Tag: จิตวิทยาการลงทุน

  • ทำใจขายขาดทุนไม่ได้ ทำไงดี ?

    ทำใจขายขาดทุนไม่ได้ ทำไงดี ?

    เอาจริงๆก็คงไม่มีใครไปบังคับคุณได้นะ  เรื่องนี้มันเป็นอะไรที่เราต้องคุยกับตัวเองให้จบแล้วตัดสินใจเอง  อย่างมากที่ผมทำได้คือพยายามช่วยคุณลำดับความคิดเท่านั้น

    ก่อนอื่นผมอยากจะให้เรานึกตามดูก่อน  สิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้วมันเกิดขึ้นไปแล้วครับ  สมมติเราซื้อหุ้นบริษัท A แล้วราคามันตกลงมา  นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้วการกระทำใดๆของเราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอดีตที่เกิดไปแล้วได้  คิดถึงมันไปก็ไม่เกิดประโยชน์อะไรและทำอะไรไม่ได้

    สิ่งที่เราควรสนใจในเวลานี้คือตอนนี้เราจะทำอะไรต่างหาก  การกระทำของเราในวันนี้มีผลต่อผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต  ดังนั้นถ้าเรากำลังจะตัดสินใจว่าจะขายหุ้น A  ซึ่งจริงๆไม่เกี่ยวกับว่าตอนนี้มันขาดทุนหรือมันกำไรอยู่ด้วยซ้ำนะ  เราก็ต้องถามตัวเองว่าการเลือกที่จะไม่ขายหุ้น A สิ่งที่น่าจะเกิดขึ้นคืออะไรมีข้อดีข้อเสียอะไรบ้าง  แล้วการเลือกที่จะขายหุ้น A สิ่งที่น่าจะเกิดขึ้นคืออะไรมีข้อดีข้อเสียอะไรบ้าง

    ถ้าเราถือหุ้น A

    ข้อดีคือ

    • บริษัท A อาจจะผลประกอบการดีขึ้น
    • ราคาหุ้น A อาจจะสูงขึ้น
    • หรือถ้าฟลุคคือผลประกอบการไม่ดีขึ้น  แต่หุ้นราคาหุ้น A อาจจะสูงขึ้น

    ข้อเสียคือ

    • ผลประกอบการบริษัท A อาจจะแย่ลง  และราคาหุ้น A ก็อาจจะแย่ลงตาม
    • เงินเราจะยังอยู่กับหุ้น A  ไม่สามารถเอาไปทำอย่างอื่นได้  มีต้นทุนค่าเสียโอกาส

    ถ้าเราขายหุ้น A

    ข้อดีคือ

    • เราจะมีเงินสดไปทำอย่างอื่นได้
    • ถ้าเอาไปลงทุนในอย่างอื่น  ก็จะเกิดประโยชน์ถ้าผลตอบแทนที่ได้จากการเอาไปทำอย่างอื่นสูงกว่าการถือหุ้น A
    • หรือไม่งั้นก็เอาไปใช้จ่ายเรื่องจำเป็นอื่นๆ

    ข้อเสียคือ

    • พลาดโอกาสในกรณีที่หุ้น A ราคาสูงขึ้น
    • ไม่ว่าจะเพราะบริษัท A ผลประกอบการดีขึ้นหรือฟลุคก็แล้วแต่

    พอเราคิดไปทางแนวนี้  เราก็จะพบว่าปัจจัยหลักในการตัดสินใจมันอยู่ที่ว่าถ้าขายออกมาจะสามารถไปทำประโยชน์ได้ดีกว่าถือหุ้น A ต่อไปหรือเปล่าเท่านั้นเอง  ถ้าสมมติเราศึกษาและพิจารณาแล้วพบว่าโอกาสที่บริษัท A จะผลประกอบการดีและดังนั้นราคาหุ้น A จะสูงขึ้นมันเป็นไปได้ยาก  ถ้าราคาหุ้น A มันจะสูงขึ้นได้ก็น่าจะต้องหวังฟลุค  อย่างนั้นขายออกมาก็เป็นเรื่องที่ดีกว่าปล่อยทิ้งไว้แน่นอน  คิดได้แบบนี้เราก็จะตัดใจขายขาดทุนได้ง่ายขึ้นครับ

    อีกอย่างที่อยากให้มองคือ  ลองนึกถึงภาพรวมว่าเราจะลงทุนในหุ้นไปอีกยาวหลายปี  การที่ระหว่างหลายปีนั้นจะมีการตัดสินใจผิดพลาดบ้างก็เป็นเรื่องธรรมดาเก่งแค่ไหนก็พลาดได้  ขนาด Warren Buffett ก็มีพลาดและเค้าก็มีขายหุ้นออกไป  โดยภาพรวมแล้วขอให้การตัดสินใจเราถูกมากกว่าผิดก็คือใช้ได้  ในระยะยาวที่ถูกมากกว่าผิดยังไงมันก็จะดีไปเองครับ  การพลาดแล้วต้องมีขายขาดทุนบ้างก็เป็นเรื่องธรรมดา  ไม่ได้เป็นอะไรต้องเครียดหรือซีเรียสอะไรเลย  ต้องขายก็คือต้องขาย  เอาเวลาไปซีเรียสว่าการตัดสินใจโดยรวมเราต้องถูกมากกว่าผิดดีกว่าครับ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • มีวิธีอะไรมั้ย ทำให้ไม่ตกใจเวลาตลาดหุ้นตก ?

    มีวิธีอะไรมั้ย ทำให้ไม่ตกใจเวลาตลาดหุ้นตก ?

    มีคนอยากได้วิธีคิดให้สามารถถือหุ้นข้ามวิกฤติ  เพราะเค้าบอกต่อให้เรารู้ว่าพื้นฐานไม่เปลี่ยนแต่เวลาหุ้นตกกันทั้งตลาดก็ตกใจอยู่ดี  ก็เป็นคำถามที่ดีนะ  ผมก็มานั่งนึกนะว่าอะไรจะช่วยได้บ้าง

    ปัจจัยสำคัญอันนึงที่ผมว่าช่วยได้เยอะคือประสบการณ์  คนที่ลงทุนมานานระดับนึงมันก็จะเห็นกับตาไงว่ามันไม่เป็นไรจริงๆนะการถือหุ้นข้ามวิกฤติตราบใดที่พื้นฐานหุ้นยังดีอยู่  คนที่มีประสบการณ์เคยเจอมาก่อนมันก็จะคุมสติง่ายกว่า  แต่อันนี้มันไม่ค่อยช่วยเท่าไหร่เพราะคนที่ไม่มีก็คือไม่มี  มันไม่มีทางทำให้คนไม่มีประสบการณ์อยู่ๆมีขึ้นมาได้

    สิ่งที่น่าจะช่วยได้หลักๆเลยก็น่าจะเป็นการตัดสินใจด้วยตรรกะนะ  คือตราบใดที่เราตัดสินใจแบบเอาอารมณ์ออกไปได้มันก็น่าจะช่วยตัดความกลัวที่ไม่มีเหตุผลออกไปได้เยอะ  ซึ่งการจะให้คนเราตัดสินใจตรรกะล้วนมันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว  แต่ผมคิดว่าถ้าทำสิ่งต่อไปนี้น่าจะช่วยได้

    1. เรียบเรียงการตัดสินใจของเราว่าทำไมเราถึงซื้อหรือไม่ซื้อหุ้นนั้น
    2. เขียนประเด็นสำคัญที่มีผลต่อหุ้นนั้นออกมาในกระดาษ
    3. คอยเช็คดูว่าเหตุการณ์ที่เข้ามากระทบทำให้เราตกใจนี่หรือเปลี่ยนแปลงไป  มันกระทบประเด็นสำคัญเหล่านั้นมั้ย  พิจารณาข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น
    4. ตัดสินใจอีกทีจากประเด็นสำคัญที่เราสรุปได้

    ตัวอย่างเช่น  อย่างผมนี่มี REIT ที่ทำห้างในยุโรปนะ

    เรียบเรียงสาเหตุที่ผมตัดสินใจซื้อมีดังนี้

    • เช็คดูแล้วว่าห้างพวกนั้นดูมีความต้องการอยู่  จากการที่ occupancy สูงมากก่อนโควิดมาตลอด
    • โควิดเกิดขึ้นแล้ว  มีการปิดห้างบางช่วง  บริษัทมีการยกเว้นค่าเช่าให้ร้านค้า  แต่โดยรวมก็ยังกำไรอยู่ไม่ได้ถึงกับขาดทุน
    • หลังจากห้างกลับมาเปิด  ปริมาณการขายของในห้างกลับมาอยู่ในระดับที่สูงมากจนเกือบปกติ
    • Occupancy แทบไม่ลด  และดูเหมือนจะยังปล่อยเช่าได้โดยที่ค่าเช่าสูงขึ้น  เก็บเงินได้เกิน 90%
    • ราคาหุ้นตกรุนแรง  โดยที่เท่าที่ดูแล้วไม่เห็นแนวโน้มของปัญหาถาวร  กำไรหดจากแค่ค่าเช่าที่ยกให้กับการประเมินมูลค่าทรัพย์สินเฉยๆ
    • เชื่อว่าโควิดไม่ได้อยู่ไปตลอด

    ประเด็นสำคัญที่จะมีผลคือ

    • โควิดจบหรือไม่  ขึ้นกับวัคซีนฉีดมั้ย, ฉีดแล้วได้ผลหรือเปล่า
    • โควิดต้องไม่นานเกินจนผู้เช่าเจ๊งหมด  ซึ่งเราจะวัดจาก occupancy, collection, rent renewal

    เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเช่น

    • 3rd wave  ก็ไม่เกี่ยวนี่  เรารู้อยู่แล้วว่ามันก็จะระบาดไปเรื่อยจนกว่าจะแก้ได้ถาวร
    • ฉีดวัคซีนช้าด้วยเหตุอะไรก็แล้วแต่  อันนี้สมควรติดตามดู
    • ไวรัสกลายพันธุ์  เท่าที่ทราบวัคซีนยังได้ผลอยู่นี่  และตามข่าวคือถ้าจำเป็นก็ปรับวัคซีนตามได้
    • ตลาดหุ้นตกโดยเฉพาะพวกกลุ่มหุ้น tech  …  ไม่เกี่ยวสุดๆ

    สรุป ถือต่อไปไม่มีอะไร
     

    หรืออีกตัวอย่างนึงที่มีการเปลี่ยนใจ  คือกรณีที่ซื้อหุ้นเรือสำราญ  จากตอนแรกไม่ซื้อ

    เรียบเรียงสาเหตุที่ผมตัดสินใจไม่ซื้อตอนแรกสุดมีดังนี้

    • บริษัทขาดทุนหนัก  เดินเรือไม่ได้เลย = ไม่มีรายได้  ต่อให้ระดมทุนได้ก็แค่ยืดเวลาออกไปเท่านั้น
    • ณ เวลานั้น  วัคซีนข่าวบอกอาจกว่าจะได้ต้องใช้เวลาถึง 2021-2022  ไม่รวมว่าต้องใช้เวลาฉีดอีก

    ประเด็นสำคัญที่จะมีผลคือ

    • การมีวัคซีนหรือยาที่จะทำให้โควิดจบ
    • บริษัททนได้นานขนาดไหน

    เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเช่น

    • กู้ยืมเงิน + ออกหุ้นใหม่ได้เพิ่ม  ก็แค่ยืดเวลา  โดยตัวมันเองไม่มีประเด็นเท่าไหร่
    • ลดค่าใช้จ่ายได้บ้าง  ก็แค่ยืดเวลาเช่นกัน  โดยตัวมันเองไม่สำคัญเท่าไหร่
    • มีวัคซีนตอนปลายปี 2020  ทดลองฉีดแล้วได้ผล  อันนี้สำคัญมากละ

    สรุป เปลี่ยนจากไม่ซื้อมาซื้อในภายหลัง

     

    ประมาณนี้แหละนึกภาพออกมั้ย  คือเวลาตัดสินใจให้จับตามองประเด็นที่มันสำคัญเป็น key จริงๆ  ถ้ากลัวสติแตกก็เขียน  ช่วยได้ครับ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • 5 นิสัย ที่นักลงทุนต้องระวัง !!

    5 นิสัย ที่นักลงทุนต้องระวัง !!

    การจะลงทุนให้ได้ดีผมพบว่ามันจะมีอุปสรรค์สำคัญอีกอย่างที่มาขวางเรานั่นคือธรรมชาติของเรานั่นเองครับ  วีดิโอหัวข้อนี้ผมมาพูดถึงนิสัยที่เป็นอุปสรรค์ต่อการลงทุนให้ได้ดีซึ่งผมว่าเป็นอะไรที่เราต้องหัดควบคุมมันครับ

     

    1. คิดและทำอะไรเหมือนกันเป็นหมู่คณะ (Herd Mentality)
    2. อันนี้เป็นอะไรที่ปกติมาก  คนเราเป็นสัตว์สังคมน่ะครับ  เราวิวัฒนาการมาให้อยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มเพื่อความอยู่รอดดังนั้นโดยปกติการที่ทำอะไรไปในทิศทางเดียวกับคนอื่นก็คือปลอดภัย  เวลาทำกิจกรรมอะไรสังเกตว่าเราก็มักจะไปเป็นกลุ่ม

      แต่พอมาเป็นเรื่องการลงทุนในหุ้นมันไม่ได้ไง  เพราะหุ้นที่คนสนใจเยอะหรือพูดกันทั้งประเทศว่าดีมันก็จะแพงไป  แล้วเวลาเราจะซื้อเมื่อหุ้นตกมันก็จะฝืนสัญชาตญาณว่าคนอื่นเค้าขายกันหมดต้องมีอะไรไม่ดีสิทำให้ถึงเวลาเราไม่ได้ทำตามแผน  อย่าลืมว่าสิ่งที่คนจำนวนมากบอกว่าดีไม่ได้แปลว่ามันต้องดีเสมอไป

       

    3. มั่นใจเกิน (Overconfidence) กับ การเลี่ยงความสูญเสีย (Loss Aversion)
    4. สองอันนี้นี่เป็นอะไรที่ต้องคอยระวังอยู่ตลอด  ทั้งคู่นี่ทำให้หลายครั้งเราถือหุ้นบริษัทที่ผลประกอบการแย่ลงไว้นานเกินไปจนขาดทุนเยอะ  อันนึงคือมั่นใจในการเลือกของตัวเองเกินไปซึ่งอันนี้ผมเป็นบ่อยถึงขนาดว่าบางทีแม้ว่าหลักฐานจะตรงกันข้ามกับที่เราคาดบ่งชี้ว่าบริษัทที่เราเชื่อว่าดีมันมีปัญหาเราก็ยังไม่ขายมันแล้วเผลอๆซื้อเพิ่มอีกด้วย  ส่วนอีกอันนึงคือไม่ชอบความรู้สึกสูญเสียซึ่งทำให้เราไม่อยากขายขาดทุนและดังนั้นเลยถือต่อหวังว่าราคามันจะกลับขึ้นมาแล้วไม่ขาดทุนซึ่งมันเป็นไปได้ยากมากถ้าธุรกิจเค้าทำได้แย่ลง

      สองอันนี้ต้องระวังจริงๆครับ

       

    5. รู้สึกว่าต้องทำอะไรซักอย่าง  อยู่เฉยๆไม่ค่อยได้
    6. เวลาหาโอกาสไม่เจออะไรที่เหมาะกับเราก็ไม่ต้องทำอะไรก็ได้  แต่พอไม่ได้ทำอะไรนานไปก็มักจะรู้สึกว่าต้องซื้อหรือขายอะไรซักอย่าง  อาการแบบนี้ทำให้เราใจร้อนรีบซื้อหรือรีบขายซึ่งก็ทำให้พลาดง่ายขึ้น

       

    7. Home bias
    8. บางทีเราจะรู้สึกว่าหุ้นที่ตัวเองคุ้นเคยปลอดภัยกว่าทั้งที่มันไม่จริง  อย่างอันนี้ผมเห็นหลายคนเป็นแปลกมากเลย บางคนรู้สึกสบายใจยินดีที่จะถือหุ้นเกี่ยวกับน้ำมันหรือเกี่ยวกับวัสดุก่อสร้างทั้งที่ตัวเองไม่รู้เรื่องอะไรเลยแค่เพราะมันเป็นหุ้นในไทย  ส่วนหุ้นอะไรที่เป็นต่างประเทศรู้สึกเสี่ยงหมดทั้งที่เป็นบริษัทที่รู้จักดีอย่าง McDonald’s หรือ Nike

     

    พวกนี้มันเป็นอาการที่เราต้องระมัดระวังนะครับ  จริงๆก็เป็นกันทุกคนแหละ แต่อยู่ที่ใครระมัดระวังควบคุมสติได้ดีกว่ากันเท่านั้นเองครับ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg