Tag: เงินเฟ้อสูง

  • การที่ Fed ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายกับเงินเฟ้อที่สูงมีผลกับตราสารหนี้อย่างไร ?

    การที่ Fed ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายกับเงินเฟ้อที่สูงมีผลกับตราสารหนี้อย่างไร ?

    การที่ Fed ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายกับเงินเฟ้อที่สูงมีผลกับตราสารหนี้อย่างไร ?

    อันนี้มีคนถามเข้ามา แล้วก็พบว่ายังไม่เคยทำวีดิโอตอบเรื่องนี้ เราตอบไปทีละเรื่อง

    เริ่มจากดอกเบี้ยนโยบายมีผลยังไงกับตราสารหนี้ก่อน

    การทำงานของการขึ้นหรือลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เคยอธิบายไปแล้วในวีดิโอก่อนหน้านี้ https://youtu.be/ucZ13xGl8BU

    อย่างที่เข้าใจ การขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายทำให้ต้นทุนระยะสั้นของเงินของธนาคารพาณิชย์สูงขึ้น และดังนั้นสถาบันการเงินก็จะปรับอัตราดอกเบี้ยปล่อยกู้สูงขึ้นตาม

    ทีนี้ต้องนึกภาพว่า การปล่อยกู้และการยืมเงินมันก็เป็นกลไกตลาดมันมีการแข่งขัน มันส่งผลถึงกันหมด

    ถ้าตอนนี้อัตราดอกเบี้ยปล่อยกู้สูงขึ้น ซักพักอัตราดอกเบี้ยเงินฝากก็จะสูงขึ้นด้วยเพราะธนาคารจะยินดีให้ดอกเบี้ยเยอะขึ้นจากการที่เค้ารู้ว่าเค้าปล่อยกู้ในอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น

    พอพวกผลตอบแทนจากเงินฝากสูงขึ้น ตราสารหนี้ที่กำลังจะออกใหม่ก็ต้องอัตราผลตอบแทนสูงขึ้นด้วย ไม่งั้นก็ไม่มีคนซื้อ

    แล้วพอตราสารหนี้ออกใหม่มันให้ผลตอบแทนสูงขึ้น มันก็ไปแข่งกับตราสารหนี้ที่มีอยู่เดิมมะ ตราสารหนี้ที่มีอยู่เดิมมันกำหนดไว้อยู่เดิมว่าจ่ายดอกเบี้ยอะไรเท่าไหร่นี่เปลี่ยนไม่ได้ ความน่าสนใจมันก็จะลดลงโดยเปรียบเทียบกับตราสารหนี้ที่ออกใหม่ใช่มะ ก็เลยทำให้คนอยากได้น้อยลงราคาก็ตกครับ ตกมาจนกว่าผลตอบแทนของการถือตราสารหนี้ที่มีอยู่เดิมกับที่ออกใหม่มันไม่ต่างกันน่ะ

    ส่วนการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายก็ส่งผลกลับกัน มันก็ทำให้ต้นทุนของเงินระยะสั้นธนาคารพาณิชย์ต่ำลง แล้วก็เลยปล่อยกู้ระยะสั้นได้ต่ำลงด้วย แล้วสุดท้ายก็ส่งผลไปถึงผลตอบแทนพวกตราสารหนี้ออกใหม่ต่ำลง ราคาตราสารหนี้ที่อยู่เดิมก็เลยสูงขึ้นครับ

    ส่วนเงินเฟ้อสูงล่ะ มีผลยังไงกับตราสารหนี้

    จริงๆเงินเฟ้อเนี่ย โดยตัวมันเองโดดๆ ไม่ได้มองว่ามันทำให้ธนาคารกลางต้องขึ้นดอกเบี้ยหรือมองว่าเศรษฐกิจจะไม่ดีหรืออะไรนะ ผลโดยตรงคือมันทำให้ทุกสินทรัพย์ผลตอบแทนลดลงหมด ไม่ใช่แค่เฉพาะตราสารหนี้ ต่อให้เราบอกไม่ลงทุนเลยฝังเงินในไหอยู่หลังบ้าน เงินของเราก็ซื้อของได้น้อยลงและลดค่าอยู่ดี

    ส่วนผลในทางอ้อมของเงินเฟ้อสูง มันจะเริ่มไม่ชัดละ

    อาจมีผลกับตราสารหนี้ในแง่ว่ามันก็จะมีสินทรัพย์บางอย่างที่ต้านผลกระทบของเงินเฟ้อได้ดีกว่าอย่างอื่น เช่น ตราสารหนี้พวกที่ระบุไว้ว่าผลตอบแทนปรับขึ้นหรือลงตามเงินเฟ้อ อันนี้ก็ชัดเจนว่าต้านผลเงินเฟ้อได้ดี หรืออาจจะเป็นหุ้นบริษัทที่ผลประกอบการดีขึ้นในช่วงเงินเฟ้อเพราะสามารถปรับราคาได้ หรืออาจจะเป็นการลงทุนในบริษัทที่ขายสินค้าที่เป็นต้นเหตุของเงินเฟ้อนั่นแต่แรก เช่นบริษัทน้ำมัน หรืออาจจะเป็นการลงทุนในตัว commodity เลย เมื่อเปรียบเทียบสินทรัพย์ที่ต้านเงินเฟ้อได้ดีกว่ากับตราสารหนี้ซึ่งปกติผลตอบแทนมันคงที่ล็อคเอาไว้ สินทรัพย์ที่ต้านเงินเฟ้อได้ก็จะได้รับความสนใจมากกว่าในช่วงเงินเฟ้อสูงโดยเปรียบเทียบ ดังนั้นเงินลงทุนของคนบางส่วนก็จะขายตราสารหนี้แล้วไปซื้อสินทรัพย์พวกนั้นแทน ก็จะมีผลกับราคาตราสารหนี้บ้าง

    หรือบางทีมันอาจจะทำให้คนกลัวว่าจะเกิดปัญหาเศรษฐกิจ แล้วก็เลยหนีจากสินทรัพย์เสี่ยงมาตราสารหนี้มากขึ้นก็เป็นไปได้

    หรือบางทีมันอาจจะทำให้ Fed มีนโยบายขึ้นดอกเบี้ยแล้วทำให้ตราสารหนี้ราคาตกก็เป็นไปได้
     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • ธุรกิจกลุ่มไหนเป็นผู้ชนะ ในช่วงเงินเฟ้อสูง ?

    ธุรกิจกลุ่มไหนเป็นผู้ชนะ ในช่วงเงินเฟ้อสูง ?

    ธุรกิจกลุ่มไหนทำได้ดีในช่วงเงินเฟ้อ ?

    เงินเฟ้อที่สูงและดูเหมือนจะสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ถ้าสมมติเงินเฟ้อจะสูงแบบนี้เป็นระยะเวลานานเราควรจะลงทุนในหุ้นธุรกิจกลุ่มไหนดี

    ที่มาของเงินเฟ้อที่สูงในครั้งนี้ แต่แรกเริ่มเลยมาจาก
    • ความต้องการสินค้าและบริการของคนจำนวนมาก เกิดขึ้นในระยะเวลาเดียวกันช่วงหลังปี 2021 ที่หลายประเทศคลาย lockdown และคนเริ่มกลับมาใช้ชีวิตปกติ
    • รัฐบาลทั่วโลกกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งนโยบายการคลังและการเงิน
    • ภาคการผลิตและ supply chain รองรับไม่ทัน

    แล้วก็มาเจอเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดซ้ำเข้าไปอีก
    • สงครามรัสเซีย-ยูเครน ทำให้ราคาพลังงานและสินค้าเกษตรสำคัญอย่างข้าวสาลีสูงขึ้นมาก
    • โควิดระบาดในจีน รัฐบาลจีนใช้นโยบาย lockdown ต้องการให้ zero-COVID ซึ่งจะกระทบกับโรงงานและ supply chain แน่ๆ และอาจจะทำให้ราคาสินค้าข้าวของแพงขึ้นไปอีก

    ในทางทฤษฎีแล้ว การลงทุนในหุ้นควรจะสามารถป้องกันผลของเงินเฟ้อได้ระดับหนึ่ง เป็นเพราะบริษัทต่างๆก็ควรจะสามารถปรับราคาสินค้าขึ้นได้ ดังนั้นรายได้ก็ควรจะเติบโตและกำไรก็ควรจะสูงขึ้นเป็นการชดเชยผลของเงินเฟ้อที่สูงขึ้นได้

    แต่ในทางปฏิบัติ ความสามารถในการผลักภาระต้นทุนที่สูงขึ้นไปให้ลูกค้าไม่ได้ทำได้เท่ากันทุกบริษัท บางบริษัทที่ผลักภาระได้น้อยก็จะกลายเป็นว่าต้นทุนราคาสูงขึ้นเร็วกว่ารายได้ที่เติบโต บริษัทพวกนี้ Net Profit Margin ก็จะหดน้อยลง ส่วนบริษัทที่ผลักภาระได้ดีเป็นพิเศษบางทีต้นทุนที่สูงขึ้นโตช้ากว่าราคาขายกลายเป็นว่า Net Profit Margin ขยายดีขึ้นกว่าเดิม ดังนั้นในสถานการณ์ที่เงินเฟ้อสูงผิดปกติ หุ้นบางกลุ่มธุรกิจก็อาจจะได้เปรียบอีกกลุ่ม ไม่ได้ว่าทำได้ดีทุกธุรกิจ

    คำถามสำคัญต่อมาก็คือ ถ้าสมมติไม่ได้ดูหุ้นเป็นรายตัวนะ ดูเป็นกลุ่มธุรกิจ กลุ่มไหนนะที่ทำได้ดีในช่วงเงินเฟ้อสูง ?

    เราก็ไปเจอว่ามีคนทำ study เรื่องนี้เหมือนกัน อันนี้กราฟของ Schroders ครับ เป็นกราฟที่แสดงผลตอบแทนของหุ้นใน US แบ่งตามกลุ่มธุรกิจในช่วงที่มีเงินเฟ้อสูงหรือช่วงที่เงินเฟ้อกำลังสูงขึ้นตั้งแต่ช่วงปี 1973-2020

    แกน X แสดงว่ามีช่วงที่ผลตอบแทนสูงกว่าเงินเฟ้อเป็นกี่ % ของทั้งหมด หรือก็คือวัดว่าธุรกิจกลุ่มนั้นชนะเงินเฟ้อสูงบ่อยแค่ไหน

    ส่วนแกน Y วัดผลตอบแทนว่าผลตอบแทนเทียบกับเงินเฟ้อเป็นเท่าไหร่


    ผลคือกลุ่มธุรกิจ Energy ที่่รวมพวกที่ทำเกี่ยวน้ำมันและก๊าซธรรมชาติทำได้ดีมาก ทั้งในแง่ว่ามีโอกาสสูงที่จะชนะและชนะเป็น % ที่สูง ซึ่งอันนี้ก็น่าจะเข้าใจได้เพราะที่ผ่านมาเวลาที่เงินเฟ้อสูงมันมักจะมาจากสาเหตุคือต้นทุนพลังงานที่สูง ดังนั้นกลุ่มธุรกิจนี้จะเป็นกลุ่มที่ได้ประโยชน์ก็ไม่ได้เป็นเรื่องแปลก


    แต่ที่น่าตื่นเต้นคือ Equity REITs ซึ่งก็ผลตอบแทนดีกว่าเงินเฟ้อบ่อยอยู่ แสดงว่าที่ผ่านมาพวกกลุ่มนี้สามารถที่จะผลักภาระต่อให้กับลูกค้าได้ในแง่ของการขึ้นค่าเช่า และอาจจะได้ประโยชน์จากมุมที่ว่าราคาของอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นเจ้าของอยู่ก็สูงขึ้นตามเงินเฟ้อด้วย เป็นอะไรที่ทำได้ดีกว่าที่เราคาดนะ

    กลับกัน REIT ที่แย่คือ Mortgage REITs ซึ่งไม่ได้เป็นเจ้าของตัวอสังหาริมทรัพย์แต่เป็นการลงทุนแบบให้ยืมเงินแล้วค้ำประกันด้วยอสังหาริมทรัพย์แทน พวกนี้ก็จะลำบากเพราะอัตราผลตอบแทนมัน fixed ไปแล้วในระดับนึง โดนผลกระทบของเงินเฟ้อกินเข้าไปในผลตอบแทนเต็มๆ

    ส่วนที่ชัวร์อยู่แล้วอย่าง Consumer Discretionary ก็เข้าใจได้ สินค้าฟุ่มเฟือยที่ไม่ได้ต้องจำเป็นต้องซื้อ ในเวลาที่เงินเฟ้อสูงก็จะเป็นอย่างแรกๆที่ผู้บริโภคหยุดซื้อ

    กลุ่มที่เป็น IT เป็นเทคโนโลยีก็ดูเหมือนจะทำได้ไม่ดี เข้าใจว่าเป็นเพราะกระแสเงินสดที่คาดว่าจะเกิดขึ้นมันอยู่ในอนาคตไกลออกไป พอเงินเฟ้อสูงเลยทำให้ discount rate ที่ใช้สูงตาม คิดลดกลับมาก็เลยทำให้มูลค่าของบริษัทกลุ่มนี้ลดลงเยอะ


    ส่วนอันที่เราแปลกใจก็จะเป็นกลุ่ม Utilities ที่ดูเหมือนจะชนะแค่ 50% เท่านั้น ทั้งที่ปกติน่าจะเป็นกลุ่มที่ผูกขาด เข้าใจว่าเป็นเพราะข้อจำกัดเรื่องการขึ้นราคาที่มาจากสัญญาที่ทำกับรัฐ


    กลุ่ม Consumer Staples นี่ก็ตามคาดคือน่าจะชนะเงินเฟ้อได้ เพราะเป็นกลุ่มสินค้าจำเป็นที่คนต้องใช้และโดยปกติก็ไม่ใช่สินค้าราคาสูงอยู่แล้ว แต่ก็แปลกใจนิดนึงที่สู้เงินเฟ้อได้น้อยกว่า Equity REITs นะ

    สรุปแล้วถ้าเราคาดว่าเงินเฟ้อจะสูงกว่าที่คาด การลงทุนในหุ้นกลุ่ม Energy, Equity REITs และ Consumer Staples ก็ดูเป็นทางเลือกที่ดี
     
    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี