Tag: stock

  • ต้องถือยาวให้ได้ !!

    ต้องถือยาวให้ได้ !!

    ต้องถือยาวให้ได้ !!

    ผมพบว่าอุปสรรค์สำคัญอันนึงที่ทำให้ลงทุนแล้วไม่ค่อยประสบความสำเร็จ แม้กระทั่งกับนักลงทุนที่รู้เรื่องแล้ว ก็คือไม่สามารถทำใจถือยาวได้ แล้วมันมีทั้งสองด้านด้วยนะ หุ้นขึ้นก็ขาย หุ้นลงก็ขาย

    ปัญหาเรื่องนี้ก็ดูจะมาได้หลายรูปแบบ บางคนตอนซื้อก็ดูมีสติดีอยู่ แต่ซักพักอาจจะตกใจขายตอนตลาดหุ้นตก ทั้งที่บางทีบริษัทที่ตัวเองถืออยู่ได้รับผลกระทบน้อยมาก หรือบางคนก็เป็นลักษณะเปลี่ยนใจไปซื้ออย่างอื่นดีกว่า จะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ผมพบว่ามีนักเรียนเราจำนวนมากที่ถือยาวไม่ค่อยได้

    พอผม Google เรื่องนี้ ปรากฎว่าเป็นกันทั้งโลกนะเนี่ย ไม่ใช่เฉพาะนักเรียนพวกเราหรือคนไทยหรืออะไร

    จากใน chart นี้จะเห็นว่า เฉลี่ยแล้วคน US เองก็ถือหุ้นสั้นลงเรื่อยๆ จากในอดีตนู้นถือหุ้นเฉลี่ยนาน 8 ปี ตอนนี้เหลือไม่ถึงปีละ

    ส่วนของไทยก็ดูจะคล้ายกัน ผมไปดูข้อมูลของตลาดหลักทรัพย์จากลิ้งค์นี้ https://www.set.or.th/th/market/statistics/market-statistics/main ข้อมูลสถิติสำคัญของ SET และ mai แบบรายปี แล้วเอามูลค่าหลักทรัพย์ทั้งตลาดตั้งแล้วหารด้วยตัวเลขมูลค่าการซื้อขายทั้งหมดในปี เราก็จะได้ turnover พบว่าของไทยจะอยู่ประมาณ 0.9-1.1 ปี สั้นพอกัน

    ประเด็นสำคัญของการถือยาวไม่ได้คือผลตอบแทนมันแย่ลงเยอะมากครับ การที่เราอยู่ในหุ้นสั้นๆมันเหมือน handicap เยอะมาก เพราะในระยะยาวแล้วโดยเฉลี่ยหุ้นภาพรวมมันเป็นทิศทางขาขึ้นครับ

    การที่ทิศทางมันเป็นขาขึ้นได้ แปลว่าเฉลี่ยผลตอบแทนต่อวันระยะยาวแล้วมันเป็นบวกนึกภาพออกมะ ดังนั้นก็พูดได้ว่าโดยเฉลี่ยการที่เราไม่อยู่ในหุ้น เท่ากับเราเสียโอกาส ดังนั้นยิ่งใครอยู่นอกตลาดถือเงินสดเยอะหรือถือเงินสดนาน ก็ยิ่งเสียเปรียบมากขึ้นเรื่อย

    ตลาดหุ้นทั่วโลกก็หน้าตาเหมือนกัน

    แล้วคนที่ถือสั้นๆ แต่ไม่ออกจากหุ้นนะ กระโดดไปหุ้นอื่นแทนล่ะ

    ก็เสียเปรียบอยู่ดีครับ อันนี้พูดจากประสบการณ์ตรงส่วนตัวพบว่า
    เสียค่าธรรมเนียมเยอะกว่า
    ไม่มีอะไรบอกได้ว่าหุ้นที่กระโดดไปจะทำได้ดีกว่าหุ้นที่อยู่เดิม
    ส่วนใหญ่แล้วถ้าเราซื้อหุ้นที่ดีได้มาในราคาถูก ถือไปยาวๆกำไรดีมาก แต่เราดันกระโดดออกกลางทาง

    ส่วนใหญ่เป็นข้ออ้าง ลึกๆมาจากความใจร้อนซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ในระยะยาว หรือไม่ก็ไม่ได้ทำการบ้านมาดีเท่าไหร่เลยไม่ได้เชื่อมั่นหุ้นที่ถือขนาดนั้น ซึ่งทั้งสองเรื่องนี้เป็นปัญหา ต้องระวัง

    แล้วทำไงดี ? ทางแก้จริงๆก็ไม่ง่ายเพราะอันนี้มันเป็น impulse บางทีมันอารมณ์ด้วย ควบคุมยาก

    ผมเสนอว่าเขียน commitment ลงไปครับ คนเราในทางจิตวิทยาถ้าเขียนออกมามันจะหนักแน่นกว่า ผมแนะนำว่าคุณเขียนออกมาเลยว่าตัดสินใจซื้อหุ้นอะไร ซื้อเพราะว่าอะไร ทำไมเราเชื่อว่าดี แล้วเราจะถือนานอย่างน้อยแค่ไหน แล้วเป็นไปได้ก็บอกคนใกล้ตัวไว้เลยด้วย มันจะทำให้เราหลุดยากขึ้นครับ

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • ข้อมูลยิ่งเยอะก็ยิ่งดีไม่ใช่เหรอ ?

    ข้อมูลยิ่งเยอะก็ยิ่งดีไม่ใช่เหรอ ?

    ก่อนหน้านี้เคยมีหลายครั้งที่ผมบอกว่าพยายามอย่าฟังข่าวสารข้อมูลอะไรเยอะไป ก็มีคนมีคำถามว่าทำไม การรับข้อมูลยิ่งเยอะยิ่งดีไม่ใช่หรือ มันควรจะเป็นว่าเราควรจะรับข้อมูลให้เยอะที่สุดที่เป็นไปได้แล้วก็พิจารณาข้อมูลพวกนั้นไม่ใช่หรือ

    คำตอบคือมันก็ใช่ ถ้าเราเป็น perfectly rational human อ่ะนะ ภายใต้สมมติฐานว่าเราตัดสินใจแบบมีสติตลอด ไม่มีอารมณ์เลย ฉลาดสุดๆ ไม่มี bias ใด การรับข้อมูลจำนวนมากตลอดเวลาก็ไม่มีปัญหาอะไร

    แต่เอาเข้าจริงเราก็รู้อยู่แล้วนี่ ว่าตัวเราเองก็ไม่เป็นแบบนั้น การรับข้อมูลอะไรที่มันไม่สำคัญเยอะเกินมันทำให้เราสับสน

    งานวิจัยที่ศึกษา human bias มีเยอะแยะ สองอันหลักๆที่ผมอ่านเจอเร็วๆนี้แล้วเกี่ยวข้องกับคำถามนี้ก็จะมี confirmation bias กับ anchoring bias

    Confirmation bias คือ bias ประเภทเลือกรับข้อมูลที่ไปทางเดียวกับความเชื่อเดิมเรา ในขณะที่ไม่รับข้อมูลพวกที่ขัดแย้งกับความเชื่อเรา ก็เลยทำให้การมีข้อมูลเยอะๆก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไร ซ้ำร้ายคือเอาข้อมูลที่จริงๆไม่เกี่ยวเป็น noise แต่ไปในทางสนับสนุนก็ยิ่งทำให้เรามั่นใจมากขึ้นไปอีก

    การทดลองที่ยืนยัน confirmation bias ก็มีเยอะแยะ ยกตัวอย่างอันที่อ่านเจอล่าสุดอยู่ในหนังสือ The Black Swan ของ Nassim Nicholas Taleb เค้าพูดถึงการทดลองอันนึง เอาภาพเบลอของหัวดับเพลิงมาให้คนทาย แบ่งคนเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกแบ่งความเบลอจากเบลอสุดไปชัดมี 10 ระดับ กับอีกกลุ่มมี 5 ระดับ ปรากฎว่ากลุ่มที่มีแค่ 5 ระดับเดาถูกได้เร็วกว่า เค้าพบว่าคนที่อยู่กลุ่มที่มี 10 ระดับเริ่มเดาในหัวก่อน ณ ตอนที่รูปยังเบลอกว่า แล้วหลังจากนั้นความที่เดาไปแล้วทำให้รู้ตัวช้ากว่าเพราะเชื่อสิ่งที่เดาตอนแรก

    หรืออีกอันนึงคือเค้ามีทดสอบคนเดาผลการแข่งม้า โดยตอนแรกให้เดาโดยให้ข้อมูลสำคัญ 10 เรื่อง เสร็จปุ๊บก็ให้ข้อมูลเพิ่มอีก 10 เรื่อง ผลคือข้อมูล 10 เรื่องที่เพิ่มทีหลังไม่ได้ทำให้การเดาแม่นขึ้น มันทำให้คนเดามีความมั่นใจมากขึ้นแค่นั้น

    ส่วน anchoring bias นี่คือการที่บางทีหัวเรายึดติดกับข้อมูลหรือเลขอะไรซักอย่างที่เราเห็นก่อนหน้า

    มันเคยมีการทดลองที่เค้าให้คนหมุนวงล้อสุ่มเลข แล้วให้คนดูตัวเลขที่ได้ซึ่งคนก็รู้อยู่แล้วว่ามันเป็นอะไรที่ random แล้วหลังจากนั้นก็ให้คนเดาว่าในสหประชาชาติมีประเทศแอฟริกันอยู่กี่ประเทศ ผลคือคนที่สุ่มเลขได้เลขที่น้อยมีแนวโน้มที่จะเดาตัวเลขที่ต่ำ ในขณะที่คนที่สุ่มเลขได้เลขที่สูงก็มีแนวโน้มที่จะเดาเลขที่สูงกว่า

    ดังนั้นการที่บางทีใครก็ไม่รู้พูดเลขอะไรซ้กอย่างเช่น SET จะปิด x,xxx จุด หรือหุ้นนี้น่าจะไปถึงราคา xx บาท มันก็จะทำให้เราเกิดการ anchoring กับเรื่องนั้น ฝังหัวเราไปทั้งที่จริงๆเลขพวกนั้นมีเหตุผลหรือเปล่าก็ไม่รู้ เป็นอะไรที่อันตรายมาก

    สรุปแล้วคือ การรับข้อมูลเยอะๆ ไม่ได้เป็นประโยชน์เสมอไปเพราะคนเรามี bias การรับข้อมูลจำนวนมากโดยเฉพาะพวกที่ไม่ใช่เรื่องใหญ่ หรือพวกความเห็นคนนู้นคนนี้ ทำให้เราเขวได้ เป็นปัญหามากกว่าดี

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • Top Down หรือ Bottom Up ดีกว่ากัน ?

    Top Down หรือ Bottom Up ดีกว่ากัน ?

    มีคนถามแนวการลงทุนว่าระหว่างวิเคราะห์แบบ Top Down กับ Bottom Up ผมทำแบบไหน แบบไหนดีกว่ากัน

    เรื่องดีกว่านี่คงบอกยากนะ ผมว่ามันแล้วแต่คนชอบกับว่าลงทุนในอะไรด้วยครับ

    ส่วนตัวนี่ผมลงทุนในหุ้นรายตัว สิ่งที่ทำคือ Bottom Up แน่และที่ผ่านมาก็ได้ผลดีนะ เวลาผมพูดถึง Bottom Up หมายความว่าปกติในการได้มาซึ่งไอเดียในการลงทุนผมเริ่มสนใจจากตัวบริษัทก่อน บริษัททำอะไรขายอะไรมีจุดเด่นยังไง แล้วค่อยไล่ขึ้นมาดูอัตราส่วนทางการเงิน และปกติผมก็จะไม่สนพวกอัตราดอกเบี้ยหรือเศรษฐกิจมหภาคอะไรเท่าไหร่

    แต่ส่วนใหญ่เท่าที่สังเกต คนอื่นเค้านิยมแบบ Top Down มากกว่านะ คือเหมือนจะต้องมาคุยกันเรื่องอัตราดอกเบี้ยปรับขึ้นลง ตัวเลขการจ้างงาน การบริโภค หนี้สาธารณะ ตลาดหุ้นปีนี้จะขึ้นหรือลง อุตสาหกรรมไหนธุรกิจไหนจะเติบโต ซึ่งโดยส่วนตัวผมไม่ค่อยรู้สึกว่ามันเกี่ยวกับการเลือกหุ้นรายตัวเท่าไหร่นะ

    คือผมพบว่าธุรกิจที่ดีมันหาได้ในทุกธุรกิจแหละ เราไม่ได้จำเป็นต้องพยายามเดาว่าอุตสาหกรรมไหนจะมาก็ได้ หาโอกาสในธุรกิจธรรมดาก็ได้ครับ เราแค่ต้องมองหาบริษัทที่มันมีจุดเด่นมีอำนาจบังคับผู้บริโภคได้และมีผลประกอบการสอดคล้อง บางบริษัทที่ผมเห็นทำได้ดีมากเช่น CSX Corp นี่ทำรถไฟ ธุรกิจยุคเก่าสุดๆ แต่ผลประกอบการสม่ำเสมอดีขึ้นต่อเนื่อง ราคาหุ้นก็เช่นกัน 10 ปีขึ้นมา 4 เท่ากว่าได้ ก็ตกเกินปีละ 15% นะ และนี่ไม่รวมผลตอบแทนจากปันผลนะ หรือร้านขายอะไหล่รถยนต์ปลีกอย่าง AutoZone ก็ธรรมดานะ model ธุรกิจไม่ได้เน้น tech หรืออะไร ผลประกอบการก็ดีขึ้นต่อเนื่อง ราคาหุ้น 10 ปีที่ผ่านมาก็ขึ้นมา 5 เท่าได้ ตกประมาณ 17.5% ต่อปี

    หรือบางทีคนก็ดูเลขดัชนี บอกว่าตอนนี้ SET Index 1,699 แล้ว ทุกอย่างแพงไปหมดแล้ว หุ้นไทยไม่น่าลงทุนนู่นนี่นั่น แล้วก็เลยมองข้ามทุกสิ่งอย่างไป แทนที่จะลงไปดูในรายละเอียดมองหาโอกาสอย่างจริงจัง ทั้งที่ในเวลานี้เอาจริงๆพวกกลุ่ม REIT ที่เป็นห้าง, โรงแรมก็ยังถูกกว่าปกติก่อนช่วงโควิดมาก

    ทั้งนี้ Top Down นี่ก็ไม่ใช่ว่าไม่มีประโยชน์นะ หัวหน้าที่ทำงานคุณผมคุณ CEO เค้าก็ใช้มุมมอง Top Down แล้วเค้าก็ทำได้ดี แต่แค่ส่วนตัวผมรู้สึกว่ามันไม่ได้เหมาะกับคนที่จะเลือกลงทุนในหุ้นรายตัว Top Down มันจะไปเหมาะกับคนที่ลงทุนแบบภาพรวมทั้ง sector มากกว่า เช่นสมมติเราบอกเราเชื่อว่ากลุ่มธุรกิจ Metaverse จะมา แต่เราไม่มั่นใจว่าบริษัทไหนจะชนะก็ซื้อกองทุนที่ลงทุนใน sector นั้นทั้งอันไปเลย ถ้าเราเดาทิศทางภาพใหญ่ถูกผลลัพธ์มันก็จะออกมาดี

    สรุปคือผมทำ Bottom Up แหละ และถ้าคุณคิดจะลงทุนในหุ้นรายตัวผมก็แนะนำว่าทำ Bottom Up นะ

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี