Tag: กองทุนความเสี่ยงต่ำ

  • กองทุนใหญ่หรือกองทุนเล็กดีกว่ากัน ?

    กองทุนใหญ่หรือกองทุนเล็กดีกว่ากัน ?

    The Largest Funds are the Safest Bets

    ผมมีความเข้าใจว่ากองทุนขนาดเล็กน่าจะบริหารง่ายกว่ากองทุนขนาดใหญ่มาตลอด  ถ้าไม่นับเรื่องค่าธรรมเนียมที่ปกติกองทุนใหญ่จะได้เปรียบแล้ว  ผมก็นึกภาพว่าการที่ขนาดของเงินที่ต้องบริหารมันใหญ่  มันก็จะทำให้โอกาสที่ผลตอบแทนจะทำได้ดีทำได้ยากกว่าเพราะหุ้นที่ดีบางบริษัทมันอาจจะขนาดไม่ใหญ่และดังนั้นถ้าเราเงินเยอะมากการซื้อหุ้นพวกนี้ก็จะส่งผลต่อผลตอบแทนรวมของพอร์ตไม่เยอะ  เงินที่ต้องบริหารก้อนใหญ่ก็จะลงทุนได้แต่พวกบริษัทขนาดใหญ่เท่านั้น  แล้วมันก็จะมีกองทุนบางกองที่ผมรู้ว่าเค้าปิดไม่รับเงินลงทุนเพิ่มเพราะเค้ามองว่าถ้าเงินเยอะเกินกองทุนจะไม่สามารถลงทุนด้วยกลยุทธ์เดิมได้  และดังนั้นผมก็เข้าใจมาตลอดว่ากองทุนขนาดเล็กกว่าควรจะได้เปรียบและทำได้ดีกว่ากองทุนขนาดใหญ่สิ

    แต่ปรากฎว่ามีคนของ Morningstar ที่เค้าลองย้อนไปดูตั้งแต่ปี 2001 แล้วเอากองทุนใน US แบ่งตามประเภทแล้วก็เอา 20 กองที่ใหญ่สุดของแต่ละประเภทเทียบกันกับที่เหลือว่าต่างกันยังไงบ้าง  สิ่งที่เค้าพบคือ

     

    1. กองทุนขนาดใหญ่รอดมากกว่ากองทุนขนาดเล็ก

    รอดในที่นี้คือไม่ถูกปิดกองไปหรือไม่ถูกรวมกับกองอื่นไป  กองใหญ่รอด 86%  กองอื่นๆรอด 43% เท่านั้น

    ซึ่งอันนี้ผมก็ว่าไม่น่าแปลกใจเพราะกองทุนที่ขนาดใหญ่ต่อให้ทำได้ไม่ดีอยู่ช่วงนึง  คนหนีเอาเงินออกก็ยังอาจจะรอดได้เพราะเงินลงทุนเยอะพอที่จะคุ้มก็เลยไม่ถึงขั้นปิดกอง  ในขณะที่ขนาดเล็กถ้าผลงานห่วยคนหนีก็มีโอกาสปิดกองมากกว่า  ดูปกติ

     

    2. ผลตอบแทนดีกว่า

    อันนี้เค้าวัดผลตอบแทนเฉพาะกองที่รอดเท่านั้น  กองที่ไม่รอดปกติก็น่าจะห่วย  การที่ตัดกองที่ไม่รอดออกก็ทำให้กองอื่นๆที่เหลือที่มีกองที่ไม่รอดเยอะผลตอบแทนน่าจะได้เปรียบ  ในขณะที่กองใหญ่อาจจะเสียเปรียบเพราะอาจจะมีกองที่จริงๆผลตอบแทนห่วยแต่รอดมาเพราะขนาดปนอยู่ถ่วงผลตอบแทน  ตัวเลขที่วัดคือเค้าวัดว่าผลตอบแทนเทียบกับ benchmark เป็นยังไง  ตัวเลข 100 คือค่ากลางของผลตอบแทนกองทุนได้เท่าๆ benchmark พอดี

    แต่ผลคือกองใหญ่ก็ชนะอยู่ดี  ค่ากลางของกองใหญ่ outperform ตัว benchmark อยู่ 6% ในขณะที่กองอื่นๆที่เหลือแพ้อยู่ 6%

    หนึ่งในเหตุผลที่ชนะก็คือค่าธรรมเนียมต่ำกว่า  ซึ่งอันนี้เราคาดไว้อยู่แล้ว  แต่ผลของค่าธรรมเนียมต่ำกว่าอธิบายความแตกต่างได้ไม่หมด  นั่นแปลว่าต้องมีเหตุผลอื่นที่ทำให้กองใหญ่ผลตอบแทนดีกว่ากองอื่นๆที่เหลือ  ซึ่งคนของ Morningstar เดาว่าอาจจะเรื่องคุณภาพของผู้บริหารกองหรือเปล่า  เพราะกองใหญ่จำนวนมากได้ rating สูงจาก Morningstar

     

    3. กองใหญ่พลาดน้อยกว่ากองอื่นๆที่เหลือ

    อันนี้เค้าสังเกตว่ากองใหญ่อาจจะไม่ค่อยกำไรหวือหวา  แต่ดูเหมือนกองใหญ่จะหลีกเลี่ยงความผิดพลาดแบบเละเทะ

    จาก 120 กองใหญ่เหลือรอดอยู่ 103 กอง  ใน 103 กองนั้นมีแค่ 2 กองที่ปัจจุบันได้รับ rating 1 ดาวจาก Morningstar  ซึ่งน้อยกว่าค่าเฉลี่ยปกติเพราะกอง 1 ดาวคิดเป็น 10% ของกองทุนทั้งหมด  และในหมู่ 103 กองก็มีกองที่ได้รับ rating 5 ดาวเยอะกว่าปกติด้วย

     

    4. ETF ก็เป็นเหมือนกัน

    ETF มาที่หลังกองทุนรวมและดังนั้นเค้าเลยเริ่มทำแบบเดียวกันแต่ดูเริ่มจากปี 2011 แทน  แล้วก็ได้ข้อสรุปเดียวกัน

    ETF ใหญ่รอดมาถึงวันนี้ทุกกอง  ผลตอบแทนดีกว่า ETF อื่นๆที่เหลือ  และได้รับ rating 5 ดาวเยอะกว่า 1 ดาวน้อยกว่าค่าเฉลี่ย

     

    ผิดคาดผมอยู่เหมือนกัน  สำหรับคนที่สนใจอ่านบทความเรื่องนี้ของ Morningstar ผมทิ้งลิ้งค์ไว้ให้ครับ https://www.morningstar.com/articles/1038181/the-largest-funds-are-the-safest-bets

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • กลายเป็นว่า พอร์ตความเสี่ยงต่ำ ผลตอบแทนดีกว่า!

    กลายเป็นว่า พอร์ตความเสี่ยงต่ำ ผลตอบแทนดีกว่า!

    เมื่อเร็วๆนี้ผมไปอ่านเจอว่าดัชนีหุ้นที่เน้น Minimum volatility ทำได้ดีกว่าดัชนี benchmark อย่างมีนัยสำคัญ  ผมเลยเอาเรื่องนี้มาเล่าให้ฟังครับ

    Minimum volatility มันก็เป็นไอเดียการลงทุนแบบนึงที่เน้นจัดพอร์ตการลงทุนเลือกหุ้นให้โดยรวมความผันผวนต่ำที่สุดไว้ก่อนโดยที่ไม่สนใจเรื่องผลตอบแทนคาดหวัง (expected return)  ซึ่งถ้าตามทฤษฎีแล้วมันก็เป็นจุดที่อยู่ซ้ายสุดบน efficient frontier น่ะแหละ  

    ทีนี้ในทางทฤษฎีมันก็ควรจะใช้การได้นะ  แต่มันไม่น่าจะผลตอบแทนดีมากได้เพราะตามทฤษฎีคือยิ่งอะไรที่มีความเสี่ยงต่ำผลตอบแทนมันก็ควรจะต่ำตาม  เพราะถ้าอะไรที่ความเสี่ยงต่ำด้วยและผลตอบแทนสูงด้วยคนก็น่าจะแห่มาทำแบบเดียวกันจนทำให้ราคาของมันสูงขึ้นและดังนั้นผลตอบแทนก็จะต่ำลงจนสอดคล้องกับความเสี่ยง

    แต่ผลปรากฎว่าดัชนีที่ใช้ Minimum volatility เป็นเกณฑ์ชนะดัชนีที่เป็นค่าเฉลี่ยตลาดครับ  แล้วก็ไม่ใช่แค่ในตลาดใดตลาดหนึ่งด้วยนะ แต่เป็นแบบนั้นทั้งโลกครับ ผมเอาตัวอย่างมาให้ดู

    MSCI World Minimum Volatility vs. MSCI World  ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีย้อนหลังไม่ว่าจะเป็น 3ปี, 5ปี, 10ปี หรือนับตั้งแต่ก่อตั้ง Minimum Volatility ก็ชนะมาโดยตลอดประมาณปีละ 1%  https://www.msci.com/documents/10199/4d26c754-8cb9-4fa8-84e6-a51930901367

     

    ถ้าเทียบในตลาดหุ้นอเมริกา MSCI USA Minimum Volatility vs. MSCI USA  ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีย้อนหลังไม่ว่าจะเป็น 3ปี, 5ปี, 10ปี หรือนับตั้งแต่ก่อตั้ง Minimum Volatility ก็ชนะมาโดยตลอดเช่นกัน  แต่ส่วนต่างแคบลงมาโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้านับช่วงยาวๆ https://www.msci.com/documents/10199/f5c0900d-ab44-4bdd-bec7-94761d009094

    ส่วนยุโรป MSCI Europe Minimum Volatility vs. MSCI Europe  ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีย้อนหลังไม่ว่าจะเป็น 3ปี, 5ปี, 10ปี หรือนับตั้งแต่ก่อตั้ง Minimum Volatility ก็ชนะมาโดยตลอดเช่นกัน  แล้วชนะแบบทิ้งห่างด้วยนะ https://www.msci.com/documents/10199/ddd35203-4b36-4c5b-b2cb-2c77e0e4a751

     

    ส่วนในเอเชีย MSCI AC Asia Pacific ex. Japan Minimum Volatility vs. MSCI AC Asia Pacific ex. Japan  นี่แปลกออกไปหน่อย ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีย้อนหลังระยะสั้น 3ปี กับ 5ปี Minimum Volatility แพ้ แต่ถ้าเป็นช่วงยาว 10ปีหรือนับตั้งแต่ก่อตั้ง Minimum Volatility ก็ชนะอยู่และจริงๆก็ชนะอยู่มากกว่า 1% ต่อปีทีเดียว  https://www.msci.com/documents/10199/4db07b71-9b9d-405e-a7c4-06b0854603ea

     

    สาเหตุที่ทำไม Minimum Volatility ถึงผลตอบแทนดีกว่าก็มีคนพยายามออกมาให้เหตุผลอธิบายหลากหลาย  บางคนก็บอกว่าอาจเป็นเพราะพวกนักลงทุนสถาบันหรือพวกกองทุนเค้าถูกวัดผลจากผลตอบแทนเทียบกับค่าเฉลี่ยก็เลยทำให้ส่วนใหญ่เลือกที่จะลงทุนในหุ้นที่มีความผันผวนมากกว่าและผลตอบแทนคาดหวังสูงกว่าจนทำให้หุ้นพวกนั้นแพงในขณะที่หุ้นที่ผันผวนต่ำกว่าไม่ได้รับการสนใจเลยทำให้มันราคาถูก  หรือบางคนก็บอกว่าเป็นเพราะหุ้นที่มีความผันผวนมากกว่าถูกพูดถึงในข่าวบ่อยกว่าทำให้คนสนใจมากเกินเลยทำให้ราคาพวกนี้แพง แต่เอาจริงๆก็คือไม่มีใครรู้ว่าทำไมอย่างชัดเจน

    แล้วเมื่อรู้แบบนี้แล้วเราจะลงทุนแบบ Minimum Volatility ยังไง  สำหรับคนที่เลือกหุ้นรายตัวลงทุนด้วยตัวเองก็คงทำอะไรไม่ได้เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเราเท่าไหร่  แต่สำหรับคนที่ลงทุนในกองทุนรวมในไทยมันมีกองทุนรวมประเภทนี้อยู่แน่นอนครับ

    สำหรับใครที่อยากอ่านว่าวิธีการสร้างตัวดัชนีของ MSCI เค้าทำยังไงผมทิ้งลิ้งค์ไว้ให้ตรงนี้ครับ  https://www.msci.com/eqb/methodology/meth_docs/MSCI_Minimum_Volatility_Methodology_Sep2017.pdf

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg