Tag: สงครามยูเครน

  • สงครามรัสเซีย-ยูเครน มีผลกระทบยังไงกับเศรษฐกิจบ้าง ?

    สงครามรัสเซีย-ยูเครน มีผลกระทบยังไงกับเศรษฐกิจบ้าง ?

    มีคนถามเรื่องสงครามเพิ่มเติมว่ามันจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจขนาดไหน ซึ่งก็เป็นคำถามที่ดีนะ เอาจริงๆผมก็ไม่ทราบเหมือนกันก็เลยลองไปหาข้อมูลมาครับ

    อย่างแรกที่ผมไปดูคือ GDP ของรัสเซียกับยูเครนดูว่าเศรษฐกิจสองประเทศนี้ใหญ่ขนาดไหนเมื่อเทียบกับทั้งโลก เท่าที่เห็นก็เหมือนไม่ได้ใหญ่นะ รัสเซียขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับที่ 12 ของโลก ซึ่งก็ดูเหมือนใหญ่อยู่ ส่วนยูเครนนี่อันดับที่ 57 เล็กกว่าไทยอีกครับ ไทยยังอันดับที่ 25


    เมื่อดูในรายละเอียดก็เห็นว่าจริงๆสองประเทศนี้รวมกันก็ไม่ได้เป็นสาระสำคัญมากนัก สัดส่วนของ GDP สองประเทศนี้รวมกัน 1817.17 Bn เทียบกับทั้งโลก 91,980 Bn คิดเป็นแค่ 1.98% เท่านั้นเอง ดังนั้นหมายความว่าในเชิงความเสียหายเศรษฐกิจโดยรวมอาจจะไม่วงกว้างเท่าไหร่ คงไม่ใช่แบบ domino effect เหมือนตอน US Subprime หรืออะไรแบบนั้น

    แล้วรัสเซียกับยูเครนมีอะไรโดดเด่นหรือเปล่า เท่าที่เข้าใจคือมีความโดดเด่นในสินค้าบางด้าน ซึ่งก็จะมีผลกระทบกับประเทศที่มันเกี่ยวข้องเป็นคู่ค้าหรือพึ่งพาสินค้าพวกนี้
    รัสเซีย
    • เป็นประเทศที่ส่งออกสินค้าเรื่องพลังงานเยอะมาก พวกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ซึ่งจริงๆก็สอดคล้องกับข่าวที่ได้ยินและก็สิ่งที่เราเห็นหุ้นในรัสเซียส่วนใหญ่อยู่ในธุรกิจพวกนี้ซะเยอะ
    • จากข้อมูลของเวป IEA เข้าใจว่ารัสเซียเป็นผู้ผลิตน้ำมันใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากอเมริกาและซาอุดิอาราเบีย แต่เป็นประเทศที่ส่งออกน้ำมันเยอะที่สุดในโลก ถ้านับเฉพาะน้ำมันดิบจะเป็นอันดับสองรองจากซาอุดิอาราเบีย
    • การส่งออกน้ำมันที่ว่า 60% ไปที่ยุโรป จีนอีก 20% แล้วก็ประเทศอื่นๆคือที่เหลือ
    • ส่วนก๊าซธรรมชาติที่บอกยุโรปและอังกฤษพึ่งพารัสเซียก็ดูเหมือนจะจริง เพราะอุปทานของก๊าซธรรมชาติที่ใช้อยู่มาจากรัสเซีย 32% (ในปี 2021)

    • แล้วในเวลานี้ดูเหมือนสต็อกของก๊าซธรรมชาติในยุโรปจะต่ำกว่าปกติด้วยนะ ปัจจุบันสต็อกมีต่ำกว่าเฉลี่ย 5 ปีที่ผ่านมาอยู่ 30% และโดยรวมต่ำกว่า 1 ใน 3 ของความจุทั้งหมด

    • ในเวลานี้ผมไม่แน่ใจว่าราคาน้ำมันกับก๊าซธรรมชาติที่สูงขึ้นมาในข่าวนี่คือเป็นเพราะปริมาณที่ส่งออกมาจากรัสเซียลดลงแล้วจริงๆ หรือเป็นความคาดการณ์ของตลาดเฉยๆ แต่สิ่งที่เห็นในเวลานี้คือราคาก๊าซในยุโรปแพงขึ้นแล้วจริง

    • สรุปแล้วคือเท่าที่ดูจะสำคัญอยู่ แต่ในรายละเอียดผมเข้าใจว่าผลกระทบจากก๊าซธรรมชาติน่าจะหนักกว่านะ เพราะน้ำมันนี่ผมเข้าใจว่ารัสเซียก็ขนไปขายที่อื่นได้ แต่ก๊าซธรรมชาติที่ส่งทางท่อนี่น่าจะเป็นประเด็นสุด

    ยูเครน
    • ดูเหมือนจะเป็นสินค้าเกษตรพวกอาหาร
    • ยูเครนกับรัสเซียรวมกันเป็นผู้ผลิตน้ำมันเมล็ดดอกทานตะวัน 60% ของโลก ( Source: S&P Global Platts)
    • ยูเครนกับรัสเซียรวมกันเป็นผู้ผลิตข้าวสาลี 28.9% ของโลก (Source: JP Morgan)
    • ก็คงทำให้ราคาข้าวสาลีแพงขึ้นแน่

    นอกเหนือจากเรื่องสินค้าส่งออก สิ่งที่เจออีกอย่างคือดูเหมือนบริษัท software จำนวนพอสมควรจะมีพนักงานหรือมีการจ้างคนยุโรปตะวันออกซึ่งรวมถึงยูเครนด้วย บริษัทพวกนี้ก็คงกระทบแหละ แต่ไม่ได้เป็นสาระสำคัญของเศรษฐกิจโลกโดยรวม

    สรุปแล้วผลกระทบโดยรวมของสงคราม เท่าที่เราเห็นในเวลานี้ก็น่าจะเป็นเรื่องของเงินเฟ้อจากเรื่องราคา commodities พลังงานกับอาหารที่สูงขึ้นนะ สำหรับประเทศส่วนใหญ่ที่ตอนนี้ก็เงินเฟ้อสูงอยู่แล้วก็คงทำให้ยิ่งไปกันใหญ่ ส่วนที่เดือดร้อนสุดก็คงจะเป็นยุโรปที่พึ่งพาเรื่องพลังงานจากรัสเซียเป็นพิเศษ กับประเทศที่ยากจนอื่นโดยเฉพาะพวกที่ผลิตอาหารเองไม่ได้แล้วก็ยากจนด้วยเช่น Yemen, Lebanon อะไรแถวนั้น

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • ในสถานการณ์ผิดปกติอย่างสงครามยูเครน เราจะมีวิธีบริหารความเสี่ยงยังไง ?

    ในสถานการณ์ผิดปกติอย่างสงครามยูเครน เราจะมีวิธีบริหารความเสี่ยงยังไง ?

    มีคนตั้งคำถามว่าในเคสเหตุการณ์ไม่ปกติอย่างเช่นสงครามในยูเครน เราจะบริหารความเสี่ยงยังไงดี

    เวลามันมีเหตุการณ์ไม่ปกติแบบสงครามในยูเครนนี่สถานการณ์มันจะเปลี่ยนเร็วมาก บางทีข่าววันนึงบอกถอนทหาร อีกวันนึงบอกสั่งบุก มันก็ทำให้มีความผันผวนสูงจริง แล้วเราจะมีวิธีการจัดการกับความเสี่ยงอารมณ์แบบนี้ยังไงได้บ้าง

    ผมก็มานั่งนึกนะ แล้วก็คิดว่ามันทำได้อยู่ 4 แบบ

    1. คาดเดาแล้วก็เสี่ยงเลย
    วิธีการนี้คือพยายามเดาเหตุการณ์ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เดาว่ามันจะมีผลกระทบกับตลาดหุ้นหรือกับสินทรัพย์การลงทุนแต่ละประเภทยังไงบ้าง แล้วก็ลงทุนแบบดักทางไว้ก่อน ซึ่งถ้าทำได้ถูกต้องนี่มันจะเป็นอะไรที่เท่มาก

    แต่กลับกันก็อาจจะผิดได้เช่นกัน และก็อาจจะกลายเป็นเละแทนที่จะดี การเดาแล้วเสี่ยงเลยจึงเป็นอะไรที่เสี่ยงมากอยู่และผมว่าไม่ได้เหมาะกับเราเท่าไหร่

    2. ปลอดภัยไว้ก่อน
    อันนี้ก็เป็นอีกวิธีที่ทำได้ คือบางคนก็นิยมที่จะขายออกมาแล้วถือเงินสดรอดูสถานการณ์ก่อนแล้วค่อยตัดสินใจอีกที
    อาการแบบนี้จริงๆลึกๆก็คือกำลังตัดสินใจบนความกลัวนั่นแหละ

    ถ้าสุดท้ายเหตุการณ์มันกลายเป็น worst-case เลย พวกนี้ก็จะหล่อขึ้นมาทันที เพราะจะดูฉลาดมากที่ทำการขายออกมาก่อน แต่ปัญหาคือโดยปกติแล้วเหตุการณ์ในโลกมันมักจะไม่ไปสุดโต่ง worst-case ขนาดนั้นไง บางทีตลาดมันก็เหมือนแกล้งเรานึกออกมะ มันจะมีเรื่องบ้าบออะไรไม่รู้เกิดขึ้นเป็นระยะ เดี๋ยวๆโควิด ซักพัก Fed ซักพักอสังหาจีนเจ๊ง ซักพักสงคราม อะไรแบบเนี้ย สรุปคือคนกลุ่มนี้กลายเป็นแทบจะนั่งอยู่ขอบสนามอยู่นอกตลาดอย่างเดียวเลย หลายครั้งกลายเป็นพลาดโอกาสไป

    3. นิ่งไว้มองระยะยาว
    หลักๆแล้วคือยอมรับซะว่าเราไม่สามารถเดาอนาคตโดยเฉพาะระยะสั้นได้ ดังนั้นมองไปไกลๆดีกว่าแล้วถามว่าเหตุการณ์นี้มันจะส่งผลระยะยาวหรือเปล่า ส่วนใหญ่ก็จะไม่ใช่ และคนที่ทำแบบนี้ก็จะถือเงินลงทุนที่มีอยู่แล้วต่อไป

    วิธีการนี้ส่วนใหญ่คนจะทำไม่ค่อยได้ หลักฐานส่วนใหญ่บ่งชี้ว่าคนจะตกใจในช่วงวิกฤติรวมถึงพวกที่ตอนนี้ปากบอกว่าลงทุนระยะยาวนะรับความเสี่ยงได้นะก็ตาม ก็เข้าใจได้เพราะไม่มีใครชอบเห็นเงินเก็บทั้งชีวิตของตัวเองลดไป -50% และส่วนใหญ่พอตกใจก็จะทำแบบปลอดภัยไว้ก่อน แล้วก็เลยจะพลาดช่วงที่มันฟื้นครับ

    4. กลับมามองมูลค่าหุ้น
    ไอเดียคือกลับมามองที่ตัวบริษัทว่าได้รับผลกระทบยังไงบ้างจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พยายามมองมูลค่าพื้นฐานหุ้นเทียบกับราคาหุ้นที่ตกลงมานั่น แล้วก็ตัดสินใจตามนั้น

    วิธีแนวนี้ก็เป็นเหตุเป็นผลดีแหละ แต่ทำยากเช่นกัน คือมันต้องหัดเลยนะ อดทนไม่ขายก็เรื่องนึงแต่กระโดดเข้าไปลงทุนด้วยเลยนี่ทำได้ยากอยู่ ต้องใช้ความมีสติเป็นเหตุเป็นผลและมีวินัยมากทีเดียว

    น่าจะเดาได้อยู่แล้วว่าผมจะชอบวิธีการที่สามกับสี่ มันคือการควบคุมสติตัวเองให้มองเหตุการณ์แบบใช้เหตุผลจริงๆไม่ตัดสินใจบนความกลัว ถ้าทำได้ดีนอกจากเราจะไม่ขายด้วยความกลัวแล้ว หลายครั้งเราจะเห็นโอกาสที่คนอื่นไม่เห็นด้วยครับ

    สุดท้ายคือผมอยากจะเตือนว่าไม่มีสินทรัพย์อะไรที่ไม่มีความเสี่ยงเลย การขายแล้วออกมารอก่อนก็ไม่ใช่ว่าไม่เสี่ยงนะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงที่เงินเฟ้อสูงขนาดนี้ การออกมาถือเงินสดนี่ก็มีต้นทุนอยู่นะครับ