Tag: โควิด

  • การศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภค ที่ซื้อของออนไลน์เป็นครั้งแรกเพราะโควิด

    การศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภค ที่ซื้อของออนไลน์เป็นครั้งแรกเพราะโควิด

    อันนี้เป็นงานวิจัยที่น่าสนใจทำโดย Ayelet Israeli, Eva Ascarza และเพื่อน  เค้าพยายามจะหาคำตอบว่าคนที่แต่เดิมก่อนโควิดไม่เคยซื้อของออนไลน์มาก่อนแล้วมาเริ่มซื้อของออนไลน์เพราะโควิดมีพฤติกรรมในการซื้อต่างออกไปจากคนที่ซื้อของออนไลน์อยู่แต่แรกแล้วมั้ย  แล้วหลังจากนี้ไปเค้าจะซื้อออนไลน์ต่อไปหรือเปล่าหรือว่าจะกลับไปซื้อในร้านเหมือนเดิม  ซึ่งอันนี้เป็นคำถามที่น่าสนใจนะ  มีผลกระทบต่อพวกหุ้นที่ทำห้างสรรพสินค้าหรือค้าปลีกเยอะอยู่

    งานวิจัยนี้เค้าทำโดยดูตลาดกลุ่มสินค้าเสื้อผ้าใน US กับ UK  สรุปสิ่งที่เค้าเจอคร่าวๆคือ

    1. ยอดซื้อเสื้อผ้าตกในช่วงที่มีการ lockdown เพราะโควิด  แต่หลังจากนั้นก็ฟื้นขึ้นมา
    2. ทันทีที่มีการปิดห้าง lockdown ช่วงเมษายน 2020  ก็มีลูกค้าใหม่ที่โผล่มาจากช่องทางออนไลน์เยอะขึ้น
    3. มูลค่าการซื้อต่อครั้งของคนที่เข้ามาช่องทางออนไลน์เป็นครั้งแรกในช่วงโควิดดูไม่ต่างจากคนที่ซื้อออนไลน์ปกติ  สินค้าที่ขายดีเป็นพิเศษคือชุดนอน
    4. จุดที่ดูต่างคือคนที่มาซื้อออนไลน์ครั้งแรกช่วงโควิดซื้อกางเกงน้อยกว่าคนที่ซื้อออนไลน์อยู่แล้ว
    5. ยังไม่ชัดเจนว่าถ้าสถานการณ์กลับสู่สภาพปกติคนจะกลับไปซื้อจากร้านค้าเหมือนเดิมหรือเปล่า  แต่คนเขียนพยายามเดาโดยดูจากพฤติกรรมของคนที่เพิ่งมาซื้อผ่านออนไลน์ครั้งแรกว่าหลังจากซื้อออนไลน์ครั้งแรกนั้นแล้วหลังจากนั้นเป็นไงต่อ  ซื้อซ้ำมั้ย  สิ่งที่เค้าเจอคือคนที่ซื้อออนไลน์ครั้งแรกกลางช่วง lockdown มีอัตราการซื้อซ้ำเยอะกว่าปกติ
    6. ส่วนเรื่องคืนสินค้า  คนที่เริ่มซื้อครั้งแรกหลัง lockdown ก็ดูเหมือนจะคืนสินค้าน้อยกว่าพวกที่ซื้อออนไลน์อยู่แล้วด้วย  แล้วก็ไม่ได้เป็นแค่เดือนแรกๆด้วย  ดูเหมือนจะคืนสินค้าน้อยกว่าแม้ว่าเวลาจะผ่านไป

    ดังนั้นถึงแม้ว่าโควิดจะยังไม่จบ  แต่จากข้อมูลเบื้องต้นดูเหมือนลูกค้าที่เพิ่งซื้อออนไลน์ครั้งแรกเหล่านี้จะดีกับคนที่ขายปลีกออนไลน์

    เผื่อใครสนใจอ่านตัวเต็ม  ผมทิ้งลิ้งค์ไว้ให้ครับ https://hbswk.hbs.edu/item/beyond-pajamas-sizing-up-the-pandemic-shopper

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • ทำไมวิกฤติโควิดรอบนี้ ตลาดหุ้นฟื้นเร็วจัง ?

    ทำไมวิกฤติโควิดรอบนี้ ตลาดหุ้นฟื้นเร็วจัง ?

    มีคนสงสัยว่าทำไมเหตุการณ์โควิดครั้งนี้ตลาดหุ้นฟื้นกลับขึ้นมาเร็วจัง  ถ้าเทียบกับเหตุการณ์ที่ผ่านมาในอดีตเวลามีวิกฤติเศรษฐกิจแล้วตลาดหุ้นตกรุนแรงมันจะใช้เวลานานเป็นปีกว่าตลาดหุ้นจะฟื้นกลับมาที่เดิม  แต่ครั้งนี้ทั้งที่จริงๆโควิดก็ยังไม่จบและเศรษฐกิจโดยรวมก็ยังไม่ฟื้นแต่ตลาดหุ้นดันฟื้นกลับขึ้นมาแล้ว  ถ้าไม่นับหุ้นที่โดนโควิดจังๆบางบริษัทราคาสูงกว่าก่อนโควิดอีก  ทำไมมันเป็นแบบนั้นล่ะ

    เอาจริงๆผมก็ไม่ชัวร์ 100% นะ  ส่วนตัวก็นึกว่ามันจะใช้เวลานานกว่านี้เหมือนกัน  แต่ถ้าให้เดาก็คิดว่าน่าจะเป็นเพราะเหตุผลดังต่อไปนี้

    1. โควิดมันเป็นปัจจัยภายนอก  วิกฤติไม่ได้เกิดจากฟองสบู่หรือคนทำอะไรโง่ๆ

    อันนี้น่าจะเป็นเรื่องหลัก  คือวิกฤติเศรษฐกิจครั้งอื่นๆที่ผ่านมามันเกิดจากการที่คนในระบบเศรษฐกิจเอาเงินไปจมอยู่ในทรัพย์สินที่สุดท้ายเป็นฟองสบู่แล้วไม่เกิดประโยชน์ซะส่วนใหญ่  เช่นอย่างตอนช่วงต้มยำกุ้งนั่นธุรกิจจำนวนมากในไทยกู้ยืมเงินในสกุลต่างประเทศแล้วไปลงทุนในอสังหาริมทรัพย์  พอเงินบาทลอยตัวอ่อนค่าลงเยอะๆก็เลยทำให้หนี้สินที่เยอะพุ่งพรวดขึ้นไป  บวกกับที่ลงทุนไปเงินจมอยู่กับอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นฟองสบู่อีกก็เลยไปกันใหญ่  หรืออย่างวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ในอเมริกานั่นก็มาจากการปล่อยกู้ซื้อบ้าน subprime mortgage ให้คนที่ไม่มีความสามารถในการจ่ายด้วยความเชื่อว่าอสังหาริมทรัพย์ราคาจะสูงขึ้นไปเรื่อยๆ  เงินไปจมอยู่กับบ้านที่สุดท้ายไม่มีความต้องการเช่นกัน

    แต่โควิดนี่มันไม่เหมือนกัน  ธนาคารพาณิชย์ไม่ได้อยู่ในสภาพที่ปล่อยกู้มั่วซั่ว  ไม่ได้มีใครกู้ยืมเงินเกินตัวมาลงทุนทำอะไรไม่เกิดประโยชน์  ไม่ได้มาจากการฟองสบู่ในทรัพย์สินอะไร  เศรษฐกิจหยุดเพราะคนชะลอการใช้จ่ายจากมาตรการป้องกันการระบาดเท่านั้นเอง  ดังนั้นพอการระบาดลดลงคนก็กลับมาใช้จ่ายได้เร็วและดังนั้นเศรษฐกิจก็จะฟื้นเร็วกว่าครั้งก่อนๆ

    2. รัฐบาลประเทศต่างๆให้ความช่วยเหลืออย่างเร็ว

    รอบนี้พอมีปัญหา  เนื่องจากมันเป็นปัญหาจากปัจจัยภายนอก  รัฐบาลแทบทุกประเทศก็ไม่ลังเลที่จะให้ความช่วยเหลือทันที  ทั้งลดอัตราดอกเบี้ย, สั่งให้ยังไม่นับเป็นหนี้เสียบ้าง, ให้เงินช่วยเหลือธุรกิจให้ไม่ปลดพนักงาน, ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายบ้างแบบเราเที่ยวด้วยกันหรือคนละครึ่ง, ฯลฯ  โดยรวมเป็นการพยุงเศรษฐกิจไว้ไม่ให้ผลกระทบรุนแรงจนเกินไป  แล้วก็เลยทำให้บริษัทพวกที่ไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงยังรอดอยู่ได้

    3. คนอยู่บ้านกันเยอะ  ว่างก็เลยเริ่มมองหาอะไรทำที่มีผลตอบแทน

    สุดท้าย  อาจจะเพราะมีนักลงทุนหน้าใหม่เข้ามาสนใจตลาดหุ้นเยอะขึ้นก็เป็นไปได้  เลยทำให้โดยรวมมีเม็ดเงินมาซื้อหุ้นกันเยอะขึ้น  ก็เลยทำให้ตลาดหุ้นฟื้นกลับขึ้นมาเร็วกว่าปกติหรือเปล่า

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • จำนวนการยื่นล้มละลายใน US ปี 2020 น้อยกว่า 2019 ทั้งที่มี COVID

    จำนวนการยื่นล้มละลายใน US ปี 2020 น้อยกว่า 2019 ทั้งที่มี COVID

    วีดิโอนี้ผมอยากจะมาเล่าสิ่งที่ผมไปอ่านเจอแล้วรู้สึกประหลาดใจมากให้ฟังครับ

    เมื่อปีที่แล้วที่มี COVID ระบาด  เราได้ข่าวธุรกิจได้ผลกระทบเยอะมาก  มีโรงงานปิดตัว, บริษัทปิด, ปลดคนงาน, ฯลฯ  ดังนั้นมันก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องแปลกถ้าเราจะเห็นตัวเลขบริษัทที่ยื่นล้มละลาย  แต่ปรากฎว่าผิดคาด  ผมไปอ่านเจอว่าจำนวนบุคคลและบริษัทขนาดเล็กที่ยื่นล้มละลายในอเมริกาดันลดลง

    อันนี้เป็น working paper ของ Harvard Business School ทำโดย Jialan Wang, Jeyul Yang, Benjamin Iverson, Raymond Kluender  ผมทิ้งลิ้งค์ไว้ให้เผื่อใครสนใจอ่าน https://www.hbs.edu/faculty/Publication%20Files/21-041_a9e75f26-6e50-4eb7-84d8-89da3614a6f9.pdf  แล้วก็เผื่อใครสนใจอ่านรายงานที่เกี่ยวกับการว่างงานในอเมริกาอันนี้ผมก็ทิ้งลิ้งค์ไว้ให้เช่นกัน https://fas.org/sgp/crs/misc/R46554.pdf

    คร่าวๆคือ  ปกติแล้วเหตุการณ์ในอดีตที่ผ่านมาเวลามีช่วงเศรษฐกิจไม่ดี  ตัวเลขการล้มละลายของบุคคลและบริษัทก็จะเยอะ  ดังนั้นช่วง COVID ปีที่แล้วก็คาดหมายได้ว่าจะต้องเยอะเช่นกัน  แต่สิ่งที่เค้าเจอคือมันต่างออกไปจากปี 2019  โดยรวมเค้าพบว่าตั้งแต่ช่วงเดือนมกราคม 2020 ถึงสิงหาคม 2020 จำนวนคนและบริษัทที่ยื่นล้มละลายน้อยลง 27% เมื่อเทียบกับปี 2019  ถ้าดูในรายละเอียดเค้าพบว่าที่ทำให้น้อยลงคือจำนวนล้มละลายของบุคคล  ส่วนในภาคธุรกิจมียื่น chapter 11 (แบบปรับโครงสร้างหนี้) เพิ่มขึ้นแต่ยื่นแบบ chapter 7 (แบบขายทรัพย์สิน) น้อยลงโดยรวมแล้วเลยน้อยลง

    อีกเรื่องที่แปลกคือเค้าพบว่ารัฐที่การว่างงานสูงเพิ่มขึ้นเยอะสุด  ดันมีการยื่นล้มละลายลดลงมากสุดด้วย  ซึ่งมันควรจะกลับกันหรือเปล่า

    คนเขียนเค้าก็พยายามเดาว่าอะไรเป็นสาเหตุ  สิ่งสำคัญสุดน่าจะเป็นความช่วยเหลือด้วยนโยบายการคลังจากรัฐบาลเช่น CARES act ที่มีให้เงินช่วยเหลือกับเพิ่มผลประโยชน์คนว่างงาน, PPP ที่เป็นสินเชื่อธุรกิจให้บริษัทยังสามารถจ่ายเงินเดือนพนักงานได้, ห้ามไม่ให้ไล่คนไม่จ่ายค่าเช่าออกจากที่พัก, ฯลฯ  เรื่องพวกนี้น่าจะได้ผลดีระดับนึงทีเดียว

    สาเหตุอื่นก็อาจจะเป็นเพราะว่าศาลปรับขั้นตอนการทำงานเป็นให้ยื่นออนไลน์เพื่อหลีกเลี่ยงการระบาดแล้วคนที่ล้มละลายเค้าไม่สามารถทำได้หรือเปล่า  หรืออาจจะเป็นเพราะความไม่แน่นอนของโควิดที่ทำให้คนกับธุรกิจไม่แน่ใจว่ามันจะจบเมื่อไหร่หรือจะเกิดอะไรขึ้น  ก็เลยทำให้เค้าลังเลที่จะยื่นหรือเปล่า  เพราะในอเมริกามันมีกฎหมายว่ายื่นล้มละลายได้จำกัดครั้งในช่วงกี่ปีๆ

    โดยรวมก็เป็นอะไรที่ผิดคาดดีเลยมาเล่าให้ฟัง  เป็นเครื่องเตือนสติผมเลยว่าอย่าด่วนสรุปอะไรเร็วไปและบางทีเราเห็นข่าวอะไรก็อย่าเชื่อว่าต้องจริงเสมอไปนะ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • โควิดระบาดรอบ 2 นี่ นับเป็นโอกาสหรือเปล่า ?

    โควิดระบาดรอบ 2 นี่ นับเป็นโอกาสหรือเปล่า ?

    มีคนถามความเห็นว่าสมมติ COVID เวฟสองนี้ระบาดรุนแรงขึ้นมาจนต้องมี lockdown อีกรอบ  แบบนี้ผมยังมองว่าเป็นโอกาสอยู่หรือเปล่า

    อันนี้คือตอบแบบมองจากมุมของการลงทุนในหุ้นล้วนๆไม่นับความเสียหายต่อเศรษฐกิจหรือชีวิตคน  มันก็ขึ้นอยู่กับว่าตลาดหุ้นตกด้วยมั้ย  ถ้าไม่ตกก็ต้องไม่ใช่โอกาสแน่  แต่สมมติตลาดหุ้นตกรุนแรงผมก็เชื่อว่าเป็นโอกาสนะ

    โดยภาพรวมสิ่งที่ผมมองคือแบบนี้

    • การจะให้ปัญหาจบสมบูรณ์การท่องเที่ยวกลับสู่ปกติ  ยังไงก็ต้องใช้วัคซีนหรือยา  ซึ่งประเด็นตรงนี้ก็ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงไป  ที่จริงแล้วดูจะดีขึ้นกว่าที่คาดด้วยซ้ำไปด้วยความที่มีวัคซีนที่ใช้ได้หลายอัน  ทดลองเสร็จเร็วกว่าที่คาด  และหลายประเทศก็เริ่มดำเนินการฉีดวัคซีนให้กับประชาชนแล้ว
    • การระบาดรอบสอง  ไม่ว่าจะทำการ lockdown หรือไม่  มันเป็นการทำให้ระหว่างทางที่จะไปถึงสภาพปกติเปลี่ยนไปเท่านั้นเอง  คือเปลี่ยนจากที่ธุรกิจพึ่งพาการกินใช้ของคนในประเทศได้ค่อนข้างปกติเพราะไม่มีการระบาดกลายเป็นการกินใชัของคนในประเทศก็อาจจะจำกัดไปด้วย  ดังนั้นก็เป็นการเพิ่มความเสี่ยงจริงๆเพราะมันก็จะมีผลกระทบกับผลประกอบการบริษัทในตลาด  จากบางบริษัทที่ตอนแรกเราคิดว่ารอดแน่นอนแล้วเพราะไม่ได้พึ่งพานักท่องเที่ยวอาศัยแค่คนในประเทศก็ยังกำไรพวกนี้ก็จะเสี่ยงเพิ่มขึ้นแน่ๆ
    • แต่ก็เป็นโอกาสด้วยเช่นกัน  เพราะอย่างที่บอกคือสุดท้ายจะจบได้ก็ต้องมีวัคซีนหรือยาอยู่ดี  และการที่ระบาดรอบสองก็แค่ทำให้ระหว่างทางลำบากมากขึ้นเท่านั้น  ภาพรวมยังเหมือนเดิม

    ดังนั้นสิ่งที่่ควรทำผมก็แนะนำเหมือนเดิม  ก็มองภาพไกลหน่อยแล้วเห็นมันเป็นโอกาส  มองหาบริษัทที่มันได้รับผลกระทบแล้วราคาตกแต่เราเชื่อว่ามันจะทนได้นานพอแล้วรอดนั่นแหละ  แล้วก็อย่าตกใจเกินไป  สิ่งที่เราควรจะตกใจคืออะไรก็ตามที่ทำให้ปัญหาลากยาวออกไปกว่าที่คาดเยอะๆน่ะครับ  เช่นวัคซีนใช้ไม่ได้แล้ว

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • ล็อคดาวน์ยุโรปรอบ 2, ประท้วงในไทย, ลงทุนยังไงต่อดี ? – 3 พฤศจิกายน 2563

    ล็อคดาวน์ยุโรปรอบ 2, ประท้วงในไทย, ลงทุนยังไงต่อดี ? – 3 พฤศจิกายน 2563

    มีนักเรียนที่เค้าเริ่มบอกจิตเริ่มแกว่งเพราะช่วงที่ผ่านมาเห็นตลาดหุ้นโดยรวมตกลงมา  เค้าถามความเห็นว่าแบบนี้เป็นโอกาสในวิกฤติหรือเป็นวิกฤติซ้ำซ้อน  เศรษฐกิจเมื่อไหร่ถึงจะฟื้น

    วีดิโอนี้เรามาคุยสถานการณ์ภาพรวม, อะไรเกิดขึ้นแล้ว, อะไรน่าจะเกิดขึ้นต่อไป  แล้วเราควรจะลงทุนยังไงดี

    สิ่งที่เกิดขึ้น

    • ไทยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคมีแนวโน้มฟื้นตัวชัดเจน  แต่การท่องเที่ยวแน่นอนยังไม่ฟื้น
    • มีเรื่องความวุ่นวายทางการเมืองเพิ่มขึ้น
    • ส่วนทั่วโลก  ถ้าดูเรื่องตัวเลขทางเศรษฐกิจจะเห็นว่าดีขึ้น  มีการฟื้นตัวชัดเจนทั้งการบริโภคและการผลิต
    • จีนนี่ไม่ใช่แค่ฟื้นตัว  แต่ถึงขึ้นมีเศรษฐกิจโตเทียบกับปีที่แล้วด้วยซ้ำ
    • การกลับมาระบาดของ COVID-19 เริ่มเยอะจนประเทศในยุโรปหลายประเทศเช่นฝรั่งเศส, เยอรมณี, อังกฤษกลับมาทำ National lockdown ปิดธุรกิจที่ไม่จำเป็นอีกรอบ
    • อเมริกาก็ยังระบาดรุนแรงอยู่  ไม่ได้มีการปิดธุรกิจแต่บางรัฐเห็นในข่าวมีการสั่งห้าม indoor dining แล้ว
    • อเมริกากำลังจะมีเลือกตั้งวันนี้เลย Nov 3

    เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเหล่านี้  บางส่วนก็น่าจะเป็น noise ไม่มีอะไร  สิ่งที่คิดว่ามีผลทำให้ตลาดตกในช่วงที่ผ่านมาคือเรื่องการทำ national lockdown ที่ก่อนหน้านี้รัฐบาลหลายประเทศก็บอกว่าจะไม่ทำเพราะมันจะมีผลต่อเศรษฐกิจ  ตอนนี้พอทำก็เลยอาจจะผิดคาดสำหรับคนที่หวังว่าจะไม่มีแล้วจนถึงวัคซีนออกมา  และอีกอย่างนึงคือมันก็มีผลกระทบกับเศรษฐกิจจริงๆแหละ  ธุรกิจที่ก่อนหน้านี้นักลงทุนอาจจะคิดว่ารอดไม่เจ๊งแน่นอนแล้วอย่างพวกร้านอาหารก็กลับไปเสี่ยงเจ๊งได้อีก

    อะไรน่าจะเกิดขึ้นต่อไป

    • ประเทศอื่นที่ยังไม่ทำ National lockdown สุดท้ายคงไม่มีทางเลือกต้องทำแหละ  ไม่งั้นผู้ป่วยล้นโรงพยาบาลจะทำยังไง
    • และการทำ National lockdown ก็แน่นอนจะมีผลต่อเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นแล้วให้ทรุดกลับลงไป
    • เรื่องอื่นๆดูไม่มีสาระสำคัญ
    • การเมืองไทย  ถ้ามองย้อนไปจะพบว่าเหตุการณ์รัฐประหารหรือความรุนแรงตอนม๊อบเสื้อแดงที่มีเผาไม่ได้มีผลต่อตลาดหุ้น  ดังนั้นเรื่องนี้ก็ตัดไปไม่ได้มีสาระสำคัญ
    • การฟื้นตัวของเศรษฐกิจ  ก็เป็นเหตุที่ทำให้ตลาดหุ้นสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา  แต่คนก็รู้ว่ามันจะไม่กลับไปสมบูรณ์เหมือนก่อน COVID-19 จนกว่าปัญหาจะจบถาวร  ดังนั้นประเด็นนี้ก็ไม่น่าจะมีสาระสำคัญ
    • เลือกตั้งสหรัฐ  ใครซักคนก็จะชนะ  ถ้า Trump ชนะก็ดำเนินนโยบายเหมือนเดิมซึ่งตลาดก็รู้อยู่แล้ว  ถ้า Biden ชนะตลาดก็ไม่น่าจะตกใจเพราะก็ยังไม่ได้เริ่มทำอะไร  ดังนั้นเรื่องนี้ไม่น่าจะมีสาระสำคัญ  
    • กำหนดการของวัคซีนดูเหมือนเดิม  ดูน่าจะได้ข้อสรุปจากการทดลองในคน Phase 3 ภายในปลายปีนี้เดือนพฤศจิกายนหรือธันวาคม  และหลังจากนั้นถ้าสรุปคือใช้ได้ปลอดภัยก็จะต้องมีการเร่งการผลิตและกระจายใช้เวลาซักพักหนึ่ง

    แล้วเราควรลงทุนยังไง

    ในความเห็นผม  สิ่งที่เราควรทำก็ยังเหมือนเดิม  ซึ่งคือฉวยโอกาสจากเหตุการณ์ตลาดตกแบบนี้  เราควรเห็นมันเป็นโอกาส  ผมสรุปประเด็นสำคัญมีดังนี้

    1. สุดท้าย COVID-19 ก็เป็นปัญหาชั่วคราว  ปัญหานี้จะจบก็ต่อเมื่อมียาหรือวัคซีนคนถึงจะกลับไปใช้ชีวิตได้ปกติ  การท่องเที่ยวการเดินทางถึงจะมีโอกาสฟื้น
    2. แนวโน้มวัคซีนก็ยังตามกำหนดการเดิม
    3. ดังนั้นภาพรวมกลยุทธ์ก็ยังเหมือนเดิมคือ  เรามองหาธุรกิจที่ปกติแล้วเข้มแข็งทำได้ดี  แต่ดันได้รับผลกระทบจาก COVID-19 ราคาตกรุนแรง  แล้วเราเชื่อว่ามันจะรอดจากวิกฤติไปได้และกลับไปทำได้ดี  อย่างส่วนตัวผมเกณฑ์ที่บอกว่าคิดว่ามันจะรอดคือ  ดูว่ามีเงินสดเหลือมากพอที่จะรอดแบบกรณีเลวร้ายสุดไปได้ถึงอย่างน้อยครึ่งปีหน้า
    4. แต่ทั้งนี้เราก็ต้องระวังมากขึ้นตรงที่  ถ้าเราซื้อบริษัทในยุโรปที่ได้รับผลกระทบจาก National lockdown  เราก็ต้องเผื่อ worst case ว่าไตรมาส 4 ก็จะต้องอนาถพอๆกับไตรมาส 2  คือเราต้องดูว่ามันมีเงินสดมากพอที่จะรอด

    สรุป

    สรุปสุดท้ายสิ่งที่จะฝากโดยเฉพาะกับนักเรียนผมเลยนะคือ  มองออกไปไกลหน่อย  อย่าไปมองอะไรระยะสั้นๆแบบนักลงทุนทั่วไปทำเพราะสุดท้ายเราก็ไม่รู้อยู่ดี  เอาจริงๆไม่มีใครรู้หรอกอย่างตอนฝรั่งเศสประกาศ Lockdown ตลาดตก  พอมาอังกฤษประกาศ Lockdown ซึ่งคือเสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมานี่เอง  วันจันทร์ปรากฎว่าตลาดขึ้น  มันมั่วๆแบบนี้แหละครับ  ดังนั้นอย่าไปเสียเวลาทำเรื่องไร้สาระมองอะไรสั้นๆ  มองข้ามช็อตไปไกลหน่อยแล้วดักทางคนอื่นก่อนเลย

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • อันไหนดีกว่ากัน ซื้อหุ้นดีมาก ราคาตกนิดเดียว กับ ซื้อหุ้นพอใช้ได้ ราคาตกเยอะ ?

    อันไหนดีกว่ากัน ซื้อหุ้นดีมาก ราคาตกนิดเดียว กับ ซื้อหุ้นพอใช้ได้ ราคาตกเยอะ ?

    อันนี้ยากจริง  ตอบตามตรงเลยคือผมก็ไม่รู้ครับว่าทำแบบไหนผลสุดท้ายจะออกมาดีกว่ากัน

    ผมเองก็มีลังเลนะ  คือถ้าเลือกบริษัทที่เข้มแข็งมากและดูแล้วรอดจากวิกฤติแน่นอนอาจเพราะจริงๆไม่ค่อยได้รับผลกระทบตั้งแต่แรก  ข้อดีมันก็คือรอดแน่นอนซึ่งก็หมายความว่ากำไรแน่นอนด้วย  แต่จุดที่เสียเปรียบมีอยู่นิดนึงคือส่วนใหญ่หุ้นพวกนี้มันจะตกไม่เยอะตั้งแต่แรก  ดังนั้นในระยะสั้นช่วงที่มันฟื้นจากวิกฤติก็จะไม่ได้กำไรเยอะเท่าไหร่เทียบกับอีกทางเลือกนึง  แต่ถ้ามองในระยะยาวหลายปีแล้วมันก็จะดีกว่าแน่นอนเพราะบริษัทที่เข้มแข็งมากกว่าปกติมันก็จะเติบโตดีกว่าด้วย

    แต่ถ้าเลือกพวกบริษัทที่เข้มแข็งกลางๆแต่ราคาตกเยอะ  ความได้เปรียบมากอย่างนึงคือคือถ้ามันรอดช่วงวิกฤติมาเราก็จะกำไรกระโดดพรวดขึ้นเลยในช่วงสั้นๆจากการที่ราคามันวิ่งกลับมาที่เดิมก่อนวิกฤติ  แต่ข้อที่ต้องระวังคือไม่รู้จะรอดมั้ยหรือรอดมาแบบบอบช้ำขนาดไหน  และจุดบอดสำคัญคือในระยะยาวหลายปีแล้วมันจะแพ้เพราะบริษัทมันเข้มแข็งสู้ไม่ได้ปกติการเติบโตมันก็จะสู้ไม่ได้ไปด้วย

    โดยสรุปก็คือเลือกระหว่าง  ชอบชัวร์กว่าแล้วก็ซื้อไปไม่ต้องทำอะไรเยอะถือยาวไปเลย  กับชอบความตื่นเต้นซื้อไปเสร็จซักพักผ่านวิกฤติอาจจะต้องขายออกมาไปลงทุนในอย่างอื่น

    หรืออีกแบบนึงถ้าไม่ได้ว่าต้องเลือกซื้อแค่แบบใดแบบหนึ่ง  มองในเชิงกลยุทธ์ที่จะกำไรสูงสุดนะ  ก็คือต้องซื้อแล้วขายออกมาตามลำดับประมาณนี้

    1. ซื้อบริษัทที่เข้มแข็งมากแต่ตกไม่เยอะก่อน  เพราะพวกนี้โดยปกติจะฟื้นเร็วกว่า  ขายเมื่อฟื้นมาแล้ว
    2. ซื้อบริษัทที่กลางๆแต่ราคาตกเยอะต่อ  พวกนี้มักจะโดนผลกระทบจังๆหรือไม่งั้นก็ไม่เข้มแข็งเท่าดังนั้นโดยปกติราคาจะฟื้นช้ากว่า  แล้วก็ขายเมื่อฟื้นมาแล้วเช่นกัน
    3. กลับไปซื้อบริษัทที่เข้มแข็งมากอีกที  ในเวลานี้สถานการณ์น่าจะปกติละดังนั้นระยะยาวบริษัทพวกที่เข้มแข็งมากได้เปรียบ

    แต่นี่คือในอุดมคติสุดๆจังหวะดีสุดๆ  ในความเป็นจริงมันก็จะไม่ง่ายขนาดนี้แน่นอน

    จากประสบการณ์ส่วนตัวที่ผ่านมาคือซื้อที่เข้มแข็งมากไว้ก่อนมักจะออกมาดีกว่า  เพราะเวลาไปซื้อกิจการที่เข้มแข็งกลางๆนี่มันมักจะมีอะไรผิดคาดมา surprise เราบ่อย  แล้วมักจะ surprise ในทางไม่ดีด้วยนะ  แล้วมันก็จะมาถ่วงพอร์ตเรา  ดังนั้นถ้าเป็นผมแนะนำก็ซื้อกิจการที่มันเข้มแข็งมากไว้ก่อนดีกว่าครับ  แต่อันนี้ก็ยอมรับว่าผมก็มีลงทุนในบริษัทที่ชัดเจนว่าเสี่ยงมากกว่าเพราะคาดหวังผลตอบแทนสูงกว่าอยู่เหมือนกันครับ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/courses

  • นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจแบบไหน เหมาะกับสถานการณ์แบบโควิด (นโยบายการเงิน vs นโยบายการคลัง) ?

    นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจแบบไหน เหมาะกับสถานการณ์แบบโควิด (นโยบายการเงิน vs นโยบายการคลัง) ?

    ช่วงนี้กำลังเป็นช่วงที่มีเหตุการณ์โรคระบาดและเศรษฐกิจหดตัว  หลายประเทศก็จะมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาเพื่อช่วยลดผลกระทบจากโรคระบาด  เป็นโอกาสดีที่เราจะทำความรู้จักกับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจให้ละเอียดขึ้นอีกนิดนึง  วันนี้ผมมาอธิบายความแตกต่างระหว่างนโยบายการเงิน (Monetary policy) กับนโยบายการคลัง (Fiscal policy) กันครับ  เผื่อคนที่ยังไม่รู้เรื่องนี้มาก่อนจะได้เข้าใจภาพรวมมากขึ้นและเห็นภาพว่านโยบายที่เค้าพยายามทำกันอยู่มันมีที่มาที่ไปยังไงและทำไมเค้าถึงทำ

    Monetary policy เป็นนโยบายที่ทำงานผ่านปริมาณเงิน (money supply) ในระบบเศรษฐกิจ  โดยมีคนบริหารจัดการเป็นธนาคารแห่งประเทศไทย  เวลาที่เราได้ยินข่าวบอกว่าลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายหรือมีการซื้อพันธบัตร (bond buying) พวกนี้คือ monetary policy  ทำไปเพื่อกระตุ้นให้ธนาคารปล่อยสินเชื่อมากขึ้น, ให้ภาคธุรกิจกู้ยืมเงินได้ถูกลงจะได้ลงทุนเยอะขึ้น, ให้คนเอาเงินออกมาใช้จ่าย

    Fiscal policy เป็นนโยบายที่ทำงานผ่านภาษีและการใช้จ่ายของรัฐบาล  คนที่เป็นคนทำก็จะเป็นรัฐบาล  การกระตุ้นเศรษฐกิจก็ทำได้ทั้งโดยการลดภาษีเพื่อให้คนมีรายได้เยอะขึ้นจะได้ใช้จ่ายได้เยอะขึ้น  หรือไม่ก็ใช้จ่ายกับโครงการต่างๆเยอะขึ้นซึ่งโดยปกติแล้วจะเป็นการใช้จ่ายกับ public goods (สินค้าสาธารณะ) เช่นซ่อมถนน, ทำโรงเรียน, ปรับปรุงระบบประปา, ทำทางรถไฟความเร็วสูง, ฯลฯ  แต่สองแบบนี้มันมักจะระยะยาวและไม่ได้เกิดผลทันที  บางครั้งเพื่อให้เกิดผลอย่างรวดเร็วก็จะมี fiscal policy ที่ใช้จ่ายกับโครงการระยะสั้นเพื่อให้กระตุ้นเศรษฐกิจทันทีเช่น ช็อปช่วยชาติ, ให้เงินช่วยเหลือคนที่ตกงานช่วงโรคระบาด, ฯลฯ

    สังเกตว่าวิธีการของ monetary policy พยายามกระตุ้นเศรษฐกิจโดยให้เอกชนเป็นคนใช้จ่าย  ส่วน fiscal policy คือรัฐบาลเป็นคนใช้จ่ายก่อนเลย

    ทีนี้อย่างกรณีของ COVID-19  นโยบายที่จะได้ผลมากกว่าจะเป็น fiscal policy  เพราะในเวลานี้ต่อให้ใช้ monetary policy ปรับอัตราดอกเบี้ยต่ำลงธนาคารก็ไม่ได้อยากจะปล่อยกู้อะไรนักหนาเพราะตัวเองก็ต้องระวัง NPL ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นแน่นอน  บริษัทก็ไม่มีใครอยากลงทุนอะไรเพิ่มเยอะเพราะสถานการณ์ไม่ปกตินักท่องเที่ยวไม่มี, ช่วงก่อนห้างร้านอะไรก็ถูกสั่งปิด  และคนเองก็ไม่พร้อมจะออกมาใช้จ่ายเพราะบางคนก็ขาดรายได้ไปช่วงนึงและบางส่วนก็ยังใช้จ่ายระมัดระวังไม่ซื้ออะไรใหญ่ๆ  

    แต่ถ้าเป็น fiscal policy ก็ไม่เป็นปัญหาเพราะรัฐบาลเป็นคนใช้จ่ายโดยตรง  และโครงการอย่างการให้เงินช่วยเหลือคนที่ตกงานจากโรคระบาดก็เป็นการช่วยพยุงให้คนยังสามารถใช้จ่ายซื้อสินค้าจำเป็นได้อยู่  ช่วยบรรเทาปัญหาได้ชั่วคราวแล้วก็ภาวนาว่าเมื่อเปิดเศรษฐกิจกลับมาคนจะกลับมาใช้จ่ายปกติ

    ล่าสุดอย่างนโยบายที่ออกมาสนับสนุนให้คนไปท่องเที่ยวแล้วรัฐบาลช่วยออก  ผมก็เห็นด้วยนะ  มันก็คือรัฐบาลพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจแบบที่รัฐไม่ได้ออกเงินอยู่คนเดียวแล้วให้คนทั่วไปช่วยออกเงินด้วย  ถือว่าฉลาดดีอยู่  ในเวลาปกติผมอาจจะด่าเพราะมองว่า fiscal policy แบบนี้มันได้ผลอยู่แวบเดียวไม่เหมือนพวกที่ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานอย่างอื่น  แต่ตอนนี้มันสถานการณ์ผิดปกติจริงๆครับ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/courses