Tag: วอเรน บัฟเฟต

  • วิธีประเมินมูลค่าหุ้นของ วอเรน บัฟเฟตต์ กับ ชาร์ลี มังเกอร์

    วิธีประเมินมูลค่าหุ้นของ วอเรน บัฟเฟตต์ กับ ชาร์ลี มังเกอร์

    เมื่อเร็วๆนี้ผมอ่านหนังสือชื่อ Charlie Munger the complete investor ของ Tren Griffin ครับ  ไอเดียของหนังสือคือคนเขียนเค้าพยายามเรียบเรียงสรุปแนวคิดของ Charlie Munger Vice Chairman ของ Berkshire Hathaway ซึ่งเป็นคนที่เค้าชื่นชมออกมาเป็นหมวดๆ  แล้วพอดีมันมีส่วนที่คนเขียนเค้าพูดถึงวิธีการลงทุนที่ Charlie Munger กับ Warren Buffett ใช้ด้วย  ซึ่งผมว่ามันน่าสนใจทีเดียว  เพิ่งรู้เหมือนกันเพราะนึกว่าปกติเค้าก็ใช้ Discounted cash flow ธรรมดา

    ในภาพรวมเค้าก็ใช้ Discounted cash flow นั่นแหละ  แต่สิ่งที่ดูมีความต่างออกไปจากปกติมีสองอย่างคือตัว cash flow ที่เอามาคิดลด  กับ discount rate ที่ใช้คิดลด

    1. ตัว cash flow เค้าใช้คำว่า owner’s earnings  

    หลักการของตัวเลขตัวนี้ก็คือพยายามจะคำนวณว่ากำไรที่บริษัททำได้แล้วไปถึงมือผู้ถือหุ้นคือเท่าไหร่  วิธีการคำนวณคล้ายๆ Free cash flow to equity เลยคือ

    กำไรสุทธิ + ค่าเสื่อม + ค่าตัดจำหน่าย – เงินสดที่ใช้ไปในการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร – เงินทุนหมุนเวียนที่ใช้ในการทำธุรกิจเพิ่มขึ้น

    จะเห็นว่าคล้ายกับ Free cash flow to equity มาก  ต่างแค่ตรงที่ Free cash flow to equity ปกติเค้าจะมีเพิ่มอีกตัวคือ + เงินกู้ยืมที่เพิ่มขึ้น  ที่บวกตัวนี้เพิ่มขึ้นมาเพราะเค้ามองว่าการที่กู้ยืมเงินเพิ่มขึ้นมาก็ทำให้ใช้เงินลงทุนของผู้ถือหุ้นในการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรหรือพวกเงินทุนหมุนเวียนน้อยลง

    เข้าใจว่าสาเหตุที่ Charlie Munger กับ Warren Buffett ไม่นับเงินกู้ยืมที่เพิ่มขึ้นเพราะพวกนี้ชอบบริษัทที่มีหนี้เงินกู้น้อยมากๆหรือถ้าเป็นไปได้ไม่มีกู้ยืมเงินเลย

    2. ตัว Discount rate เค้าใช้อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลอายุ 30 ปี

    จริงๆตัวเลขเป๊ะๆไม่มีใครรู้ชัดเจน  แต่เค้าเคยพูดไว้ว่าใช้ดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว 30 ปีเป็นตัวคิดลด  ซึ่งก็คือตัว risk free rate  หรือไม่ก็อาจจะมีบวก premium นิดหน่อย 1-2% ถ้าเค้ามองว่าอัตราดอกเบี้ยระยะยาว ณ ตอนนั้นมันไม่น่าจะอยู่ที่ระดับนั้นในระยะยาว

    อันนี้เป็นอะไรที่แปลกออกไปจากทฤษฎีที่สอนกันมาก  เพราะเวลาผมเรียนเค้าจะให้ใช้อัตราผลตอบแทนที่สอดคล้องกับความเสี่ยงของหุ้นหรือสินทรัพย์นั้นๆไม่ใช่ risk free rate  เพราะว่าหุ้นมันมีความเสี่ยงมากกว่าพันธบัตรที่รับรองโดยรัฐบาลแน่นอน  มันมีโอกาสเจ๊งหรือผลประกอบการแย่ลงหรืออะไรก็แล้วแต่และดังนั้นเพื่อให้การประเมินมูลค่าของหุ้นเค้าเลยสอนให้ใช้อัตราคิดลดที่สูงกว่า

    เท่าที่ตีความจากสิ่งที่ Warren Buffett เขียนในจดหมายถึงผู้ถือหุ้น  เข้าใจว่าเป็นเพราะเค้ามองว่าการวัดความเสี่ยงออกมาเป็นตัวเลขว่าเท่ากับกี่ % นี่เป็นเรื่องไร้สาระ  สำหรับเค้าแล้วการที่จะไปพยายามประเมินมูลค่าของบริษัทให้ได้แม้ว่ามันจะเสี่ยงมากและเราไม่รู้เลยว่าอนาคตมันจะเป็นยังไงด้วยการซี้ซั้วใช้เลขอะไรก็ไม่รู้เป็นอัตราคิดลดมันดูมั่ว  มันควรจะเริ่มจากการมองว่าเรามั่นใจขนาดไหนว่าบริษัทนั้นจะทำได้ดี  ถ้าเรามั่นใจมากถึงขึ้นแทบชัวร์แล้วดังนั้นมันก็คือความเสี่ยงมันต่ำ  ก็เลยทำการคิดลด owner’s earnings ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตนั้นด้วยอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลเลย  แล้วเวลาซื้อก็ซื้อให้มันต่ำกว่ามูลค่านั้นลงมาให้มี margin of safety แทน

    สรุป

    แปลกดีมั้ยครับ  ส่วนตัวผมอ่านเจอตรงนี้ผมก็มีความเห็นด้วยนะ  ส่วนนึงอาจจะเพราะมีความเชื่อถือสองคนนี้อยู่แล้ว  แต่อีกส่วนนึงคือจากประสบการณ์ที่ผ่านมาผมก็เห็นด้วยว่ามันควรจะเริ่มจากดูตัวบริษัทก่อน  ผมพบว่าขอให้เราดูตัวธุรกิจมันไม่พลาด  เรื่องการประเมินมูลค่าเอาแค่กะหยาบๆว่าซื้อได้ถูกระดับนึงผลลัพธ์มันก็จะออกมาดีตลอดนะ  ที่มันเละแล้วสุดท้ายขาดทุนคือครั้งที่พลาดเรื่องตัวธุรกิจซะมากกว่า

  • วิเคราะห์พอร์ตหุ้น Berkshire Hathaway โดย Morningstar

    วิเคราะห์พอร์ตหุ้น Berkshire Hathaway โดย Morningstar

    วันนี้ผมเอาเรื่องที่ไปอ่านเจอมาเล่าให้ฟังครับ  อันนี้มาจากบทความของ Morningstar ที่เค้าเอาพอร์ตหุ้นของบริษัท Berkshire Hathaway มาวิเคราะห์ดูว่าถืออะไรอยู่บ้าง  และมันมีความแตกต่างจากดัชนีอ้างอิงยังไงบ้าง  ดัชนีอ้างอิงในที่นี้ผมเข้าใจว่าเค้าใช้ S&P500 นะครับ

    ก่อนอื่นต้องเข้าใจนิดนึงว่าเค้าเอาข้อมูลมาจากเอกสารที่นำส่ง SEC ตอน Q3  ซึ่งมันจะมีข้อมูลของการถือหุ้นบริษัทที่ซื้อขายอยู่ในตลาดหุ้นอเมริกาเท่านั้น  ถ้าเป็นหุ้นที่ไม่ได้ซื้อขายในตลาดหุ้นอเมริกาไม่ได้จำเป็นต้องแจ้ง  และอันนี้ไม่รวมบริษัทลูกที่ถือหุ้น 100% แล้วไม่อยู่ในตลาดอย่าง BNSF หรือ Precision Castparts

    สิ่งที่เค้าเจอคือ Berkshire Hathaway ก็ยังคงสไตล์ของ Warren Buffett ที่นิยมถือหุ้นค่อนข้างเจาะจงไม่กระจายความเสี่ยงเท่าไหร่  และตอนนี้มีบริษัทที่เป็นเทคโนโลยีเยอะขึ้นกว่าในอดีต

    อย่างที่เห็นคือหุ้น Apple ถือเยอะมาก  คิดเป็นมูลค่า 47.8% ของทั้งหมดเลยทีเดียว  หลายปีก่อนตอนที่ผมได้ยินข่าว Warren Buffett เริ่มซื้อหุ้น Apple ตอนนั้นผมก็งงว่าทำไมถึงซื้อเพราะเห็นปกติเค้าพูดเสมอว่าไม่ชอบหุ้นเทคโนโลยี  Warren Buffett บอกว่าเค้ามองว่าหุ้น Apple ไม่ใช่หุ้นเทคโนโลยี  แต่เป็นหุ้น consumer products ที่มีแบรนด์เข้มแข็ง  คนซื้อ Apple คือชอบใน Apple ไม่ได้ซื้อเพราะเทคโนโลยีมันดีกว่าคนอื่นหรืออะไร  เท่าที่ดูตอนนี้ก็เหมือนเค้าจะถูกนะ  แต่ผมก็เพิ่งรู้จริงๆว่าเค้าถือหุ้น Apple เยอะขนาดนี้เลย  มูลค่าถือเยอะเกิน 5 เท่าของ Coca-Cola เลย

    ส่วนการเปลี่ยนแปลงอื่นๆที่เห็นก็มีการขาย Wells Fargo ออกไปเยอะเหมือนกัน  ทั้งที่ช่วงที่ผ่านมาก็ดูเหมือนจะพูดไปในทิศทางที่เชื่อมั่นใน Wells Fargo มาตลอดนะ  มีซื้อพวกที่เป็นบริษัทยาขนาดใหญ่ Abbvie, Merck, Bristol-Myers Squibb  อันนี้น่าจะเป็นในปีนี้เลยเพราะจำได้ว่าเห็นในข่าว  มีซื้อ Snowflake ซึ่งเป็นหุ้นเทคโนโลยีที่เพิ่ง IPO ด้วย  อันนี้จำได้ว่าเห็นในข่าวคนก็สงสัยว่าน่าจะเป็นทีมเค้าเป็นคนซื้อ

    ต่อมามาดูเทียบการถือหุ้นเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมบ้าง

    เท่าที่ดูก็ต่างเยอะอยู่  กลุ่ม Technology นี่แน่นอนเพราะมี Apple เยอะมาก  แต่นอกจากนั้นก็มีเยอะในกลุ่ม Financial Services กับ Consumer Defensive ซึ่งอันนี้เราก็รู้อยู่แล้วเพราะเค้าก็ถือหุ้นการเงินอย่าง Bank of America, American Express พวกนี้เยอะ  ส่วน Consumer Defensive ก็อย่าง Coca-Cola กับ Kraft Heinz  นอกเหนือจากนั้นแล้วทุกหมวดธุรกิจถือน้อยกว่าดัชนีอ้างอิงหมด

    และสุดท้ายคือเค้าลองดูว่าพอร์ตของ Berkshire Hathaway ถ้าดูตาม style factors เทียบกับดัชนีอ้างอิงแล้วเป็นยังไง

    Liquidity factor สูงนี่เข้าใจได้  เนื่องจากเงินสดเยอะจัดดังนั้นการจะถือหุ้นเล็กที่สภาพคล่องต่ำคงทำได้ยาก  สอดคล้องกับภาพของ Size factor ที่บอกว่าเค้าถือบริษัทใหญ่มากกว่าดัชนีอ้างอิง

    สิ่งที่แปลกใจคือ Momentum factor  ปกติ Momentum factor นี่คือซื้อหุ้นที่ช่วงที่ผ่านมาราคาสูงขึ้น  ซึ่งนึกว่าจะน้อยเพราะ Warren Buffett ก็มักจะพูดเสมอว่าชอบเวลาหุ้นตก  อาจจะเป็นเพราะการที่เค้าซื้อหุ้น Apple เป็นจำนวนมาก  แล้วในช่วงที่ผ่านมาหุ้น Apple มันขึ้น

    อีกอันที่ผมแปลกใจคือ Economic Moat factor ที่ต่ำกว่าดัชนีอ้างอิง  ตัว Economic Moat factor นี่เป็นอันเฉพาะของ Morningstar ที่วัดว่าบริษัทมีธุรกิจที่เข้มแข็งได้เปรียบคู่แข่งหรือเปล่า  ผมก็นึกว่าของ Berkshire Hathaway น่าจะมีอันนี้เยอะ  แต่ปรากฎว่าน้อยกว่าดัชนีอ้างอิงอีก  Morningstar บอกว่า factor นี้ของ Berkshire Hathaway ต่ำเพราะโดนฉุดลงจากหุ้น Kraft Heinz และ General Motor

    ส่วนอันอื่นอย่าง Value/Growth factor ที่สูงกว่านี่คือแปลว่าถือหุ้นที่เทไปทาง Growth และดังนั้นก็เลยสอดคล้องกับการที่มี Volatility factor สูงกว่าด้วย  Financial Health factor สูงกว่านี่คือโดยรวมถือหุ้นที่สภาพการเงินดูเข้มแข็งกว่าดัชนีอ้างอิง

    ทั้งหมดนี้เล่าให้ฟังเฉยๆเพราะผมว่าก็น่าสนใจดีอยู่  จากที่เห็นคือพอร์ตของ Warren Buffett ถึงแม้ว่าหลังๆจะมีคนมาบริหารแทนมากขึ้น  แต่ก็ยังแตกต่างจากดัชนีอ้างอิงมาก  ไม่ได้มีวี่แววว่าจะใช้วิธีการลงทุนแบบ passive ที่ลงทุนตามดัชนีแต่อย่างใด

    สำหรับคนที่สนใจอ่านตัวบทความนี้บน Morningstar ผมทิ้งลิ้งค์ไว้ให้ครับ  https://www.morningstar.com/articles/1014576/digging-into-berkshire-hathaways-portfolio

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี