Author: admin

  • เงินเฟ้อมาจากไหนกันแน่ ?

    เงินเฟ้อมาจากไหนกันแน่ ?

    เงินเฟ้อเอาง่ายๆก็คือราคาสินค้าบริการแพงขึ้น แค่นั้นเลย

    ส่วนประเด็นว่ามันมาจากไหน ก็ขอให้นึกง่ายๆว่าปัจจัยใดๆที่มีผลกับความต้องการสินค้าหรือความสามารถในการผลิตสินค้า พวกนี้ก็มีผลกับเงินเฟ้อหมดแหละ

    อะไรที่ทำให้ความต้องการสินต้าสูงขึ้น คนพร้อมจ่ายมากขึ้น ก็ทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้น หรือกลับกันอะไรที่ทำให้ความต้องการสินต้าต่ำลง คนพร้อมจ่ายน้อยลง ก็ทำให้เงินเฟ้อต่ำลง

    ส่วนฝั่งผลิต อะไรที่ทำให้ผลิตได้เยอะขึ้น สินค้าหรือบริการเยอะขึ้น ก็ทำให้เงินเฟ้อต่ำลง หรือกลับกันอะไรที่ทำให้ผลิตได้น้อยลง สินค้าหรือบริการน้อยลง ก็ทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้น

    เท่านั้นเองไม่มีอะไรมาก

    ตัวอย่างเช่น
    พิมพ์เงินเพิ่ม ก็ทำให้เงินในมือคนมีเยอะขึ้น คนก็พร้อมจ่ายมากขึ้น ก็ทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้น
    เปิดโควิดกลับมา คนก็อยากไปทำนู่นนี่ พร้อมใช้เงิน ก็ทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้น
    สงครามรัสเซีย-ยูเครน ส่งออกข้าวสาลีไม่ได้ มีจำนวนสินค้าให้ขายน้อยลง เงินเฟ้อก็สูงขึ้น

    แล้วในโลกความเป็นจริงมันก็จะมีปัจจัยหลายๆอย่างเกิดขึ้นพร้อมๆกัน เงินเฟ้อในเวลานั้นก็จะมาจากผลของปัจจัยทั้งหมดยำรวมกันครับ
     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • REIT ใน U.S. ทำไม payout ratio เกิน 100% ได้ ?

    REIT ใน U.S. ทำไม payout ratio เกิน 100% ได้ ?

    มีนักเรียนมีคำถาม เค้าไปเจอ REIT ต่างประเทศที่ Dividend payout ratio เกิน 100% อย่างต่อเนื่องหลายปี แล้วก็เลยสงสัยว่าเป็นไปได้ยังไงที่มันเกิน 100% ไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้ใน REIT ไทย

    อันนี้เป็นคำถามที่ดีนะ เผื่อคนไม่คุ้นเคย Dividend payout ratio คืออัตราส่วนระหว่างจำนวนเงินที่จ่ายปันผลเทียบกับกำไรสุทธิ Dividend payout ratio 50% ก็คือจากกำไรสุทธิ 100 จ่ายออกมาเป็นปันผล 50 ถ้า Dividend payout ratio มากกว่า 100% ก็คือกำไรสุทธิ 100 จ่ายออกมาเป็นปันผลเกิน 100 ซึ่งมันไม่ควรจะเป็นอะไรที่ทำได้ตลอด ทำบางปีอาจจะได้ แต่โดยหลักการมันไม่ควรจะทำได้ต่อเนื่อง ก็เลยเป็นเหตุผลที่นักเรียนเรามีความสงสัย

    ตัวอย่างที่นักเรียนผมพูดถึงก็จะเป็น Realty Income ซึ่งเป็น REIT เจ้าใหญ่ใน US

    จะสังเกตว่า payout ratio ก็เกิน 100% ตลอดจริงๆ

    ให้ดูอีกตัวอย่าง W. P. Carey เป็น REIT ขนาดใหญ่เช่นกัน

    สังเกตว่าคล้ายกันตรงที่ payout ratio เกิน 100% ตลอด

    ประเด็นเรื่องนี้สมัยที่เริ่มดู REIT ใน U.S. ตอนแรกๆผมก็เคยสงสัยเหมือนกัน สิ่งที่ผมเจอคือเป็นเพราะวิธีการบันทึกบัญชีมันไม่เหมือนกับที่ไทยครับ คือ REIT ที่อเมริกาเค้ามีการบันทึกค่าเสื่อม ในขณะที่ REIT ที่ไทยไม่บันทึกเพราะมองว่าเป็น investment

    เพื่อให้เห็นภาพเดี๋ยวผมเปิดเทียบให้ดู

    ส่วนสาเหตุว่าทำไมบันทึกต่างกัน ผมเข้าใจว่าเพราะในมุมของ US GAAP เค้ามองว่า REIT นี่เป็น operating assets ในขณะที่ของไทยมองว่าเป็น investment assets ครับ

    สมมติเราคำนวณ payout ratio เองเลยนะ เอาแบบตรงๆ เราจะได้ว่า
    Realty Income 208.58%, 342.21%
    W. P. Carey 143.48%, 190.65%

    แต่สมมติเราคำนวณ payout ratio แบบตัดผลของ depreciation ออกไป เราจะได้ว่า
    Realty Income 72.13%, 97.84%
    W. P. Carey 77.97%, 88.41%

    ดูปกติขึ้นมะ มันเป็นเพราะแบบนี้แหละครับ ตอบคำถามว่าทำไม payout ratio ของ REIT ใน U.S. มันถึงสูงเกิน 100% ตลอด

    ทีนี้โดยปกติ REIT ใน U.S. นี่เค้าจะรายงานตัวเลข Funds From Operations (FFO) กับ Adjusted Funds From Operations (AFFO) ประกอบในรายงานด้วย และปกติธุรกิจนี้เวลาเค้าพูดถึงการจ่ายปันผลเค้าจะเทียบ payout ratio กับไม่ FFO ก็ AFFO มากกว่าที่จะเทียบกับ Net Income ตัวเลขพวกนี้ก็จะเป็นตัวเลขที่มีการบวกกลับค่าเสื่อมและมีการปรับตัวเลขด้วยรายการอื่นอีก มันจะไม่ได้ตามมาตรฐานบัญชี US GAAP แต่มันเป็นตัวเลขที่อุตสาหกรรมนี้เค้าตกลงร่วมกันว่าช่วยให้เข้าใจผลการดำเนินงานของ REIT มากขึ้นและเพื่อให้นิยามการคำนวณเหมือนกันเค้าจะอิงตาม NAREIT ผมทิ้งลิ้งค์ไว้ให้สำหรับคนที่มีความสนใจ REIT ใน U.S. ควรต้องอ่านครับ
    https://www.reit.com/sites/default/files/2018-FFO-white-paper-(11-27-18).pdf

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • จ่ายปันผลเป็นหุ้น บันทึกบัญชียังไง ?

    จ่ายปันผลเป็นหุ้น บันทึกบัญชียังไง ?

    จ่ายปันผลเป็นหุ้น บันทึกบัญชียังไง ?

    ไม่แน่ใจว่าทำไมมีทั้งนักเรียนและคนทั่วไปถาม แล้วถามเจาะจงวิธีบันทึกบัญชีของการจ่ายปันผลเป็นหุ้นด้วยนะ แต่อันนี้ง่ายจริง ผมทำวีดิโอตอบครับ

    เพื่อให้เข้าใจตรงกัน การจ่ายปันผลเป็นหุ้นมันคือการจ่ายปันผลแบบบริษัทไม่ได้มีการจ่ายเงินอะไรออกมา แต่เป็นการออกหุ้นใหม่ให้กับคนที่ถือหุ้นอยู่แล้วเป็นสัดส่วนกับจำนวนที่ถืออยู่ อย่างเช่นสมมติเค้าบอก 1 หุ้นใหม่ต่อ 10 หุ้นเดิม ก็คือแปลว่าถ้าเรามีหุ้นอยู่ 10 หุ้นเราก็จะได้เพิ่ม 1 หุ้น ถ้ามี 20 หุ้นก็จะได้ 2 หุ้น

    ทีนี้มาพูดถึงการบันทึก งบการเงินมันมี 3 อันหลักคือ
    – งบกำไรขาดทุน
    – งบแสดงสถานะทางการเงิน
    – งบกระแสเงินสด

    เวลาบันทึกบัญชีเราก็ต้องใช้ความเข้าใจความหมายของงบ แล้วพิจารณาการจ่ายปันผลเป็นหุ้นว่ามันควรบันทึกยังไง
    – งบกำไรขาดทุนไม่บันทึก เพราะการจ่ายปันผลเป็นหุ้น ไม่ได้ทำให้บริษัทกำไรมากขึ้นหรือน้อยลง การจ่ายปันผลเป็นหุ้นไม่ได้ทำให้บริษัทขายของได้มากขึ้นหรือเป็นค่าใช้จ่าย
    – งบกระแสเงินสดก็แน่นอนว่าไม่เกี่ยว เพราะการจ่ายปันผลเป็นหุ้นไม่ได้มีการขยับของเงินสด ไม่มีการได้รับเงินสด และไม่มีการจ่ายเงินสด
    – งบแสดงสถานะทางการเงิน อันนี้ถึงจะเกี่ยว เพราะมันมีส่วนที่แสดงตัวเลขรายการส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ การจ่ายปันผลเป็นหุ้นยังไงต้องมีจำนวนหุ้นเพิ่มย่อมต้องเกี่ยวแน่

    วิธีการบันทึกบัญชีก็จะเป็น เพิ่มทุนจดทะเบียนที่ออกและชำระแล้วเป็นจำนวนเท่ากับจำนวนหุ้นที่ปันผลทั้งหมดคูณ par เช่นสมมติออกหุ้นใหม่ทั้งหมด 20 หุ้นและพาร์หุ้นละ 10 บาท ก็คือเพิ่มทุนจดทะเบียนที่ออกและชำระแล้ว 200 บาท จากนั้นก็ลดกำไรสะสมที่ยังไม่ได้จัดสรรไปเป็นจำนวนเท่ากัน 200 บาท งบก็จะดุลละ แค่นี้แหละครับ

    แล้วสมมติว่าเป็นฝั่งได้รับการปันผลเป็นหุ้นล่ะ

    วิธีการบันทึกก็ง่ายเพราะไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับงบกำไรขาดทุนและงบกระแสเงินสดเช่นกัน และจริงๆก็ไม่เกี่ยวกับงบแสดงสถานะทางการเงินด้วยเพราะการได้รับปันผลเป็นหุ้นไม่ได้ทำให้มูลค่าเงินลงทุนเพิ่มขึ้นหรือลดลง อย่างมากก็บันทึกรายละเอียดว่าจำนวนหน่วยลงทุนที่บริษัทถืออยู่เพิ่มขึ้นกับมูลค่าต่อหน่วยที่ถือลดลงเป็นสัดส่วนที่ทำให้มูลค่ารวมอยู่เท่าเดิมก็เท่านั้นเอง

    อนาคตเผื่อมีคำถามอะไรที่เกี่ยวข้องกับการบันทึกบัญชี ผมแนะนำว่า Google หาแล้วอ่านมาตรฐานการบันทึกที่เป็นทางการเลยจะชัวร์สุดครับ ส่วนตัวเวลาผมสงสัยผมก็ทำแบบนั้นเหมือน

    ยกตัวอย่างเช่นสมมติกรณีนี้เลยจ่ายปันผลเป็นหุ้นบันทึกบัญชียังไง เค้าจะอธิบายไว้แบบนี้ครับ
    https://www.tfac.or.th/upload/9414/NxXYuS6oyY.pdf
     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • Peter Lynch & Howard Marks มองอนาคตยังไง ?

    Peter Lynch & Howard Marks มองอนาคตยังไง ?

    ล่าสุดมีนักเรียนส่งวีดิโอบน YouTube 2 อันมาให้ดูแล้วถามขอให้อธิบายมุมมองของนักลงทุนในตำนานที่อยู่ในวีดิโอพวกนั้น

    อันแรกจะเป็น https://www.youtube.com/watch?v=edDe4K3QcWc
    เป็นวีดิโอของ Bloomberg สัมภาษณ์ Howard Marks

    เรื่องหลักๆคือเค้าบอกว่า
    – ช่วงที่ผ่านมาตั้งแต่หลังวิกฤติปี 2008 มาถึง 2021 Fed ลดอัตราดอกเบี้ยต่ำมากและทำ QE ช่วงนี้เป็นช่วงที่ธุรกิจทำกำไรได้ง่ายเพราะเงินทุนหาง่าย การผิดนัดชำระหนี้ก็น้อย เป็นช่วงที่ easy
    – เร็วๆนี้เงินเฟ้อสูง Fed ขึ้นอัตราดอกเบี้ย ทำธุรกิจให้กำไรก็ยากขึ้น
    – คนถามเค้าว่า เมื่อไหร่จะกลับไปสู่ช่วงก่อนที่มันง่ายเหมือนเดิม เค้ามองว่าอาจจะไม่กลับไป easy เหมือนเดิมนะ ช่วงนั้นมันผิดปกติ อนาคตต้นทุนเงินจะไม่ต่ำเหมือนเดิม, การทำธุรกิจจะไม่ง่ายเหมือนเดิม

    ส่วนอันที่สองนี่จะเป็น https://youtu.be/U-6fv09KCDw
    เป็นวีดิโอของ CNBC สัมภาษณ์ Peter Lynch

    หลักๆคือเค้าบอกว่า
    – เค้าก็พูดเหมือนเดิม วิธีการลงทุนเค้าคือ มองหาเหตุผลว่าทำไมบริษัทควรจะทำได้ดี แล้วก็ดู balance sheet ของบริษัท ดูว่ามีหนี้เยอะมั้ย ทุกคนควรจะทำได้
    – มีคนถามความเห็นเกี่ยวกับที่ธนาคารล้มในช่วงที่ผ่านมา Peter Lynch บอกก่อนหน้านี้ก็มีธนาคารล้ม มีความกังวลอื่นๆเยอะแยะ ปัจจุบันธนาคารเข้มแข็งขึ้นเยอะ
    – สุดท้ายคือเค้าถามว่าอนาคตจะมีปัจจัยสนับสนุนเศรษฐกิจมั้ย Peter Lynch ก็บอกไม่รู้อนาคต ที่ผ่านมามีวิกฤติเศรษฐกิจก็ฟื้นกลับมาทำได้ดีตลอดนะ

    โดยสรุปคือ Howard Marks คิดว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง ธุรกิจจะไม่ง่ายเหมือนช่วงก่อน ส่วน Peter Lynch ดูเฉยๆ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • ทำไมต้องเป้าเงินเฟ้อ 2% ?

    ทำไมต้องเป้าเงินเฟ้อ 2% ?

    ทำไมต้องเป้าเงินเฟ้อ 2% ?

    มีคนมีคำถามเกี่ยวกับเป้าเงินเฟ้อของ Fed ทำไมต้อง 2% ด้วย แล้วมันเป็นเลขอื่นไม่ได้หรือไง 4% อะไรงี้ได้มั้ย

    อันนี้ก็เป็นคำถามที่ดีมาก ผมก็ไม่เคยรู้เหมือนกันว่าทำไมมันต้อง 2% ด้วย ก็เลยลองไปหาคำตอบครับ

    ก่อนอื่นทำไมต้อง 2% ?

    ในอดีตนู้นเลย ธนาคารกลางของประเทศต่างๆก็มีเป้าหมายเรื่องเสถียรภาพของราคาแหละ แต่ไม่ได้มีเป้าที่ระบุชัดเจน

    ทีนี้เป้าที่ชัดเจนมันมาแบบบังเอิญ ปรากฎว่าที่มามันคือมาจากธนาคารกลางนิวซีแลนด์เป็นคนเริ่มในปี 1989 ในเวลานั้นเงินเฟ้อในนิวซีแลนด์สูง และธนาคารกลางก็เพิ่งเริ่มเป็นอิสระจากรัฐบาล คุณ Arthur Grimes Chairman ของธนาคารกลางนิวซีแลนด์ในเวลานั้นก็เลยกำหนดเป้าหมายว่าเราจะคุมเงินเฟ้อให้อยู่ในช่วง 0-2% ละกัน แล้วปรากฎว่าธนาคารกลางนิวซีแลนด์ทำให้เงินเฟ้อลดลงมาตามเป้าได้สำเร็จ

    แค่นั้นเองครับ ธนาคารกลางในประเทศอื่นก็เริ่มทำตาม เริ่มจากยุโรปก่อน แล้วก็มาอเมริกาในปี 2012

    ประโยชน์ของการมีเป้าที่ชัดเจน

    ข้อดีของการมีเป้าที่ชัดเจนคือมันทำให้การควบคุมเงินเฟ้อทำได้ง่ายขึ้น

    ไอเดียคือถ้าคนมีความเชื่อว่าเดี๋ยวธนาคารกลางจะคุมเงินเฟ้อได้ตามเป้า คนก็จะมีพฤติกรรมสอดคล้องกับเป้านั้น แล้วก็เลยทำให้เงินเฟ้อเกิดขึ้นตามเป้าได้ง่ายขึ้น

    แล้วทำไมไม่ตั้งเป้าให้มัน 0% หรือต่ำกว่านั้นไปเลย จะดีกว่ามั้ยของถูกลง ?

    ไม่คิดว่าดี ในทางทฤษฎีมันดูเหมือนก็ไม่น่ามีอะไร ราคาของก็ลดลง เงินเดือนคนก็ลดลง คนก็ควรมีคุณภาพชีวิตเท่าเดิม แต่จริงๆเหมือนจะไม่เป็นแบบนั้น ปัญหาของเงินเฟ้อที่ 0% หรือติดลบไปเลยคือ
    คนรู้สึกจนลง ใช้จ่ายน้อยลง
    การที่ของราคาลดลงเรื่อยๆ ทำให้คนยิ่งอยากรอไม่อยากซื้อ
    โดยรวมก็ทำให้เศรษฐกิจทรุด อาการแบบนี้ก็เหมือนในญี่ปุ่น

    แล้วถ้างั้นตั้งเป้าให้สูงกว่า 2% ได้มั้ย 4% อะไรงี้ดีกว่าหรือเปล่า ?

    อันนี้ก็ฟังดูเป็นไปได้ ตราบใดที่ไม่สูงมาก มีคนเสนออยู่เหมือนกัน โดยเค้าให้เหตุผลว่า
    ไม่มีหลักฐานว่าเงินเฟ้อที่ประมาณ 4% มีผลเสียอะไรกับคุณภาพชีวิต
    การอนุญาตให้เงินเฟ้อสูงขึ้นอีกนิด ในแง่นึงก็คืออนุญาตให้ตลาดแรงงาน tight กว่านี้ ควรจะทำให้การว่างงานน้อยลงและเป็นเรื่องดีต่อคุณภาพชีวิตของคน

    แต่ทั้งนี้โดยส่วนตัวผมคิดว่าเค้าไม่น่าจะเปลี่ยนเป้าในเวลานี้ เพราะกำลังอยู่ในช่วงควบคุมเงินเฟ้อสูงอยู่ การเปลี่ยนเป้าในเวลานี้มันอาจจะทำให้คนเสียความเชื่อมั่นในธนาคารกลาง อาจจะทำให้การควบคุมเงินเฟ้อทำได้ยากขึ้น ถ้าจะเปลี่ยนเป้าผมว่าไปเปลี่ยนตอนเหตุการณ์ปกติจะดีกว่า

    สรุปตอบคำถามทำไมต้อง 2% คำตอบคือเค้าก็ตั้งเป้าอะไรซักอย่างที่ต่ำระดับหนึ่งเท่านั้นเอง ส่วนเลข 2% นี่ก็คือบังเอิญครับ ไม่ได้มีวิทยาศาสตร์อะไร มาจากธนาคารกลางนิวซีแลนด์เค้าเริ่มละคนอื่นตามแค่นั้นเอง

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • จะรู้ได้อย่างไรว่าประเมินมูลค่าหุ้นถูกต้องแล้ว ?

    จะรู้ได้อย่างไรว่าประเมินมูลค่าหุ้นถูกต้องแล้ว ?

    จะรู้ได้อย่างไรว่าประเมินมูลค่าหุ้นถูกต้องแล้ว ?

    มีคนถามว่าประเมินมูลค่ามูลค่าหุ้นออกมา จะรู้ได้ไงว่าถูกต้อง

    อันนี้ผมว่ามันขึ้นอยู่กับคำว่าถูกต้องที่ว่านี่คือเราหมายถึงอะไร

    ถ้าถูกต้องในที่นี้คือหมายความว่าจะรู้ได้อย่างไรว่าประเมินมูลค่าได้แม่นยำ อนาคตสิ่งที่จะเกิดขึ้นเกิดตามที่เราเดาไว้ เอาจริงๆมีวิธีเดียวก็คือรอให้อนาคตมาถึง แล้วก็เทียบกับสิ่งที่เราประมาณการเอาไว้ว่าตรงกันมั้ยครับ ทำได้แค่นั้นจริงๆ

    เพราะไม่มีสมการหรือสูตรคำนวณอะไรจะทำนายอนาคตได้ ปีหน้ายอดขายจะเป็นเท่าไหร่เป๊ะๆเจ้าของบริษัทยังไม่รู้เลย ดังนั้นการประเมินมูลค่าซึ่งอาศัยการคิดลดตัวเลขในอนาคตกลับมาปัจจุบัน ก็ไม่มีคำว่าแม่นยำอยู่แล้ว

    แต่ทีนี้ถ้าสมมติคำว่าถูกต้อง หมายถึงแค่ว่าทำตามสูตรถูกต้อง อันนี้ก็ง่ายหน่อย

    สูตรคำนวณจะ Discounted Dividend หรือ Discounted Free Cash Flow มันก็ค่อนข้างชัดเจนอยู่ ผมแนะนำว่าถ้าใครไม่เข้าใจที่มาของสูตรในการคำนวณ หรือไม่เข้าใจว่าทำไม free cash flow มันคิดเลขมาแบบนี้ ก็ไปทำความเข้าใจซะหน่อย พอเราเข้าใจว่ามันคืออะไรก็ไม่มีปัญหาละ

    ส่วนที่ยากของเรื่องคือการประมาณ growth ที่ใช้มากกว่า อันนี้เป็นส่วนที่ไม่มีอะไรตายตัว ไม่มีคำว่าถูกต้องอยู่แล้ว อย่าไปกังวลมาก เอาให้มันไม่เว่อร์เยอะไปหรือน้อยไปก็ใช้ได้ ผมแนะนำว่าใช้วิธีการดู growth ในอดีตแล้วก็พิจารณาสถานการณ์ปัจจุบันประกอบเอา และนึกไว้ในใจว่าบริษัทไม่มีทางโตอย่างเร็วไปได้เรื่อยๆ ยังไงก็ต้องโตช้าลงเรื่อยๆ

    สรุปคือ จะรู้ได้อย่างไรว่าประเมินมูลค่าหุ้นถูกต้องแล้ว คำตอบคือเอาจริงๆก็ไม่มีทางรู้หรอก เวลาทำก็ทำโดยใส่สมมติฐานตัวแปรต่างๆอย่าให้มันเว่อร์ไปก็ใช้ได้ สุดท้ายผลลัพธ์ออกมาก็เอาไว้ใช้กะคร่าวๆเท่านั้นครับ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • จะลงทุนเอา cash flow ระหว่างตราสารหนี้, หุ้นกับ REIT ลงทุนในอันไหนดีกว่ากัน ?

    จะลงทุนเอา cash flow ระหว่างตราสารหนี้, หุ้นกับ REIT ลงทุนในอันไหนดีกว่ากัน ?

    มีคนถามความเห็น ประเด็นคือต้องการจะลงทุนเพื่อเอา cash flow เพื่อมาใช้จ่าย คำถามคือระหว่างลงทุนในตราสารหนี้, หุ้นปันผลหรือ REIT/IF อันไหนดีกว่ากัน

    อันนี้ผมว่าขึ้นกับหลักๆเลยคือต้องการความปลอดภัยระดับไหน สมมติบอกเน้นไม่เสี่ยงเป็นหลัก เอาให้มี income ต่อเนื่อง income ที่ว่าไม่ได้ต้องโตหรืออะไร เน้นว่าเงินต้นไม่หายเป็นหลัก ก็ตราสารหนี้เลย อันนี้ค่อนข้างชัดเจนอยู่แล้ว

    ผมเสนอว่าเพื่อความง่ายและที่สำคัญความเสี่ยงไม่กระจุกตัว ลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ไปเลย เลือกชนิดที่มีปันผล ส่วนรายละเอียดปลีกย่อย เช่น High yield มั้ย, พันธบัตรรัฐบาลหรือเอกชน, ระยะสั้นหรือยาว ถ้าคิดไม่ออกก็อย่าไปสนใจอะไรเยอะ เอากลางๆให้หมด

    ที่เหลือคือกรณีที่รับความเสี่ยงได้มากขึ้น ต้องการ income แหละ แต่คาดหวังการเติบโตของ income มีความเสี่ยงเงินต้นผันผวนได้บ้าง ระหว่าง REIT กับหุ้นปันผล ผมว่า REIT เถอะ ตัดหุ้นปันผลออกไป

    หุ้นปันผลนี่ไม่ใช่ไม่ดีนะ แต่โดยรวมผมว่าสู้ไม่ได้ REIT โดยภาพรวมให้ % yield ที่สูงกว่า และการเติบโตก็ไม่ได้จำเป็นว่า REIT จะต้องแพ้ด้วย เพื่อให้เห็นภาพอันนี้เทียบ S&P Global REIT กับ S&P Global Dividend Aristocrats เทียบ Total Return นะ


    ในเคสทั่วโลกนี้จะเห็นว่า REIT ผลตอบแทนรวมดีกว่าหุ้นปันผล แต่สมมติดูเฉพาะใน US เทียบ REIT ใน US กับหุ้นปันผลใน S&P 500 หุ้นปันผลจะชนะ


    ดังนั้นที่จะสื่อคือระหว่างสองอันนี้มันไม่ได้จำเป็นว่าหุ้นปันผลจะชนะ REIT เสมอไป และเท่าที่เจอมาคือ % yield ของ REIT สูงกว่าที่หาได้จากหุ้นปันผล ดังนั้นถ้าประเด็นคือเราต้องการ income ผมก็เลยเสนอให้ลงทุนใน REIT ซะ

    ส่วนจะลงทุนแบบเลือกรายตัวหรือลงทุนด้วยกองทุนอันนี้ก็แล้วแต่เรา แค่จะบอกว่าถ้าจะเลือกรายตัวก็เลือกไว้จำนวนหนึ่งเป็นการกระจายความเสี่ยงหน่อย เผื่อพลาด

    สรุปคือ ลงทุนเอา income ต้องการเสี่ยงน้อยก็ตราสารหนี้ ถ้ารับความเสี่ยงได้ขึ้นมาหน่อยก็ REIT ครับ
     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • ดูหุ้นบริษัทนึงใช้เวลานานมั้ย ?

    ดูหุ้นบริษัทนึงใช้เวลานานมั้ย ?

    มีคนถามว่าปกติดูหุ้นบริษัทนึงนานมั้ยกว่าจะตัดสินใจว่าจะลงทุนหรือไม่ลงทุน

    โดยส่วนตัวของผมก็น่าจะซักอาทิตย์นึงบวกลบ ส่วนใหญ่จะเริ่มทำการดูจริงจังก็ต่อเมื่อรู้สึกว่าเป็นบริษัทที่น่าสนใจ ไม่รู้สึกว่าจะเข้าใจยากจนเกินไป แล้วก็ราคาตกลงมาเยอะระดับนึงแตะ Alert ที่ตั้งไว้ ไอเดียหลักๆที่บอกดูประมาณอาทิตย์นึงก็จะประมาณนี้

    วันสองวันแรก เอาเรื่องว่าบริษัททำอะไร, ที่ผ่านมาเป็นยังไงกับราคามันตกเพราะอะไรให้เรียบร้อย อ่านเอกสารล่าสุดอย่าง 56-2, Annual report, Quarterly report, ข่าวสารว่าเกิดอะไรขึ้น พยายามให้เห็นภาพความเป็นไปของบริษัทให้มากที่สุด เค้ากำลังทำอะไรอยู่และกำลังพยายามไปทางไหน สินค้าเค้าถ้ามีรูปมีวีดิโออธิบายสินค้าอะไรพวกนี้ยิ่งดี

    วันสองวันถัดมา ก็จะเป็นเรื่องว่าสรุปบริษัทนี้มันทำได้ดีเพราะอะไรนะ รีวิวลูกค้า, รีวิวพนักงาน, บทความมีใครพูดถึงบริษัทนี้มั้ย, YouTube อะไรเอาให้หมด พยายามเก็ทไอเดียว่ามันมีคนพูดถึงเยอะหรือน้อย ถูกเอาไปเปรียบเทียบกับคู่แข่งมั้ย เป็นผู้นำในเรื่องไหนบ้าง ทำไมขายดี

    วันสองวันถัดมาอีก โฟกัสไปยังเรื่องอุตสาหกรรมกับเรื่องแวดล้อมของบริษัทมากขึ้น ถ้ามีคู่แข่งโดยตรงอยู่ในตลาดหุ้นคือต้องไปอ่านเลย พยายามทำความเข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์ของอุตสาหกรรมให้ได้มากที่สุดที่เป็นไปได้ แข่งกันยังไง มีความเคลื่อนไหวอะไรบ้าง

    สุดท้ายเลยก็พิจารณาดูว่าเรารู้สึกว่าเรามีความมั่นใจขนาดไหนว่าบริษัทจะทำได้ดีต่อไป ปัญหาที่เกิดขึ้นที่ทำให้หุ้นตกแต่แรกนีมันจะทำให้บริษัทเละมั้ย ยังสนใจอยู่หรือเปล่า หรือยังมีอะไรติดค้างที่รู้สึกว่าต้องศึกษาเพิ่มเติมมั้ย ถ้าสนใจอยู่ก็ประเมินมูลค่าว่าราคาถูกพอมั้ย ถ้ายังติดค้างก็ไปทำความเข้าใจเรื่องนั้น หรือถ้าไม่สนใจละไม่ค่อยแน่ใจอนาคตก็ดรอปมันไป เท่านั้นเองครับ

    สรุปคือ ประมาณ 1 สัปดาห์ และการทำแบบนี้ก็จะจำกัดขอบเขตสิ่งที่ผมลงทุนในระดับนึง อะไรยากจัดๆที่ดูว่าจะเข้าใจนี่คงต้องนานส่วนใหญ่ผมก็ปล่อยไป
     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • ควรจ่ายสมัคร membership เพื่ออ่านบทวิเคราะห์มั้ย ?

    ควรจ่ายสมัคร membership เพื่ออ่านบทวิเคราะห์มั้ย ?

    มีคนมีคำถามเวปอย่างพวก Morningstar, Value Line, Bloomberg, ฯลฯ มีบริการที่เป็นบทวิเคราะห์ที่เราต้องจ่ายเงิน subscribe ถึงจะอ่านได้ พวกนี้มีประโยชน์หรือเปล้่า ควรจ่ายมั้ย

    เป็นคำถามที่ดี ผมตอบในมุมว่ามีประโยชน์หรือไม่ก่อนนะ

    คำตอบคือมีประโยชน์ครับ ในแง่ว่า
    – บางเจ้าก็จะเป็นแหล่งไอเดียได้
    – เอาไว้อ่านประกอบเป็น second opinion หลังจากเราทำการศึกษาได้

    ข้อจำกัดก็มีอยู่คือ
    – ไอเดียบางบริษัทที่ผมลงทุนไป ก็ไม่มีใครพูดถึงหรือพูดถึงน้อยมาก
    – Research ก็ไม่ได้มีทุกบริษัทเช่นกัน หลายครั้งบริษัทที่ผมสนใจไม่มีนักวิเคราะห์เขียนถึง

    แต่ทีนี้คำถามคือควรจ่ายมั้ย อันนี้ผมว่าขึ้นอยู่กับขนาดเงินลงทุนเราละ แล้วรองลงมาก็เป็นว่าเราลงทุนอย่างไรจะได้ใช้ประโยชน์อะไรหรือเปล่า

    ว่าง่ายๆ ตัวอย่างเช่น Morningstar นี่ 249 USD ต่อปี ตีเป็นบาทก็คูณ 34 ละกัน เท่ากับ 8,466 บาท หรืออย่าง Bloomberg คือ 299 USD ต่อปี เป็นบาทก็ 10,166 บาท

    ถ้าเงินลงทุนเรา 100,000 บาท การสมัครก็เป็นอะไรที่เพี้ยนมาก เพราะ 8,000-10,000 บาทนี่มัน 8-10% ของเงินทั้งพอร์ตเลยถูกมะ

    แต่ถ้าสมมติเรามีเงินลงทุน 1,000,000 บาท การสมัครก็ดูสมเหตุสมผลมากขึ้น เพราะค่า membership มันแค่ 0.8-1% ของเงินทั้งพอร์ตเราเท่านั้น ดังนั้นก็อาจจะควรสมัครถ้าเราดูว่าเราจะได้ใช้ แต่ถ้าไม่ได้ใช้ 1% ของพอร์ตก็ยังแพงอยู่ดี

    แล้วถ้าเรามี 10,000,000 บาทล่ะ membership ก็จะเป็นอะไรขี้ประติ๋วมากทันที แต่ให้นานๆทีใช้งานจะสมัครไว้ขำๆก็ไม่เดือดร้อนอะไร

    ที่เหลือคือต้องถามว่าเราลงทุนแบบไหน ดูจะได้ใช้ประโยชน์หรือเปล่า ถ้าสมมติเราลงทุนแบบกองทุนหรือ ETF ต่างประเทศ ก็ไม่ต้อง หรือเราลงทุนเน้นหุ้นไทย ก็ไม่ต้อง

    คำถามสุดท้ายคือ จำเป็นมั้ยที่ต้องมี membership พวกนี้เพื่อให้ลงทุนได้ดี ?

    ผมยืนยันว่าไม่ต้อง ที่ผ่านมาก็ใช้ข้อมูลฟรีมาโดยตลอด แล้วก็มาใช้ Bloomberg ของที่ทำงานเมื่อปีที่แล้วนี้เอง

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • ต้องถือยาวให้ได้ !!

    ต้องถือยาวให้ได้ !!

    ต้องถือยาวให้ได้ !!

    ผมพบว่าอุปสรรค์สำคัญอันนึงที่ทำให้ลงทุนแล้วไม่ค่อยประสบความสำเร็จ แม้กระทั่งกับนักลงทุนที่รู้เรื่องแล้ว ก็คือไม่สามารถทำใจถือยาวได้ แล้วมันมีทั้งสองด้านด้วยนะ หุ้นขึ้นก็ขาย หุ้นลงก็ขาย

    ปัญหาเรื่องนี้ก็ดูจะมาได้หลายรูปแบบ บางคนตอนซื้อก็ดูมีสติดีอยู่ แต่ซักพักอาจจะตกใจขายตอนตลาดหุ้นตก ทั้งที่บางทีบริษัทที่ตัวเองถืออยู่ได้รับผลกระทบน้อยมาก หรือบางคนก็เป็นลักษณะเปลี่ยนใจไปซื้ออย่างอื่นดีกว่า จะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ผมพบว่ามีนักเรียนเราจำนวนมากที่ถือยาวไม่ค่อยได้

    พอผม Google เรื่องนี้ ปรากฎว่าเป็นกันทั้งโลกนะเนี่ย ไม่ใช่เฉพาะนักเรียนพวกเราหรือคนไทยหรืออะไร

    จากใน chart นี้จะเห็นว่า เฉลี่ยแล้วคน US เองก็ถือหุ้นสั้นลงเรื่อยๆ จากในอดีตนู้นถือหุ้นเฉลี่ยนาน 8 ปี ตอนนี้เหลือไม่ถึงปีละ

    ส่วนของไทยก็ดูจะคล้ายกัน ผมไปดูข้อมูลของตลาดหลักทรัพย์จากลิ้งค์นี้ https://www.set.or.th/th/market/statistics/market-statistics/main ข้อมูลสถิติสำคัญของ SET และ mai แบบรายปี แล้วเอามูลค่าหลักทรัพย์ทั้งตลาดตั้งแล้วหารด้วยตัวเลขมูลค่าการซื้อขายทั้งหมดในปี เราก็จะได้ turnover พบว่าของไทยจะอยู่ประมาณ 0.9-1.1 ปี สั้นพอกัน

    ประเด็นสำคัญของการถือยาวไม่ได้คือผลตอบแทนมันแย่ลงเยอะมากครับ การที่เราอยู่ในหุ้นสั้นๆมันเหมือน handicap เยอะมาก เพราะในระยะยาวแล้วโดยเฉลี่ยหุ้นภาพรวมมันเป็นทิศทางขาขึ้นครับ

    การที่ทิศทางมันเป็นขาขึ้นได้ แปลว่าเฉลี่ยผลตอบแทนต่อวันระยะยาวแล้วมันเป็นบวกนึกภาพออกมะ ดังนั้นก็พูดได้ว่าโดยเฉลี่ยการที่เราไม่อยู่ในหุ้น เท่ากับเราเสียโอกาส ดังนั้นยิ่งใครอยู่นอกตลาดถือเงินสดเยอะหรือถือเงินสดนาน ก็ยิ่งเสียเปรียบมากขึ้นเรื่อย

    ตลาดหุ้นทั่วโลกก็หน้าตาเหมือนกัน

    แล้วคนที่ถือสั้นๆ แต่ไม่ออกจากหุ้นนะ กระโดดไปหุ้นอื่นแทนล่ะ

    ก็เสียเปรียบอยู่ดีครับ อันนี้พูดจากประสบการณ์ตรงส่วนตัวพบว่า
    เสียค่าธรรมเนียมเยอะกว่า
    ไม่มีอะไรบอกได้ว่าหุ้นที่กระโดดไปจะทำได้ดีกว่าหุ้นที่อยู่เดิม
    ส่วนใหญ่แล้วถ้าเราซื้อหุ้นที่ดีได้มาในราคาถูก ถือไปยาวๆกำไรดีมาก แต่เราดันกระโดดออกกลางทาง

    ส่วนใหญ่เป็นข้ออ้าง ลึกๆมาจากความใจร้อนซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ในระยะยาว หรือไม่ก็ไม่ได้ทำการบ้านมาดีเท่าไหร่เลยไม่ได้เชื่อมั่นหุ้นที่ถือขนาดนั้น ซึ่งทั้งสองเรื่องนี้เป็นปัญหา ต้องระวัง

    แล้วทำไงดี ? ทางแก้จริงๆก็ไม่ง่ายเพราะอันนี้มันเป็น impulse บางทีมันอารมณ์ด้วย ควบคุมยาก

    ผมเสนอว่าเขียน commitment ลงไปครับ คนเราในทางจิตวิทยาถ้าเขียนออกมามันจะหนักแน่นกว่า ผมแนะนำว่าคุณเขียนออกมาเลยว่าตัดสินใจซื้อหุ้นอะไร ซื้อเพราะว่าอะไร ทำไมเราเชื่อว่าดี แล้วเราจะถือนานอย่างน้อยแค่ไหน แล้วเป็นไปได้ก็บอกคนใกล้ตัวไว้เลยด้วย มันจะทำให้เราหลุดยากขึ้นครับ

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี