รู้กันอยู่ว่าชอบหุ้นตกรุนแรง  ช่วงปี 2017 นี้ดูมีแววเหมือนกัน  ผมนำเสนอยุโรปครับ  เราจะพูดถึงว่าทำไมยุโรปถึงน่าจับตามองปีนี้กัน

    no-austerity

    1. เรื่องการเมือง

    หลักๆปีนี้เป็นเรื่องการเมือง  ปีที่แล้วอังกฤษมีการโหวตคะแนนเสียงคนทั้งประเทศ  และได้ข้อสรุปว่าจะออกจากสหภาพยุโรป  ช่วงนี้นายกรัฐมนตรี Theresa May จะมีเวลา 2 ปีในการจัดการเรื่องต่างๆเตรียมสำหรับการแยกตัวออกจากสหภาพ  ช่วงที่ผ่านมานี้เศรษฐกิจของอังกฤษก็ไม่ได้ดูมีปัญหาหรืออะไร  แต่ต่อจากนี้ก็ไม่แน่เพราะยังมีความไม่แน่นอนอยู่มากว่าแยกตัวออกมาแล้วจะเป็นยังไง

    ช่วงมีนาคมนี้ประเทศเนเธอร์แลนด็ก็กำลังจะมีการเลือกตั้ง  แล้วเดี๋ยวก็จะตามมาด้วยการเลือกตั้งประธานาธิบดีของฝรั่งเศสช่วงปลายเมษายน  และช่วงกันยายนก็จะมีเลือกตั้งผู้นำของเยอรมนีอีก

    ความสำคัญของการเลือกตั้งคือเราจะได้รู้ว่าประชาชนของประเทศเหล่านี้ยังสนับสนุนการอยู่ในสหภาพยุโรปอยู่หรือเปล่า  เพราะช่วงหลังมาก็เริ่มมีพรรคการเมืองในหลายประเทศที่เริ่มออกมาหาเสียงไปในทิศทางที่จะออกจากสหภาพยุโรปเหมือนอังกฤษ  ดังนั้นถ้าฝ่ายพรรคที่ไม่สนับสนุนสหภาพยุโรปเลือกตั้งชนะ  ก็อาจจะเริ่มเห็นประเทศอื่นแยกตัวออกไปเหมือนอังกฤษก็เป็นไปได้

    1. เศรษฐกิจโดยรวมดูดีขึ้น

    ยุโรปโดยรวมดูดีขึ้น  เยอรมนีดูดีกว่าเพื่อน  อัตราการจ้างงานดูดี  บริษัทอังกฤษก็มีคาดการณ์กำไรสูงขึ้น  ค่าเงินยูโรและปอนด์ที่อ่อนตัวลงก็น่าจะทำให้การส่งออกดีขึ้นeurope-intersting

    1. นักลงทุนดูจะมองแง่ร้ายเพิ่มขึ้น

    แม้ว่าตัวเลขเศรษฐกิจจะดูดีขึ้น  และ Brexit ก็ดูเหมือนจะไม่เลวร้ายอะไร  แต่ตัวเลขเงินทุนไหลออกจากกองทุนหุ้นในยุโรปสูงขึ้นชัดเจน  ซึ่งน่าจะมาจากความกลัวความไม่แน่นอนของประเทศแถบนี้ช่วงนี้  ผลคือทำให้หุ้นในแถบยุโรปน่าสนใจมากขึ้นเยอะเลย

    โดยภาพรวม  MSCI Europe Index (ดัชนีภาพรวมที่รวมดัชนีตลาดหุ้นในยุโรป)  อัตราส่วน P/E อยู่ที่ 14.5 เท่า  และโดยเฉลี่ยกำไรเติบโตอยู่ที่หลักสิบต้นๆเปอร์เซนต์  เมื่อเปรียบเทียบกับ S&P 500 Index (ดัชนีหุ้นในอเมริกา)  อัตราส่วน P/E อยู่ที่ 17 เท่า  และโดยเฉลี่ยกำไรเติบโตอยู่ที่หลักหน่วยปลายๆเปอร์เซนต์  จะเห็นชัดเจนว่าหุ้นยุโรปถูกกว่าทั้งที่อัตราการเติบโตดีกว่า  หุ้นยุโรปช่วงนี้ไม่ได้รับความนิยมน่ะครับ

    สรุปว่า  นักลงทุนที่อยู่โหมดมองแง่ร้ายมันจะตกใจง่ายกว่าปกติ  บวกกับความที่อาจมีเรื่องนู่นนี่นั่นทางการเมืองตามมาในปีนี้  เลยทำให้ปีนี้ตลาดยุโรปอาจจะมีตกได้  กลายเป็นที่น่าสนใจสำหรับพวกเราไปครับ

  • หุ้นที่ผมสนใจ – Williams-Sonoma

    As of February 13, 2017              ราคาหุ้นอยู่ $48

    บางช่วงก็จะหาอะไรน่าสนใจไม่ค่อยได้  แต่ช่วงนี้หุ้นตกกันเยอะ  โอกาสมีเกลื่อนไปหมด  ไม่รู้เป็นเพราะอะไร  บริษัทนี้ Williams-Sonoma ก็เป็นหนึ่งในที่ราคาตกลงมาเยอะ  ราคาตกซะจนน่าสนใจ  เลยเขียนเล่าให้ฟังครับ

    Williams-Sonoma

    william-sonoma-furniture william-sonoma-pic

    ลักษณะธุรกิจ

    แต่เดิมเริ่มต้นมาจากธุรกิจขายอุปกรณ์ในครัวเน้นคุณภาพสูง  ปัจจุบันขยายมาขายสินค้าตกแต่งบ้าน  เฟอร์นิเจอร์, ไฟ, และอื่นๆ  บริษัทนี้จะมีแบรนด์ของตัวเอง  และสินค้าประเภทที่ขายจะเน้นตลาดกลุ่มบน  ขายของคุณภาพสูงมีดีไซน์เป็นหลัก  บางทีก็มีไปจับมือกับดีไซน์เนอร์ต่างๆออกสินค้าใหม่

    ช่องทางการขาย  รายได้ประมาณครึ่งนึงมาจากขายทางหน้าร้านของตัวเอง  และอีกครึ่งมาจากการขายออนไลน์  ถือว่าเป็นบริษัทที่ใช้หลายช่องทางพร้อมกันได้ดีทีเดียว

    โดยรวมก็ดูจะเป็นแบรนด์ที่ได้รับความเชื่อถือระดับหนึ่ง  ขายสินค้าในราคาที่สูงกว่าปกติได้บ้าง  แต่ก็ไม่ได้นับว่าเป็นบริษัทที่มีอำนาจมากอะไรนักหนา

    แล้วที่ผ่านมาเป็นไง

    ทำได้โอเค  คือ 10 ปีที่ผ่านมาก็ไม่ได้มีปีไหนถึงขั้นขาดทุน  แต่ถามว่าเติบโตอะไรมากมายก็เปล่า  กำไรสุทธิของบริษัทเติบโตเร็วกว่าอัตราเงินเฟ้อนิดหน่อย  ที่ผ่านมาดูว่าไม่ได้เน้นการเปิดสาขาอะไรเยอะแยะ  มีการออกแบรนด์ใหม่ในเครือเพื่อมาจับกลุ่มตลาดเฉพาะเพิ่มขึ้น

    ทำไมตอนนี้ถึงน่าสนใจ

    ช่วงปีที่ผ่านมากำไรคงที่ไม่โต  ราคาหุ้นเลยตกรุนแรงมาก  ต้องบอกว่าโดยส่วนตัวผมก็ไม่ได้อินกับลักษณะธุรกิจหรือตัวกิจการเท่าไหร่  แต่ด้วยราคาที่ตกมาเยอะจนถูกหลือเกินทำให้รู้สึกว่าน่าสนใจครับ

  • ภาษาหุ้นวันนี้ 8 :  การกระจายความเสี่ยง

    เวลาเค้าบอกลงทุนในหุ้นเราต้องมีการกระจายความเสี่ยงนะ  บางคนงงว่าอะไรคือกระจายความเสี่ยง  ทำไมต้องทำด้วย  แล้วกระจายยังไงดี  วันนี้เรามาอธิบายพูดคุยเรื่องนี้กัน

    diversification-reduces-risk-overtime

    การกระจายความเสี่ยงว่าง่ายๆคือ  เรากระจายการลงทุนของเราไปซื้อหุ้นหลายๆตัว  เพื่อให้โดยรวมแล้วทั้งพอร์ตเราผลตอบแทนสม่ำเสมอมากขึ้น  และมีความเสี่ยงลดลง  เพื่อให้เห็นภาพนึกตามนะ

    สมมติมีธุรกิจ 2 บริษัท  บริษัทนึงทำรีสอร์ท  อีกบริษัทหนึ่งผลิตร่ม  สองบริษัทนี้ผลประกอบการขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ  ปีไหนอากาศดีรีสอร์ทก็ทำได้ดีส่วนบริษัททำร่มก็จะขายไม่ดี  กลับกันถ้าปีไหนอากาศไม่ดีรีสอร์ทก็จะธุรกิจไม่ดีส่วนร่มขายดี  สมมติว่าผลตอบแทนจากหุ้นของสองบริษัทนี้เป็นดังต่อไปนี้

                                                                          อากาศดี                 อากาศไม่ดี

    ธุรกิจรีสอร์ท                                                           +50%                     -25%

    ธุรกิจร่ม                                                                  -25%                      +50%

    สมมติถ้าโอกาสที่ทั้งปีจะอากาศดีหรืออากาศไม่ดีเป็น  50-50

    ถ้าเราซื้อหุ้นรีสอร์ทอย่างเดียว  ผลตอบแทนเฉลี่ยที่น่าจะได้คือ      12.5% แหละ  แต่ว่าแต่ละปีอาจจะแกว่งรุนแรง

    ถ้าเราซื้อหุ้นร่มอย่างเดียว  ผลตอบแทนเฉลี่ยที่น่าจะได้คือ                             12.5% เหมือนกัน  และแต่ละปีอาจจะแกว่งรุนแรง

    แต่ถ้าเราแบ่งเงิน  ซื้อทั้งสองบริษัทอย่างละครึ่งๆล่ะ  ผลตอบแทนเราจะเป็น 12.5% เหมือนเดิม  แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือความแน่นอน  เพราะไม่ว่าอากาศดีหรือไม่ดี  เราจะกำไรอยู่ 12.5% แน่นอน

    นี่เป็นตัวอย่างว่าการกระจายความเสี่ยงจะช่วยเราได้อย่างไร

    ทีนี้ต่อไปคือกระจายอย่างไรดี  การกระจายความเสี่ยงถ้ามันจะได้ผลคือ  มันต้องลงทุนในหุ้นที่ไม่เกี่ยวกันหรือโดนผลกระทบไปทางเดียวกัน

    เช่นสมมติเรากระจายความเสี่ยงโดยการซื้อหุ้นธนาคารทั้งหมด  เกิดมีฟองสบู่คอนโดหรืออะไรเกิดขึ้น  มันก็จะโดนทุกธนาคารและหุ้นเราก็จะเละทั้งหมดอยู่ดีแม้ว่าจะถือหุ้นอยู่หลายตัว

    แต่สมมติเรากระจายความเสี่ยงไว้หลากหลาย  มีหุ้นธนาคาร, ค้าปลีก, น้ำประปา  ฟองสบู่คอนโดเกิดขึ้นก็อาจจะมีผลต่อหุ้นธนาคารเราแต่ไม่มีผลกับหุ้นน้ำประปา  อะไรประมาณนี้

    กล่าวโดยสรุป  การกระจายความเสี่ยงก็คือลงทุนในหุ้นหรือทรัพย์สินหลายประเภท  ทั้งนี้เพื่อลดความเสี่ยงกรณีไม่คาดฝันที่อาจจะเกิดขึ้น  ผมส่วนตัวสนับสนุนการกระจายความเสี่ยงแหละ  แต่ทีนี้มันก็มีจุดที่กระจายเกินไปเหมือนกัน  ผมเคยเขียนบทความว่าควรถือหุ้นกี่ตัวเอาไว้  สามารถไปอ่านต่อได้ถ้าสนใจ

    เราควรจะมีหุ้นกี่ตัวในพอร์ท

  • คำถามยอดฮิต  “ผมวิเคราะห์หุ้นแล้ว ซื้อไป แล้วราคาหุ้นตก”

    รอบที่ผ่านมามีคนถามลักษณะนี้พอสมควร  วันนี้รวบรวมคำถามที่เจอจากนักเรียนถามจริงมาตอบครับ  บางคำถามเค้าก็ถามต่อกัน  ส่วนการตอบในบทความนี้จะตอบแบบจริงที่บางทีไม่สะดวกตอบตอนจัดสัมมนา  อาจฟังดูโหดร้ายไปบ้างแต่ตอบด้วยความหวังดีแน่นอนครับ

    คำถาม   ผมมีการวิเคราะห์ดูกำไรอะไรแล้วโอเค  ซื้อไป  แล้วราคาหุ้นตกลงมาเรื่อยทำยังไง

    “ก็ถ้าดูว่าเราตัดสินใจดีแล้ว  บริษัทดี  ซื้อมาราคาโอเค  ก็ไม่มีอะไรต้องกังวลนี่ครับ  ราคาในช่วงสั้นมันก็มีขึ้นมีลงเป็นธรรมดา  แต่ถ้าสุดท้ายผลประกอบการธุรกิจเป็นไปตามที่เราคาดไว้  ซักพักคนก็จะรู้สึกตัวและราคาหุ้นก็จะปรับตามเอง  ดังนั้นตามองไปที่ตัวธุรกิจอย่างเดียวอย่าเขว”

    คำถาม   ราคาที่ตกลงมาไม่ได้แปลว่ากิจการจะแย่ลงเหรอ

    “ไม่ได้เกี่ยวอะไรเลยครับ  ราคาสะท้อนความเห็นของคนหมู่มากก็เท่านั้น  ราคาหุ้นที่สูงขึ้นหรือต่ำลงไม่ได้มีผลอะไรกับตัวบริษัทเลย  และนักลงทุนส่วนใหญ่ในตลาดก็เป็นพวกระยะสั้นหรือไม่ก็มั่วทั้งนั้น  ถ้าเราทำการบ้านดีแล้ว  หายังไงก็ไม่เห็นเหตุผลที่กิจการมันจะเละ  ราคาตกก็ยิ่งดีไปใหญ่สิครับ  หวานเราเลยแหละ  ไม่งั้นเราจะได้ของถูกได้ไง  มองให้มันเป็นเรื่องดีสิ  อย่าไปหลงเชื่อความคิดสมัครเล่น”

    คำถาม   ที่คุณเป้งบอก  ให้ซื้อบริษัทที่ราคาตกด้วยปัจจัยชั่วคราว  เราจะรู้ได้ไงว่ามันชั่วคราว  แล้วราคามันตกลงไปอีกทำไง

    “อันนี้มันแล้วแต่กรณีละครับเพราะแน่นอนแต่ละเหตุการณ์มันไม่เหมือนกัน  บางเหตุการณ์มันก็ง่ายนะ  อย่างเช่นน้ำท่วม, ม๊อบอะไรแบบนี้  ใครก็รู้ป้ะว่ามันเป็นปัญหาชั่วคราว”

    “แต่สมมติเป็นเรื่องยากขึ้น  อันนี้แล้วแต่ตความสามารถแต่ละคนแล้วแหละ  ผมช่วยอะไรคุณไม่ได้  มันเป็นหน้าที่เราที่ต้องรับผิดชอบผลลัพธ์ตัวเอง  ดังนั้นเราต้องถามตัวเองว่าเข้าใจกิจการกับอุตสาหกรรมนั้นขนาดไหน  มั่นใจมั้ยว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาชั่วคราวที่ถ้าผ่านไปบริษัทจะกลับมาดี  ถ้าไม่รู้เรื่องหรือไม่มั่นใจก็อย่าไปลงทุนสิ  ข้ามไป  ไปหาโอกาสที่เรามั่นใจดีกว่าครับ”

    “ส่วนเรื่องราคาตอบเหมือนเดิม  อย่าไปสนมันมากนัก  ผลกิจการเป็นเหตุ  ราคาหุ้นเป็นผลที่ตามมา  ไม่ใช่ราคาหุ้นเป็นเหตุ”

    คำถาม  (ถามอะไรไม่รู้  มาได้หลากหลายรูปแบบ  แต่สรุปคือยังกังวลอยู่ดี  นู่นนี่นั่น)

    ผมว่าถ้ายังกังวลขนาดนี้เราต้องกลับมาพิจารณาตัวเองแล้วแหละ  ความผิดคงไม่ใช่ที่หุ้นแล้วแหละ  ลองเช็คตามนี้  ต้องรู้ตัวเองนะ  ขาดหายไปเรื่องไหนก็ไปเติมเรื่องนั้น

    1. ที่เรากังวลนี่ มาจากไม่เข้าใจกิจการหรือเปล่า

    เรื่องนี้อาจจะเป็นเหตุผลให้เกิดความกังวลได้  เพราะเราไม่เข้าใจมันจริงๆ  เลยไม่ชัวร์ว่ามันเป็นกิจการที่ได้เปรียบจริงมั้ย  อันนี้ก็แก้ไขง่าย  ก็ไปอ่านเพิ่มเติมทำความเข้าใจกิจการซะ  ไปคอนเฟิร์มว่ามันเป็นกิจการที่ยอดเยี่ยมหรือเปล่า  อ่านงบการเงินเช็คดูด้วยจะได้สบายใจ

    1. หรือเป็นเพราะเราไม่มีความสามารถในการประมาณการณ์ผลตอบแทนหรือเปล่า

    คือรู้แล้วแหละว่ากิจการมันดี  แต่ที่กังวลเพราะไม่รู้ว่าราคาที่ตัวเองซื้อมานี่ถูกหรือแพงก็ทำให้กังวลได้  อันนี้ก็ไปเรียนรู้วิธีการประเมินมูลค่าซะครับ  แน่นอนว่ามันไม่มีใครรู้อนาคตและไม่มีวิธีการไหนเพอร์เฟค  แต่มันจะช่วยให้ประมาณคร่าวๆได้  และคุณจะมั่นใจมากขึ้นแน่นอน

    1. แต่ถ้ามั่นใจว่าวิเคราะห์ได้ดีแล้ว แต่ยังกังวลอยู่  ผมว่าคุณนั่งเฝ้าราคามากเกินไปละ

    เลิกนั่งเฝ้าราคาได้แล้ว  การนั่งจ้องหน้าจอตัวเลขกระดิกไปมาจะไม่ทำให้เรากำไรดีขึ้น  ดังนั้นเลิกนิสัยเช็คราคาหุ้น  แล้วเอาเวลาไปทำอย่างอื่นเถอะ  ไม่ต้องเป็นอะไรมีสาระก็ได้  จะไปนั่งอ่านการ์ตูน, เล่นเกมยังเข้าท่ากว่าเลย  เวลาลงทุนเหมือนแข่งกีฬาน่ะครับ  ตามองเกมที่แข่งตั้งใจแข่ง  ไม่ใช่มัวแต่มองสกอร์บอร์ด  ลงทุนในหุ้นตามองตัวกิจการที่เราเลือก  ไม่ใช่นั่งมองราคาหุ้น

    สรุป

    ถ้าเราเป็นมืออาชีพ  ได้พิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้วและตัดสินใจไปแล้ว  เราไม่ต้องสนแล้วว่าราคาหุ้นจะตก  อย่าไปสนใจเสียงนกเสียงกาความคิดเห็นคนอื่น  สิ่งที่จะพิสูจน์การตัดสินใจของเราคือ  ปลายทางผลประกอบการตัวกิจการที่เราเลือกเป็นอย่างไร  ถ้าเราแม่นยำเรื่องนี้เดี๋ยวราคาหุ้นมันตามมาเองอยู่แล้ว

    ดังนั้นจงเป็นมืออาชีพ  ตัดสินใจให้มีประสิทธิภาพตั้งแต่แรก  และเลิกนั่งจ้องราคาหุ้นได้แล้ว

  • เมื่อคราฟท์ ไฮนซ์ต้องการซื้อยูนิลิเวอร์

    ข่าวสะท้านวงการ!

    คราฟท์ ไฮนซ์บริษัทอาหารยักษ์ใหญ่ขอซื้อยูนิลิเวอร์บริษัทสินค้าอุปโภคบริโภคยักษ์ใหญ่ด้วยข้อเสนอซื้อ 1,430 ล้านเหรียญฯสหัรัฐ!
    kraft-heinz-products unilever-brands
     
    หากใครรู้จักทั้งสองบริษัทจะรู้เลยว่าสิ่งที่เรากินใช้อยู่ทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นของใช้ส่วนตัว ของใช้ภายในครัวเรือน ของกิน เครื่องปรุงมากมายที่เราใช้กันทุกวันส่วนใหญ่เป็นของทั้งสองบริษัทนี้ทั้งนั้น
     
    ข่าวนี้สะท้านวงการเพราะหากทั้งสองรวมกันจริงต้องบอกว่าจะเรียกได้ว่าเป็นบริษัทมหาอำนาจเลยทีเดียว และแน่นอนว่ามีประเด็นเรื่องการกังวลการผูกขาดขึ้นซึ่งเรื่องนี้อาจมีผลกระทบต่อผู้บริโภคในภายหลังซึ่งตอนนี้ยังไม่ต้องเป็นกังวลเพราะยูนิลิเวอร์ปฏิเสธที่จะขาย
     
    คราฟท์ประกาศว่ายังคงพยายามจะขอซื้อยูนิลิเวอร์และอาจมีข้อเสนอใหม่อีกไม่ช้า
     
    จากมุมมองของนักลงทุนแบบเราที่จริงแล้วทั้งสองบริษัทนี้เป็นบริษัทที่ดีมาก กำไรดีสม่ำเสมอเป็นเวลานาน มีฐานลูกค้าที่มั่นคง การรวมตัวกันของสองบริษัทจะทำให้สถานะของบริษัทแข็งแกร่งยิ่งขึ้นซึ่งจะเป็นการดีสำหรับผู้ที่มีหุ้นในบริษัทนั้นๆอยู่แล้ว
     
    เมื่อบริษัทที่ดีรวมกับบริษัทที่ดีก็จะได้บริษัทที่ดี
     
    กรณีนี้จะคล้ายคลึงกับตอนซี พี ออล ซื้อแมกโคร ทั้งสองเป็นบริษัทที่ดีทั้งคู่และเมื่อรวมกันก็ทำให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
     
    ความแตกต่างกันคือตอนซี พี ออลซื้อแมกโคร คนตกใจกลัว มีข่าวออกมาว่าซื้อแพงทำให้ราคาหุ้นตกลงไปซึ่งตอนนี้เป็นโอกาสดีและราคาที่เหมาะสมที่จะซื้อ ซึ่งตอนนั้นผมได้ซื้อไปเป็นจำนวนหนึ่งจนมาถึงตอนนี้ราคาหุ้นขึ้นมาเยอะมากและผมก็กำไรไปไม่รู้เท่าไหร่จากดีลนี้
     
    แต่น่าเสียดายมากครับ ถ้าเหตุการณ์ของคราฟท์ ไฮนซ์กับยูนิลิเวอร์เป็นแบบนั้นบ้างก็ดี ทันทีที่ข่าวออกมา หุ้นของทั้งสองบริษัทพุ่งสูงขึ้นกว่า 10% ทำให้ราคาไม่น่ารักเท่าไหร่ แต่ผมยังคงจะเฝ้าติดตามต่อไปเผื่อถ้าราคาตกลงลงมาถึงช่วงที่ซื้อได้บ้าง ผมไม่รีรอแน่นอนครับ คนที่จ้องอยู่เหมือนกันอย่าลืม
     
    ติดตามกันนะครับ
     
    วันนี้ฝากไว้แค่นี้ก่อน
  • หมายเหตุประกอบงบการเงิน

     

    detective

    นี่เป็นเรื่องหลักอันสุดท้ายละครับ  ตรงส่วนนี้ของรายงานประจำปีก็เป็นตามชื่อแหละ  มันคือหมายเหตุที่อธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับรายการบนงบการเงิน

    วิธีการจริงๆคือดูเรื่องที่เราอยากรู้น่ะ  เช่น  สมมติเราเห็นว่าบริษัทมีรายการ  “จ่ายเงินซื้อเงินลงทุนระยะยาว” สูงขึ้นเยอะมาก  เราก็ตามไปดูหมายเหตุเลขที่กำกับไว้ในงบการเงินแล้วอ่านดูว่าเงินลงทุนระยะยาวที่ว่านี่คืออะไร

                    สมมติไม่มีอะไรอยากรู้เป็นพิเศษ  แนะนำให้ดูเรื่องต่อไปนี้

    1. อ่านเรื่องมาตรฐานการรายงาน ดูว่ามีการเปลี่ยนวิธีรายงานเรื่องสำคัญหรือเปล่า
    2. อ่านนโยบายการบัญชี ส่วนตรงนี้เค้าจะพูดถึงวิธีการบันทึกรายการสำคัญต่างๆ  อ่านดูคร่าวๆว่าไม่มีอะไรผิดสังเกต  สิ่งผิดสังเกตในที่นี้คือหมายถึงเช่น  พวกการรับรู้รายได้ไม่นับเป็นรายได้เร็วผิดปกติ  การเผื่อหนี้สงสัยจะสูญหย่อนยานผิดปกติ  ฯลฯ
    3. รายละเอียดเงินลงทุนระยะยาว บริษัทลูก  ร่วมทุน  ฯลฯ
    4. รายละเอียดพวกเงินกู้ยืมระยะยาวต่างๆ
    5. ให้ความสำคัญกับพวกหุ้นกู้แปลงสภาพ ใบสำคัญแสดงสิทธิ์  ออปชั่น  หรือพวกหุ้นบุริมสิทธิ์เป็นพิเศษ  พวกที่สามารถเปลี่ยนเป็นหุ้นทุนได้ทั้งหลายนี่ต้องดูไว้เลย  เราต้องเผื่อเกิดการเจือจางความเป็นเจ้าของกรณีที่แปลงเป็นหุ้นทุนทั้งหมด  เราควรจะรู้ไว้ว่าเราถูกเจือจางได้มากสุดกี่ %
    6. อ่านแจกแจงรายได้ ค่าใช้จ่ายตามลักษณะ

    โดยปกติคือถ้าไม่มีอะไรอยากรู้เป็นพิเศษ  ก็คืออ่านรายละเอียดให้เข้าใจมากขึ้นเฉยๆครับ  เอาให้รู้ว่าไม่มีอะไรผิดสังเกต

  • อ่านงบการเงิน (สมมติไม่รู้บัญชีเลย)

    we-are-in-good-shape-nobody-understands-our-financial-statement

    ถัดจากความเห็นผู้สอบบัญชี  ก็จะมาถึงส่วนที่รายละเอียดเยอะของรายงานประจำปีละครับ  มันจะเป็นงบการเงินส่วนใหญ่ตรงนี้คนมักมีปัญหาอ่านไม่รู้เรื่องเพราะจะเอารู้เรื่องจริงจังต้องมีความรู้บัญชีประกอบ    แต่โจทย์วันนี้คือเราจะมาพูดถึงการดูอ่านจับใจความที่คนไม่มีพื้นฐานเรียนบัญชีมาอ่านรู้เรื่องก่อน  (ซึ่งต้องบอกว่ารู้บัญชีจะดีกว่าเยอะเลย  คนไม่รู้บัญชีเสียเปรียบมาก)

    อันแรกที่เจอจะเป็นงบแสดงสถานะทางการเงิน  ผมจะกวาดตาดูเรื่องดังต่อไปนี้

    • ในหมวดสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน หาชื่อประมาณนี้  “ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์”  แล้วดูว่าเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าเยอะมั้ย  ถ้ามันเยอะแปลว่าน่าจะมีการลงทุนขยายอะไรซักอย่าง  ต้องลองดูว่าสอดคล้องกับสิ่งที่ผู้บริหารบอกว่าทำหรือเปล่า
    • ดูหมวดหนี้สินไม่หมุนเวียน ดูรายการพวก  “เงินกู้ยืมระยะยาวสถาบันการเงิน”, “เงินกู้ยืมระยะยาวจากธนาคาร”, “หุ้นกู้”  อันนี้คือเงินกู้ยืมระยะยาวที่ถ้าเป็นไปได้ไม่ควรมีอะไรเยอะแยะ  ดูว่าเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าเยอะมั้ย  ถ้าเยอะก็ต้องดูว่าเป็นเพราะขยายกิจการอะไรหรือเปล่า

    อันต่อมาเป็นงบกำไรขาดทุน  ดูคร่าวๆเรื่องดังต่อไปนี้

    • รายได้เพิ่มขึ้นมั้ย
    • ต้นทุนขายหรือต้นทุนการให้บริการ เพิ่มขึ้นหรือลดลงเป็นสัดส่วนเดียวกับรายได้หรือเปล่า  เช่นถ้ารายได้เพิ่มขึ้น 10% ต้นทุนของหรือบริการที่ขายก็ควรจะเพิ่มขึ้น 10% ตาม  ถ้ารายได้ลงลง 15% ต้นทุนของหรือบริการที่ขายก็ควรจะลดลง 15% ตาม  ถ้ามันไม่ขยับในทิศทางเดียวกัน  หรือคลาดเคลื่อนจากกันเยอะ  อันนี้ก็ผิดปกติ
    • ย้อนกลับไปหน้างบแสดงสถานะทางการเงิน เทียบสัดส่วนลูกหนี้การค้ากับรายได้ดูซิ  สัดส่วนมันควรจะเท่าๆเดิมนะ  เป็นไปได้เก็บเงินลูกค้าได้จะดีที่สุด  ดังนั้นถ้าเห็นลูกหนี้การค้าเพิ่มขึ้นเร็วกว่ารายได้ก็แปลว่าน่าสงสัยละ
    • กำไรสุทธิเพิ่มขี้นมั้ย
    • กำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้น สอดคล้องกับรายได้ที่เพิ่มขึ้นหรือเปล่า  เช่น  รายได้เพิ่มขึ้น 20%  โดยไอเดียกำไรสุทธิก็น่าจะเพิ่มขึ้นประมาณ 20% เหมือนกัน  ถ้าสมมติรายได้เพิ่มขึ้นเยอะเลย 20%  แต่กำไรสุทธิเท่าเดิม  หรือเพิ่มน้อยมาก 5% อะไรงี้  เราก็ต้องเอะใจบ้างแล้วและหาว่ารายได้ที่ได้มา  หายไปกับเรื่องอะไรกันแน่  ทำไมกำไรไม่โตตามรายได้
    • สังเกตหารายได้หรือรายจ่ายที่ไม่ใช่รายการปกติ เช่น กำไรหรือขาดทุนจากการขายทรัพย์สิน, กำไรหรือขาดทุนจากเงินประกันน้ำท่วม, กำไรหรือขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน  รายได้หรือรายจ่ายกลุ่มนี้เป็นพวกตัวชั่วคราว  อาจทำให้กำไรดูดีหรือแย่เกินความเป็นจริงได้

    ถัดมาเป็นงบแสดงการเปลี่ยนแปลงส่วนของผู้ถือหุ้น

    • พิจารณาตรง “ทุนที่ออกจำหน่ายและชำระแล้ว” หรือชื่อประมาณนี้ ดูว่าไม่ได้เพิ่มขึ้น  และถ้าเห็นว่าเพิ่มขึ้นให้ดูว่ามาจากสาเหตุอะไร  ถ้ามาจากปันผลเป็นหุ้นไม่เป็นไร  แต่ถ้ามาจากการออกหุ้นใหม่หรืออย่างอื่น  อาจต้องสงสัยนิดนึงว่าเค้าจะออกหุ้นใหม่มาทำอะไร

    สุดท้ายตรงส่วนงบกระแสเงินสด

    • หมวดกระแสเงินสดจากการดำเนินงานควรจะเป็นบวก เพราะดำเนินงานแล้วไม่ได้เงินไปเรื่อยๆมันเจ๊งแน่นอน
    • หมวดการลงทุน โดยชื่อมันก็รู้อยู่แล้วว่าควรจะเป็นลบเพราะเราใช้เงินไปลงทุน  ส่วนนี้สังเกตว่าลงทุนเรื่องอะไร  เป็นการซื้อที่ดิน อาคารและอุปกรณ์เหรอ  หรือเป็นการลงทุนระยะยาวในบริษัทลูก  หรือทำอะไร
    • หมวดการจัดหาเงิน อันนี้ก็ดูว่ามีการกู้ยืมเงินเพิ่มเติมแค่ไหน  เอาเงินไปทำอะไร  คอยดูว่ามันไม่บ้าจนเกินไป

    โดยรวมแล้ว  ถ้าเป็นผมไม่รู้บัญชี  ผมก็จะดูเรื่องหลักๆประมาณนี้แหละ  จริงๆส่วนตรงนี้สำคัญมาก  เราต้องการจะรู้ว่าทั้งหลายทั้งปวงสุดท้ายแล้วบริษัททำได้ดีแค่ไหนอย่างไร  และมีอะไรผิดสังเกตไปบ้าง

    ปล.  ซึ่งถ้าเป็นไปได้บอกจากใจจริงด้วยความหวังดี  ไปเรียนบัญชีพื้นฐานเถอะนะ  ไม่ได้ต้องถึงขนาดลงบัญชีเองได้  แต่หัดให้อ่านรู้เรื่องเถอะครับ  เราจะได้เปรียบคนอื่นอีกเยอะ  จะบอกว่าปกติเรื่องนี้ผมมีเปิดคอร์สสอนด้วยนะ

  • หุ้นที่ผมสนใจ – Hanesbrands

    As of February 9, 2017    ราคาหุ้นอยู่แถว $20-21

    ตลาดหุ้นไทยช่วงนี้ไม่มีอะไรตกรุนแรงเลยไม่น่าสนใจเท่าไหร่ครับ  ช่วงนี้เลยมาแนะนำโอกาสลงทุนในต่างประเทศ  วันนี้ผมจะเขียนถึงหุ้นที่ผมเพิ่งซื้อไป  บริษัท Hanesbrands Inc

    Hanesbrands

    hanes-men

    ลักษณะธุรกิจ

    ทำเสื้อผ้า, เสื้อกล้าม, ชุดชั้นในทั้งของผู้ชายและผู้หญิง  เป็นยี่ห้อเน้นใส่สบายไม่ใช่แฟชั่น  มียี่ห้อในเครือหลากหลาย เช่น  Hanes, Champion, Playtex, Maidenform  มีโรงงานทำการผลิตด้วยตัวเอง  ไม่ได้เป็นลักษณะจ้างคนอื่นผลิต  และไม่ได้เน้นลักษณะเปิดร้านตัวเองขาย  ปกติคือขายผ่านคนอื่น

    สิ่งที่มันน่าสนใจคือ  หลายยี่ห้อที่บริษัทนี้เป็นเจ้าของเป็นผู้นำอันดับต้นๆในหมวดเสื้อผ้าของตัวเอง

    Hanes เป็นอันดับหนึ่งเรื่องยอดขายเสื้อในกางเกงในผู้ชายในตลาดอเมริกา

    Champion เป็นยี่ห้อเสื้อกีฬา  ทำเสื้อให้สโมสรฟุตบอล, เสื้อเล่นบาส, เสื้อทีมบาสมหาวิทยาลัย ฯลฯ

    Playtex เป็นผู้นำอันดับหนึ่งหรือสองในตลาดผ้าอนามัยแบบสอด

    Maidenform  ยี่ห้ออันดับหนึ่งเรื่องชุดกระชับสัดส่วนในตลาดอเมริกา

    Pacific Brands  ผู้นำตลาดเสื้อในและชุดชั้นในในออสเตรเลีย

    แล้วที่ผ่านมาเป็นไง

    ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา  บริษัททำได้ดีมาโดยตลอด  มีช่วงกำไรหดตอนวิกฤติเศรษฐกิจบ้างแต่ไม่เคยถึงขาดทุน

    วันนี้เทียบกับเมื่อ 10 ปีที่แล้ว  บริษัทกำไรมากขึ้นกว่าเดิมประมาณ  4 เท่ากว่า  โดยส่วนใหญ่มาจากการขยายด้วยวิธีซื้อกิจการ  เท่าที่สังเกตก็จะเป็นพวก Innerwear กับพวก Activewear  ซึ่งเป็นธุรกิจประเภทที่เกี่ยวข้อง  และสามารถใช้โรงงานที่ตัวเองมีอยู่แล้วผลิตได้

    ทำไมตอนนี้ถึงน่าสนใจ

    กิจการทำได้ดีขึ้น  แต่ราคาหุ้นตก  ลักษณะแบบนี้เป็นอะไรที่ผมชอบมาก

    บริษัทนี้น่าจะไม่ได้เติบโตหวือหวาอะไร  แต่ข้อดีคือไม่น่าจะมีปัญหาจากพวกปัจจัยทางเศรษฐกิจหรือจากรสนิยมผู้บริโภคเปลี่ยนเหมือนกลุ่มเสื้อผ้าที่เป็นแฟชั่น  ผมคาดหวังว่าบริษัทจะทำได้ดีใกล้เคียงเดิมและน่าจะค่อยๆเติบโตได้จากการไปซื้อกิจการลักษณะเดียวกันในต่างประเทศ

    ดังนั้นโดยรวมแล้วเชื่อว่าบริษัทระยะยาวแล้วไม่น่าจะมีปัญหาอะไร  ที่ผ่านมาทำได้ดีขึ้น  บวกกับว่าช่วงปีที่ผ่านมาราคาหุ้นตกลงไปอย่างรุนแรง  เป็นเหตุผลทำให้ผมซื้อไปครับ

    hanes-both hanes-women

  • หุ้นที่ผมสนใจ – Express Scripts

    As of February 12, 2017              ราคาหุ้นอยู่ $68.41

    ถ้าพูดถึงเวลานี้  โอกาสที่ดีที่สุดอันนึงที่ผมหาได้ก็หุ้นบริษัทนี้เลยครับ  Express Scripts  แต่โมเดลธุรกิจเค้าอาจจะอ่านเห็นภาพยากนิดนึงเพราะรูปแบบธุรกิจแบบนี้ไม่มีในเมืองไทย  เท่าที่เห็นมันเป็นธุรกิจที่มีเฉพาะในอเมริกาเท่านั้น

    Express Scripts

    express-script-logoexpress-script-what-it-does

    ลักษณะธุรกิจ

    เป็นบริษัทประเภท pharmacy benefit managers  คือทำหน้าที่จัดการเรื่องการจ่ายยาสำหรับผู้ป่วย  โดยเน้นพวกที่มีประกันสุขภาพ  (ซึ่งในอเมริกาคนส่วนใหญ่จะพยายามมีประกันสุขภาพแหละ  เพราะยาและพวกค่ารักษาพยาบาลมันแพง)

    ไอเดียคือบริษัท Express Scripts นี้เป็นตัวกลางต่อรองราคายา  ลูกค้าหลักคือพวกที่เป็นประกันสุขภาพทั้งโครงการรัฐบาลและบริษัทเอกชน  วิธีการทำให้ราคายาถูกลงหลักๆคือ (more…)

  • บริษัทย่อย บริษัทร่วมต่างๆ

    ไหนๆเราอ่านรายงานประจำปีของบริษัทแล้ว  เราสละเวลาซักนิดนึงอ่านผ่านๆเกี่ยวกับบริษัทย่อยและบริษัทร่วม

    โดยปกติบนรายงานประจำปีจะมีหน้านึงที่พูดถึงบริษัทย่อย  หรือบริษัทร่วมที่ตัวบริษัทที่เราดูอยู่ไปถือหุ้น  ข้อมูลจะพูดถึงคร่าวๆว่าบริษัทชื่ออะไร  ลักษณะธุรกิจคืออะไร  และมีสัดส่วนการถือหุ้นกี่ %

    เรื่องส่วนนี้ปกติดูคร่าวๆแหละ  ผมมักจะสังเกตเรื่องต่อไปนี้

    1. ธุรกิจที่บริษัทไปลงทุนเหล่านี้ มันดูเกี่ยวข้องกับกิจการหลักหรือเปล่า  หรือมันดูจับฉ่ายมากอะไรก็ไม่รู้ไม่เกี่ยวกัน  โดยปกติผมก็จะไม่ชอบบริษัทที่ลงทุนในเรื่องไม่เกี่ยวข้องเท่าไหร่

    2. อ่านดูให้เห็นภาพมากขึ้นว่าบริษัทลงทุนกับธุรกิจแบบไหนอยู่ บางทีเราจะพบอะไรน่าสนใจ  ตัวอย่างที่เจอส่วนตัวเช่นโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์งี้  ผมเคยสงสัยว่าทำไมเค้าไม่ขยายสาขาหรืออะไรซะที  ไม่เหมือนกลุ่มโรงพยาบาลกรุงเทพที่ขยายอยู่ตลอด  พอไปอ่านดูจะเจอว่าบำรุงราษฎร์มีไปซื้อกิจการโรงพยาบาลในมองโกเลียครับ  ตอนอ่านเจอก็งงๆ  เออแปลกดีเหมือนกัน

    หลักๆคือเราอ่านให้รู้ไว้ว่าบริษัทมีบริษัทในเครือทำอะไรอยู่บ้าง  อยู่ในอุตสาหกกรมเกี่ยวข้องเอื้อกันหรือเปล่า  รู้ไว้ให้เข้าใจบริษัทมากขึ้นอีกนิดนึงครับ