Tag: ดอกเบี้ย

  • อัตราดอกเบี้ย ทำไมมีผลต่อราคาหุ้น ?

    อัตราดอกเบี้ย ทำไมมีผลต่อราคาหุ้น ?

    มีคนมีคำถามว่าทำไมอัตราดอกเบี้ยต่ำลงแล้วหุ้นมันต้องขึ้นด้วย  เกี่ยวกันยังไง

    จริงๆเหตุผลมันก็ไม่ได้มีอะไรซับซ้อนครับ  หลักๆแล้วการที่อัตราดอกเบี้ยมีผลกับราคาหุ้นเป็นเพราะ 2 อย่างคือ

    1. คนเปรียบเทียบผลตอบแทนของการลงทุนแบบต่างๆ
    2. ลองนึกภาพง่ายๆ  สมมติวันนี้อยู่ๆอัตราดอกเบี้ยเงินฝากซึ่งรับประกันโดยรัฐบาลบางส่วนด้วยนะให้ดอกเบี้ย 15%  เป็นคุณจะทำยังไง  คุณก็จะงงว่าคุณจะซื้อหุ้นได้ปันผล 2-3% แล้วเสี่ยงไปเพื่ออะไร  คุณก็จะรีบขายหุ้นแล้วไปฝากธนาคารเลยป้ะ  แล้วทุกคนมันก็จะคิดแบบนี้เหมือนกันหมดใช่มั้ยครับ  พอเป็นแบบนั้นมันก็ทำให้ราคาหุ้นต่ำลงไงเพราะคนอยากได้น้อยลง  ราคาหุ้นมันต้องต่ำไปจนถึงจุดที่ผลตอบแทนคาดหวังจากการถือหุ้นนี่สูงกว่า 15% พอสมควรคนถึงจะยอมซื้อหุ้นถูกมะ  ไม่งั้นใครซื้อก็โง่ละ

      กลับกันสมมติวันนี้จากดอกเบี้ยที่ต่ำอยู่แล้วเกิดต่ำไปอีก  เช่นสมมติเป็น -5% แทน  คนที่แต่เดิมฝากเงินอยู่หรือคนที่กำลังจะฝากก็หนีเลยป้ะ  ไปลงทุนอย่างอื่นเช่นหุ้นดีกว่ามั้ย  มันก็ดันให้ราคาหุ้นสูงขึ้นเพราะคนอยากได้เยอะขึ้นน่ะครับ

      ดังนั้นขอให้นึกภาพว่าอัตราดอกเบี้ยมันเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการลงทุนแทนหุ้น  ถ้าผลตอบแทนมันดีหุ้นคนก็อยากได้น้อยลง  ถ้าผลตอบแทนมันต่ำคนอยากได้หุ้นเพิ่มขึ้น  เท่านั้นเองครับ

    3. อัตราดอกเบี้ยมีผลต่อต้นทุนการกู้เงินของธุรกิจ
    4. คนในตลาดหุ้นจะมองว่า  ถ้าอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นบริษัทต่างๆก็จะกู้ยืมเงินได้น้อยลงและขยายน้อยลงเศรษฐกิจก็จะโตช้าลง  ดังนั้นผลตอบแทนจากหุ้นก็น่าจะต่ำลงคนก็เลยไม่ค่อยอยากซื้อหุ้น  ถ้าอัตราดอกเบี้ยต่ำลงบริษัทต่างๆก็จะกู้ยืมเงินได้มากขึ้นและขยายมากขึ้นเศรษฐกิจก็จะเติบโตเร็วขึ้น  ผลตอบแทนจากหุ้นก็น่าจะสูงขึ้นคนก็เลยอยากซื้อหุ้นมากขึ้น

    ด้วย 2 ปัจจัยนี้อัตราดอกเบี้ยจึงมีผลกับราคาหุ้นครับ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • ลงทุนในสินทรัพย์แบบไหน ไม่ต้องกลัวเงินเฟ้อ

    ลงทุนในสินทรัพย์แบบไหน ไม่ต้องกลัวเงินเฟ้อ

    หัวข้อเงินเฟ้อนี่เราทุกคนน่าจะคุ้นเคยอยู่บ้างแล้ว  มันเป็นอะไรที่หลีกเลี่ยงไม่ได้แล้วก็มีผลทำให้เงินของเราลดค่าลงไป  โชคดีที่ช่วงที่ผ่านมาเงินเฟ้อประเทศไทยไม่ได้สูง หลังปี 2014 มาเงินเฟ้อเราไม่เคยสูงกว่า 2% ไม่เหมือนช่วงก่อน  แต่อนาคตก็ไม่แน่ ในวีดิโอนี้เรามาคุยว่าจะลงทุนยังไงให้ไม่ต้องกลัวเงินเฟ้อกันครับ

    ก่อนไปต่อเราคุยเรื่องผลกระทบของเงินเฟ้ออย่างเร็วเผื่อใครไม่เคยทราบมาก่อน  เงินเฟ้อนี่หลักๆก็คือการที่ของแพงขึ้นน่ะแหละ มันไม่ได้ทำให้เงินเรามีน้อยลงนะจริงๆเรามีเงินเท่าเดิมแหละแต่มันทำให้เงินเราซื้อของได้น้อยลง  เช่นสมมติแต่ก่อนบะหมี่ 1 ชาม 20 บาท เรามีเงิน 100 บาทเราซื้อบะหมี่ได้ 5 ชามดูละเหลือเฟือ แต่วันนี้บะหมี่ชามละ 40 บาทละ เงิน 100 บาทที่เรามีเหมือนเดิมตอนนี้ซื้อบะหมี่ได้ไม่ถึง 3 ชามละ  เงินเราซื้อของได้น้อยลงนี่แหละคือผลของเงินเฟ้อ

    แต่ทีนี้เงินเฟ้อมันจะไม่เป็นปัญหาถ้าเงินเราสามารถโตได้ด้วยอัตราเร่งอย่างน้อยเท่าๆเงินเฟ้อ  เช่นตัวอย่างตะกี้ถ้าบะหมี่แพงขึ้นจากชามละ 20 เป็นชามละ 40 ก็จริง แต่เงิน 100 บาทเราที่ฝากไว้ในธนาคาร (หรือลงทุนอะไรก็แล้วแต่) โตเป็น 200 บาทมันก็ไม่เป็นไรไง  เพราะเราก็จะยังซื้อบะหมี่ได้ 5 ชามอยู่ดี ดังนั้นในเมื่อเราควบคุมเงินเฟ้อไม่ได้สิ่งที่เราทำได้ก็คือพยายามลงทุนเงินเราให้อย่างน้อยโตเท่ากับเงินเฟ้อ

    ณ เวลานี้ด้วยความที่เงินเฟ้อต่ำกว่า 1%  การจะชนะเงินเฟ้อก็ไม่ยากเพราะเท่าที่ดูดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 1 ปีให้ผลตอบแทน 1.5% ก็หาได้อยู่  แต่ถ้าสมมติมันกลับไปเป็น 3% เหมือนแต่ก่อนเงินฝากก็จะไม่ตอบโจทย์ละ

    โดยไอเดียคือสินทรัพย์อะไรก็ตามที่ผลตอบแทนคงที่ล็อคเอาไว้ก็จะมีความเสี่ยงจากเงินเฟ้อหมด  พวกนี้ก็เช่นเงินฝากประจำ, หุ้นกู้, ตราสารหนี้ ถ้าเราจะลงทุนให้ไม่ต้องกลัวเงินเฟ้อเราก็ต้องไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ผลตอบแทนมันสามารถปรับตามเงินเฟ้อได้เช่น

    1. พันธบัตรชดเชยเงินเฟ้อ (ILB, Inflation Linked Bond)
    2. พวกนี้คือพันธบัตรรัฐบาลนี่แหละ  แต่ลักษณะการจ่ายดอกเบี้ยมันจะคำนวณผลของเงินเฟ้อเข้าไปด้วยทำให้เราไม่ต้องกังวลเรื่องเงินเฟ้อเลย  ไม่ว่าจะเกิดเงินเฟ้อรุนแรงแค่ไหนก็ตามเราก็จะไม่เดือดร้อนเพราะเราจะได้ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นเป็นการชดเชยผลของเงินเฟ้อเสมอ  แต่แน่นอนถ้ากลับเป็นเงินเฟ้อติดลบหรือเงินฝืดเราก็จะได้ดอกเบี้ยน้อยลง สรุปคือผลตอบแทนที่แท้จริงก็จะคงที่

    3. สินทรัพย์อื่นที่ขึ้นราคาตามเงินเฟ้อได้
    • อสังหาริมทรัพย์ปล่อยเช่า, REIT ที่คนต้องง้อ
    • หุ้นบริษัทที่ปรับราคาขึ้นได้

    ยกตัวอย่างบริษัทนึงที่ผมเคยเห็นชัดๆเลยว่าปรับราคาสินค้าได้

    นี่เป็นเงินเฟ้อในตุรกี  https://tradingeconomics.com/turkey/inflation-cpi

    และบริษัทที่ผมเจอว่าไม่เดือดร้อนคือ Ulker Biskuvi ที่ทำพวกขนม  ในปี 2018 ยอดขายเพิ่มขึ้น 25% แต่มาจากจำนวนขนมที่ขายเพิ่มขึ้นแค่ 1.5% ที่เหลือเป็นราคาที่ปรับขึ้น  กำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 24.6% ส่วนปี 2019 ที่ผ่านมา 9 เดือนยอดขายเพิ่มขึ้น 35% มาจากจำนวนขนมที่เพิ่มขึ้นแค่ 4% ที่เหลือเป็นราคาที่ปรับขึ้น  กำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 41.3% จะเห็นได้ว่าบริษัทนี้และผู้ถือหุ้นไม่เดือดร้อนอะไรเลยจากเงินเฟ้อ

    http://ulkerbiskuviinvestorrelations.com/media/917/download.aspx

    http://ulkerbiskuviinvestorrelations.com/media/964/download.aspx

    แต่ก็ไม่ใช่ทุกบริษัทหรือทุกอสังหาริมทรัพย์จะทำแบบน้ันได้  เราต้องเลือกดีๆ แต่ถ้าเราเลือกออกมาถูกปุ๊บแปลว่าเราไม่ต้องกลัวเงินเฟ้ออะไรทั้งนั้นเลยครับ

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

  • หุ้นกู้ ทางเลือกสำหรับคนไม่ชอบความเสี่ยง

    หุ้นกู้ ทางเลือกสำหรับคนไม่ชอบความเสี่ยง

    วีดิโอนี้มันเริ่มมาจากมีนักเรียนคนนึงบอกว่าเค้าลงทุนในหุ้นกู้  ซึ่งผมเข้าใจมาตลอดตั้งแต่สมัยเรียนว่านักลงทุนรายย่อยไม่สามารถซื้อตราสารหนี้เอกชนเองได้และถ้าจะลงทุนในหุ้นกู้ก็คือต้องผ่านกองทุนรวมเท่านั้นก็เลยเกิดความรู้สึกแปลกใจเลยลองมาหาข้อมูลอ่านดู  วีดิโอนี้ผมมาเล่าให้ฟังว่าผมพบอะไรบ้างเกี่ยวกับหุ้นกู้ (แต่บอกไว้ก่อนเลยว่าผมไม่ค่อยลงทุนในหุ้นกู้มาก่อนและดังนั้นเข้าใจผิวเผินมาก)

     

    หุ้นกู้นี่มันคืออะไร ?

    คิดซะว่าเวลาเราซื้อหุ้นกู้คือเราให้คนยืมเงินน่ะครับ  สถานะของเราคือเราเป็นเจ้าหนี้เค้าซึ่งมันก็จะไม่เหมือนหุ้นเพราะอันนั้นคือเราเป็นเจ้าของส่วนหนึ่งของเค้า

    จุดเด่นของการเป็นเจ้าหนี้คือผลตอบแทนแน่นอนกว่าหุ้น  กรณีบริษัทเบี้ยวหรือมีแนวโน้มมีปัญหาก็จะได้รับเงินคืนก่อนหุ้น

    โดยรวมดอกเบี้ยสูงกว่าเงินฝากแหละ  แต่ดอกเบี้ยกี่ % ขึ้นอยู่กับความน่าเชื่อถือของบริษัทที่ขอยืมเงินกับระยะเวลาที่ยืมว่ายืมไปนานขนาดไหน

     

    ซื้อได้ด้วยเหรอ ?

    ปรากฎว่าได้จริงด้วย  เท่าที่เห็นส่วนใหญ่หุ้นกู้จะออกเสนอขายให้กับนักลงทุนสถาบันกับนักลงทุนรายใหญ่  แต่มีบางส่วนที่เสนอขายกับบุคคลทั่วไป เงินลงทุนขั้นต่ำ 50,000 – 100,000 บาท เราสามารถเข้าไปดูว่ามีหุ้นกู้อะไรกำลังจะออกใหม่บ้างได้บนเวป  ผมเจอบนเวปของกลต.

    https://market.sec.or.th/public/idisc/th/Product/NewProduct

    อ่านหนังสือชี้ชวนว่าใครเป็นตัวแทนขายแล้วก็ไปซื้อกับที่นั่น  โดยวิธีการซื้อคือเข้าไปติดต่อธนาคารหรือบริษัทหลักทรัพย์ที่เป็นตัวแทนขายหุ้นกู้ที่เราสนใจแล้วแจ้งว่าเราต้องการจะซื้อหุ้นกู้  ถ้าเป็นไปได้ควรไปให้เร็วที่สุดไม่ได้ต้องรอวันซื้อขายจริงเพราะเราต้องทำการจองก่อนดูว่าเราจะได้มั้ย

    เวลาไปซื้อก็เหมือนจะง่าย  ผมอ่านจากเวปของธนาคารกสิกร  เค้าบอกว่าให้เตรียมสำเนาบัตรประชาชนและสำเนาสมุดเงินฝาก  ตอนจ่ายเงินนี่คือจะเป็นเงินสด, เช็คเงินสดหรือหักบัญชีธนาคารก็ได้  

    กรณีที่เป็นหุ้นกู้ที่ออกขายไปแล้วก็เหมือนจะซื้อได้ถ้ามีคนขายบนตลาดตราสารหนี้ Thai Bond Exchange แต่ดูจะเป็นส่วนน้อย  ผมเข้าใจว่าเพราะคนส่วนใหญ่ที่ลงทุนในตราสารหนี้จะถือยาวเลยไม่ค่อยมีการซื้อขาย  

    รายชื่อบริษัทโบรกเกอร์ที่ให้บริการซื้อขายตราสารหนี้หาได้บนเวป SET  https://www.set.or.th/set/memberlist.do?language=th&country=TH

    การซื้อหุ้นกู้ด้วยตัวเองนี่มันเพิ่งมาน่าสนใจเมื่อเร็วๆนี้ตอนที่เค้าเปลี่ยนกฎหมายเรื่องภาษีของกองทุนรวมตราสารหนี้  แต่เดิมลงทุนตราสารหนี้เองเสียภาษี 15% ทั้งจากดอกเบี้ยที่ได้และกำไรจากส่วนต่างราคา ในขณะที่ถ้าเป็นกองทุนรวมตราสารหนี้ไม่เสียภาษี  จะมีภาษีแค่ 10% ถ้ากองทุนปันผลออกมา ทำให้ลงทุนผ่านกองทุนรวมน่าสนใจกว่าการซื้อเองมาก แต่ปัจจุบันเค้าเพิ่งเปลี่ยนกฎให้บริษัทที่ออกหุ้นกู้เวลาจ่ายดอกเบี้ยให้หักภาษีณ ที่จ่าย 15% เลยโดยไม่สนใจว่าจ่ายให้บุคคลหรือกองทุน  แปลว่าความได้เปรียบของการลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ก็จะลดลงละ ได้เปรียบเหลือตรงที่ Capital Gain ผ่านทางกองทุนรวมไม่ต้องเสียภาษีเท่านั้น

     

    เวลาซื้อต้องพิจารณาอะไรบ้าง ?

    1. บริษัทที่จะยืมเงินเรา
    2. ถ้าเค้าเจ๊งไม่มีเงินจ่ายเราก็จะเดือดร้อนเหมือนหุ้นแหละ  แต่ในกรณีนี้เราไม่ได้ต้องการบริษัทที่ทำกำไรได้ดีมากเติบโตเพราะเราไม่ได้โตไปกับเค้าอยู่ละ  เอาแค่ธุรกิจทำได้ดีระดับคงที่มีเงินจ่ายเราก็ใช้ได้

    3. อัตราดอกเบี้ย, ระยะเวลาการไถ่ถอนคืน, มีหรือไม่มีหลักประกัน, อันดับความน่าเชื่อถือ  และรายละเอียดอื่นๆ

     

    ขายระหว่างทางได้มั้ย ?

    ได้นะแต่ดูจะยากกว่าหุ้น  หลักๆดูเหมือนจะเป็นการขายให้กับธนาคารน่ะแหละ  แต่เนื่องจากมันจะไม่มีราคากลางตลาดดังนั้นอาจจะควรลองถามธนาคารหลายๆที่เปรียบเทียบกัน

     

    ลงทุนหุ้นกู้ผ่านกองทุนรวมดีกว่ามั้ย ?

    จริงๆผมก็คิดว่าดูมันจะง่ายกว่านะ  แล้วดูน่าจะมีสภาพคล่องสามารถขายออกมาได้ง่ายกว่าด้วยถ้าเกิดกรณีเราต้องการขายขึ้นมา

    แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นลงทุนผ่านกองทุนรวมตราสารหนี้ก็มีค่าใช้จ่ายตรงที่มันมีค่าธรรมเนียมการจัดการ  ซึ่งถ้าดูๆแล้วก็เป็นสัดส่วนพอสมควรเมื่อเทียบกับรายได้ อย่างผมเปิดเวป AIMC จะเจอว่าผลตอบแทนกองทุนตราสารหนี้เฉลี่ยต่อปีในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาก็อยู่ประมาณ 2-3%  ส่วนค่าธรรมเนียมอยู่ประมาณ 0.2-0.5% นั่นแปลว่าจากกำไรที่ทำได้ทั้งหมดจ่ายไปเป็นค่าธรรมเนียมถึง 10% ทีเดียว

    แล้วแต่คนจะคิดละกันครับหัวข้อนี้

     

    แล้วพออ่านมาถึงแถวๆนี้ผมก็หยุดอ่านเพราะยังไงส่วนตัวคงไม่ได้ไปเน้นลงทุนในตราสารหนี้อยู่แล้ว  สำหรับคนที่สนใจผมทิ้งลิ้งค์ข้อมูลดีๆที่ผมไปอ่านมาไว้ข้างล่างนี้ละกันครับ

    https://www.checkraka.com/knowledge/saving-2-68/1643704/

    http://www.thaibma.or.th/EN/Investors/Individual/Blog/2019/02042019.aspx

    http://www.thaibma.or.th/bondsupermart/

    https://www.set.or.th/set/education/html.do?name=bond&showTitle=F

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg