Tag: อ่านงบบัญชี

  • งบการเงินรวม กับ งบการเงินเฉพาะกิจการ ต่างกันยังไง ?

    งบการเงินรวม กับ งบการเงินเฉพาะกิจการ ต่างกันยังไง ?

    เวลาเราเปิดงบการเงินขึ้นมา  เราจะเห็นว่ามันมี column ที่เป็นงบการเงินรวมกับงบการเงินเฉพาะกิจการ  และบางบริษัทก็จะต่างกันไม่เยอะส่วนบางบริษัทก็ดูต่างกันเยอะ  เลยมีคนถามว่างบการเงินรวมกับงบการเงินเฉพาะกิจการต่างกันยังไง

    โดยสาระสำคัญความแตกต่างมันจะตามชื่อเลยครับ  

    งบการเงินรวมคือแสดงงบการเงินที่รวมบริษัทใหญ่และบริษัทย่อยเข้าด้วยกัน  รวมตัวรายได้, รายจ่าย, กระแสเงินสด, ทรัพย์สิน, หนี้สิน  ทุกอย่างรวมกันเหมือนเป็นบริษัทเดียวกัน  แล้วก็รายงานตัว minority interest หรือส่วนของผู้ถือหุ้นส่วนน้อยที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับบริษัทแยกต่างหากอีกที

    ส่วนงบการเงินเฉพาะกิจการคือตัวบริษัทใหญ่เป็นหลัก  แล้วบันทึกพวกบริษัทย่อยหรือร่วมแยกต่างหาก  ปัจจุบันรู้สึกว่าจะบันทึกแบบราคาทุน (cost method) หรือแบบส่วนได้เสีย (equity method) ก็ได้

    ดังนั้นจุดหลักๆที่มันจะต่างก็มี

    1. เวลามีกำไรเกิดขึ้นกับบริษัทย่อยจะบันทึกไม่เหมือนกัน
    2. สมมติบริษัทย่อยมีกำไรโผล่มา 1 บาท  ถ้าเป็นงบการเงินรวมมันก็จะแสดงกำไรที่โผล่มา 1 บาทนี้  แต่ถ้าเป็นงบเฉพาะกิจการก็จะไม่เพราะ 1 บาทนี่เกิดขึ้นกับบริษัทย่อย

    3. รายการระหว่างกันจะบันทึกไม่เหมือนกัน
    4. พวกธุรกรรมระหว่างบริษัทใหญ่กับบริษัทย่อยเช่น  บริษัทใหญ่ซื้อของจากบริษัทย่อยหรือบริษัทใหญ่ให้บริษัทย่อยยืมเงิน  พวกนี้ถ้าเป็นงบการเงินรวมก็จะถูกตัดออกไปไม่แสดงเพราะมันมองเหมือนเป็นบริษัทเดียวกัน  แต่จะแสดงบนงบการเงินเฉพาะกิจการ

    แล้วเราควรดูอันไหนดี ?

    ถ้าเป็นผมก็จะดูงบการเงินรวมเป็นหลักนะ  เพราะเวลาเราซื้อหุ้นเราก็เป็นเจ้าของบริษัทย่อยของมันไปด้วย  ดังนั้นมันก็ควรจะดูงบการเงินรวมเป็นหลัก  แล้วอาจจะดูงบการเงินเฉพาะกิจการเพื่อให้เห็นภาพมากขึ้นว่ากำไรที่เกิดขึ้นมาจากบริษัทใหญ่หรือบริษัทย่อยมากกว่ากัน

    ถ้าใครสนใจจะอ่านอย่างละเอียดสามารถไปอ่านเอกสารของสภาวิชาชีพบัญชีเลยครับ

    http://www.tfac.or.th/Article/Detail/119612

    และสมมติใครถนัดภาษาอังกฤษมากกว่าหรือต้องการอ่านของ IFRS เลยก็ไปที่นี่ครับ

    https://www.ifrs.org/issued-standards/list-of-standards/

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • Adjusted Net Profit คืออะไร? ต่างยังไงกับ Net Profit ปกติ?

    Adjusted Net Profit คืออะไร? ต่างยังไงกับ Net Profit ปกติ?

    ล่าสุดมีนักเรียนถามเข้ามาว่า Adjusted Net Profit นี่มันคืออะไร

    บางบริษัทจะมีรายงานตัวเลข Adjusted แบบนี้เพราะผู้บริหารมองว่าตัวเลขที่รายงานตามมาตรฐานบัญชีอาจจะไม่สะท้อนผลประกอบการจริงของบริษัท  ดังนั้นตัวเลข Adjusted นี่มันก็ไม่ได้มีกฎตายตัวว่าจะต้องปรับยังไงบ้างและแต่ละบริษัทก็ไม่เหมือนกัน  กฎในการรายงานก็คือแค่ว่าต้องมีคำอธิบายว่าตัวเลข Adjusted นี้มาได้ยังไงเท่านั้นเอง

    ข้อดีมันก็มีอยู่  คือบางทีบริษัทก็มีรายการในงบการเงินบางอันที่น่าจะเกิดครั้งเดียวจริงๆ  และดังนั้นตัวเลข Adjusted ที่ตัดพวกนั้นออกมันก็ช่วยให้นักลงทุนเปรียบเทียบผลประกอบการได้ง่ายขึ้น

    แต่ข้อเสียคือถ้าเราประมาทก็อาจจะโดนหลอกให้รู้สึกว่าบริษัทดีเกินจริงได้  บางบริษัทก็อาจจะพยายามเสนอตัว Adjusted เพราะมันดูดีกว่า

    หลักๆคือต้องตามดูว่ามัน Adjusted มายังไงบ้าง  แล้วเราก็ตัดสินใจเอาว่าสมควรดูเลขไหน

    บางบริษัทก็ไม่ได้ใช้คำว่า Adjusted แต่มันก็เหมือนกัน  อย่างบริษัทในอังกฤษนิยมใช้คำว่า Underlying

    เวลาบริษัทรายงาน EPS หรือจ่ายปันผลก็จะคำนวณมาจากตัวปกติตามมาตรฐานบัญชี  ไม่ใช่ตัวเลข Adjusted

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/courses

  • อ่านงบบัญชีอย่างเดียว โดยไม่ศึกษาธุรกิจได้มั้ย ??

    อ่านงบบัญชีอย่างเดียว โดยไม่ศึกษาธุรกิจได้มั้ย ??

    โดยปกติผมจะบอกว่าเวลาเรามองธุรกิจที่ยอดเยี่ยมให้ดูที่ลักษณะธุรกิจที่เค้าทำแล้วพยายามทำความเข้าใจว่าบริษัทนั้นมีอำนาจในการบังคับผู้บริโภคหรือเปล่าก่อน  หลังจากคิดว่าบริษัทนั้นมีอำนาจแล้วค่อยไปดูผลการดำเนินงานอีกทีว่ามันสอดคล้องกับสิ่งที่เราคิดมั้ย ซึ่งถ้ามันเป็นธุรกิจที่ยอดเยี่ยมจริงมันจะต้องผ่านทั้งสองเรื่องแหละ  เพราะธุรกิจที่มีอำนาจบังคับผู้บริโภคได้ก็จะทำกำไรได้ดีด้วย

    แต่ทีนี้มีคนถามว่าเค้าไม่ถนัดการดูลักษณะธุรกิจ  สมมติใช้วิธีดูงบการเงินอย่างเดียว เช่นดูเทรนด์ของรายได้กับกำไรย้อนหลัง 10 ปีแทนการดูลักษณะธุรกิจเลยได้มั้ย  เพราะยังไงธุรกิจที่ดีมันก็ต้องมีผลการดำเนินงานที่ดีอยู่แล้วนี่ เราก็ดูตัวเลขไปเลยไม่ดีกว่าเหรอ ซึ่งเป็นคำถามที่ดีมากเลยนะครับ  ต้องชมคนถามจริงๆ

    ตอบตามตรงเลยคือถ้าเปิดดูงบการเงินเพื่อใช้กรองดูว่าน่าสนใจจะไปศึกษาจริงจังต่อมั้ยอันนี้ผมว่าโอเคไม่มีปัญหา  แต่ถ้าสมมติจะซื้อหุ้นเลยโดยที่ไม่ทำความเข้าใจลักษณะธุรกิจให้ดีก่อนผมแนะนำว่าอย่าดีกว่าครับ เพราะผมก็เคยทำแบบนั้นมาก่อนเหมือนกันครับ   แต่ผมพบว่าทำแบบนั้นมันยังมีช่องโหว่ทำให้เกิดความพลาดได้อยู่ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ครับ

    1. บริษัทอาจจะไม่มีอำนาจ  แต่ช่วงที่ผ่านมาบังเอิญเป็นช่วงอุตสาหกรรมนั้นบูมพอดี

    เราอาจจะโดนหลอกได้  อันนี้เป็นอะไรที่ไม่ได้เจอบ่อยโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าดูย้อนหลัง 10 ปี  แต่ก็เป็นไปได้อยู่นะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (2009-2018) มันเป็นช่วงฟื้นตัวจากวิกฤติเศรษฐกิจดังนั้นหลายบริษัทก็จะดูเป็นทิศทางขาขึ้น

    ตัวอย่างเช่น Trucking ในอเมริกาตอนนี้ดูดีมากทุกบริษัทเพราะ E-Commerce บูม

    หรืออย่างกลุ่มธนาคารในจีนก็จะดูดีมาก  เพราะช่วงที่ผ่านมาเศรษฐกิจจีนเติบโต ธนาคารไหนก็ดูดี

    1. ธุรกิจบางประเภทจะถูกตัดออกไปเพราะตัวเลขอัตราส่วนทางบัญชีดูไม่ดี  หรือบางบริษัทก็จะดูดีมากทั้งที่มันก็ธรรมดาในธุรกิจประเภทนั้น

    ต้องเข้าใจว่าธรรมชาติของธุรกิจที่ต่างกันจะทำให้ตัวเลขอัตราส่วนทางบัญชีบางตัวต่างกันมาก  เอาง่ายๆอย่าง Net Profit Margin ที่ต่ำไม่ได้แปลว่ามันจะต้องไม่ดีเสมอไป อย่าง Makro อยู่ 3%  หรือ Costco อยู่ 1% พวกนี้ธุรกิจเข้มแข็งมากแทบไม่มีคู่แข่งที่ทำแบบเดียวกัน

    ธุรกิจธนาคารก็เป็นอีกตัวที่ต่างมาก  ROE ธนาคารมันสูงกว่าธุรกิจอื่นดังนั้นจะดูดีมาก  แต่ถ้าดูพวกอัตราส่วนเกี่ยวกับหนี้ก็จะบอกว่าบริษัทบ้าอะไรเสี่ยงมาก  ROA ก็จะต่ำมากโดยปกติเกิน 1% ก็เยี่ยมละ

    1. บางบริษัทที่มีอำนาจผลประกอบการขึ้นลงเพราะใหญ่จัด

    บางบริษัทที่เข้มแข็งมากก็มีผลประกอบการแกว่งขึ้นลงตามสภาพเศรษฐกิจหรืออุตสาหกรรมนั้นๆ  อย่าง Thor

    1. และที่เลวร้ายสุดเลยคือเจอบริษัทที่ทำงบบัญชีหลอก

    สุดท้ายบริษัทมันก็โดนจับได้แหละ  แต่เราอาจจะโดนหลอกไปก่อนแล้ว

    ผมเคยเจอบริษัทในอินเดียที่ผลประกอบการดูดีมาก  เป็นทิศทางเติบโตสม่ำเสมอ แต่ที่เอะใจคือมันเป็นบริษัทขายข้าว  ซึ่งในหัวผมคือมันเป็นไปไม่ได้เลยที่มันจะสม่ำเสมอขนาดนี้ในเมื่อเราก็รู้อยู่ว่าสินค้าเกษตรราคาเปลี่ยนแปลงทุกปีผลผลิตเปลี่ยนแปลงทุกปี  บริษัทมันจะสม่ำเสมออะไรขนาดนั้น ก็เลยไม่ได้ซื้อหรือดูต่อ แล้วผ่านไปซักพักก็ได้ข่าวบริษัทนี้ผู้บริหารโดนจับครับ

     

    ดังนั้นกล่าวโดยสรุปคือผมแนะนำว่ายังไงก็ต้องดูพิจารณาตัวธุรกิจครับ  คือถ้าจะกรองหยาบๆด้วยการเปิดงบการเงินย้อนหลังดูนี่ผมโอเคนะ ไม่มีปัญหาเลยทำตามสบาย  แต่เหนื่อยหน่อยเพราะถ้าเริ่มด้วยการดูงบการเงินมันก็จะกลายเป็นว่าต้องเปิดดูทุกตัวใช่มั้ยครับ  แทนที่จะเป็นเริ่มจากธุรกิจที่เราคิดว่าน่าสนใจมีอำนาจแล้วค่อยไปดูงบการเงินคอนเฟิร์มเฉพาะตัวที่เราสนใจ  แต่ถ้าจะตัดสินใจซื้อหุ้นเลยแบบเอาเงินจริงไปลงทุนในบริษัทเลยแต่ไม่ได้พยายามทำความเข้าใจลักษณะธุรกิจนี่ผมไม่เห็นด้วยครับ  เคยทำละครับไม่เวิร์คครับ เตือนด้วยความหวังดี

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg