Tag: รัฐบาล

  • ตลาดหุ้นตกส่งผลยังไงกับเศรษฐกิจ ทำไมภาครัฐต้องพยายามพยุงราคาหุ้นด้วย ?

    ตลาดหุ้นตกส่งผลยังไงกับเศรษฐกิจ ทำไมภาครัฐต้องพยายามพยุงราคาหุ้นด้วย ?

    มีคนถามว่าตลาดหุ้นตกมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างไร  คือประเด็นของคำถามนี่คือเค้ารู้แหละว่าเศรษฐกิจน่ะมีผลต่อตลาดหุ้น  และเค้าก็รู้ว่าที่ซื้อขายหุ้นกันอยู่ในตลาดส่วนใหญ่เป็นซื้อไปมาระหว่างนักลงทุนด้วย  ราคาหุ้นที่สูงขึ้นไม่ได้ทำให้บริษัทกำไรมากขึ้น  ราคาหุ้นที่ต่ำลงก็ไม่ได้ทำให้บริษัทกำไรน้อยลง  แล้วทำไมดูเหมือนภาครัฐเป็นกังวลเวลาตลาดหุ้นตก  อย่างเคส COVID-19 ที่ผ่านมาก็มีออก SSFX ออกมาเพื่อพยายามพยุงราคาตลาดหุ้น  แสดงว่าการที่ตลาดหุ้นตกมันก็ต้องมีผลต่อเศรษฐกิจสิไม่งั้นเค้าจะทำไปทำไม

    ตอบตามตรงผมก็ไม่รู้ว่าวัตถุประสงค์ของการที่เค้าออก SSFX มาเพื่อพยุงตลาดหุ้นนี่ทำไปเพราะอะไรนะ  แต่โดยภาพรวมแล้ว  การมีอยู่ของตลาดหุ้นมีประโยชน์ต่อเศรษฐกิจเพราะว่า

    1. สำหรับบริษัท  ตลาดหุ้นก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการระดมเงินทุน  ทำให้บริษัทมีโอกาสเติบโตมากขึ้นและเป็นประโยชน์กับเศรษฐกิจโดยรวม  ถ้าไม่มีตลาดหุ้นก็แปลว่าบริษัทพึ่งพาการยืมเงินธนาคารแค่ทางเดียว  หรือไม่งั้นก็อาจต้องหาคนมาร่วมทุนแต่ก็จะเป็นกลุ่มทุนขนาดใหญ่เท่านั้นซึ่งก็ทำได้จำกัด
    2. สำหรับคนทั่วไป  ตลาดหุ้นก็เป็นช่องทางที่ทำให้คนทั่วไปสามารถเข้าไปเป็นเจ้าของร่วมในธุรกิจต่างๆที่ประสบความสำเร็จได้ด้วยเงินที่ไม่เยอะ  มันก็เป็นการสร้างโอกาสในการกระจายความมั่งคั่งแบบนึง  ถ้าไม่มีตลาดหุ้นก็แปลว่าเราต้องเริ่มต้นธุรกิจด้วยตัวเองเท่านั้นซึ่งก็เป็นการจำกัดความเป็นไปได้สำหรับหลายๆคน  หรือไม่งั้นก็ลงทุนได้แค่ฝากธนาคารซึ่งเราก็เห็นอยู่ว่าผลตอบแทนแพ้เงินเฟ้อด้วยซ้ำ

    ดังนั้นถ้าสมมติตลาดหุ้นตกรุนแรงแล้วซึมอยู่เป็นเวลานาน  (ย้ำว่าซึมนานด้วยนะ  ตกแป๊บเดียวไม่น่าจะเป็นสาระ)  ก็อาจจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจได้ตรงที่

    1. ถ้าหุ้นตกต่ำอยู่นาน  มันก็แปลว่าคนจำนวนมากไม่อยากลงทุนในตลาดหุ้น  ดังนั้นถ้าสมมติในอนาคตมีบริษัทที่จะมาระดมทุนออก IPO หรือบริษัทที่อยู่เดิมต้องการจะระดมทุนเพิ่ม  ก็อาจจะทำได้ลำบากเพราะคนไม่ค่อยสนใจ  โดยรวมก็ไปทำให้ระดมทุนได้ยากหรือแพงขึ้น
    2. มีผลกระทบต่อจิตวิทยาของคน  ตลาดหุ้นตกมันก็มีผลกับเงินลงทุนของคน  อาจทำให้คนรู้สึกจนลงแล้วก็เลยกล้าใช้จ่ายน้อยลง  ถ้าเป็นแบบนั้นกันเยอะๆก็อาจจะมีผลต่อเศรษฐกิจ
    3. อาจมีผลกับพอร์ตของพวกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือเพื่อการเกษียณ  ทำให้คนที่กำลังจะเกษียณเดือดร้อน  แต่ประเด็นนี้ไม่น่าจะเป็นเรื่องหลัก

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/courses

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจแบบไหน เหมาะกับสถานการณ์แบบโควิด (นโยบายการเงิน vs นโยบายการคลัง) ?

    นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจแบบไหน เหมาะกับสถานการณ์แบบโควิด (นโยบายการเงิน vs นโยบายการคลัง) ?

    ช่วงนี้กำลังเป็นช่วงที่มีเหตุการณ์โรคระบาดและเศรษฐกิจหดตัว  หลายประเทศก็จะมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาเพื่อช่วยลดผลกระทบจากโรคระบาด  เป็นโอกาสดีที่เราจะทำความรู้จักกับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจให้ละเอียดขึ้นอีกนิดนึง  วันนี้ผมมาอธิบายความแตกต่างระหว่างนโยบายการเงิน (Monetary policy) กับนโยบายการคลัง (Fiscal policy) กันครับ  เผื่อคนที่ยังไม่รู้เรื่องนี้มาก่อนจะได้เข้าใจภาพรวมมากขึ้นและเห็นภาพว่านโยบายที่เค้าพยายามทำกันอยู่มันมีที่มาที่ไปยังไงและทำไมเค้าถึงทำ

    Monetary policy เป็นนโยบายที่ทำงานผ่านปริมาณเงิน (money supply) ในระบบเศรษฐกิจ  โดยมีคนบริหารจัดการเป็นธนาคารแห่งประเทศไทย  เวลาที่เราได้ยินข่าวบอกว่าลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายหรือมีการซื้อพันธบัตร (bond buying) พวกนี้คือ monetary policy  ทำไปเพื่อกระตุ้นให้ธนาคารปล่อยสินเชื่อมากขึ้น, ให้ภาคธุรกิจกู้ยืมเงินได้ถูกลงจะได้ลงทุนเยอะขึ้น, ให้คนเอาเงินออกมาใช้จ่าย

    Fiscal policy เป็นนโยบายที่ทำงานผ่านภาษีและการใช้จ่ายของรัฐบาล  คนที่เป็นคนทำก็จะเป็นรัฐบาล  การกระตุ้นเศรษฐกิจก็ทำได้ทั้งโดยการลดภาษีเพื่อให้คนมีรายได้เยอะขึ้นจะได้ใช้จ่ายได้เยอะขึ้น  หรือไม่ก็ใช้จ่ายกับโครงการต่างๆเยอะขึ้นซึ่งโดยปกติแล้วจะเป็นการใช้จ่ายกับ public goods (สินค้าสาธารณะ) เช่นซ่อมถนน, ทำโรงเรียน, ปรับปรุงระบบประปา, ทำทางรถไฟความเร็วสูง, ฯลฯ  แต่สองแบบนี้มันมักจะระยะยาวและไม่ได้เกิดผลทันที  บางครั้งเพื่อให้เกิดผลอย่างรวดเร็วก็จะมี fiscal policy ที่ใช้จ่ายกับโครงการระยะสั้นเพื่อให้กระตุ้นเศรษฐกิจทันทีเช่น ช็อปช่วยชาติ, ให้เงินช่วยเหลือคนที่ตกงานช่วงโรคระบาด, ฯลฯ

    สังเกตว่าวิธีการของ monetary policy พยายามกระตุ้นเศรษฐกิจโดยให้เอกชนเป็นคนใช้จ่าย  ส่วน fiscal policy คือรัฐบาลเป็นคนใช้จ่ายก่อนเลย

    ทีนี้อย่างกรณีของ COVID-19  นโยบายที่จะได้ผลมากกว่าจะเป็น fiscal policy  เพราะในเวลานี้ต่อให้ใช้ monetary policy ปรับอัตราดอกเบี้ยต่ำลงธนาคารก็ไม่ได้อยากจะปล่อยกู้อะไรนักหนาเพราะตัวเองก็ต้องระวัง NPL ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นแน่นอน  บริษัทก็ไม่มีใครอยากลงทุนอะไรเพิ่มเยอะเพราะสถานการณ์ไม่ปกตินักท่องเที่ยวไม่มี, ช่วงก่อนห้างร้านอะไรก็ถูกสั่งปิด  และคนเองก็ไม่พร้อมจะออกมาใช้จ่ายเพราะบางคนก็ขาดรายได้ไปช่วงนึงและบางส่วนก็ยังใช้จ่ายระมัดระวังไม่ซื้ออะไรใหญ่ๆ  

    แต่ถ้าเป็น fiscal policy ก็ไม่เป็นปัญหาเพราะรัฐบาลเป็นคนใช้จ่ายโดยตรง  และโครงการอย่างการให้เงินช่วยเหลือคนที่ตกงานจากโรคระบาดก็เป็นการช่วยพยุงให้คนยังสามารถใช้จ่ายซื้อสินค้าจำเป็นได้อยู่  ช่วยบรรเทาปัญหาได้ชั่วคราวแล้วก็ภาวนาว่าเมื่อเปิดเศรษฐกิจกลับมาคนจะกลับมาใช้จ่ายปกติ

    ล่าสุดอย่างนโยบายที่ออกมาสนับสนุนให้คนไปท่องเที่ยวแล้วรัฐบาลช่วยออก  ผมก็เห็นด้วยนะ  มันก็คือรัฐบาลพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจแบบที่รัฐไม่ได้ออกเงินอยู่คนเดียวแล้วให้คนทั่วไปช่วยออกเงินด้วย  ถือว่าฉลาดดีอยู่  ในเวลาปกติผมอาจจะด่าเพราะมองว่า fiscal policy แบบนี้มันได้ผลอยู่แวบเดียวไม่เหมือนพวกที่ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานอย่างอื่น  แต่ตอนนี้มันสถานการณ์ผิดปกติจริงๆครับ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/courses