Tag: SET index

  • ดัชนีหุ้นเห็นมีหลายอัน มันคืออะไร ? ต่างกันยังไง ?

    ดัชนีหุ้นเห็นมีหลายอัน มันคืออะไร ? ต่างกันยังไง ?

    มีนักเรียนเราถามเรื่องดัชนีว่ารู้สึกสับสนเห็นมันมีหลายอันเช่น Dow Jones, S&P 500, Russell, etc.  อยากให้อธิบาย  

    โดยไอเดียคือขอให้เข้าใจว่าดัชนีนี่มันมีเยอะแยะไปหมด  แล้วแต่ว่าจะจัดกลุ่มตามอะไรเช่นตามประเทศ, ตามขนาด, ลักษณะธุรกิจ, สไตล์, ฯลฯ  แล้วก็มีคนจัดกลุ่มหลายเจ้าอีกต่างหากซึ่งบางทีก็จัดกลุ่มซ้ำกัน  ดังนั้นอย่าไปสนใจมันมาก  รู้จักไว้แค่ดัชนีหลักๆที่ได้ยินในข่าวบ่อยๆก็พอละ

    เริ่มจากดัชนีของไทยก่อน  หลักๆก็จะมี

    • SET  อันนี้เห็นบ่อยสุด  ดัชนีนี้คือหุ้นทุกตัวใน SET
    • mai  ส่วนอันนี้คือหุ้นทุกตัวในตลาด mai  ซึ่งส่วนใหญ่คือหุ้นเล็กกว่า
    • SET 50  ดัชนีที่รวมหุ้น market cap ใหญ่สุด 50 บริษัท
    • SET 100  อันนี้คือ market cap ใหญ่สุด 100 บริษัท
    • SETHD  อันนี้คือหุ้นปันผลสูง

    ส่วนที่ดัชนีต่างประเทศอันหลักๆที่เรามักจะได้ยินก็จะมี

    • Dow Jones  อันนี้เข้าใจว่าดังเพราะเป็นดัชนีที่เก่าแก่  แต่ในดัชนีมีหุ้นอยู่ 30 บริษัท  มันก็จะไม่ได้สะท้อนภาพรวมของตลาดเท่าไหร่
    • S&P 500  หุ้นใหญ่ 500 บริษัท  อันนี้คนติดตามกันเยอะ
    • Nasdaq  เป็นตลาดหุ้นอีกอันนึงนอกเหนือจาก NYSE  ดัชนี Nasdaq นี่เป็นตัวแทนของหุ้นเทคโนโลยีเพราะหุ้นที่จดใน Nasdaq เป็นหุ้นเทคโนโลยีซะเยอะ
    • Russell 2000  อันนี้คือหุ้นเล็ก 2000 บริษัท  ดัชนีนี้ดังในฐานะตัวแทนของหุ้นเล็ก
    • VIX (CBOE Volatility index)  มาได้ยินช่วงหลังๆนี้  เป็นดัชนีที่วัดความผันผวนของราคาหุ้นในตลาด  เค้ามักจะตีความว่าตลาดผันผวน = คนกำลังกลัว
    • FTSE 100  หุ้นใหญ่สุด 100 บริษัทของตลาดหุ้นอังกฤษ
    • CAC 40  หุ้นใหญ่สุด 40 บริษัทของตลาดหุ้นฝรั่งเศส
    • DAX  หุ้นใหญ่สุด 30 บริษัทของตลาดหุ้นเยอรมัน
    • Euro Stoxx 50  หุ้นใหญ่สุด 50 บริษัทในยูโรโซน  ซึ่งส่วนใหญ่คือหุ้นฝรั่งเศสกับเยอรมัน
    • Nikkei 225  อันนี้ก็ไม่รู้ทำไมมันดังเหมือนกัน  แต่เข้าใจว่าเป็นดัชนีที่ทำโดยหนังสือพิมพ์แล้วได้รับความนิยม  เป็นดัชนีที่เอาหุ้นใหญ่ 225 บริษัทจาก Tokyo Stock Exchange มาทำ
    • S&P/ASX 200  หุ้นใหญ่สุด 200 บริษัทในตลาดหุ้นออสเตรเลีย
    • Shanghai Composite  อันนี้คล้ายๆ SET คือเอาหุ้นทุกตัวในตลาด Shanghai Stock Exchange
    • Shenzhen Component  หุ้นใหญ่สุด 500 บริษัทในตลาด Shenzhen  ชื่อมันจะคล้ายๆกับ Shenzhen Composite
    • Hang Seng  หุ้นใหญ่สุด 50 บริษัทในฮ่องกง
    • Kospi  หุ้นทุกตัวในตลาดหุ้นเกาหลีใต้

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • ทำไมดัชนีตลาด หลังวิกฤติต้องฟื้นกลับมาสูงกว่าเดิม ?

    ทำไมดัชนีตลาด หลังวิกฤติต้องฟื้นกลับมาสูงกว่าเดิม ?

    ส่วนใหญ่เราจะเห็นแบบนั้นใช่  แต่จริงๆแล้วมันไม่ได้ต้องฟื้นกลับมาสูงกว่าเดิมครับ

    อยากให้เข้าใจว่าดัชนีตลาดหุ้นมันคือสะท้อนราคารวมหุ้นทุกหุ้นของทุกบริษัทที่จดทะเบียนอยู่ในตลาด  ซึ่งมันก็มาจากปัจจัยหลักสองอย่างก็คือ ผลกำไรของบริษัททั้งหมดที่ทำได้และระดับความนิยมโดยรวมของคนที่มีต่อการลงทุนในหุ้น (P/E ของทั้งตลาด)

    ที่เราเห็นว่าตอนมีวิกฤติดัชนีตลาดหุ้นตก  ก็เพราะตอนวิกฤติบริษัทผลประกอบการแย่ลงและผลกำไรของบริษัททั้งหมดในตลาดที่ทำได้น้อยลง  บวกกับตอนวิกฤติคนเกิดความกลัวก็เลยทำให้ระดับความนิยมโดยรวมของคนที่มีต่อการลงทุนในหุ้นน้อยลง

    แล้วหลังวิกฤติเศรษฐกิจหุ้นมันจะฟื้นกลับมา  เหตุผลก็เป็นเพราะผลกำไรของบริษัททั้งหมดที่ทำได้มันฟื้นกลับขึ้นมาหลังจากวิกฤติ  ระดับความนิยมโดยรวมที่คนมีต่อการลงทุนในหุ้นก็จะสูงขึ้นเพราะคนเริ่มหายกลัว

    แล้วที่ดัชนีตลาดไปสูงกว่าเดิมทำ New High  เหตุผลก็เพราะผลกำไรของบริษัททั้งหมดที่ทำได้มันโตสูงกว่าตอนก่อนเกิดวิกฤติก็เท่านั้นเองครับ  ตัวระดับความนิยมโดยรวมของคนที่มีต่อการลงทุนในหุ้นอาจจะมีผลบ้างแต่ปกติแล้วมันจะสูงขึ้นไปได้ถึงแค่จุดหนึ่งเท่านั้น  ดังนั้นเหตุผลหลักของการกลับมาสูงกว่าเดิมก็คือแค่เพราะผลกำไรที่บริษัททำได้มันสูงขึ้นกว่าเดิมเท่านั้นเองครับ ไม่มีอะไรซับซ้อนไปกว่านั้น

    ตัวผลกำไรของบริษัททั้งหมดที่อยู่ในตลาดเนื่องจากว่ามันกระจายอยู่ในทุกอุตสาหกรรมและมักเป็นบริษัทใหญ่ๆ  มันก็จะสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันกับเศรษฐกิจของประเทศน่ะแหละครับ

    ดัชนีตลาดหุ้นที่เจอวิกฤติแล้วจนตอนนี้ยังไม่ฟื้นสูงกว่าจุดเดิมก็มี  อย่างเช่นญี่ปุ่นที่ตัวเลข GDP หลังๆมานี้แทบไม่โต

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

  • มาเดากันดีกว่า SET จะโตปีละกี่ %

    มาเดากันดีกว่า SET จะโตปีละกี่ %

    มีคนถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่ในอนาคต SET50 จะให้ผลตอบแทนเฉลี่ยไม่ถึง 10% ต่อปี

    ถ้าตามความเห็นผมก็คิดว่าเป็นไปได้มากที่ SET50 และ SET TRI ผลตอบแทนเฉลี่ยจะไม่ถึง 10%

    ดูอย่างผลตอบแทนกองทุนดัชนี SET50 (Source: AIMC) จะเห็นว่าถ้านับเฉลี่ยช่วง 10 ปีผลตอบแทนมันอยู่ประมาณ 11.42% ต่อปีก็จริง  แต่เฉลี่ยช่วง 5 ปีผลตอบแทนมันอยู่แค่ 2.88% ต่อปีเท่านั้นเอง ตัวเลขที่แตกต่างกันเยอะมากแสดงว่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมากำไรเยอะมันอยู่ที่ 5 ปีแรก  ซึ่งก็เข้าใจได้เพราะเป็นช่วงปีหลังวิกฤติเศรษฐกิจที่ตลาดหุ้นฟื้นอย่างรวดเร็ว ดังนั้นในอนาคตข้างหน้าเราก็ไม่ควรคาดหวังว่าผลตอบแทนของ SET50 มันจะสูงถึง 10-11%

    ส่วน SET TRI สามารถไปดาวน์โหลดข้อมูลจากเวป SET มาจะได้ข้อมูลย้อนหลัง 5 ปี  ซึ่งคำนวณผลตอบแทนเฉลี่ยได้อยู่ที่ 3.55% ต่อปี https://www.set.or.th/set/fetchfile.do?filename=roi/market.xls

    ดูแล้วไม่น่าเป็นไปได้ที่อนาคตผลตอบแทนจะเป็นเฉลี่ยปีละ 10% เหมือนที่ผ่านมา

     

    ทีนี้คำถามต่อมาคือถ้าอย่างนั้นเราควรจะคาดหวังผลตอบแทนจาก SET ซักประมาณกี่ % ต่อปีดี ?

    เอาจริงๆคือไม่มีใครรู้อนาคตหรอกครับ  แต่ถ้าต้องเดา ผมก็นำเสนอวิธีการเดาครับ  เราลองจินตนาการง่ายๆว่า

    ผลตอบแทนของหุ้นทั้งตลาด (Total return)

    =~ Dividend Yield ของหุ้นทั้งตลาด + ราคาที่เพิ่มขึ้นของหุ้นทั้งตลาด

    =~ Dividend Yield ของหุ้นทั้งตลาด + การเติบโตของกำไรของหุ้นทั้งตลาด + การเปลี่ยนแปลงของ P/E ตลาด

    ตัวเลขปัจจุบันของพวกนี้เราสามารถหาได้บนเวปตลาดหลักทรัพย์  ส่วนตัวเลขการที่เป็นการเปลี่ยนแปลงในอนาคตเราต้องเดาเอาเอง

    กำไรของบริษัทในตลาด 5 ปีล่าสุดเท่าที่มีโตเฉลี่ย 6.2%  เอาตัวเลขกำไรสุทธิของทุกบริษัทใน SET ของปี 2017 เทียบกับ 2012  ดาวน์โหลดได้บนเวป SET เช่นกัน

    GDP ของช่วงปีเดียวกันโตเฉลี่ย 2.84%  https://data.worldbank.org/indicator/NY.GDP.MKTP.KD.ZG?locations=TH

    สมมติเราเดาว่ากลางๆระหว่างสองเลขนี้ละกันคือกำไรของหุ้นในตลาดจะโตปีละ 4% ในช่วง 5 ปีข้างหน้า

    • การเปลี่ยนแปลงของ P/E ตลาดก็ต้องเดาเช่นกัน

    ตัวเลขปัจจุบันคือ 19.5 เท่า  เอามาจากไฟล์เดียวกันกับ Dividend Yield

    สมมติเราเดาว่ามันน่าจะเป็น 20 เท่าใน 5 ปีนะ  นั่นก็คือเท่ากับการเปลี่ยนแปลงของ P/E ตลาดคือปีละ 0.51%

    ดังนั้นรวมทุกอย่างเข้าด้วยกันเราก็จะคาดว่า 5 ปีข้างหน้าผลตอบแทนโดยรวมของหุ้นทั้งตลาดน่าจะประมาณ  3.14%+4%+0.51% = 7.65% ต่อปี

    จะเห็นว่าจริงๆคอนเซปต์มันก็ไม่ได้เข้าใจยาก  แต่มันยากตรงการเดาตัวแปรนี่แหละ และดังนั้นเอาจริงๆก็คือไม่มีใครรู้หรอกครับ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg