Tag: เศรษฐกิจ

  • ที่เค้าพูดกันเรื่องเงินเฟ้อ กับ Bond Yield สูงขึ้นนั่นมันคืออะไร ?

    ที่เค้าพูดกันเรื่องเงินเฟ้อ กับ Bond Yield สูงขึ้นนั่นมันคืออะไร ?

    ช่วงที่ผ่านมามีคนพูดถึงข่าวเรื่องเงินเฟ้อกับอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรที่สูงขึ้นในอเมริกา  แล้วก็ด้วยเหตุผลอะไรซักอย่างจะมีผลทำให้หุ้นตก  เลยมีคนอยากให้อธิบายเรื่องนี้ว่ามันเกี่ยวกันยังไง

    ก่อนจะตอบคำถามต้องบอกก่อนว่าผมก็ไม่ใช่ว่าเข้าใจทุกอย่าง  ผมอาจจะอธิบายจากมุมเศรษฐศาสตร์ได้บ้างเพราะเรียนมา  แต่บางเรื่องอย่างอารมณ์ตลาดหรือจิตวิทยานี่ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน

    เราเริ่มจากตัวเงินเฟ้อก่อน  เงินเฟ้อนี่หลักๆก็คือของโดยภาพรวมราคาแพงขึ้นเท่านั้นเอง  ซึ่งโดยปกติแล้วของมันจะแพงขึ้นมันก็มาได้จากสองแบบหลักๆคือ

    1. คนมีความต้องการเยอะขึ้น
    2. ต้นทุนการผลิตแพงขึ้น

    ส่วนเรื่อง bond yield อัตราผลตอบแทนพันธบัตร  มันก็คืออัตราส่วนระหว่างดอกเบี้ยที่คงที่ซึ่งกำหนดไว้แต่แรกเทียบกับราคาของพันธบัตรใช่มะ  และในเมื่อตัวดอกเบี้ยนั่นไม่เปลี่ยนเพราะกำหนดไว้แต่แรกแล้ว  อัตราผลตอบแทนพันธบัตรมันก็เลยขึ้นกับราคาของพันธบัตรเป็นหลัก  ถ้าราคาพันธบัตรแพงขึ้นก็แปลว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรก็จะต่ำลง  ถ้าราคาพันธบัตรต่ำลงก็แปลว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรก็จะสูงขึ้น

    ทีนี้อย่างกรณีของอเมริกาที่บอกเงินเฟ้อสูงขึ้น  มันก็น่าจะตรงไปตรงมาคือมาจากการที่คนมีความต้องการเยอะขึ้น  เพราะผลของการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งจากนโยบายการเงินและนโยบายการคลัง

    พอเงินเฟ้อสูง  มันก็ไปทำให้พันธบัตรไม่น่าลงทุนเท่าไหร่  เพราะพันธบัตรผลตอบแทนมันคงที่กำหนดไว้แล้วถูกมะ  ถ้าเงินเฟ้อสูงขึ้นราคาข้าวของสูงขึ้นกว่าที่คาด  มันก็ทำให้ผลตอบแทนที่แท้จริงของพันธบัตรน้อยลงด้วยไง  คนเห็นแบบนี้ก็เลยขายพันธบัตร  พอคนขายพันธบัตรก็ทำให้ราคาพันธบัตรต่ำลงอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรสูงขึ้น

    มาถึงตรงนี้  เรื่องมันก็สมเหตุสมผลดีไม่มีอะไร  แต่ต่อจากตรงนี้ว่าแล้วมันกระทบกับหุ้นทำให้หุ้นตกได้ยังไง  ก็เป็นอะไรที่ผมก็งงละ

    ในเมื่อ bond yield สูงขึ้นเพราะคนไม่อยากถือพันธบัตร  คนก็ต้องเอาเงินไปทำอย่างอื่นถูกมะ  ถ้าถือเงินสดไว้เฉยๆอย่างงั้นก็ถือพันธบัตรดีกว่าเพราะเงินสดมันก็เจอเงินเฟ้ออยู่ดีไม่มีประโยชน์อะไร  คนอาจจะเอาไปซื้อทองซึ่งอดีตที่ผ่านมาถือว่าเป็นสินทรัพย์ที่ป้องกันเงินเฟ้อได้ดีเพราะราคามันก็ขึ้นตามเงินเฟ้อ  หรือไม่งั้นก็ซื้อหุ้นเพราะถ้าเศรษฐกิจดีขึ้นฟื้นตัวหรือเงินเฟ้อสูงขึ้น  บริษัทก็จะกำไรดีขึ้นราคาหุ้นก็สูงขึ้น  เป็นการป้องกันเงินเฟ้อได้ดีขึ้นเช่นกัน  ดังนั้นถ้าตามเหตุและผลแล้วสถานการณ์ในเวลานี้มันควรจะดีกับหุ้นนะ

    แต่ปรากฎว่าไม่ใช่  กลายเป็นว่าหุ้นตกและคนก็ตกใจกลัวเงินเฟ้อกลัว bond yield สูงขึ้นอะไรซักอย่าง  ผมก็งงเหมือนกัน  เท่าที่อ่านดูในข่าว  ดูเหมือนเหตุผลจะเป็นเพราะคนกลัวว่าถ้าเศรษฐกิจฟื้นตัว + เงินเฟ้อสูงขึ้นอย่างเร็วในอนาคต  จะทำให้ธนาคารกลางออกมาเพิ่มอัตราดอกเบี้ย  และเมื่อเพิ่มอัตราดอกเบี้ยก็จะทำให้ต้นทุนการยืมเงินสูงขึ้นบริษัทยืมเงินน้อยลงและทำให้คนสนใจออมเงินเยอะขึ้นใช้จ่ายน้อยลง  บริษัทก็จะโตช้าลงและหุ้นอาจจะตก

    ซึ่งผมก็ว่ามันแปลกๆนะ  เพราะธนาคารกลางก็ออกมาบอกอยู่แล้วว่าจะคงอัตราดอกเบี้ย  แนวโน้มที่จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างรวดเร็วในเวลาที่เศรษฐกิจยังไม่ปกติก็ไม่น่าเป็นไปได้อยู่แล้ว  ความกังวลอันนี้ก็ดูห่างไกลยังไงไม่รู้  ในขณะที่วัคซีนดูได้ผลเศรษฐกิจก็น่าจะฟื้นและดีขึ้นหลังจากนั้น  ปัจจัยในระยะสั้นนี่ชี้ไปยังการฟื้นตัวและดูจะสนับสนุนการถือหุ้นมากกว่านะ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • อัตราดอกเบี้ย ทำไมมีผลต่อราคาหุ้น ?

    อัตราดอกเบี้ย ทำไมมีผลต่อราคาหุ้น ?

    มีคนมีคำถามว่าทำไมอัตราดอกเบี้ยต่ำลงแล้วหุ้นมันต้องขึ้นด้วย  เกี่ยวกันยังไง

    จริงๆเหตุผลมันก็ไม่ได้มีอะไรซับซ้อนครับ  หลักๆแล้วการที่อัตราดอกเบี้ยมีผลกับราคาหุ้นเป็นเพราะ 2 อย่างคือ

    1. คนเปรียบเทียบผลตอบแทนของการลงทุนแบบต่างๆ
    2. ลองนึกภาพง่ายๆ  สมมติวันนี้อยู่ๆอัตราดอกเบี้ยเงินฝากซึ่งรับประกันโดยรัฐบาลบางส่วนด้วยนะให้ดอกเบี้ย 15%  เป็นคุณจะทำยังไง  คุณก็จะงงว่าคุณจะซื้อหุ้นได้ปันผล 2-3% แล้วเสี่ยงไปเพื่ออะไร  คุณก็จะรีบขายหุ้นแล้วไปฝากธนาคารเลยป้ะ  แล้วทุกคนมันก็จะคิดแบบนี้เหมือนกันหมดใช่มั้ยครับ  พอเป็นแบบนั้นมันก็ทำให้ราคาหุ้นต่ำลงไงเพราะคนอยากได้น้อยลง  ราคาหุ้นมันต้องต่ำไปจนถึงจุดที่ผลตอบแทนคาดหวังจากการถือหุ้นนี่สูงกว่า 15% พอสมควรคนถึงจะยอมซื้อหุ้นถูกมะ  ไม่งั้นใครซื้อก็โง่ละ

      กลับกันสมมติวันนี้จากดอกเบี้ยที่ต่ำอยู่แล้วเกิดต่ำไปอีก  เช่นสมมติเป็น -5% แทน  คนที่แต่เดิมฝากเงินอยู่หรือคนที่กำลังจะฝากก็หนีเลยป้ะ  ไปลงทุนอย่างอื่นเช่นหุ้นดีกว่ามั้ย  มันก็ดันให้ราคาหุ้นสูงขึ้นเพราะคนอยากได้เยอะขึ้นน่ะครับ

      ดังนั้นขอให้นึกภาพว่าอัตราดอกเบี้ยมันเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการลงทุนแทนหุ้น  ถ้าผลตอบแทนมันดีหุ้นคนก็อยากได้น้อยลง  ถ้าผลตอบแทนมันต่ำคนอยากได้หุ้นเพิ่มขึ้น  เท่านั้นเองครับ

    3. อัตราดอกเบี้ยมีผลต่อต้นทุนการกู้เงินของธุรกิจ
    4. คนในตลาดหุ้นจะมองว่า  ถ้าอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นบริษัทต่างๆก็จะกู้ยืมเงินได้น้อยลงและขยายน้อยลงเศรษฐกิจก็จะโตช้าลง  ดังนั้นผลตอบแทนจากหุ้นก็น่าจะต่ำลงคนก็เลยไม่ค่อยอยากซื้อหุ้น  ถ้าอัตราดอกเบี้ยต่ำลงบริษัทต่างๆก็จะกู้ยืมเงินได้มากขึ้นและขยายมากขึ้นเศรษฐกิจก็จะเติบโตเร็วขึ้น  ผลตอบแทนจากหุ้นก็น่าจะสูงขึ้นคนก็เลยอยากซื้อหุ้นมากขึ้น

    ด้วย 2 ปัจจัยนี้อัตราดอกเบี้ยจึงมีผลกับราคาหุ้นครับ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • จำนวนการยื่นล้มละลายใน US ปี 2020 น้อยกว่า 2019 ทั้งที่มี COVID

    จำนวนการยื่นล้มละลายใน US ปี 2020 น้อยกว่า 2019 ทั้งที่มี COVID

    วีดิโอนี้ผมอยากจะมาเล่าสิ่งที่ผมไปอ่านเจอแล้วรู้สึกประหลาดใจมากให้ฟังครับ

    เมื่อปีที่แล้วที่มี COVID ระบาด  เราได้ข่าวธุรกิจได้ผลกระทบเยอะมาก  มีโรงงานปิดตัว, บริษัทปิด, ปลดคนงาน, ฯลฯ  ดังนั้นมันก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องแปลกถ้าเราจะเห็นตัวเลขบริษัทที่ยื่นล้มละลาย  แต่ปรากฎว่าผิดคาด  ผมไปอ่านเจอว่าจำนวนบุคคลและบริษัทขนาดเล็กที่ยื่นล้มละลายในอเมริกาดันลดลง

    อันนี้เป็น working paper ของ Harvard Business School ทำโดย Jialan Wang, Jeyul Yang, Benjamin Iverson, Raymond Kluender  ผมทิ้งลิ้งค์ไว้ให้เผื่อใครสนใจอ่าน https://www.hbs.edu/faculty/Publication%20Files/21-041_a9e75f26-6e50-4eb7-84d8-89da3614a6f9.pdf  แล้วก็เผื่อใครสนใจอ่านรายงานที่เกี่ยวกับการว่างงานในอเมริกาอันนี้ผมก็ทิ้งลิ้งค์ไว้ให้เช่นกัน https://fas.org/sgp/crs/misc/R46554.pdf

    คร่าวๆคือ  ปกติแล้วเหตุการณ์ในอดีตที่ผ่านมาเวลามีช่วงเศรษฐกิจไม่ดี  ตัวเลขการล้มละลายของบุคคลและบริษัทก็จะเยอะ  ดังนั้นช่วง COVID ปีที่แล้วก็คาดหมายได้ว่าจะต้องเยอะเช่นกัน  แต่สิ่งที่เค้าเจอคือมันต่างออกไปจากปี 2019  โดยรวมเค้าพบว่าตั้งแต่ช่วงเดือนมกราคม 2020 ถึงสิงหาคม 2020 จำนวนคนและบริษัทที่ยื่นล้มละลายน้อยลง 27% เมื่อเทียบกับปี 2019  ถ้าดูในรายละเอียดเค้าพบว่าที่ทำให้น้อยลงคือจำนวนล้มละลายของบุคคล  ส่วนในภาคธุรกิจมียื่น chapter 11 (แบบปรับโครงสร้างหนี้) เพิ่มขึ้นแต่ยื่นแบบ chapter 7 (แบบขายทรัพย์สิน) น้อยลงโดยรวมแล้วเลยน้อยลง

    อีกเรื่องที่แปลกคือเค้าพบว่ารัฐที่การว่างงานสูงเพิ่มขึ้นเยอะสุด  ดันมีการยื่นล้มละลายลดลงมากสุดด้วย  ซึ่งมันควรจะกลับกันหรือเปล่า

    คนเขียนเค้าก็พยายามเดาว่าอะไรเป็นสาเหตุ  สิ่งสำคัญสุดน่าจะเป็นความช่วยเหลือด้วยนโยบายการคลังจากรัฐบาลเช่น CARES act ที่มีให้เงินช่วยเหลือกับเพิ่มผลประโยชน์คนว่างงาน, PPP ที่เป็นสินเชื่อธุรกิจให้บริษัทยังสามารถจ่ายเงินเดือนพนักงานได้, ห้ามไม่ให้ไล่คนไม่จ่ายค่าเช่าออกจากที่พัก, ฯลฯ  เรื่องพวกนี้น่าจะได้ผลดีระดับนึงทีเดียว

    สาเหตุอื่นก็อาจจะเป็นเพราะว่าศาลปรับขั้นตอนการทำงานเป็นให้ยื่นออนไลน์เพื่อหลีกเลี่ยงการระบาดแล้วคนที่ล้มละลายเค้าไม่สามารถทำได้หรือเปล่า  หรืออาจจะเป็นเพราะความไม่แน่นอนของโควิดที่ทำให้คนกับธุรกิจไม่แน่ใจว่ามันจะจบเมื่อไหร่หรือจะเกิดอะไรขึ้น  ก็เลยทำให้เค้าลังเลที่จะยื่นหรือเปล่า  เพราะในอเมริกามันมีกฎหมายว่ายื่นล้มละลายได้จำกัดครั้งในช่วงกี่ปีๆ

    โดยรวมก็เป็นอะไรที่ผิดคาดดีเลยมาเล่าให้ฟัง  เป็นเครื่องเตือนสติผมเลยว่าอย่าด่วนสรุปอะไรเร็วไปและบางทีเราเห็นข่าวอะไรก็อย่าเชื่อว่าต้องจริงเสมอไปนะ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • ตลาดหุ้นตกส่งผลยังไงกับเศรษฐกิจ ทำไมภาครัฐต้องพยายามพยุงราคาหุ้นด้วย ?

    ตลาดหุ้นตกส่งผลยังไงกับเศรษฐกิจ ทำไมภาครัฐต้องพยายามพยุงราคาหุ้นด้วย ?

    มีคนถามว่าตลาดหุ้นตกมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างไร  คือประเด็นของคำถามนี่คือเค้ารู้แหละว่าเศรษฐกิจน่ะมีผลต่อตลาดหุ้น  และเค้าก็รู้ว่าที่ซื้อขายหุ้นกันอยู่ในตลาดส่วนใหญ่เป็นซื้อไปมาระหว่างนักลงทุนด้วย  ราคาหุ้นที่สูงขึ้นไม่ได้ทำให้บริษัทกำไรมากขึ้น  ราคาหุ้นที่ต่ำลงก็ไม่ได้ทำให้บริษัทกำไรน้อยลง  แล้วทำไมดูเหมือนภาครัฐเป็นกังวลเวลาตลาดหุ้นตก  อย่างเคส COVID-19 ที่ผ่านมาก็มีออก SSFX ออกมาเพื่อพยายามพยุงราคาตลาดหุ้น  แสดงว่าการที่ตลาดหุ้นตกมันก็ต้องมีผลต่อเศรษฐกิจสิไม่งั้นเค้าจะทำไปทำไม

    ตอบตามตรงผมก็ไม่รู้ว่าวัตถุประสงค์ของการที่เค้าออก SSFX มาเพื่อพยุงตลาดหุ้นนี่ทำไปเพราะอะไรนะ  แต่โดยภาพรวมแล้ว  การมีอยู่ของตลาดหุ้นมีประโยชน์ต่อเศรษฐกิจเพราะว่า

    1. สำหรับบริษัท  ตลาดหุ้นก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการระดมเงินทุน  ทำให้บริษัทมีโอกาสเติบโตมากขึ้นและเป็นประโยชน์กับเศรษฐกิจโดยรวม  ถ้าไม่มีตลาดหุ้นก็แปลว่าบริษัทพึ่งพาการยืมเงินธนาคารแค่ทางเดียว  หรือไม่งั้นก็อาจต้องหาคนมาร่วมทุนแต่ก็จะเป็นกลุ่มทุนขนาดใหญ่เท่านั้นซึ่งก็ทำได้จำกัด
    2. สำหรับคนทั่วไป  ตลาดหุ้นก็เป็นช่องทางที่ทำให้คนทั่วไปสามารถเข้าไปเป็นเจ้าของร่วมในธุรกิจต่างๆที่ประสบความสำเร็จได้ด้วยเงินที่ไม่เยอะ  มันก็เป็นการสร้างโอกาสในการกระจายความมั่งคั่งแบบนึง  ถ้าไม่มีตลาดหุ้นก็แปลว่าเราต้องเริ่มต้นธุรกิจด้วยตัวเองเท่านั้นซึ่งก็เป็นการจำกัดความเป็นไปได้สำหรับหลายๆคน  หรือไม่งั้นก็ลงทุนได้แค่ฝากธนาคารซึ่งเราก็เห็นอยู่ว่าผลตอบแทนแพ้เงินเฟ้อด้วยซ้ำ

    ดังนั้นถ้าสมมติตลาดหุ้นตกรุนแรงแล้วซึมอยู่เป็นเวลานาน  (ย้ำว่าซึมนานด้วยนะ  ตกแป๊บเดียวไม่น่าจะเป็นสาระ)  ก็อาจจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจได้ตรงที่

    1. ถ้าหุ้นตกต่ำอยู่นาน  มันก็แปลว่าคนจำนวนมากไม่อยากลงทุนในตลาดหุ้น  ดังนั้นถ้าสมมติในอนาคตมีบริษัทที่จะมาระดมทุนออก IPO หรือบริษัทที่อยู่เดิมต้องการจะระดมทุนเพิ่ม  ก็อาจจะทำได้ลำบากเพราะคนไม่ค่อยสนใจ  โดยรวมก็ไปทำให้ระดมทุนได้ยากหรือแพงขึ้น
    2. มีผลกระทบต่อจิตวิทยาของคน  ตลาดหุ้นตกมันก็มีผลกับเงินลงทุนของคน  อาจทำให้คนรู้สึกจนลงแล้วก็เลยกล้าใช้จ่ายน้อยลง  ถ้าเป็นแบบนั้นกันเยอะๆก็อาจจะมีผลต่อเศรษฐกิจ
    3. อาจมีผลกับพอร์ตของพวกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือเพื่อการเกษียณ  ทำให้คนที่กำลังจะเกษียณเดือดร้อน  แต่ประเด็นนี้ไม่น่าจะเป็นเรื่องหลัก

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/courses

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจแบบไหน เหมาะกับสถานการณ์แบบโควิด (นโยบายการเงิน vs นโยบายการคลัง) ?

    นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจแบบไหน เหมาะกับสถานการณ์แบบโควิด (นโยบายการเงิน vs นโยบายการคลัง) ?

    ช่วงนี้กำลังเป็นช่วงที่มีเหตุการณ์โรคระบาดและเศรษฐกิจหดตัว  หลายประเทศก็จะมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาเพื่อช่วยลดผลกระทบจากโรคระบาด  เป็นโอกาสดีที่เราจะทำความรู้จักกับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจให้ละเอียดขึ้นอีกนิดนึง  วันนี้ผมมาอธิบายความแตกต่างระหว่างนโยบายการเงิน (Monetary policy) กับนโยบายการคลัง (Fiscal policy) กันครับ  เผื่อคนที่ยังไม่รู้เรื่องนี้มาก่อนจะได้เข้าใจภาพรวมมากขึ้นและเห็นภาพว่านโยบายที่เค้าพยายามทำกันอยู่มันมีที่มาที่ไปยังไงและทำไมเค้าถึงทำ

    Monetary policy เป็นนโยบายที่ทำงานผ่านปริมาณเงิน (money supply) ในระบบเศรษฐกิจ  โดยมีคนบริหารจัดการเป็นธนาคารแห่งประเทศไทย  เวลาที่เราได้ยินข่าวบอกว่าลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายหรือมีการซื้อพันธบัตร (bond buying) พวกนี้คือ monetary policy  ทำไปเพื่อกระตุ้นให้ธนาคารปล่อยสินเชื่อมากขึ้น, ให้ภาคธุรกิจกู้ยืมเงินได้ถูกลงจะได้ลงทุนเยอะขึ้น, ให้คนเอาเงินออกมาใช้จ่าย

    Fiscal policy เป็นนโยบายที่ทำงานผ่านภาษีและการใช้จ่ายของรัฐบาล  คนที่เป็นคนทำก็จะเป็นรัฐบาล  การกระตุ้นเศรษฐกิจก็ทำได้ทั้งโดยการลดภาษีเพื่อให้คนมีรายได้เยอะขึ้นจะได้ใช้จ่ายได้เยอะขึ้น  หรือไม่ก็ใช้จ่ายกับโครงการต่างๆเยอะขึ้นซึ่งโดยปกติแล้วจะเป็นการใช้จ่ายกับ public goods (สินค้าสาธารณะ) เช่นซ่อมถนน, ทำโรงเรียน, ปรับปรุงระบบประปา, ทำทางรถไฟความเร็วสูง, ฯลฯ  แต่สองแบบนี้มันมักจะระยะยาวและไม่ได้เกิดผลทันที  บางครั้งเพื่อให้เกิดผลอย่างรวดเร็วก็จะมี fiscal policy ที่ใช้จ่ายกับโครงการระยะสั้นเพื่อให้กระตุ้นเศรษฐกิจทันทีเช่น ช็อปช่วยชาติ, ให้เงินช่วยเหลือคนที่ตกงานช่วงโรคระบาด, ฯลฯ

    สังเกตว่าวิธีการของ monetary policy พยายามกระตุ้นเศรษฐกิจโดยให้เอกชนเป็นคนใช้จ่าย  ส่วน fiscal policy คือรัฐบาลเป็นคนใช้จ่ายก่อนเลย

    ทีนี้อย่างกรณีของ COVID-19  นโยบายที่จะได้ผลมากกว่าจะเป็น fiscal policy  เพราะในเวลานี้ต่อให้ใช้ monetary policy ปรับอัตราดอกเบี้ยต่ำลงธนาคารก็ไม่ได้อยากจะปล่อยกู้อะไรนักหนาเพราะตัวเองก็ต้องระวัง NPL ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นแน่นอน  บริษัทก็ไม่มีใครอยากลงทุนอะไรเพิ่มเยอะเพราะสถานการณ์ไม่ปกตินักท่องเที่ยวไม่มี, ช่วงก่อนห้างร้านอะไรก็ถูกสั่งปิด  และคนเองก็ไม่พร้อมจะออกมาใช้จ่ายเพราะบางคนก็ขาดรายได้ไปช่วงนึงและบางส่วนก็ยังใช้จ่ายระมัดระวังไม่ซื้ออะไรใหญ่ๆ  

    แต่ถ้าเป็น fiscal policy ก็ไม่เป็นปัญหาเพราะรัฐบาลเป็นคนใช้จ่ายโดยตรง  และโครงการอย่างการให้เงินช่วยเหลือคนที่ตกงานจากโรคระบาดก็เป็นการช่วยพยุงให้คนยังสามารถใช้จ่ายซื้อสินค้าจำเป็นได้อยู่  ช่วยบรรเทาปัญหาได้ชั่วคราวแล้วก็ภาวนาว่าเมื่อเปิดเศรษฐกิจกลับมาคนจะกลับมาใช้จ่ายปกติ

    ล่าสุดอย่างนโยบายที่ออกมาสนับสนุนให้คนไปท่องเที่ยวแล้วรัฐบาลช่วยออก  ผมก็เห็นด้วยนะ  มันก็คือรัฐบาลพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจแบบที่รัฐไม่ได้ออกเงินอยู่คนเดียวแล้วให้คนทั่วไปช่วยออกเงินด้วย  ถือว่าฉลาดดีอยู่  ในเวลาปกติผมอาจจะด่าเพราะมองว่า fiscal policy แบบนี้มันได้ผลอยู่แวบเดียวไม่เหมือนพวกที่ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานอย่างอื่น  แต่ตอนนี้มันสถานการณ์ผิดปกติจริงๆครับ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/courses

  • อัพเดทสถานการณ์เศรษฐกิจ สรุปว่าจะฟื้นแล้วหรือยัง ?

    อัพเดทสถานการณ์เศรษฐกิจ สรุปว่าจะฟื้นแล้วหรือยัง ?

    วันนี้เรามาติดตามข่าวเรื่องเศรษฐกิจกันบ้างครับ

    เมื่อเร็วๆนี้มีข่าวอัตราการว่างงานในอเมริกาลดลง  คนก็เลยเริ่มตื่นเต้นว่าเศรษฐกิจอาจจะฟื้นกลับมาเร็วกว่าที่คาด  เริ่มมีคนกลับมาพูดถึงการฟื้นตัวแบบ V-shape  และนักวิเคราะห์หลายคนก็เริ่มเปลี่ยนมุมมองละ  https://www.cnbc.com/2020/06/05/jobs-report-may-2020.html

    ส่วนตัวผมมองว่าเศรษฐกิจมันจะฟื้นแบบ V-shape แหละ  แต่มันจะสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อโรคระบาดมันถูกจัดการได้มียารักษาหรือมีวัคซีนแล้วเท่านั้นถึงจะจบจริง  ตัวเลขการว่างงานที่ดีขึ้นมากของ US มันก็ไม่ได้น่าแปลกใจอะไรก็ในเมื่อเค้าอนุญาตให้กลับมาเปิดร้านเปิดอะไรมันก็ควรเป็นแบบนั้นอยู่แล้ว  แต่ต่อจากนี้ไปจนกว่าจะแก้ปัญหาได้จริงๆ  ผมเชื่อว่ามันก็อาจจะดีขึ้นหรือแย่ลงก็ได้ยังไม่ชัดเจน  เรื่องนี้ประเด็นมันอยู่ที่ 2 อย่าง

    1. พอเปิดธุรกิจกลับมา  จะกลับมาระบาดรุนแรงอีกหรือเปล่า
    2. กลับมาระบาดบ้างก็คงไม่ใช่ปัญหา  ตราบใดที่มันไม่ขึ้นแบบ exponential และระบบสาธารณสุขรองรับได้ก็โอเค

    3. สมมติรักษาระดับการระบาดให้ทรงๆได้  คนจะกลับมาใช้ชีวิตใช้จ่ายปกติขนาดไหน
    4. ส่วนตัวผมมองว่าปัจจัยที่ 1 ตราบใดที่ทำตรงนี้ได้ดี  ปัจจัยที่ 2 น่าจะไม่เป็นปัญหา  ถ้าคนเห็นว่าไม่กลับมาระบาดและควบคุมได้ก็น่าจะสบายใจมากขึ้นเรื่อยๆและกลับมาใช้จ่ายใกล้เคียงเดิม (ที่มันไม่เหมือนเดิม 100% เป็นเพราะผมยังเชื่อว่าการท่องเที่ยวจะยังไม่ฟื้นเป็นปกติ)

    ดังนั้นตอนนี้ผมว่า key ของมันคือเรื่องการกลับมาระบาดแล้วล่ะ  ซึ่งถ้าเราดู timeline หลายๆประเทศรวมถึงไทยเริ่มทยอยอนุญาตให้ธุรกิจกลับมาเปิดเป็นปกติมากขึ้นตั้งแต่ช่วงต้น-กลางเดือนพฤษภาคม  ระยะฟักตัวโรคมันคือ 14 วันถูกมะ  ตอนนี้ผ่านสัปดาห์แรกของมิถุนายนมาแล้วก็น่าจะแปลว่านานเกิน 14 วันละ  เราน่าจะมาดูซักหน่อยว่าการระบาดในประเทศที่ก่อนหน้านี้อาการหนักแล้วได้มีการเริ่มเปิดธุรกิจกลับมาเป็นยังไงกันบ้างแล้ว

    เท่าที่ดูเราจะเห็นว่าประเทศที่เปิดกลับมาแล้วดูสถานการณ์ควบคุมได้ก็มี  ไทย, เยอรมณี, อิตาลี, เกาหลี  แต่พวกที่ดูจะกลับมาเยอะหรือดูยังเยอะอยู่ก็มีอย่างอิหร่านและสหรัฐอเมริกา

    คำถามคือแล้วถ้าเกิดกลับมาระบาดรุนแรงซึ่งก็ดูเป็นไปได้  เค้าจะต้องสั่งปิดธุรกิจอีกหรือเปล่า  ถ้าสั่งปิดอีกรอบผลกระทบกับเศรษฐกิจก็รุนแรงอย่างน้อยพอๆกับรอบที่แล้วแน่นอน  ตลาดหุ้นก็มีโอกาสตกรุนแรงอีกก็ได้  ดังนั้นอย่าเพิ่งสบายใจกันเกินไป  ผมว่ามันต้องคอยดูถึงซักสิ้นเดือนมิถุนายนนี้ครับ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/courses