Tag: เรียนรู้จากความผิดพลาด

  • เล่าประสบการณ์ลงทุนพลาด ขาดทุนเป็นแสน เป็นล้าน (ภาค 2)

    เล่าประสบการณ์ลงทุนพลาด ขาดทุนเป็นแสน เป็นล้าน (ภาค 2)

    บทความนี้ผมเล่าเคสที่เคยตัดสินใจลงทุนพลาดแบบเยอะๆและสิ่งที่ผมเรียนรู้จากเหตุการณ์เหล่านั้นให้ฟังครับ

    4. Invesco

    บริษัทนี้ทำธุรกิจบริหารจัดการกองทุนครับ  มีทั้งกองทุนที่เป็น Active และกองทุนที่เป็น Passive  Invesco ตอนที่ผมซื้อก็เป็นผู้ออก ETF ที่ใหญ่อันดับที่ 4 ในอเมริกาด้วย  ซื้อช่วงปลายปี 2018 ที่ราคา 22 USD ด้วยเงินจำนวน 2,000,000 บาท

    ตอนนั้นที่ซื้อจำได้ว่าเป็นเหตุการณ์หุ้นตกปลายปี 2018 เพราะเรื่อง trade war  ธุรกิจประเภทเดียวกับ Invesco ก็ตกหมดนะ  บริษัทผู้ออก ETF ที่ใหญ่สุดในอเมริกาเรียงจากใหญ่สุดก็จะมี Blackrock, Vanguard, State Street แล้วก็ Invesco  ซึ่งนอกจาก Vanguard แล้วทุกอันมีหุ้นหมดและก็ตกกันหมด  สาเหตุที่ตัดสินใจเลือกซื้อ Invesco เป็นเพราะราคามันถูกสุด  คือจริงๆก็รู้แหละว่า Invesco สู้คู่แข่งไม่ได้  ใน ETF ด้วยกันก็แพ้ Blackrock กับ State Street ห่างกันเยอะ  อยู่ที่ 4 ก็จริงแต่ทรัพย์สินที่อยู่ภายใต้การบริหารนี่ขนาดคนละเรื่อง  ในฝั่งกองทุน Active ก็ผลตอบแทนสู้พวก T. Rowe Price ไม่ได้เลย  เป็นบริษัทระดับรองอย่างชัดเจน  แต่ซื้อเพราะคิดว่า trade war มันปัญหาชั่วคราวบวกกับดูราคามันถูกมาก

    สิ่งที่เกิดขึ้นคือหุ้นโดยรวมมันก็ฟื้นจากเรื่อง trade war ตามคาด  แต่ทีนี้ Invesco ดันแพ้  Blackrock กับพวกตัวใหญ่ๆด้วยความที่เค้ามีทรัพย์สินภายใต้การบริหารเยอะกว่ามากก็สามารถที่จะลดราคาค่าธรรมเนียมบีบให้แคบลงได้  ก็ยิ่งกินส่วนแบ่งการตลาด ETF ที่เป็น Passive มากขึ้นไปอีก  ในขณะที่ Invesco ต้องพึ่งพาการซื้อกิจการเพื่อที่จะโต  ส่วนฝั่ง Active ก็แพ้พวก T. Rowe Price หรือไม่ก็เสียลูกค้าเพราะกระแสของการลงทุนแบบ Passive กำลังได้รับความนิยม  สุดท้ายตอนปลายปี 2019 ผมก็ยอมรับความผิดพลาดและขายหุ้นไปแถว 17.5 USD  ขาดทุนไปประมาณ -20% ได้

    เหตุการณ์นี้เป็นหนึ่งในครั้งที่สอนให้รู้ว่าควรเลือกหุ้นที่เข้มแข็งดีกว่าหุ้นงั้นๆ  ถึงแม้ว่าหุ้นงั้นๆราคาจะตกเยอะกว่าก็ตาม  แต่ในระยะยาวแล้วหุ้นงั้นๆเสี่ยงกว่าและต่อให้ฟื้นขึ้นมาโอกาสเติบโตในอนาคตก็น้อยกว่า

    5. Dignity

    อันนี้ก็เป็นอีกเคสที่ขาดทุนไปเยอะ  Dignity นี่ทำธุรกิจจัดงานศพและทำที่เผาศพในอังกฤษครับ  ผมมีซื้อสามครั้ง  รวมเป็นเงิน 2,500,000 บาท  ที่ราคาเฉลี่ย 10.4 GBP

    เรื่องของเรื่องคือบริษัทนี้สิ่งที่ผมชอบคือรู้สึกว่าลักษณะธุรกิจมันคงที่ดีผลประกอบการสม่ำเสมอ  โมเดลของบริษัทนี้เค้าเน้นขายงานศพแบบ full service คือเต็มรูปแบบตามประเพณีดั้งเดิมซึ่งค่อนข้างแพง  และก็ใช้การซื้อกิจการบริษัทจัดงานศพท้องถิ่นตามเมืองต่างๆซึ่งหลายครั้งก็เป็นเจ้าเดียวในเมืองพวกนั้น  ส่วนแบ่งการตลาดของเค้าอยู่ประมาณ 11-12% นะ  แถมอนาคตเราก็รู้ว่าเป็น aging society ใช่มะ  เลยซื้อไปครั้งแรกก่อน 1,000,000 บาทที่ 16 GBP ตอนปลายปี 2017

    หลังจากนั้นปรากฎว่าปีต่อมาบริษัทเปลี่ยนกลยุทธ์การทำธุรกิจ  เค้าบอกว่าเดี๋ยวนี้คนที่ขายจัดงานศพขายผ่านออนไลน์และผู้บริโภคเองก็หาผ่านออนไลน์มากขึ้น  ทำให้สภาพการแข่งขันที่ผูกขาดในบางพื้นที่แต่เดิมผูกขาดได้น้อยลงเรื่อยๆ  ผู้บริหารเห็นเทรนด์การเปลี่ยนแปลงก็เลยตัดสินใจลดราคามาแข่ง  ทำตลาดจัดงานศพแบบราคาถูกเยอะขึ้น  มีการเปลี่ยนแปลงจากที่มีแบรนด์ย่อยกระจายก็เปลี่ยนมาเป็นทำสองยี่ห้อคือ Dignity กับ Simplicity  ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้ก็ทำให้กระทบกับกำไรของบริษัทลดไปเกือบครึ่งในปี 2018  ราคาหุ้นก็ตก  ผมก็มีการซื้อเพิ่มไปอีกที่ 9 GBP อีก 1,000,000 บาทและ 7.5 GBP อีก 500,000 บาท  ต่อมาในปี 2019 บริษัทก็ยอดขายสูงขึ้นนะแต่ด้วยความที่อัตราส่วนกำไรสุทธิมันน้อยลงไปเยอะมากกำไรก็เหลือแค่ 60% เทียบกับเมื่อปี 2017  ผมก็มาได้สติตอนปลายปี 2019 ว่าสภาพการแข่งขันมันไม่เหมือนเดิมแล้วและไม่มีอะไรบอกได้ว่า Dignity จะชนะคู่แข่งในอนาคตหรือว่าการเปลี่ยนแปลงนโยบายที่ทำจะได้ผล  มันไม่ใช่ปัญหาชั่วคราวซะละ  เลยตัดสินใจขายหุ้นทั้งหมดไปที่ราคา 5.6 GBP  ขาดทุนไป -46.15% หรือคิดเป็นเงินคือ 1.15 ล้านบาทได้

    เหตุการณ์นี้สิ่งที่พลาดจริงๆเลยคือที่มาซื้อเพิ่มตอนหลังนี่แหละ  ตอนซื้อครั้งแรกมันช่วยไม่ได้เพราะผมไม่มีทางรู้ว่าบริษัทจะเปลี่ยนกลยุทธ์  ยอมขาดทุนไปก็จบ  แต่นี่คือรู้สึกมีความลำเอียงชอบบริษัทนี้โดยไม่มีเหตุผลบวกกับไม่อยากยอมรับว่าพลาด  ทั้งที่มันก็ชัดอยู่แล้วว่านี่มันไม่ใช่สถานการณ์ที่เราจะเดาอนาคตได้อย่างมั่นใจ  อารมณ์คล้ายๆกับตอน NBC เลยครับ

    6. Lookers

    เคสนี้คือล่าสุดและเป็นเคสที่ความเสียหายรุนแรงสุดละ  บริษัทนี้เป็นดีลเลอร์รถยนต์เจ้าใหญ่ในอังกฤษ  ถ้าจำไม่ผิดน่าจะอันดับ 3 รองจาก Pendragon กับ Inchcape  หุ้นนี้ผมซื้อสะสมหลายครั้งเริ่มตั้งแต่ช่วงครึ่งปีหลังของ 2017  โดยรวมสุดท้ายซื้อไปด้วยเงินต้นประมาณ 4,000,000 บาท  ที่ราคาเฉลี่ย 0.8 GBP

    หลักๆที่ซื้อเลยคือหนึ่งมันก็เป็นผู้เล่นเจ้าใหญ่ในเรื่องค้าปลีกรถยนต์ทั้งรถใหม่และมือสองในอังกฤษ  โดยรวมถามว่าเป็นบริษัทที่เข้มแข็งอะไรมากมั้ยก็เปล่า  ผลประกอบการในช่วงนั้นก็ทำได้ดีจากการที่อุตสาหกรรมโดยรวมเติบโต  แต่ทีนี้ราคาหุ้นมันตกด้วยความกังวลเรื่อง Brexit ว่ามันจะทำให้ยอดขายรถใหม่ตกหรือเปล่า  ซึ่งในภายหลังปีต่อๆมามันก็ตกจริงนะ  แต่ผมมองว่าผลของ Brexit ยังไงมันก็ชั่วคราวคนก็ต้องมีช่วงที่กลับมาซื้อรถใหม่  และในเวลานั้นรู้สึกว่ามันราคาถูกมาก  ผมก็เลยเริ่มซื้อในช่วงนั้น  โดยไอเดียคือไม่ได้ตั้งใจจะถือหุ้นไปยาว  กะแค่ว่าไว้ตลาดรถกลับมาปกติก็ว่าจะขายแหละ

    หลังจากนั้นมาหุ้นก็ตกเยอะไปอีกจาก COVID-19  พวกโชว์รูมรถยนต์โดนให้ปิดหมด  ดังนั้นผลประกอบการมันจะแย่ก็ไม่แปลก  ราคาที่ตกไปถึง 0.11 GBP ผมก็ไม่ได้กังวลอะไรมาก  ตอนนั้นรู้สึกเสียดายนิดหน่อยด้วยว่าถ้ารู้ว่าจะมีโรคระบาดก็คงรอมาซื้อตอนนี้ดีกว่า

    แต่ที่ทำให้ช็อคคือ  ปรากฎว่ากรรมการบริษัทมีการแจ้งว่าบริษัทออกงบการเงินตัวเลขรายได้สูงเกินจริง  สุดท้ายบริษัทไม่สามารถแก้ไขส่งงบได้ภายในเวลาที่กำหนดและหุ้นถูกหยุดการซื้อขาย  มึนไปเลย  ไม่อยากเชื่อว่าบริษัทที่ทำธุรกิจมาเกิน 100 ปีและที่ผ่านมาก็ทำได้ดียังจะอุตส่าห์ต้องโกหกตัวเลขรายได้อีก  ลงทุนมาตั้งแต่ปี 2007 นี่เคยเจอเคสแบบนี้ครั้งนี้ครั้งแรกเลย  กรณีแบบโกหกแบบนี้รู้ปุ๊บคือยังไงก็ต้องขายทิ้งทันที  ขายไปที่ราคา 0.2 GBP ตอนปลายเดือนมิถุนายน 2020 นี่เอง  คิดเป็นขาดทุน -75%  ขนาดความเสียหาย 3,000,000 บาท

    เรื่องนี้ก็สอนผมอยู่สองอย่าง  หนึ่งเลยคือไอประเภทซื้อหุ้นบริษัทที่ไม่ได้มีอำนาจอะไรแต่ซื้อเพราะราคาถูกอย่างเดียวนี่ไม่เอาละ  ก่อนหน้านี้ Invesco ก็โดนไปที  สองคือยังไงเราก็พลาดกันได้  ต้องมีการกันไม่ให้ถือหุ้นบริษัทใดบริษัทหนึ่งเยอะกว่าหุ้นอื่นมากๆ  เพราะถ้าพลาดขึ้นมาความเสียหายมันถ่วงครั้งที่ไม่พลาดหลายครั้งหายหมด

    สรุปบทเรียนทั้งหมดที่เรียนรู้อีกรอบคือ

    1. อย่าลงทุนในบริษัทที่ไม่มีอำนาจบังคับผู้บริโภค
    2. อย่าลงทุนในบริษัทที่เราไม่เห็นภาพว่าทำไมมันถึงดี  ต่อให้ที่ผ่านมาดูทำได้ดีมากก็ตาม
    3. ไม่เอาละประเภทบริษัทงั้นๆที่ราคาตกเยอะ  สู้ซื้อบริษัทดีราคาตกนิดหน่อยไม่ได้
    4. ยังไงความผิดพลาดก็เกิดขึ้นได้  ต้องมีมาตรการบางอย่างจำกัดไม่ให้ถือหุ้นใดหุ้นหนึ่งเยอะเกินไป

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/courses

  • เล่าประสบการณ์ลงทุนพลาด ขาดทุนเป็นแสน เป็นล้าน (ภาค 1)

    เล่าประสบการณ์ลงทุนพลาด ขาดทุนเป็นแสน เป็นล้าน (ภาค 1)

    บทความนี้ผมเล่าเคสที่เคยตัดสินใจลงทุนพลาดแบบเยอะๆและสิ่งที่ผมเรียนรู้จากเหตุการณ์เหล่านั้นให้ฟังครับ

    1. NBC

    อันแรกที่นึกออกเลยคือ Nation Broadcasting (NBC) หุ้นช่องข่าวเนชั่น  จำได้ว่าซื้อตอนช่วงที่เค้ากำลังจะมีการประมูลทีวีดิจิตัลเลยครับ  ในตอนนั้นจำได้ว่าซื้อด้วยเงินเยอะอยู่เทียบกับที่มีตอนนั้นประมาณ 3-4 แสนบาทได้  แต่จำราคาที่ซื้อไม่ได้มันนานมาละ

    สาเหตุที่ซื้อคือ  หนึ่งเลยเช็คดูผลประกอบการก็ดูโอเคอยู่  แล้วในเวลานั้นก็มีลองฟังข่าวช่องเนชั่นดูก็มีความรู้สึกว่าเค้าก็ทำดีนะ  แต่ช่องทีวีเนี่ยยังไงมันก็เสียเปรียบฟรีทีวีอย่างช่อง 3, 5, 7, 9 พวกนี้  ทีนี้พอได้ข่าวว่าจะมีการประมูลทีวีดิจิตัลผมก็คิดว่ามันก็จะแข่งเท่าเทียมกันแล้วไง  ถ้าก่อนหน้านี้ตอนเสียเปรียบฟรีทีวียังทำได้ดีใช้ได้แล้วถ้าอยู่ในสภาพที่แข่งเท่าเทียมกันแล้วก็ยิ่งน่าจะทำได้ดีขึ้นนะ  ด้วยความเชื่อประมาณนี้ก็เลยซื้อ

    แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือหลังจากประมูลช่องมาแล้ว  บริษัทขาดทุน  และแน่นอนเงินลงทุนก็ขาดทุนไปด้วย  จำไม่ได้ว่าถือไว้นานแค่ไหนแต่น่าจะซัก 2 ปีได้กว่าจะตัดสินใจขายไป  ตอนขายนี่ก็ขาดทุนไป -30% กว่าๆได้  นับเป็นจำนวนเงินก็เป็นแสน  ค่อนข้างเซ็ง

    สิ่งที่ผมพลาดคือลืมคิดไปว่าการประมูลทีวีดิจิตัลมันเปลี่ยนแปลงสภาพการแข่งขัน  มีช่องใหม่โผล่มาเต็ม  ต่อให้ไม่นับเรื่องที่เม็ดเงินโฆษณาจะเริ่มเบนความสนใจไปพวกสื่อ online อื่น  ยังไงมันก็มีคู่แข่งโผล่มาเยอะมาก  คิดโดยภาพรวมแบบนี้ก็น่าจะรู้ว่ามันจะดีได้ยังไง  ยอมรับว่าพลาดแบบงี่เง่ามากครับเคสนี้  หลังจากนั้นมาผมก็จำเป็นบทเรียนตลอดว่าจะไม่ซื้อหุ้นประเภทที่กำลังจะมีการเปลี่ยนแปลงใหญ่ในอุตสาหกรรมอีก  โดยเฉพาะพวกการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้มีคู่แข่งโผล่มามากขึ้นนี่ต้องเลี่ยงเลย

    2. PTTEP

    อีกอันนึงที่จำได้สมัยนู้นเลยคือ PTTEP ทำธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม  สินค้าหลักเค้าจะเป็นก๊าซธรรมชาติ  จำได้ว่าซื้อประมาณปี 2013-2014 ช่วงที่ราคาน้ำมันดิบอยู่แถว $100/barrel  ราคาหุ้นตอนนั้นคุ้นๆว่าซื้อมาน่าจะซักแถว 140-150 บาทมั้งนะ  จำนวนเงินที่ซื้อจำไม่ได้อีกเช่นกันแต่หลายแสนแน่นอน

    สาเหตุที่ซื้อคือ  หนึ่งเลยมาจากความเชื่อว่าน้ำมันและพวกปิโตรเลียมมันเป็นทรัพยากรที่จะหมดโลกนะ  ไม่ได้มีความรู้อะไรด้านนี้แค่ว่าตอนเด็กๆได้ยินคนพูดกันแบบนี้จริงๆ  น้ำมันจะหมดโลกต้องประหยัดอะไรประมาณนี้  ดังนั้นราคาน้ำมันก็น่าจะแพงขึ้นเรื่อยๆสิถ้ามันมีน้อยลงเรื่อยๆ  แล้วช่วงนั้นราคาน้ำมันดิบก็แพงขึ้นต่อเนื่องจริงๆนะก็เลยยิ่งสบายใจเข้าไปใหญ่  และอย่างที่สองคือรู้สึกว่า PTTEP กับ PTT เป็นพวกเดียวกันก็เลยรู้สึกสบายใจ

    ปรากฎว่าซื้อไปซักพักโลกก็มีเทคโนโลยีการขุด Shale oil ทำให้สหรัฐอเมริกาผลิตปิโตรเลียมได้เยอะขึ้น  พอมี supply เยอะขึ้นพวกน้ำมันดิบและปิโตรเลียมก็ราคาตก  และ PTTEP ซึ่งสุดท้ายก็ขายของได้ตามราคาตลาดก็กำไรหดลง  เอาจริงๆมาถึงตอนนี้ 2020 บริษัท PTTEP รายได้และกำไรก็ยังไม่เคยกลับไปดีเท่าตอนปี 2013 อีกเลย  แล้วคุณคิดว่าเงินลงทุนจะเหลือรึ  หุ้นที่ซื้อมาก็ตกแน่นอน  จำได้ว่าขาดทุนไป -50% ได้  ขาดทุนไปเท่าไหร่จำไม่ได้แต่เป็นหลายแสนชัวร์

    หลังจากนั้นมาก็ได้บทเรียนเลยว่าจะไม่ซื้อบริษัทประเภทที่ไม่มีอำนาจแบบนี้อีก  ราคาขายก็คุมอะไรไม่ได้ต้องตามราคาตลาดโลก  ต้นทุนก็คุมอะไรไม่ได้เพราะสัมปทาน, เครื่องจักร, แท่นนู่นนี่ก็ลงทุนไปแล้ว  คือเรียกว่าคุมอะไรแทบไม่ได้  ถ้ากำไรดีก็คือโชคดีขาดทุนก็คือโชคร้าย  และที่สำคัญคือพวกความเชื่อว่าอะไรซักอย่างนึงจะราคาสูงขึ้นไปเรื่อยๆนี่ไม่ใช่ละ  ไม่ว่าจะเป็นทอง, เพชร, ที่ดิน, ฯลฯ  ผมมีไปเช็คผลประกอบการหุ้นเหมืองที่ทำทองชื่อ Barrick Gold กับเพชรชื่อ Dominion Diamond ด้วยนะว่าผลประกอบการเป็นไง  ผลคือห่วยครับเอาจริงๆ

    3. Hugo Boss กับ Salvatore Ferragamo

    อันนี้เป็นหุ้นที่ซื้อช่วงที่เริ่มลองว่าวิธีการลงทุนแบบ Opportunistic VI มันจะใช้ได้มั้ยในต่างประเทศก็เลยมีการบันทึกชัดเจน  ตอนนั้นสิ่งที่อยากลองซื้อดูก็คือบริษัทพวกที่เป็น fashion เพราะรู้สึกว่าพวกนี้มันขายของได้แพงผิดปกติก็ยังมีคนยินดีซื้อ  ช่วงนั้นปี 2015 จำได้ว่าดู Hermes International กับ LVMH ราคาหุ้นมันไม่ตก  แต่มีหุ้น Hugo Boss, Salvatore Ferragamo กับ Prada ที่ราคาตก  ตัดสินใจซื้อ Hugo Boss มา 77.7 Euro กับ Salvatore Ferragamo ที่ 22.22 Euro  ด้วยเงิน 700,000 บาทเท่าๆกัน

    ผมส่วนตัวไม่รู้เรื่องอะไรกับแฟชั่นเลยและไม่เคยสนใจอะไรแฟชั่นทั้งสิ้น  เคยเดินไปสำรวจร้านที่ Siam Paragon ก็ไม่ค่อยเห็นคนหรืออะไรนะ  สาเหตุที่ซื้อก็อย่างที่บอกว่าเห็นคนมันบ้าสินค้าพวกนี้  และที่เลือก Hugo Boss นี่ก็มาจากการที่อ่านมาแล้วคนพูดถึงว่าเป็นสูทผู้ชายที่ดัง, ราคาสินค้าก็แพงด้วยนะ  บวกกับงบการเงินย้อนหลังเค้าก็ทำได้ดี (ช่วงหลังผ่านวิกฤติเศรษฐกิจมาก็ดูดีหมดนะ)  ส่วน Salvatore Ferragamo เช่นกันคือสินค้าแพง, ถามรุ่นน้องผู้หญิงแล้วเค้ารู้จัก  มีคนนึงที่บอกป้าเค้ามีรองเท้ายี่ห้อนี้ 50 คู่  และงบการเงินย้อนหลังก็ทำได้ดีเช่นกัน  ในใจตอนนั้นก็คิดว่า “เอาวะ  ถึงเราไม่ชอบและไม่รู้เรื่องแยกอะไรไม่ออกเลย  ขอให้คนอื่นมันบ้าซื้อต่อไปก็ใช้ได้”

    ปัญหาคือหลังจากซื้อไปทั้งสองบริษัทผลประกอบการดูไม่ได้ดีอย่างที่คาด  Hugo Boss นี่แย่ลงเลย  ส่วน Salvatore Ferragamo ก็ดูยอดขายไม่ได้เติบโต  และผมไม่รู้ที่มาที่ไปเลยว่ามันเกิดอะไรขึ้น  อย่าง NBC หรือ PTTEP ผมยังพอเข้าใจที่มาที่ไปได้ว่าเกิดอะไรขึ้นทำให้ผลประกอบการแย่ลง  แต่กับหุ้นสองบริษัทนี้คือตั้งแต่ตอนที่ซื้อมาก็ไม่รู้ว่าทำไมมันขายได้หรือทำไมคนถึงยินดีจ่ายแพงกับสองยี่ห้อนี้แต่แรก  พอผลประกอบการแย่ลงผมก็รู้แค่ว่ามันขายได้แย่ลงแค่นั้น  ไม่รู้ว่าทำไมคนถึงไม่ซื้อแล้วล่ะ  คนไม่นิยมสองยี่ห้อนี้แล้วเหรอ  หรือมันเป็นเรื่องปกติมั้ย  เราควรคาดหวังอะไรต่อกับอนาคต  ผม no idea มาก  สุดท้ายด้วยความโชคดีผมตัดสินใจขาย Salvatore Ferragamo ตอนต้นปี 2017 ได้กำไรประมาณ 23%  ส่วน Hugo Boss ขายไปกลางปี 2018 เท่าทุน

    กรณีนี้ถึงจะไม่ได้ขาดทุนอะไร  แต่จริงๆแล้วคือแค่โชคดีเฉยๆเพราะสุดท้ายแล้วผลประกอบการหลายปีผ่านไปของทั้ง Hugo Boss และ Salvatore Ferragamo แย่ลงเยอะทั้งคู่  ถ้าไม่ได้ว่าโชคดีขายไปช่วงก่อนโควิดราคาก็สอดคล้องกับผลประกอบการ  ของ Hugo Boss อยู่แถว 43 Euro ส่วน Salvatore Ferragamo อยู่ 16 Euro  หลังจากนั้นมาเลยเป็นบทเรียนว่าอย่าไปซี้ซั้วซื้อบริษัทที่เราไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับมันมากเกินไป  โดยเฉพาะถึงขั้นอธิบายที่มาของกำไรมันไม่ได้และไม่รู้เลยว่าอะไรเป็นปัจจัยให้มันขายดีไม่ดีนี่ไม่เอาละ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/courses