Tag: ตอนนี้ลงทุนยังไง

  • สถานการณ์ตลาดหุ้น May 2022 – นี่มันโอกาสหรือวิกฤติ ?

    สถานการณ์ตลาดหุ้น May 2022 – นี่มันโอกาสหรือวิกฤติ ?

    ช่วงนี้รู้สึกมีหลายคนแม้กระทั่งนักเรียนของเราที่ถามความเห็นเกี่ยวกับสภาพเศรษฐกิจ และมีความสงสัยว่าช่วงนี้ถือว่าเป็นโอกาสในการซื้อหรือไม่ หรือควรจะถือเงินสดรอดี วีดิโอนี้ผมพูดจากมุมมองผมครับ

    ก่อนอื่นเพื่อความไม่สับสน ผมบอกชัดๆก่อนเลยว่าโดยส่วนตัว ผมมองสถานการณ์การลงทุนตอนนี้ว่าเป็นโอกาส เป็นโอกาสที่จะซื้อหุ้นดีในราคาถูก เพราะผมเชื่อว่าความเสี่ยงในเวลานี้เป็นเรื่องชั่วคราวครับ และเพื่อให้เข้าใจตรงกันสำหรับคนไม่รู้จักผมมาก่อน ระยะเวลาการรอ 2-3 ปีสำหรับผมคือสั้นนะครับ

    เราพูดถึงเทรนด์ภาพกว้างก่อน เรามองภาพเศรษฐกิจช่วงยาวหลายปีนิดนึง
    2019 เศรษฐกิจโลกก็ยังเติบโตดีๆอยู่ไม่มีอะไรถูกมะ
    2020 ก็มีโควิดโผล่เปรี้ยงขึ้นมา ทำให้เศรษฐกิจหดตัว ซึ่งอันนี้ก็เข้าใจได้เพราะประเทศจำนวนมากปิดธุรกิจปิดการเดินทาง จงใจหยุดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ปีนี้นี่มี deflation เลย คือราคาสินค้าบริการตกต่ำลงเยอะมาก เพราะความต้องการอยู่ๆก็หายวูบไป โชคดีเรามีวัคซีนโผล่มาตอนปลายปี
    2021 เป็นปีแห่งการเร่งฉีดวัคซีนใช่มะ เศรษฐกิจประเทศไหนที่ฉีดวัคซีนได้เยอะแล้วเริ่มเปิดกลับมาให้คนใช้ชีวิตปกติ ประเทศนั้นเศรษฐกิจก็ฟื้นตัว ส่วนใหญ่ก็จะเป็นช่วงปลายปี ช่วงนี้เศรษฐกิจโตและเงินเฟ้อก็โตพรวดเลยจากการที่อยู่ๆความต้องการในสินค้าและบริการก็สูงขึ้นมาพร้อมๆกัน
    2022 ก็คือปีนี้ ซึ่งจริงๆถ้าไม่นับเหตุการณ์พิเศษอย่างสงคราม ภาพรวมคือประเทศส่วนใหญ่ฉีดวัคซีนได้เยอะละหรือไม่ก็มีคนติดโควิดไปเยอะละประชาชนเลยมีภูมิ ประเทศต่างๆเปิดมาปกติให้คนใช้ชีวิต การท่องเที่ยวควรจะเป็นภาคธุรกิจต่อไปที่จะฟื้น นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ก็มองว่าเงินเฟ้อที่สูงน่าจะคลี่คลายลงเมื่อภาคการผลิตกลับมา หรืออย่างน้อยก็น่าจะไม่เป็นปัญหามากเป็นสิ่งที่ธนาคารกลางสามารถจัดการได้ด้วยการขึ้นอัตราดอกเบี้ย มันเป็นปีแห่งการกลับเข้าสู่สภาวะปกติ เป็นช่วงของการฟื้นตัวนะ

    แล้วจริงๆตัวเลขพวกเรื่องการท่องเที่ยวก็บบ่งชี้ไปทางการฟื้นตัวชัดเจนนะ
    • ตัวเลขคนเดินทางของ US กลับมาประมาณ 90% เทียบกับปี 2019 ละ

    • Fraport ที่บริหารสนามบินในยุโรปหลายแห่ง เค้าก็บอกว่าไตรมาสแรกปีนี้ ตัวเลขดีขึ้นกว่าปีที่แล้วอย่างก้าวกระโดด ถึงแม้ว่าจะยังห่างจากปี 2019

    • ตัวเลขรายได้ไตรมาสแรกของ Booking Holdings กับ Expedia ที่ทำธุรกิจนายหน้าเวปจองตั๋วเครื่องบินโรงแรมก็ทำได้ดีขึ้นชัดเจน

    นั่นคือภาพรวมของเทรนด์ภาพใหญ่ แต่ทีนี้ปี 2022 ก็ดันมีเหตุการณ์ที่ไม่มีทางเดาได้เลยโผล่มาทำให้การฟื้นตัวอาจจะสะดุด คนกังวลว่าเศรษฐกิจอาจจะไม่ได้ฟื้นตัวดีอย่างที่คาด หรือเผลอๆถดถอยด้วยซ้ำ และความกลัวนี้ก็เป็นประเด็นว่าทำไมหุ้นช่วงนี้มันตกกันจัง

    แล้วทำไมคนกังวลว่าจะมีเศรษฐกิจถดถอยล่ะ เรื่องหลักคือมาจากเงินเฟ้อที่สูงบวกกับการที่ธนาคารกลางประเทศต่างๆอาจจะต้องปรับอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นมากเพื่อสู้กับเงินเฟ้อ และสองเรื่องนี้มีความเสี่ยงที่จะทำให้เศรษฐกิจถดถอย

    เรื่องเงินเฟ้อ
    เงินเฟ้อที่สูง อันนี้ก็เป็นประเด็นจริงๆ เพราะการที่ราคาสินค้าและบริการสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว มันต้องมีผลทำให้คนบริโภคน้อยลงแน่นอนอยู่แล้วครับ และถ้าคนบริโภคน้อยลงการลงทุนผลิตสินค้าก็จะน้อยลงเป็นธรรมดา แล้วมันจะมีผลต่อเศรษฐกิจแน่ขึ้นอยู่กับว่าเงินเฟ้อนี่สูงขนาดไหนและสูงอยู่นานหรือเปล่า อย่างดีก็อาจจะทำให้ปีนี้ที่ควรจะเศรษฐกิจฟื้นตัวฟื้นน้อยกว่าที่คาด หรืออย่างเลวร้ายอาจจะถึงกับเศรษฐกิจถดถอยทีเดียว

    ซึ่งปัญหาในเวลานี้คือมันดูมีแววจะสูงอยู่นานไง เป็นเพราะมันมีปัจจัยไม่คาดคิดอย่างราคาพลังงานที่สูงขึ้นมากจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน หรือ Zero-COVID policy ของจีนที่อาจจะทำให้ห่วงโซ่อุปทานมีปัญหาได้ แล้วก็ยังมีอินโดนีเซียห้ามส่งออกน้ำมันปาล์ม อินเดียห้ามส่งออกข้าวสาลี เรื่องอะไรพวกนี้มันเป็นส่งผลให้เงินเฟ้อสูงจากฝั่งของ supply โดยรวมมันก็เป็นความเสี่ยงที่สูงขึ้นจริงๆ

    เรื่องความพยายามในการควบคุมเงินเฟ้อ
    ทีนี้พอเงินเฟ้อสูงบวกกับช่วงที่ผ่านมาอัตราการว่างงานก็ต่ำ ธนาคารกลางในหลายประเทศก็กลัวว่าเศรษฐกิจจะร้อนแรงเกินไปแล้วมีปัญหาในภายหลัง เค้าก็พยายามที่จะควบคุมเงินเฟ้อ ไม่อยากให้เงินเฟ้อมันสูงเป็นระยะเวลานานเกินไป ธนาคารกลางในหลายประเทศก็เริ่มปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายสูงขึ้นเพื่อลดความต้องการของคนในประเทศ เงินเฟ้อจะได้ลด

    สิ่งที่คนกลัวคือ ในเวลานี้เงินเฟ้อมันมาจากปัจจัยฝั่ง supply ด้วย ไม่ใช่แค่จากความต้องการสินค้าบริการอย่างเดียวละ การปรับอัตราดอกเบี้ยที่มากเกินไป อาจจะทำให้ความต้องการสินค้าบริการหดตัวเยอะเกิน จนกลายเป็นเศรษฐกิจหดตัวได้ หรือถ้าปรับน้อยไปช้าไปก็อาจจะทำให้เงินเฟ้อสูงอยู่นานเกินไป มีผลกระทบกับเศรษฐกิจอยู่ดี Fed เองล่าสุดก็บอกอยู่ว่าเค้าไม่สามารถการันตีได้ว่าเศรษฐกิจจะ soft landing นะ อาจจะเป็น hard landing ก็ได้

    รวมๆสองปัจจัยนี้ก็เลยทำให้คนกังวลว่าเศรษฐกิจในอนาคตจะไม่ดีนะ แล้วก็เลยทำให้หุ้นตกครับ

    แล้วทำไมผมถึงมองว่าเป็นโอกาสล่ะ ไหนบอกว่ามันมีโอกาสเกิดเศรษฐกิจถดถอยไง
    • โอกาสที่จะเกิดเศรษฐกิจถดถอยมี แต่มันไม่ได้ว่าจะเกิดแน่นอนนะ อาจจะแค่โตน้อยกว่าที่คาดแต่ยังเติบโตอยู่ก็เป็นไปได้ เพราะความต้องการในการบริโภคยังมีอยู่ และคนก็มีเงินเก็บด้วยจากการที่ช่วงโควิดที่ผ่านมาอั้นการใช้จ่ายมา การจ้างงานก็อยู่ในระดับสูง
    • ถึงจะมีเศรษฐกิจถดถอย มันก็ไม่ได้ดูสถานการณ์จะเลวร้ายไปกว่าตอนวิกฤติ 2008 ที่บริษัทจะเจ๊ง อันนี้อย่างมากก็แค่ของแพงและคนซื้อน้อยลงเท่านั้นเอง
    • เงินเฟ้อที่สูงก็ไม่น่าจะอยู่ระยะยาว ดูจะมาจากปัจจัยชั่วคราวมากกว่า สงครามก็ไม่ใช่ว่าจะสู้กันไปเรื่อย การผลิตน้ำมันเมื่อเวลาผ่านไปก็เพิ่มขึ้นได้ จีนก็ไม่มีทางปิดประเทศยาวนานจนกระทบเศรษฐกิจตัวเองแน่
    • สุดท้ายเลยคือ บริษัทที่เข้มแข็งน่าจะรอดผ่านเงินเฟ้อสูงไปได้สบายๆไม่มีปัญหา ความเสี่ยงที่บริษัทที่เข้มแข็งจะเจ๊งเลยจากสถานการณ์แค่นี้แทบเป็นไปไม่ได้ ราคาหุ้นตกเละเทะกลายเป็นโอกาสสำหรับเรามากกว่าตราบใดที่เราถือยาวได้ซักอย่างน้อยสองสามปี

     
    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • อัพเดทกลยุทธ์การลงทุน : ตอนนี้ความเสี่ยงสูงขึ้นกว่าต้นปี

    อัพเดทกลยุทธ์การลงทุน : ตอนนี้ความเสี่ยงสูงขึ้นกว่าต้นปี

    เราเพิ่งทำวีดิโออัพเดทสถานการณ์ไปเมื่อต้นเดือนมิถุนายนนี้เอง  แต่ดูเหมือนสถานการณ์ตอนนี้เปลี่ยนไปละมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นกว่าที่คาดไว้ตอนแรก  คนที่ถือหุ้นที่ได้รับผลกระทบจากโควิดแล้วคาดว่าโควิดจะจบอาจจะมีความเสี่ยงมากขึ้น

    ท้าวความเดิมนิดนึง  ตอนต้นปีช่วงต้นเดือนมกราคม  ภาพที่เราเห็นคือประเทศมีเงินอย่างอเมริกากับอังกฤษและตามมาด้วยยุโรปกำลังพยายามเร่งฉีดวัคซีน  ในเวลานั้นความเสี่ยงหลักคือเราไม่รู้ว่าฉีดวัคซีนไปแล้วคนจะสามารถกลับมาใช้ชีวิตปกติได้จริงมั้ย  แต่ถ้าเทียบกับกลางปี 2020 สถานการณ์ก็ถือว่าเสียงน้อยกว่ามากเพราะในเวลานั้นเรายังไม่รู้เลยว่าวัคซีนจะได้เมื่อไหร่  คาดการณ์ว่าจะนานแต่ปรากฎว่าปลายปี 2020 นี่คือวัคซีนเริ่มอนุมัติละ

    พอเวลาผ่านไปซักพัก  ประมาณเดือนมีนาคม-เมษายน  เราเริ่มเห็นตัวอย่างประเทศที่ฉีดวัคซีนไปได้เยอะมีจำนวนผู้ป่วยใหม่ลดลงเยอะ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งอิสราเอลดูชัดสุด  เป็นสัญญาณว่าวัคซีนได้ผล  ในเวลานั้นถึงแม้ว่าเราจะเห็นจำนวนผู้ป่วยในไทยเพิ่มขึ้น  ผมก็ไม่ได้ตกใจอะไรมาก  เพราะสุดท้ายเกมภาพใหญ่คือเรารู้อยู่แล้วว่าคนจะกลับมาใช้ชีวิตปกติได้จริงๆก็ต่อเมื่อมีวัคซีนหรือยาเท่านั้น  การที่มีระบาดกลับขึ้นมาในประเทศไทยก็ไม่ได้แปลกเพราะเรายังไม่ฉีดวัคซีนและมันก็แค่ทำให้ระหว่างทางเลวร้ายลงเท่านั้นเอง  จากเดิมที่คิดว่าเราจะประคองสถานการณ์ไปจนฉีดวัคซีนจบแล้วก็จบสมบูรณ์  ก็กลายเป็นว่าระหว่างทางคนจะต้องมีการปิดธุรกิจมีมาตรการที่มีผลกระทบกับคน  แต่จุดปลายทางเราก็ต้องจบด้วยมีวัคซีนหรือยาอยู่ดี  สถานการณ์โดยรวมจริงๆความเสี่ยงน้อยกว่าต้นปีอีก  เพราะอย่างน้อยเรารู้แล้วว่าวัคซีนได้ก็จบ

    หลังจากนั้นเราเริ่มเห็นประเทศที่ฉีดวัคซีนเยอะเริ่มให้คนกลับมาใช้ชีวิตปกติ  อเมริกา, อังกฤษ, ยุโรป  เราเริ่มเห็นการท่องเที่ยวการเดินทางของประเทศพวกนี้เริ่มฟื้น  ในเวลานั้นก็ยิ่งความเสี่ยงน้อยลงไปอีก

    จนสถานการณ์มีการเปลี่ยนแปลงอีกทีตอนที่เห็นชัดเจนเลยว่าการระบาดกลับมาเยอะในอังกฤษเพราะโควิดสายพันธุ์เดลต้า  ตอนนี้ผู้ป่วยใหม่ในอังกฤษสูงขึ้นวันนึงเกิน 50,000 คน  คำถามสำคัญคือมันจะทำให้มีผู้ป่วยหนักเยอะขึ้นจนเตียงเต็มแล้วสุดท้ายต้องปิดธุรกิจนู่นนี่นั่นอีกหรือเปล่า

    ถ้าใช่  งั้นเงินลงทุนที่เราซื้อหุ้นโควิดไปก็เสี่ยงทันที  จากเดิมที่เราคาดว่าวัคซีนมาแล้ว  ฉีดถึงจุดนึงจะจบ  คนจะเริ่มทยอยกลับมาใช้ชีวิตได้ปกติ  การท่องเที่ยวฟื้น  มันก็ไม่แน่ละไง  เพราะอย่างอังกฤษนี่ฉีดวัคซีนไปได้เยอะมาก  ประชากรทั้งประเทศฉีดวัคซีนครบ 2 เข็มแล้วเกิน 50%  ถ้าขนาดนี้ยังกลับมาใช้ชีวิตปกติไม่ได้นี่แปลว่าประเทศอื่นก็จะมีปัญหาเดียวกัน  แล้วเมื่อไหร่จะจบล่ะถ้างั้น

    ถ้าไม่ใช่  คือคนป่วยเยอะแต่อาการไม่หนักหรืออะไรก็แล้วแต่  สุดท้ายคนใช้ชีวิตปกติได้ไม่ต้องกลับมาปิดธูรกิจปิดท่องเที่ยว  งั้นก็ไม่มีปัญหา  เรายังเห็นทิศทางว่าโควิดจะจบได้

    หลักฐานในเวลานี้ก็ดูก้ำกึ่ง

    • อย่างแรกเลยคือจำนวนผู้ป่วยเยอะขึ้น  ผู้ป่วยใหม่ต่อวันเกิน 10,000 คนมาตั้งแต่กลางเดือนมิถุนายนแล้ว  แต่จำนวนคนตายกับคนป่วยอาการหนักดูเหมือนจะไม่ได้สูงขึ้นตาม  เหมือนจะเป็นหลักฐานว่าวัคซีนได้ผล

    • แต่ถ้าวัคซีนได้ผล  ทำไมจำนวนคนป่วยมันยังเพิ่มขึ้นเร็วขนาดนี้  ไม่ใช่ว่ามันควรจะป้องกันการติดและกระจายของเชื้อหรอกหรือ

    ดังนั้นเวลานี้เราควรจะจับตามองอังกฤษเป็นพิเศษ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งวันจันทร์ที่ 19 กรกฎาคมที่ผ่านมาเค้าอนุญาตให้คนกลับมาใช้ชีวิตเต็มที่ละด้วย  ไม่มีบังคับให้ใส่หน้ากาก  ร้านอาหารไนท์คลับอะไรจัดได้เต็มที่ไม่จำกัดจำนวนคน  เราต้องดูว่าสุดท้ายจำนวนคนป่วยจะหนักจนต้องกลับไปปิดธุรกิจอีกหรือเปล่า

    มุมของการลงทุนเรา

    แล้วในมุมของการลงทุนเราล่ะ  ต้องทำอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่า  อันนี้ผมก็ว่าแล้วแต่คน  ถ้าสำหรับผมในเวลานี้คือเห็นภาพว่าความเสี่ยงสูงมากขึ้น  แต่ยังไม่ถึงขึ้นต้องรีบหนีหรืออะไร  แต่สมควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด  โดยรวมแล้วคือ

    • ถ้าเราถือบริษัทที่กระทบแต่ยังไม่ถึงขาดทุน  พวกนี้ก็ไม่มีปัญหาเหมือนเดิม  เพราะมันรอได้อยู่แล้ว
    • ประเด็นมันจะอยู่ที่บริษัทที่กระทบจนขาดทุน  พวกนี้จากเดิมเราคิดว่ามีเงินทุนพอที่จะทนได้  ถ้าอยุ่ๆสถานการณ์เปลี่ยนโควิดไม่จบด้วยวัคซีนชุดนี้  คำถามคือแล้วมันจะจบเมื่อไหร่  เราอาจจะต้องพิจารณาแล้วว่าบริษัทที่ว่าขาดทุนนี่  ขาดทุนเยอะขนาดไหนล่ะ  รายได้มันต้องฟื้นกลับมาเป็นกี่ % เทียบกับปีปกติมันถึงจะรอด  ดูแล้วห่างมั้ย  ตอนนี้มีเงินทุนเหลือทนได้อีกนานแค่ไหน  แล้วสมมติต้องระดมทุนเพิ่มมันน่าจะยังทำได้อยู่มั้ย  มีหนี้สินอยู่เยอะมากอยู่แล้วหรือเปล่า  ฯลฯ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี