Tag: VI

  • VI กับ ลงทุนในหุ้นกลุ่ม Value มันไม่เหมือนกันนะ

    VI กับ ลงทุนในหุ้นกลุ่ม Value มันไม่เหมือนกันนะ

    วีดิโอนี้ผมพูดถึง Value Investing กับ หุ้นกลุ่ม Value นิดนึงว่ามันไม่เหมือนกันครับ

    ผมเจอหลายคนมีความสับสนสองอันนี้ คือคนมักเข้าใจว่า Value Investing นี่คือการลงทุนในหุ้นกลุ่ม Value หรือก็คือหุ้นที่ P/E ต่ำ ซึ่งก็เข้าใจได้นะเพราะชื่อมันคล้ายๆกัน แต่มันไม่ใช่นะ

    หุ้นกลุ่ม Value นี่ปกติเค้าเรียกรวมๆถึงหุ้นที่มีอัตราส่วนอย่าง P/E, Forward P/E, P/B, EV/CFO, ฯลฯ อะไรพวกนี้ต่ำครับ เวลาได้ยินคนบอกว่าเค้าซื้อหุ้นกลุ่ม Value ไอเดียความเชื่อคือบอกว่าการซื้อหุ้นกลุ่มพวกนี้โดยรวมคือซื้อหุ้นถูก และควรจะผลตอบแทนดี ซึ่งโดยปกติคนจะลงทุนในหุ้นกลุ่ม Value ด้วยการซื้อหุ้นที่มีลักษณะแบบนี้จำนวนมากและทำผ่านกองทุนเพราะมันสะดวกกว่า มันเป็นการมองการลงทุนแบบ Top view

    ส่วนถ้าคนพูดถึง Value Investing นี่คือเค้ากำลังสื่อว่าวิธีการตัดสินใจลงทุนเลือกหุ้นเนี่ย ตัดสินใจจากการวิเคราะห์บริษัท, ประเมินมูลค่าพื้นฐาน แล้วก็ซื้อหุ้นเมื่อราคาหุ้นต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐานที่คำนวณได้เป็นหลัก ซึ่งโดยปกติมันจะเป็นการวิเคราะห์หุ้นรายตัวและซื้อแบบเฉพาะเจาะจง มันเป็นการมองการลงทุนแบบ Bottom view

    จุดที่มันต่างคือคนที่ลงทุนแบบ Value Investing อาจจะซื้อหุ้นที่ P/E, Forward P/E, P/B สูงก็ได้ครับ แบบ P/E 35-40 เลยก็ได้ ตราบใดที่เค้าเชื่อว่าการเติบโตในอนาคตของบริษัทนั้นมันสูงมากพอจนทำให้ราคาระดับนั้นเหมาะสม การตัดสินใจจะไม่อยู่บนคำว่า P/E สูงหรือต่ำ การตัดสินใจจะอยู่บนการคาดการณ์หน้าตาในอนาคตของบริษัทและคิดลดกระแสเงินสดจะปันผลหรือ Free cash flow ก็ดีกลับมาเป็นปัจจุบัน หุ้นบางบริษัทที่คนที่ลงทุนแบบ Value Investing ซื้ออาจจะจัดว่าเป็นหุ้น Growth ก็ได้ครับ

    สรุปคือมันเป็นคนละเรื่องกัน อยากให้เห็นภาพเอาไว้ครับ
     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • อัตราส่วนทางการเงินอันไหนสำคัญสุด ?

    อัตราส่วนทางการเงินอันไหนสำคัญสุด ?

    มีคนถามว่าอัตราส่วนทางการเงินอันไหนสำคัญสุด  ต้องดูอันไหนบ้าง  รู้สึกมันมีเยอะไปหมด  ในวีดิโอนี้ผมพูดถึงอันที่ผมมองว่าสำคัญสุดละกัน  โดยเราจะพูดถึงสำคัญ 3 อันดับแรกนะ  เพราะถ้าพูดถึงเยอะกว่านั้นมันก็จะปัญหาเดิมคือรู้สึกมันมีเยอะไปหมด

    1. Return on Equity

    อันนี้สำคัญสุดละ  เพราะอัตราส่วนนี้สื่อว่าเงินของผู้ถือหุ้นทุกๆ 100 บาทที่บริษัทเก็บไว้เอาไปทำให้เกิดกำไรได้กี่บาท  อัตราส่วนนี้ยิ่งเยอะยิ่งดีเป็นธรรมดา  ตัวเลขนี้อาจจะสูงได้ด้วยการที่บริษัทจ่ายปันผลออกมาเยอะๆทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้นเล็กก็เป็นไปได้  กรณีแบบนั้นก็ไม่ได้แปลว่าบริษัทแย่นะแค่ว่าไม่ได้แปลว่าดีมากเฉยๆ

    2. Net Profit Margin

    Net Profit Margin คือสื่อว่าจากทุกรายได้ 100 บาทที่บริษัททำได้  เมื่อหักต้นทุนและค่าใช้จ่ายทุกอย่างแล้วเหลือกี่บาท  ตัวเลขนี้มันต่างกันแล้วแต่ลักษณะธุรกิจ  ผมให้ความสำคัญกับความสม่ำเสมอมากกว่า  กับดูว่ามันไม่ต่ำจนไม่สอดคล้องกับลักษณะธุรกิจ

    3. Interest Coverage

    อัตราส่วนนี้มันก็อยู่ในหมวด liquidity ratio  วัตถุประสงค์คือไว้ดูว่าบริษัทน่าจะจ่ายหนี้ได้มั้ย  ที่ผมนิยมใช้คือ EBIT/Interest expense  ผมไม่นิยมใช้ EBITDA/Interest expense  สิ่งที่อัตราส่วนนี้สื่อคือกำไรจากการดำเนินงานเป็นกี่เท่าของค่าใช้จ่ายดอกเบี้ย  ถ้ากำไรจากการดำเนินงานเป็นหลายเท่าของค่าใช้จ่ายดอกเบี้ย  ก็แปลว่าน่าจะสามารถจ่ายดอกเบี้ยได้  ก็คือเสี่ยงน้อย  ดังนั้นอัตราส่วนนี้ยิ่งเยอะก็ยิ่งดี

    สามอันนี้ส่วนตัวผมว่าสำคัญสุดครับ  ไม่ใช่บอกว่าอันอื่นไม่สำคัญนะ  แค่บอกว่าสามอันนี้สำคัญสุด  เป็นอันที่ยังไงผมต้องดูแน่ๆ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • ถือหุ้นปันผลยาวไปตลอดเลยได้มั้ย ?

    ถือหุ้นปันผลยาวไปตลอดเลยได้มั้ย ?

    ส่วนตัวผมก็ไม่เห็นว่าจะมีปัญหาตรงไหนนะ  ควรหรือไม่นี่น่าจะขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์  ถ้าอยากถือยาวไปตลอดเพื่อเอาปันผลก็ทำได้ครับ

    แต่ทีนี้ถึงแม้ว่าเราจะตั้งใจถือยาวไปตลอดไม่ขาย  ไม่ได้แปลว่าเราไม่ต้องคอยติดตามดูเลยนะ  เพราะหุ้นบริษัทที่เข้มแข็งทำได้ดีอยู่วันนี้ไม่ได้แปลว่ามันจะดีตลอดไป  ถึงจุดหนึ่งบริษัทอาจจะมีคู่แข่งสำคัญโผล่เข้ามาหรือเริ่มตกยุคไปเพราะมีสินค้าบริการที่ดีกว่าหรือเพราะพฤติกรรมลูกค้าเปลี่ยนไป  เราก็ต้องรู้ให้ทันเพราะเราอาจจำเป็นต้องขายออกมา

    โดยรวมแล้วแนะนำว่าคอยติดตามดู

    • ปีละครั้งประมาณเดือนเมษายน  ผลประกอบการของปีก่อนทั้งปีจะออกไปแล้ว
    • ตัวธุรกิจที่บริษัททำยังทำได้ดีอยู่ใช่มั้ย
    • สถานการณ์มีการเปลี่ยนแปลงที่กระทบกับเรื่องที่ทำให้บริษัทเข้มแข็งหรือเปล่า

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • ปัจจัยเชิงคุณภาพของบริษัท อนาคตจะดีขึ้นไปอีก หรือจะหายไป ต้องดูยังไง ?

    ปัจจัยเชิงคุณภาพของบริษัท อนาคตจะดีขึ้นไปอีก หรือจะหายไป ต้องดูยังไง ?

    ก็เป็นคำถามที่ดีแหละ  แต่ในความเป็นจริงคือต้องเข้าใจก่อนว่ามันไม่มีกฎอะไรตายตัวหรือค่าตัวเลขอะไรซักอย่างที่แค่ดูตัวเลขนี้แล้วบอกได้  เพราะสถานการณ์ของบริษัทแต่ละบริษัทหรือธุรกิจแต่ละประเภทมันมีความหลากหลายและต่างกันเยอะเกินกว่าที่จะมีเกณฑ์ตายตัวได้  วีดิโอนี้เราพยายามอธิบายเรียบเรียงความคิดละกันว่าถ้าเป็นเราจะดูอะไรยังไงบ้าง

    ขั้นตอนแรกสุดเลยคือ  เราต้องเห็นภาพก่อนว่าบริษัทมันมีความได้เปรียบเพราะว่าอะไรตั้งแต่แรก  อันนี้สำคัญมากจริงเพราะถ้าไม่รู้ประเด็นนี้คือจบละ  เราไม่มีทางบอกได้ว่าบริษัทจะดีขึ้นหรือแย่ลงแน่นอน  โดยทั่วไปสิ่งที่ควรทำคือถามก่อนเลยว่า “มีเหตุผลอะไรที่คนต้องซื้อของจากบริษัทนี้ ?”  มันมีสินค้าบริการที่แตกต่างออกไปเหรอ  ต่างยังไง  ความต่างนั่นมันสำคัญเพราะอะไร  ทำไมไม่มีใครทำเลียนแบบล่ะ  หรือที่ต้องซื้อเพราะมันทำอยู่เจ้าเดียวเหรอ  ทำไมมันทำอยู่เจ้าเดียวได้ล่ะ  ทำไมไม่มีคนอื่นมาทำแข่ง  เรื่องตรงนี้เป็นอะไรที่เราต้องพยายามทำความเข้าใจแหละ  ไม่มีทางลัด

    เมื่อเราเข้าใจที่มาของความได้เปรียบแล้ว  สิ่งที่เราพยายามทำคือมองดูว่าความได้เปรียบตรงนั้นมันเข้มแข็งขึ้นหรือแย่ลงกว่าเดิม  หลักๆก็คือสังเกตไอตรงเหตุที่มันทำให้บริษัทได้เปรียบนั่นแหละ  ถ้าเป็นเรื่องสินค้าบริการที่แตกต่างก็ต้องคอยดูว่ามันยังแตกต่างอยู่  ถ้าเป็นเรื่องขายอยู่เจ้าเดียวก็ต้องคอยดูว่ามันยังจะขายอยู่เจ้าเดียวอยู่ต่อไปมั้ย

    ส่วนใหญ่ระหว่างเข้มแข็งมากขึ้น, เท่าเดิมกับเข้มแข็งน้อยลง  ที่มันจะมีปัญหากับเราคือกรณีที่มันเข้มแข็งน้อยลงมากกว่า  อาจจะเริ่มจากถามคำถามว่า “ถ้าไม่ซื้อของจากบริษัทนี้  มีทางเลือกอื่นอะไรบ้าง ?”  ทางเลือกอื่นเหล่านั้นมันดูน่าสนใจมากขึ้นกว่าแต่ก่อนมั้ย  หรือทางเลือกอื่นที่ว่านี่ก็ยังดูสู้ไม่ได้ทิ้งห่างเหมือนเดิม

    นอกเหนือจากนี้ก็มีตัวเลขที่ควรสังเกตอื่นๆที่ช่วยบ่งชี้ได้เช่น  ตัวเลขส่วนแบ่งการตลาด (ถ้ามีก็ช่วยได้  แต่บางบริษัทก็หาตัวเลขนี่ไม่ได้), Profit margin  โดยเฉพาะ Gross profit margin กับ Operating profit margin  แย่สุดคือแกว่งรุนแรง  และน่าสงสัยถ้าเห็นว่ามันบีบลงเรื่อยๆ, Customer retention  และอัตราส่วนอื่นๆที่บ่งชี้ว่าลูกค้าชอบบริษัท  ตัวเลขพวกนี้ช่วยได้  แต่จุดบอดของการพึ่งพาตัวเลขพวกนี้อย่างเดียวคือกว่าจะเห็นสัญญาณปัญหาก็คือปัญหาเริ่มเกิดไปซะละ

    มาถึงตรงนี้คุณน่าจะสังเกตได้แล้วแหละว่าการจะสังเกตเรื่องการเปลี่ยนแปลงในอนาคต  มันจะได้เปรียบมากถ้าเราคุ้นเคยกับสินค้าหรือบริการนั้นๆน่ะแหละ  อ่านบทความบนเน็ตมันก็ช่วยอ่ะนะ  แต่ไม่มีทางสู้คนใช้จริงที่ใกล้ชิดสินค้าบริการนั้นๆแน่นอน  ดังนั้นก็เลยเป็นเหตุผลที่เค้าย้ำกันนักหนาว่าลงทุนในบริษัทที่เราชอบและเห็นภาพดีกว่าครับ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • ที่บอกต้องเข้าใจธุรกิจ สรุปนี่คือต้องรู้ประมาณไหน ?

    ที่บอกต้องเข้าใจธุรกิจ สรุปนี่คือต้องรู้ประมาณไหน ?

    โอเคอันนี้ก็เป็นคำถามที่ดี  ที่ผ่านผมก็ไม่เคยพูดให้ชัดเจนว่าที่บอกสิ่งสำคัญคือการทำความเข้าใจธุรกิจนี่มันคือต้องรู้เรื่องอะไรนะ

    เอาจริงๆคือยิ่งเข้าใจมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดีแหละ  ถ้าเราเข้าใจเหมือนคน inside ในอุตสาหกรรมนั้นเลยก็ยิ่งยอดเยี่ยม  แต่ทีนี้วีดิโอนี้ผมพูดถึงขั้นต่ำที่สุดที่ต้องรู้ละกันนะ

    ไอเดียหลักคือ  เราต้องการจะรู้ว่าบริษัทจะยังทำได้ดีต่อไปในอนาคตหรือเปล่า  จริงๆสุดท้ายเราต้องการรู้เพื่อให้ได้ข้อสรุปแค่นี้แหละ  แม้แต่ที่ผมเคยบอกว่าธุรกิจกลุ่มดีหรือแย่วัดกันที่มีอำนาจในการบังคับผู้บริโภคก็คือต้องการจะดูว่าบริษัทจะยังทำได้ดีต่อไปในอนาคตหรือเปล่า  ดังนั้นองค์ประกอบหลักที่เรายังไงก็ต้องรู้

    1. บริษัทนี่สรุปเค้าขายอะไร  ขายยังไง
    2. คนซื้อเป็นใคร  ซื้อไปทำอะไร  ตัดสินใจซื้อจากอะไร
    3. มีเหตุผลอะไรมั้ยที่คนต้องมาซื้อจากบริษัท  มีหลักฐานอะไรมั้ยว่าคนชอบสินค้าบริษัทมากกว่า  หรือบริษัททำได้ดีกว่าคู่แข่ง
    4. สภาพของอุตสาหกรรมโดยรวมเป็นไงบ้าง  มีเรื่องอะไรที่จะมีผลต่อบริษัทได้บ้าง
    5. บริษัทเร็วๆนี้มีการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างและกำลังวางแผนจะทำอะไรอยู่

    หลักๆที่นึกออกก็ประมาณนี้  ที่เหลือคือมันจะไปยากตอนทำจริงละว่าจะหาข้อมูลได้ขนาดไหน  ถึงได้บอกว่าถ้าเป็นไปได้ลงทุนในธุรกิจที่เราคุ้นเคยและเห็นภาพจะดีกว่าเพราะเราได้เปรียบในการทำความเข้าใจน่ะครับ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/courses

  • แบบไหนถึงจะเรียกว่า “โอกาส” ?

    แบบไหนถึงจะเรียกว่า “โอกาส” ?

    วิธีลงทุนที่ผมใช้คือซื้อกิจการที่ยอดเยี่ยมและซื้อมันให้ได้ในราคาถูกโดยอาศัยการฉวยโอกาสจากเวลาที่คนตกใจใช่มั้ยครับ  ทีนี้ก็มีนักเรียนที่ถามว่าอย่าง KTC ที่ราคาตกอย่างรวดเร็วเมื่อสัปดาห์ที่แล้วนี่เรียกว่าเป็น “โอกาส” มั้ย  หรือมันต้องยังไงถึงจะเรียกว่า “โอกาส”

    เอาง่ายๆละกันนะ  เวลาที่หุ้นบริษัทที่เราชอบมันราคาตกลงมาพอสมควรมันก็เรียกว่า “โอกาส” หมดแหละ  เราสมควรจะไปดูในรายละเอียดว่าเกิดอะไรขึ้น  แล้วเราจะซื้อหรือเปล่านี่ก็อีกเรื่องนะ  ไม่ใช่ว่าทุก “โอกาส” ที่เกิดขึ้นเราจะซื้อหมดนี่

    บางคนก็ถามต่อว่าที่บอกราคาตกพอสมควรนี่มันคือต้องตกขนาดไหน ?  มันก็ไม่มีกฎตายตัวอะไรขนาดนั้นนะคือเอาที่คุณว่ามันตกเยอะมากระดับนึงที่จะทำให้คุณสนใจไปดูน่ะ  ส่วนตัวผมก็ตั้งคร่าวๆไว้ว่าตกซัก 15% จะเรียกว่าน่าสนใจ

    แล้วที่ว่าดูในรายละเอียดนี่หลักๆแล้วก็คือดูสาระสำคัญและถามตัวเองในเรื่องต่อไปนี้

    1. ไปดูว่าเรื่องที่ทำให้ราคาหุ้นตกนี่มันเรื่องอะไร
      1. มีผลกระทบกับผลประกอบการจริงหรือเปล่า
      2. ถ้ามี  มีไปตลอดมั้ย
      3. ถ้าไม่ได้มีไปตลอด  บริษัทจะรอดจากเหตุการณ์นี้หรือเปล่า
    2. บริษัทน่าจะยังทำได้ดีต่อไปในอนาคตหรือเปล่า
    3. ด้วยราคานี้เราพร้อมจะเสี่ยงลงทุนในบริษัทนี้มั้ย
    4. คิดเผื่อไว้ด้วยว่า  
      1. สถานการณ์ที่เราคาดว่าจะเกิดขึ้นคืออะไร  ต้องคอยสังเกตอะไร
      2. ถ้าต้องถือหุ้นบริษัทนี้ยาวไป 3-5 ปี  สบายใจที่จะถือมั้ย

    หลักการมันก็มีง่ายๆแค่นี้แหละ  โฟกัสไปที่ตัวธุรกิจของบริษัทแล้วก็เลิกถามคำถามระยะสั้นที่ยังไงมันก็ไม่มีทางรู้เช่นราคามันจะตกลงไปอีกมั้ยหรือซื้อแล้วราคามันจะขึ้นมั้ย  ความยากมันก็จะอยู่ในรายละเอียดที่เราต้องไปหาข้อมูลมากกว่าละ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/courses

  • ลงทุนระยะยาว ยิ่งถือยาว ยิ่งดีหรือเปล่า ?

    ลงทุนระยะยาว ยิ่งถือยาว ยิ่งดีหรือเปล่า ?

    เร็วๆนี้มีคนถามว่าเราควรจะถือหุ้นยาวไปตลอดแบบไม่ขายเลยมั้ย  เพราะเค้าเคยได้ยินว่า Warren Buffett บอกว่า “our favorite holding period is forever”

    คำตอบของผมคือจะทำแบบนั้นก็ได้  แต่จริงๆแล้วไม่ได้จำเป็น

    เอาเรื่อง Warren Buffett ก่อน  เพราะแต่ก่อนผมก็เคยงงจากคำพูดอันนี้ของเค้าเหมือนกัน

    1. จริงๆแล้ว Warren Buffett มีการขายหุ้น
    2. Warren Buffett เคยออกมาอธิบายแล้วว่าบริษัท Berkshire Hathaway ไม่ได้บอกว่าจะต้องถือหุ้นตลอดไป  เค้าแค่บอกว่าไม่มีความคิดที่จะขายบริษัทที่ทำได้ดีและลังเลมากที่จะขายบริษัทที่ทำได้ไม่ดีเท่าไหร่ตราบใดที่เค้าคาดว่ามันจะอย่างน้อยสามารถที่จะสร้างกระแสเงินสดได้อยู่

    3. คน US มี Capital Gain tax  แต่คนไทยไม่มี
    4. สาเหตุสำคัญอันหนึ่งที่ทำให้ Warren Buffett ไม่นิยมขายหุ้นผมคิดว่าเป็นเพราะมันโดนภาษี  ซึ่งสูงถึง 15-20%  ดังนั้นถ้าไม่ใช่ว่าดูแล้วขายออกมาเอาไปลงทุนในอย่างอื่นคุ้มกว่ากันมากจริงๆ  มันก็ไม่คุ้มที่จะขายออกมาตราบใดที่บริษัทยังทำได้พอใช้ได้

      แต่ประเทศไทยไม่มี Capital Gain tax  ดังนั้นมันก็จะคุ้มถ้าขายออกมาแล้วสามารถเอาเงินไปลงทุนในอย่างอื่นที่ผลตอบแทนดีกว่า  ดีกว่าแค่นิดเดียวก็ดีกว่าละเพราะตอนขายเราไม่เสียอะไร

     

    ดังนั้นในมุมมองผมการจะถือยาวๆไปเลยมันก็เป็นเรื่องดี  ถ้า

    1. บริษัทยังทำได้ดีอยู่  เราก็ไม่รู้จะขายออกมาทำไมให้พลาดโอกาส
    2. เราขี้เกียจหาโอกาสอื่น

     

    แต่ก็อย่างที่บอกว่าไม่ได้จำเป็นต้องถือยาวไปตลอดถ้า

    1. บริษัทดูมีแววจะทำได้เลวร้ายลง
    2. เห็นโอกาสอื่นที่คิดว่าน่าจะให้ผลตอบแทนดีกว่าถือต่อพอสมควร

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/courses

  • แบบทดสอบ : คุณเป็น VI แค่ไหน ?

    แบบทดสอบ : คุณเป็น VI แค่ไหน ?

    เร็วๆนี้ผมไปทำ Quiz ของ Schroders บริษัทบริหารจัดการลงทุนในอังกฤษแล้วรู้สึกว่าสนุกดีก็เลยแปลบางส่วนมาให้ลองทำดูครับ

    1. สำหรับนักลงทุนสาย VI “ความเสี่ยง” สอดคล้องกับข้อใดต่อไปนี้ ?
      • ความผันผวนคือความเสี่ยง
      • หุ้นที่ราคาถูกมีความเสี่ยงสูงเสมอ
      • ความเสี่ยงคือโอกาสที่จะสูญเสียเงินต้นอย่างถาวร
    2. ถ้าอิงตามที่เรียนมาในห้องเรียน “ความเสี่ยง” มันจะวัดด้วยความผันผวน  แต่สำหรับนักลงทุนสาย VI แล้ว “ความเสี่ยง” คือโอกาสที่จะสูญเสียเงินต้นอย่างถาวรต่างหาก  โดยปกติแล้วมูลค่าที่แท้จริงของหุ้นไม่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ที่เราเห็นราคามีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วในระยะสั้นมันเป็นตัวบ่งชี้ถึงอารมณ์ของคนในตลาดมากกว่า  ที่จริงแล้วความผันผวนเป็นสิ่งที่สร้างโอกาสให้กับนักลงทุนระยะยาวด้วยซ้ำ
       

    3. เวลาตัดสินใจลงทุนในหุ้น  นักลงทุนสาย VI มองระยะยาวแค่ไหน
      • 1 เดือน
      • 1 ปี
      • 3-5 ปี
    4. การลงทุนในหุ้นแบบ VI คือมองหาหุ้นที่ราคาตอนนี้ต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง  ซึ่งโดยปกติมันต้องใช้เวลานานหน่อยกว่าตลาดจะเริ่มมองเห็นมูลค่าของบริษัทและราคาหุ้นเริ่มสูงขึ้นมาหามูลค่าที่แท้จริง
       

    5. ปัจจัยอะไรสำคัญต่อผลตอบแทนการลงทุนที่สุด
      • ราคาที่ซื้อ
      • โอกาสการเติบโตของบริษัท
      • สภาพเศรษฐกิจ
    6. ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการลงทุนมากที่สุดคือราคาที่ซื้อ  โอกาสการเติบโตของบริษัทกับสภาพเศรษฐกิจมันเป็นเรื่องที่นักลงทุนควบคุมไม่ได้  และต่อให้โอกาสการเติบโตของบริษัทไม่สูงกับสภาพเศรษฐกิจไม่ดีแต่ถ้าได้ซื้อในราคาที่ต่ำเพียงพอมันก็ยังเป็นการลงทุนที่ดีในระยะยาวได้
       

    7. เงินเฟ้อกับอัตราดอกเบี้ยสำคัญแค่ไหน
      • สำคัญเพราะปัจจัยพวกนี้เกี่ยวข้องกับสภาพเศรษฐกิจ
      • อัตราดอกเบี้ยสำคัญ  เงินเฟ้อไม่สำคัญ
      • ไม่สำคัญทั้งคู่
    8. ทั้งสองปัจจัยเป็นอะไรที่เราไม่สามารถรู้อะไรล่วงหน้าได้  การไปคิดถึงมันไม่เกิดประโยชน์อะไรและการตัดสินใจลงทุนของเราไม่ควรให้ปัจจัยพวกนี้มามีผลกระทบ
       

    9. บริษัทปรับคาดการณ์ผลประกอบการลง -10%  ราคาหุ้นของบริษัทเลยตกไป -30% สิ่งที่เราควรทำคือ …
      • ซื้อหุ้นทันทีเพื่อให้ได้ราคาใหม่ที่ถูกลงเยอะแล้วนี้
      • ขายหุ้นทันทีเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่ราคามันจะตกลงไปอีก
      • ศึกษาข้อมูลที่บริษัทประกาศและดูว่ามันทำให้พื้นฐานของบริษัทเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญหรือไม่
    10. นักลงทุน VI มองการลงทุนระยะ 3-5 ปี  การตอบสนองทันทีกับสิ่งที่อาจจะเป็นเรื่องระยะสั้นไม่สอดคล้องกับแนวการลงทุน  สิ่งที่ควรทำคือใจเย็นๆแล้วทำความเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นเพื่อประเมินว่าพื้นฐานของบริษัทมีการเปลี่ยนแปลงไปจากที่คาดรุนแรงหรือเปล่า  แล้วจึงค่อยคิดว่าต้องซื้อหรือขายอะไรมั้ย
       

    11. หุ้นขึ้นมา 30% ในช่วงเดือนเดียว  ตลาดคาดว่าบริษัทจะเติบโต 100% และราคาหุ้นปัจจุบันสะท้อนความคาดหวังนี้แล้ว  สิ่งที่เราควรทำคือ …
      • ซื้อหุ้นเนื่องจากมันมีโมเมนตัมชัดเจน
      • อย่าซื้อเพราะกรณีนี้ไม่เข้าข่ายหุ้นราคาถูก
      • ซื้อเพราะถ้ากำไรของบริษัททำได้ดีกว่าที่ตลาดคาดราคานี้ก็ถือว่าถูก
    12. หุ้นนี้ราคาสูงขึ้นมามากจากความคาดหวังว่าบริษัทจะทำได้ดีขึ้น 100% เป็นอะไรที่เยอะมากแล้ว  ไม่เข้าข่ายธุรกิจที่ราคาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง ไม่เหมาะกับการลงทุนสาย VI
       

    13. สมมติว่าธนาคารแห่งประเทศไทยบอกว่าจะขึ้นอัตราดอกเบี้ย  สิ่งที่เราควรทำคือ …
      • ปรับพอร์ตการลงทุนให้จะได้ประโยชน์จากการขึ้นอัตราดอกเบี้ย
      • ขายหุ้น  เพราะการขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะทำให้โดยรวมคนอยากลงทุนในหุ้นน้อยลง
      • ไม่สนใจ  ให้ความสำคัญกับการซื้อหุ้นในราคาถูกต่อไป
    14. ปัจจัยพวกนี้ไม่แน่นอนคาดเดาไม่ได้และไม่ควรให้มันมีผลต่อการตัดสินใจลงทุนของเรา

     

    เป็นไงบ้างครับ  เราเป็นนักลงทุน VI ขนาดไหนกันบ้างครับ ?

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

  • สาย VI ต้องรู้ : รอช้อนหุ้นช่วงวิกฤติ VS “Buy & Hold” กลยุทธ์ไหนให้ผลตอบแทนสูงกว่ากัน ?? (สถิติ)

    สาย VI ต้องรู้ : รอช้อนหุ้นช่วงวิกฤติ VS “Buy & Hold” กลยุทธ์ไหนให้ผลตอบแทนสูงกว่ากัน ?? (สถิติ)

    มีคนถามผมว่า “เราควรจะลงทุนเลย หรือ รอให้ตลาดตกรุนแรงก่อน แล้วค่อยซื้อหุ้นในราคาถูก”

    วันนี้ผมเลยมาทำวีดิโอให้ข้อมูลว่า จากข้อมูลเชิงสถิติ การลงทุนแบบรอช้อนหุ้นช่วงวิกฤติ หรือ ซื้อหุ้นเลย แล้ว Buy & Hold กลยุทธ์ไหนให้ผลตอบแทนสูงกว่า เพื่อทุกท่านจะได้นำไปปรับใช้กันครับ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg