Tag: หุ้นถูก

  • หุ้น Growth กับ หุ้น Value คืออะไร ? ต่างกันยังไง ?

    หุ้น Growth กับ หุ้น Value คืออะไร ? ต่างกันยังไง ?

    มีคนที่เค้าไปอ่านเจอบทความหรือข่าวที่พูดถึงหุ้น Growth กับหุ้น Value แล้วเค้าไม่เข้าใจว่าหมายถึงอะไรก็เลยถามเรา  วันนี้ผมเลยจะพูดถึงว่ามันคืออะไรก่อน  แล้วก็ที่บางทีเห็นในข่าวหรือบทความพูดถึงนี่คือเค้าพูดถึงอะไรกันอยู่

    โดยไอเดียแล้วมันเริ่มมาจากความพยายามที่จะหาว่าปัจจัยอะไรบ้างมีผลต่อผลตอบแทนของหุ้น  หุ้นลักษณะแบบไหนให้ผลตอบแทนดีสุด

    Growth กับ Value ก็เป็นหนึ่งในลักษณะของหุ้นที่เค้าพบว่าที่ผ่านมาในอดีตผลตอบแทนดีกว่าค่าเฉลี่ย

    ลักษณะของหุ้น Growth มีคนให้รายละเอียดต่างกันไปแต่ในสาระสำคัญก็คือหุ้นที่มีแนวโน้มที่จะเติบโตได้เร็วกว่าเฉลี่ยในอนาคต  ความเชื่อก็คือหุ้นที่อนาคตมีการเติบโตสูงกว่าก็จะให้ผลตอบแทนดีกว่าค่าเฉลี่ยของตลาด  ซึ่งก็อาจจะวัดจากอัตราการเติบโตของรายได้หรือกำไรหรือกระแสเงินสดในอดีต  หรือไม่ก็อาจจะใช้อัตราการเติบโตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น  โดยรวมหุ้น Growth จะเป็นหุ้นที่ P/E สูง, P/BV สูง, Dividend yield ต่ำ

    ลักษณะของหุ้น Value ก็คือเน้นหุ้นที่ราคาถูก  ความเชื่อก็คือการซื้อหุ้นที่ราคาถูกจะให้ผลตอบแทนดีกว่าการซื้อหุ้นราคาแพงในระยะยาว  ซึ่งการจะวัดว่าราคาถูกหรือเปล่าก็มักจะใช้ว่า P/E ต่ำ, P/BV ต่ำ, PEG ต่ำกว่า 1, Dividend yield สูงหรืออื่นๆ

    ทีนี้ที่บางทีเราได้ยินคนพูดถึงหุ้น Growth กับหุ้น Value ในข่าวหรืออ่านเจอในบทความ  เป็นเพราะว่า 2 อันนี้มันเป็นอันที่ได้รับความนิยมมากสุด  และในช่วงที่ผ่านมาเค้าคุยกันเรื่องว่าหุ้น Value จะกลับมาชนะหุ้น Growth มั้ย  หรือว่าจะหมดยุคของหุ้น Value แล้ว

    อดีตที่ผ่านมาคือถ้านับช่วงยาวมากๆหลายปี  โดยรวมแล้วหุ้น Value ชนะหุ้น Growth อยู่  แต่ถ้านับช่วง 5 ปีที่ผ่านมาหุ้น Growth ชนะมาตลอด  ก็เลยเป็นอะไรที่คนพูดถึงกันมาตั้งแต่ก่อนโควิดแล้วว่าหุ้น Value จะกลับมาชนะมั้ยหรือว่าโลกมันเปลี่ยนไปแล้ว  กับช่วงที่ผ่านมาตอนตลาดตกจากโควิด  หุ้นที่ฟื้นก่อนก็เป็นหุ้น Growth โดยเฉพาะพวกหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่คนมองว่าได้ประโยชน์หรืออย่างน้อยไม่ได้รับผลกระทบจากโรคระบาดเท่าไหร่  แต่หลังจากนั้นช่วง Q4 หุ้นกลุ่ม Value ก็เริ่มฟื้นบ้างตอนที่มีข่าววัคซีน  ตอนนี้ที่คนเค้าคุยกันก็เลยจะเป็นประมาณว่าหุ้น Value น่าจะผลตอบแทนดีกว่า (outperform) ตามเศรษฐกิจที่จะฟื้นตัวกลับขึ้นมา

    ประมาณนี้แหละครับที่เค้าคุยกันน่ะ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • ทำไมราคาหุ้นแต่ละบริษัทต่างกันเยอะ ทั้งที่บางบริษัทธุรกิจคล้ายกันมาก ?

    ทำไมราคาหุ้นแต่ละบริษัทต่างกันเยอะ ทั้งที่บางบริษัทธุรกิจคล้ายกันมาก ?

    คำถามนี้เข้าใจไม่ยาก  ผมอธิบายให้เห็นภาพด้วยตัวอย่างง่ายๆครับ

    สมมติมี 2 บริษัท A กับ B  ที่เหมือนกันเป๊ะเลย  ขายของเหมือนกันกำไรเท่ากันทุกอย่าง  มูลค่าของทั้งบริษัทสำหรับ A และ B ก็ควรเท่ากันถูกมะ  เพราะเหมือนกันเป๊ะนี่

    ในกรณีนี้สมมติว่ามูลค่าทั้งบริษัทของ A = B = 100 บาทละกัน

    สมมติบริษัท A ตัดสินใจออกหุ้นนะ  เค้าแบ่งบริษัทออกเป็นทั้งหมด 10 หุ้น  แต่ละหุ้นก็ควรจะราคา 10 บาทถูกมะ  เพราะ 1 หัุ้นเท่ากับเป็นความเป็นเจ้าของ 10% ของบริษัท (1 หุ้นจากทั้งหมด 10)

    ส่วนบริษัท B ออกหุ้นเหมือนกัน  เค้าแบ่งบริษัทออกเป็นทั้งหมด 100 หุ้น  แต่ละหุ้นก็ควรจะราคา 1 บาทถูกมะ  เพราะ 1 หัุ้นเท่ากับเป็นความเป็นเจ้าของ 1% ของบริษัท (1 หุ้นจากทั้งหมด 100)

    ก็แค่เนี้ยครับ  ราคาหุ้นต่างกันละไง  ขนาดว่าบริษัท A กับ B นี่เหมือนกันเป๊ะเลยนะ  ดังนั้นราคาหุ้นในตลาดจริงต่อให้ธุรกิจคล้ายๆกันก็ไม่จำเป็นต้องราคาเท่ากันเพราะ

    1. บริษัทคล้ายแค่ไหนแต่ในรายละเอียดจริงๆก็ทำกำไรหรือสถานะทางการเงินต่างกัน
    2. จำนวนหุ้นที่ออกไม่เท่ากัน

    นั่นคือเหตุผลที่เวลาคนดูว่าหุ้นแพงหรือเปล่า  เค้าก็จะไม่พูดถึงราคาหุ้นอย่างเดียว  เค้าจะดูราคาเทียบกับอะไรซักอย่าง  เช่นเทียบกับกำไรต่อหุ้น (P/E) หรือเทียบกับส่วนของผู้ถือหุ้นต่อหุ้น P/BV เพราะราคาเดี่ยวๆมันไม่ได้สื่ออะไรเท่าไหร่น่ะครับ

    ดังนั้นถ้าคุณเจอคนที่เค้าบอกรู้สึกว่าหุ้นบริษัทที่ราคาหลักร้อยแพง  หุ้นที่ราคาไม่ถึงบาทนี่ถูก  เพราะด้วยเงินเท่ากันซื้อได้จำนวนหุ้นเยอะกว่า  คุณต้องรีบอธิบายให้เค้าฟังเลยว่าเค้ากำลังเข้าใจผิดอยู่  หุ้นราคาหลักร้อยแค่ราคาสูงแต่ไม่ได้แปลว่าแพง  และหุ้นที่ราคาไม่ถึงบาทนี่ก็แค่ราคาต่ำไม่ได้แปลว่ามันถูก  จุดสำคัญมันอยู่ที่ว่าหุ้นหนึ่งหุ้นนั้นมันเท่ากับเราเป็นเจ้าของอะไรมากกว่าโอเคนะ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • หุ้นไทยฟื้นมาเยอะแล้ว เราจะหาหุ้นถูกได้อยู่มั้ย ?

    หุ้นไทยฟื้นมาเยอะแล้ว เราจะหาหุ้นถูกได้อยู่มั้ย ?

    อันนี้ก็เป็นคำถามที่มีคนถามผมหลายทีละ  ล่าสุดที่ดูคือ SET index อยู่แถว 1,340 จุดซึ่งเทียบกับก่อนจะตกรุนแรงจากโรคระบาดที่แถว 1,500 กว่า  โดยรวมก็ยังถูกกว่าช่วงต้นปีอยู่นะ  แสดงว่าราคาหุ้นโดยรวมก็ยังไม่ได้ฟื้นแบบสมบูรณ์  ดังนั้นถ้าพูดถึงโอกาสโดยรวมแบบไม่เดาทิศทางระยะสั้น  ถ้าเราเชื่อว่าสุดท้ายโรคระบาดจะจบและสถานการณ์จะกลับสู่ปกติก็ต้องบอกว่ายังโอกาสให้ซื้อได้อยู่นะ  ที่แน่ๆซื้อตอนนี้ก็ยังดีกว่าซื้อตอนต้นปี  แต่ทีนี้วีดิโอนี้เรามาลองดูไล่หุ้นรายกลุ่มอุตสาหกรรมกันว่า sector ไหนดูฟื้นตัวน้อยสุดครับ

    ก่อนอื่นเพื่อเป็น benchmark เราจะวัด index ช่วงก่อนวิกฤติเป็นวันที่ 14 กุมภาพันธ์ละกันเพราะมันประมาณกลางเดือนพอดี  SET index ก่อนวิกฤติจะเป็น 1,526.30  และปัจจุบันตอนที่ผมดูอยู่ (เช้าของวันที่ 1 กรกฎาคม) index อยู่ที่ 1,346.69  ก็คือ -11.77% จากก่อนวิกฤติ

    ทีนี้มาดู index ไล่ไปทีละอุตสาหกรรม  เริ่มจากอันแรก SET Agro (agriculture, food)  ก่อนวิกฤติอยู่ที่ 435.02  ตอนนี้อยู่ 423.55  ก็คือ -2.64% เทียบกับก่อนวิกฤติ  นี่แสดงว่าหุ้นกลุ่มนี้ฟื้นกลับมาเยอะกว่าหุ้นกลุ่มอื่นโดยเฉลี่ย

    SET Consump (fashion, home, personal) ก่อนวิกฤติอยู่ที่ 92.61  ตอนนี้อยู่ 82.85  คิดเป็น -10.54% เทียบกับก่อนวิกฤติ  แสดงว่าหุ้นกลุ่มนี้ฟื้นกลับมาเยอะกว่าหุ้นกลุ่มอื่นโดยเฉลี่ย

    SET Fincial (bank, finance, insurance) ก่อนวิกฤติอยู่ที่ 167.89  ตอนนี้อยู่ 124.50  คิดเป็น -25.84% เทียบกับก่อนวิกฤติ  แสดงว่าหุ้นกลุ่มนี้ยังไม่ค่อยฟื้นเทียบกับหุ้นกลุ่มอื่นโดยเฉลี่ย

    SET Indus (auto, material, machinery, paper, petrochemical, packaging, steel) ก่อนวิกฤติอยู่ที่ 92.56  ตอนนี้อยู่ 87.33  คิดเป็น -5.65% เทียบกับก่อนวิกฤติ  ดูเหมือนหุ้นกลุ่มนี้ก็ฟื้นมาเยอะแล้วเทียบกับหุ้นกลุ่มอื่นโดยเฉลี่ย

    SET Propcon (material, developer, PF&REIT, construction) ก่อนวิกฤติอยู่ที่ 119.68  ตอนนี้อยู่ 103.35  คิดเป็น -13.64% เทียบกับก่อนวิกฤติ  หุ้นกลุ่มนี้ก็ฟื้นมาน้อยกว่าเทียบกับหุ้นกลุ่มอื่นโดยเฉลี่ย

    SET Resourc (energy, utilities, mining) ก่อนวิกฤติอยู่ที่ 213.01  ตอนนี้อยู่ 191.68  คิดเป็น -10.01% เทียบกับก่อนวิกฤติ  หุ้นกลุ่มนี้ฟื้นมาเยอะกว่าเทียบกับหุ้นกลุ่มอื่นโดยเฉลี่ย

    SET Service (commerce, health, media, tourism, transport) ก่อนวิกฤติอยู่ที่ 479.18  ตอนนี้อยู่ 439.48  คิดเป็น -8.28% เทียบกับก่อนวิกฤติ  หุ้นกลุ่มนี้ทั้งที่มีการท่องเที่ยวก็ฟื้นมาเยอะกว่าเทียบกับหุ้นกลุ่มอื่นโดยเฉลี่ย

    SET Tech (electronics, ICT) ก่อนวิกฤติอยู่ที่ 158.37  ตอนนี้อยู่ 145.44  คิดเป็น -8.16% เทียบกับก่อนวิกฤติ  หุ้นกลุ่มนี้ก็ฟื้นมาเยอะกว่าเทียบกับหุ้นกลุ่มอื่นโดยเฉลี่ย

    สรุปคือถ้าดูแบบนี้จะเห็นว่าหุ้นกลุ่มที่ดูน่าสนใจเป็นพิเศษก็คือกลุ่ม financial กับ property&construction  เพราะฟื้นตัวน้อยกว่าเทียบกับกลุ่มอื่น  ส่วนพวกที่น่าสนใจน้อยสุดคือ agriculture&food กับ industrial

    Agro -2.64%
    Indus -5.65%
    Tech -8.16%
    Service -8.28%
    Resourc -10.01%
    Consump -10.54%
    All -11.77%
    Propcon -13.64%
    Fincial -25.84%

    แต่แน่นอนว่าเราก็ควรจะต้องไปดูว่าหุ้นในกลุ่มพวกนี้มีอะไรบ้างแล้วค่อยเลือกที่น่าสนใจอีกที  เราสามารถเข้าไปดูได้ในเวป SET ครับ  https://marketdata.set.or.th/mkt/sectorialindices.do?language=th&country=TH

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/courses