Tag: อ่านงบการเงิน

  • Adjusted Net Profit คืออะไร? ต่างยังไงกับ Net Profit ปกติ?

    Adjusted Net Profit คืออะไร? ต่างยังไงกับ Net Profit ปกติ?

    ล่าสุดมีนักเรียนถามเข้ามาว่า Adjusted Net Profit นี่มันคืออะไร

    บางบริษัทจะมีรายงานตัวเลข Adjusted แบบนี้เพราะผู้บริหารมองว่าตัวเลขที่รายงานตามมาตรฐานบัญชีอาจจะไม่สะท้อนผลประกอบการจริงของบริษัท  ดังนั้นตัวเลข Adjusted นี่มันก็ไม่ได้มีกฎตายตัวว่าจะต้องปรับยังไงบ้างและแต่ละบริษัทก็ไม่เหมือนกัน  กฎในการรายงานก็คือแค่ว่าต้องมีคำอธิบายว่าตัวเลข Adjusted นี้มาได้ยังไงเท่านั้นเอง

    ข้อดีมันก็มีอยู่  คือบางทีบริษัทก็มีรายการในงบการเงินบางอันที่น่าจะเกิดครั้งเดียวจริงๆ  และดังนั้นตัวเลข Adjusted ที่ตัดพวกนั้นออกมันก็ช่วยให้นักลงทุนเปรียบเทียบผลประกอบการได้ง่ายขึ้น

    แต่ข้อเสียคือถ้าเราประมาทก็อาจจะโดนหลอกให้รู้สึกว่าบริษัทดีเกินจริงได้  บางบริษัทก็อาจจะพยายามเสนอตัว Adjusted เพราะมันดูดีกว่า

    หลักๆคือต้องตามดูว่ามัน Adjusted มายังไงบ้าง  แล้วเราก็ตัดสินใจเอาว่าสมควรดูเลขไหน

    บางบริษัทก็ไม่ได้ใช้คำว่า Adjusted แต่มันก็เหมือนกัน  อย่างบริษัทในอังกฤษนิยมใช้คำว่า Underlying

    เวลาบริษัทรายงาน EPS หรือจ่ายปันผลก็จะคำนวณมาจากตัวปกติตามมาตรฐานบัญชี  ไม่ใช่ตัวเลข Adjusted

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/courses

  • งบการเงินน่ารู้ : Income from Discontinued Operations

    งบการเงินน่ารู้ : Income from Discontinued Operations

    รายการนี้ภาษาไทยชื่อมันจะประมาณว่า “กำไร (ขาดทุน) จากการดำเนินงานที่ยกเลิก”  ซึ่งมันก็ความหมายตรงกับชื่อนะ มันเป็นกำไรหรือขาดทุนที่เกิดขึ้นแหละ แต่เป็นตัวธุรกิจที่กำลังจะไม่ทำต่อซึ่งอาจจะอยู่ในสถานะที่กำลังจะขายให้คนอื่นหรือได้เลิกทำไปแล้วก็ได้  หมายความว่าปีต่อไปเราไม่ควรคาดหวังว่าจะมีกำไรหรือขาดทุนส่วนนี้อยู่

    โดยกติกา  เค้าจะบันทึกเป็น Discontinued Operations ก็ต่อเมื่อมีลักษณะสองอย่างนี้

    1. กิจกรรมทางธุรกิจและกระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่ยกเลิกนั้นจะต้องหายไป
    2. ภายหลังจากที่ Discontinued แล้ว  บริษัทจะไม่มีความเกี่ยวข้องอย่างมีนัยสำคัญกับการดำเนินงานที่ยกเลิกนั้นอีก  หมายความว่าต้องไม่สามารถจะไปมีอิทธิพลต่อการทำงานหรือเรื่องการเงินของการดำเนินงานที่ยกเลิกนั้นได้

     

    เพื่อให้เห็นภาพ  ผมยกตัวอย่างสถานการณ์ให้ดูจากความเข้าใจผมนะครับ

    • สมมติธุรกิจผมผลิตเสื้อผ้าแล้วขาย  วันนึงผมรู้สึกว่าเสื้อเชิ้ตสีทองขายไม่ดีก็เลยจะเลิกขาย  เสื้อเชิ้ตสีทองนี้เป็นหนึ่งในสินค้าภายใต้หมวดใหญ่ที่มีการบันทึกข้อมูลเงินเข้าออกซึ่งคือเสื้อ  แต่ผมไม่ได้มีการบันทึกข้อมูลเงินเข้าออกโดยเฉพาะเจาะจงกับเสื้อเชิ้ตสีทอง กรณีแบบนี้ก็ไม่ต้องบันทึกเป็น Discontinued Operations
    • ถ้าเกิดวันนึงผมจะขายธุรกิจหมวดเสื้อทิ้งทั้งหมดแล้วไม่เกี่ยวข้องอะไรกันอีก  กรณีนี้ก็ต้องบันทึกเป็น Discontinued Operations
    • แต่ถ้าสมมติที่ผมขายธุรกิจหมวดเสื้อ  ผมขายไปโดยมีสัญญากันอยู่ว่าคนที่ซื้อจากผมไปต้องซื้อวัตถุดิบจากผมเท่านั้น  และดังนั้นรายได้ผมก็จะยังมีจากธุรกิจหมวดเสื้อนั้นเป็นรายได้หลักของธุรกิจถึงแม้ว่าเจ้าของจะเปลี่ยนคนไปแล้ว  แบบนี้ก็ไม่บันทึกเป็น Discontinued Operations

     

    ผมเข้าใจว่ากติกาของ GAAP กับ IFRS ก็จะมีความแตกต่างกันอีกนะ  และต้องเข้าใจว่าผมไม่ได้เป็นนักบัญชีดังนั้นที่ผมอธิบายอาจจะเข้าใจผิดก็ได้นะ  แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นผมว่าสาระสำคัญที่เราควรเข้าใจเวลาเห็นรายการนี้บนงบการเงินก็คือว่าตัวรายการนี้มันจะหายไปในอนาคต  ที่เค้าเขียนแยกออกมาก็เพื่อจะให้ข้อมูลกับเราว่าผลกระทบของการเลิกหรือขาย Operations นั้นจะเป็นเท่าไหร่ยังไง และดังนั้นเราควรตัดมันออกไปจากการพิจารณาผลประกอบการของบริษัทครับ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

  • ระวังกับดัก Non-Recurring Items

    ระวังกับดัก Non-Recurring Items

    ปกติเวลาเราจะดูว่าบริษัทผลประกอบการเป็นยังไงบ้างเราก็จะดูว่ามันกำไรหรือขาดทุนเท่าไหร่ใช่มั้ยครับ  และเพื่อความสะดวกปกติเราก็จะไม่ได้ไปเปิดงบการเงินตัวจริงหรอก ส่วนใหญ่เราก็จะดูตัวเลขนี้บนหน้าเวปที่ทำการดึงตัวเลขสรุปออกมาอีกทีอย่างเวป SET หรือ Morningstar ถูกมั้ยครับ  ซึ่งมันก็ไม่ผิดอะไรนะเพราะผมก็ทำเหมือนกัน แต่ผมจะมาบอกว่าเวลาดูต้องใช้ความระมัดระวังอย่าประมาทเกินไป เพราะบางทีตัวเลขกำไรขาดทุนนั้นมันมีพวกรายการพิเศษอยู่

    รายการพิเศษหรือปกติผมจะเรียกว่า Non-recurring items คือรายได้หรือรายจ่ายที่มันไม่ใช่เรื่องปกติในธุรกิจของบริษัทและไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นอีก  อย่างเช่นรายได้จากประกันชดเชยความเสียหายน้ำท่วม, กำไรขาดทุนจากการขายบริษัทย่อย, ตัดจำหน่าย Goodwill, ฯลฯ

    โดยปกติรายการพิเศษนี่มันก็จะไม่ใหญ่และดังนั้นจะมีผลกับกำไรขาดทุนไม่เยอะ  แต่บางครั้งมันก็ใหญ่ซะจนทำให้ผลประกอบการเพี้ยนไปเลยก็มี พลิกจากขาดทุนเป็นกำไรเลยก็มี  หรือจากกำไรกลายเป็นขาดทุนเลยก็มี ดังนั้นเวลาเราอ่านงบการเงินเราควรตัดรายการพวกนี้ทิ้งไปเพราะมันจะให้ภาพของบริษัทดีหรือแย่ผิดปกติกว่าความเป็นจริง  คือมันเป็นกำไรขาดทุนที่เกิดขึ้นจริงแหละ แต่แค่ว่ามันไม่น่าจะเกิดขึ้นอีกเท่านั้นเอง

    ตัวอย่างเช่นกรณี TRUE ปี 2557, BH ปี 2558, CVS ปี 2561
     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

  • อ่านงบบัญชีอย่างเดียว โดยไม่ศึกษาธุรกิจได้มั้ย ??

    อ่านงบบัญชีอย่างเดียว โดยไม่ศึกษาธุรกิจได้มั้ย ??

    โดยปกติผมจะบอกว่าเวลาเรามองธุรกิจที่ยอดเยี่ยมให้ดูที่ลักษณะธุรกิจที่เค้าทำแล้วพยายามทำความเข้าใจว่าบริษัทนั้นมีอำนาจในการบังคับผู้บริโภคหรือเปล่าก่อน  หลังจากคิดว่าบริษัทนั้นมีอำนาจแล้วค่อยไปดูผลการดำเนินงานอีกทีว่ามันสอดคล้องกับสิ่งที่เราคิดมั้ย ซึ่งถ้ามันเป็นธุรกิจที่ยอดเยี่ยมจริงมันจะต้องผ่านทั้งสองเรื่องแหละ  เพราะธุรกิจที่มีอำนาจบังคับผู้บริโภคได้ก็จะทำกำไรได้ดีด้วย

    แต่ทีนี้มีคนถามว่าเค้าไม่ถนัดการดูลักษณะธุรกิจ  สมมติใช้วิธีดูงบการเงินอย่างเดียว เช่นดูเทรนด์ของรายได้กับกำไรย้อนหลัง 10 ปีแทนการดูลักษณะธุรกิจเลยได้มั้ย  เพราะยังไงธุรกิจที่ดีมันก็ต้องมีผลการดำเนินงานที่ดีอยู่แล้วนี่ เราก็ดูตัวเลขไปเลยไม่ดีกว่าเหรอ ซึ่งเป็นคำถามที่ดีมากเลยนะครับ  ต้องชมคนถามจริงๆ

    ตอบตามตรงเลยคือถ้าเปิดดูงบการเงินเพื่อใช้กรองดูว่าน่าสนใจจะไปศึกษาจริงจังต่อมั้ยอันนี้ผมว่าโอเคไม่มีปัญหา  แต่ถ้าสมมติจะซื้อหุ้นเลยโดยที่ไม่ทำความเข้าใจลักษณะธุรกิจให้ดีก่อนผมแนะนำว่าอย่าดีกว่าครับ เพราะผมก็เคยทำแบบนั้นมาก่อนเหมือนกันครับ   แต่ผมพบว่าทำแบบนั้นมันยังมีช่องโหว่ทำให้เกิดความพลาดได้อยู่ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ครับ

    1. บริษัทอาจจะไม่มีอำนาจ  แต่ช่วงที่ผ่านมาบังเอิญเป็นช่วงอุตสาหกรรมนั้นบูมพอดี

    เราอาจจะโดนหลอกได้  อันนี้เป็นอะไรที่ไม่ได้เจอบ่อยโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าดูย้อนหลัง 10 ปี  แต่ก็เป็นไปได้อยู่นะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (2009-2018) มันเป็นช่วงฟื้นตัวจากวิกฤติเศรษฐกิจดังนั้นหลายบริษัทก็จะดูเป็นทิศทางขาขึ้น

    ตัวอย่างเช่น Trucking ในอเมริกาตอนนี้ดูดีมากทุกบริษัทเพราะ E-Commerce บูม

    หรืออย่างกลุ่มธนาคารในจีนก็จะดูดีมาก  เพราะช่วงที่ผ่านมาเศรษฐกิจจีนเติบโต ธนาคารไหนก็ดูดี

    1. ธุรกิจบางประเภทจะถูกตัดออกไปเพราะตัวเลขอัตราส่วนทางบัญชีดูไม่ดี  หรือบางบริษัทก็จะดูดีมากทั้งที่มันก็ธรรมดาในธุรกิจประเภทนั้น

    ต้องเข้าใจว่าธรรมชาติของธุรกิจที่ต่างกันจะทำให้ตัวเลขอัตราส่วนทางบัญชีบางตัวต่างกันมาก  เอาง่ายๆอย่าง Net Profit Margin ที่ต่ำไม่ได้แปลว่ามันจะต้องไม่ดีเสมอไป อย่าง Makro อยู่ 3%  หรือ Costco อยู่ 1% พวกนี้ธุรกิจเข้มแข็งมากแทบไม่มีคู่แข่งที่ทำแบบเดียวกัน

    ธุรกิจธนาคารก็เป็นอีกตัวที่ต่างมาก  ROE ธนาคารมันสูงกว่าธุรกิจอื่นดังนั้นจะดูดีมาก  แต่ถ้าดูพวกอัตราส่วนเกี่ยวกับหนี้ก็จะบอกว่าบริษัทบ้าอะไรเสี่ยงมาก  ROA ก็จะต่ำมากโดยปกติเกิน 1% ก็เยี่ยมละ

    1. บางบริษัทที่มีอำนาจผลประกอบการขึ้นลงเพราะใหญ่จัด

    บางบริษัทที่เข้มแข็งมากก็มีผลประกอบการแกว่งขึ้นลงตามสภาพเศรษฐกิจหรืออุตสาหกรรมนั้นๆ  อย่าง Thor

    1. และที่เลวร้ายสุดเลยคือเจอบริษัทที่ทำงบบัญชีหลอก

    สุดท้ายบริษัทมันก็โดนจับได้แหละ  แต่เราอาจจะโดนหลอกไปก่อนแล้ว

    ผมเคยเจอบริษัทในอินเดียที่ผลประกอบการดูดีมาก  เป็นทิศทางเติบโตสม่ำเสมอ แต่ที่เอะใจคือมันเป็นบริษัทขายข้าว  ซึ่งในหัวผมคือมันเป็นไปไม่ได้เลยที่มันจะสม่ำเสมอขนาดนี้ในเมื่อเราก็รู้อยู่ว่าสินค้าเกษตรราคาเปลี่ยนแปลงทุกปีผลผลิตเปลี่ยนแปลงทุกปี  บริษัทมันจะสม่ำเสมออะไรขนาดนั้น ก็เลยไม่ได้ซื้อหรือดูต่อ แล้วผ่านไปซักพักก็ได้ข่าวบริษัทนี้ผู้บริหารโดนจับครับ

     

    ดังนั้นกล่าวโดยสรุปคือผมแนะนำว่ายังไงก็ต้องดูพิจารณาตัวธุรกิจครับ  คือถ้าจะกรองหยาบๆด้วยการเปิดงบการเงินย้อนหลังดูนี่ผมโอเคนะ ไม่มีปัญหาเลยทำตามสบาย  แต่เหนื่อยหน่อยเพราะถ้าเริ่มด้วยการดูงบการเงินมันก็จะกลายเป็นว่าต้องเปิดดูทุกตัวใช่มั้ยครับ  แทนที่จะเป็นเริ่มจากธุรกิจที่เราคิดว่าน่าสนใจมีอำนาจแล้วค่อยไปดูงบการเงินคอนเฟิร์มเฉพาะตัวที่เราสนใจ  แต่ถ้าจะตัดสินใจซื้อหุ้นเลยแบบเอาเงินจริงไปลงทุนในบริษัทเลยแต่ไม่ได้พยายามทำความเข้าใจลักษณะธุรกิจนี่ผมไม่เห็นด้วยครับ  เคยทำละครับไม่เวิร์คครับ เตือนด้วยความหวังดี

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg