Author: admin

  • Enterprise Value คืออะไร ? EV/EBITDA อัตราส่วนนี้ต่างจาก P/E ยังไง ?

    Enterprise Value คืออะไร ? EV/EBITDA อัตราส่วนนี้ต่างจาก P/E ยังไง ?

    มีคนถามเกี่ยวกับ Enterprise value เพราะเคยอ่านเจออัตราส่วน EV/EBITDA เอาไว้ใช้ดูว่าหุ้นถูกหรือแพง  เค้าถามว่า Enterprise Value มันคืออะไร  แล้ว EV/EBITDA ดีกว่าหรือต่างจาก P/E ยังไง

    เอาจริงๆมันก็ไม่ได้ว่าเป็นวิธีการที่ดีกว่าหรือสุดยอดอะไรนะ  มันก็แค่อีกไอเดียหนึ่งในการประเมินว่าหุ้นถูกหรือแพงเท่านั้นเอง  ไม่ได้มีอะไรมาก

    ไอเดียของมันคือการใช้อัตราส่วนอย่าง P/E เปรียบเทียบบริษัทมันมีจุดอ่อนอยู่ตรงที่บริษัทแต่ละบริษัทมีสัดส่วนหนี้สินกับทุนไม่เท่ากัน  บางบริษัทใช้หนี้เยอะบางบริษัทใช้หนี้น้อย  ต่อให้อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกันทำธุรกิจคล้ายๆกันเก่งพอกัน  ถ้าบริษัทนึงมีหนี้สินเยอะเสี่ยงเยอะกว่าก็ไม่ควรจะ P/E เท่ากับอีกบริษัทนึงที่หนี้สินน้อยเสียงน้อย  การใช้ P/E เทียบกันตรงๆก็อาจจะไม่ค่อยเหมาะ

    มันก็เลยมีคนเสนอว่าถ้างั้นเราก็อย่ามองจากเฉพาะมุมของผู้ถือหุ้นสิ  อย่าง P/E หรือ P/BV นี่คือมองจากผู้ถือหุ้นเท่านั้น  Price คือราคาหุ้น, Earnings ก็คือกำไรสุทธิที่เป็นของผู้ถือหุ้น, Book value ก็เป็นมูลค่าทางบัญชีของส่วนของผู้ถือหุ้น  แทนที่จะมองแค่ราคาหุ้นซึ่งเป็นราคาที่จะซื้อส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัทก็เปลี่ยนมาเป็นมองจากมุมของการซื้อทั้งบริษัทเลย  คือถามว่าถ้าจะซื้อทรัพย์สินทั้งหมดของบริษัทเลยไม่ใช่แค่ส่วนของผู้ถือหุ้นจะเป็นจำนวนเงินเท่าไหร่  ตัวเงินที่จะต้องใช้เพื่อซื้อทั้งหมดของบริษัทก็คือรวมราคาตลาดทั้งหมดของส่วนของผู้ถือหุ้น  แล้วก็ราคาตลาดทั้งหมดของส่วนเจ้าหนี้  แล้วก็รวมราคาตลาดของส่วนผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิ์ด้วยถ้ามี  แล้วก็หักเงินสดที่บริษัทมีอยู่ออกไปก็จะได้ตัวเลขมาใช่มะ  ซึ่งตัวเลขเงินที่ต้องใช้เพื่อซื้อทั้งหมดของบริษัทนั่นคือเรียกว่า Enterprise value ครับ

    ทีนี้พอจะเอา Enterprise value ไปเทียบกับกำไรสุทธิมันก็ไม่เหมาะละ  เพราะกำไรสุทธิมันมองจากมุมผู้ถือหุ้นเท่านั้น  เพื่อให้ตัวเลขกำไรมันเป็นตัวเลขที่เป็นกำไรสำหรับทั้งเจ้าหนี้และผู้ถือหุ้นเค้าก็เลยเสนอให้เทียบกับกำไรก่อนที่จะจ่ายค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยแทน

    ปัจจุบันที่นิยมใช้สุดจะเป็น EV/EBITDA ซึ่งก็คือที่คนถามบอกว่าเคยอ่านเจอนั่นแหละ  หรือไม่งั้นก็ EV/EBIT ก็เคยเห็นเหมือนกัน

    ข้อดีของการใช้อัตราส่วนนี้ก็เช่น

    1. ใช้ได้แม้กรณีบริษัทขาดทุน
    2. บางที P/E มันติดลบ  แต่ EV/EBITDA ไม่ค่อยเป็นเพราะส่วนใหญ่ EBITDA มันจะไม่เป็นเลขติดลบ

    3. EV/EBITDA ต่างกันน้อยกว่าเวลาเปรียบเทียบบริษัทที่มีหนี้สินต่อทุนต่างกันเยอะๆ

    ข้อเสียก็มีเช่น

    1. ราคาตลาดของส่วนของหนี้สินอาจจะหาไม่ได้  ต้องเปรียบเทียบหนี้สินที่ใกล้เคียงเอา
    2. ปัญหาเดียวกับ P/E คือมันเป็นวิธีประเมินมูลค่าประเภท Price multiple ซึ่งมีประโยชน์ในเชิงเปรียบเทียบ  อาจจะเจอกรณีหุ้นมันแพงทั้งตลาดแต่แค่อันนี้ EV/EBITDA ต่ำสุดก็เลยดูว่าถูกกว่าโดยเปรียบเทียบก็ได้
    3. มันเป็นมุมมองของคนที่จะซื้อทั้งบริษัท  แต่เราเป็นผู้ถือหุ้น  เราไม่ได้จะซื้อทั้งหมดของบริษัท

    สุดท้ายคือ  มันก็แค่อีกไอเดียนึงเท่านั้นครับ  ไม่ได้ว่าสุดยอดหรืออะไร  คนรู้จักก็อาจจะดูเท่ขึ้นนิดหน่อยเท่านั้น  ไม่ได้มีประโยชน์อะไรเป็นพิเศษ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • ถ้าหุ้นที่ถืออยู่ผลประกอบการแย่ลง ควรขายเลยมั้ยหรือรอดูก่อน ? ถ้ารอดูควรรอนานแค่ไหน ?

    ถ้าหุ้นที่ถืออยู่ผลประกอบการแย่ลง ควรขายเลยมั้ยหรือรอดูก่อน ? ถ้ารอดูควรรอนานแค่ไหน ?

    มึคนถามว่าในกรณีที่บริษัทที่ซื้อมาผลประกอบการเแย่ลงกว่าที่คาด  เราควรที่จะขายหุ้นเลยมั้ยหรือควรจะรอดู  แล้วสมมติถ้ารอดูควรจะรอดูนานขนาดไหน

    เข้าใจในความกังวลนะ  เพราะกรณีแบบนี้มันไม่เหมือนกับซื้อมาแล้วราคาหุ้นตกเฉยๆโดยที่ผลประกอบการไม่ได้แย่  กรณีลักษณะแบบนี้อาจจะเป็นเราพลาดจริงก็ได้

    ตอบตามตรงคือคงไม่ได้มีเกณฑ์ตายตัวแล้วแหละ  ผมแนะนำว่าเราทำดีที่สุดนั่นคือ

    พยายามหาต้นเหตุว่าผลประกอบการที่แย่ลงนั่นมาจากเรื่องอะไร

    • ยอดขายแย่ลง ?
    • ยอดขายโต  แต่ค่าใช้จ่ายโตเร็วกว่า ?
    • หนี้สินเยอะขึ้น  ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยเยอะขึ้น ?
    • แล้วเหตุที่มันเป็นอย่างนั้นคืออะไร  ยอดขายแย่ลงเพราะว่าขึ้นราคาแต่คู่แข่งลดราคา ?  ยอดขายโตแต่ค่าใช้จ่ายโตเร็วกว่าเพราะเพิ่งขยายสาขา  ค่าใช้จ่ายมาแล้วแต่ยอดขายยังไม่เต็มที่ ?

    พิจารณาต้นเหตุนั้นบวกกับสิ่งที่บริษัทกำลังทำ  แล้วค่อยตัดสินใจ

    • บางทีผลประกอบการที่แย่ลงอาจจะมาจากบริษัทกำลังลองทำอะไรอยู่
    • หรือบางทีบริษัทก็กำลังพยายามแก้ไขปัญหานั่นอยู่

    ทีนี้สิ่งที่มันยากคือ

    • ต่อให้ทำดีแค่ไหน  เราก็อาจจะพลาดได้เพราะบางทีสถานการณ์ที่เกิดขึ้นมันก็ไม่ชัดเจนว่าเกิดจากอะไรหรือว่ามันเป็นอะไรที่แก้ไขได้หรือเปล่า
    • ต้องระวังการมี bias  บางทีเราก็ทัศนคติดีเพราะชอบสินค้าของบริษัทนั่น  หรือบางทีเราก็อคติเพราะเห็นราคาตกมาเยอะ

    ทีนี้สมมติตัดสินใจรอดู  ควรจะรอดูนานขนาดไหน  อันนี้ก็ตอบยากเหมือนกัน  เพราะส่วนตัวก็มีเคสรอดูนานเกินจนขาดทุนเยอะก็มีอยู่  หรือมีเคสที่รอดูแล้วบริษัทก็ฟื้นกลับมาทำได้ดีและกำไรก็มีเหมือนกัน  ดังนั้นอาจจะไม่มีเกณฑ์ตายตัวซะทีเดียว  แต่ส่วนตัวแล้ว 1 ปีเป็นอย่างน้อยนะ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • Warrant คืออะไร ? ราคาขึ้นลงจากอะไร ? แล้วน่าลงทุนมั้ย ?

    Warrant คืออะไร ? ราคาขึ้นลงจากอะไร ? แล้วน่าลงทุนมั้ย ?

    มีคนมีคำถามเกี่ยวกับ warrant เราเลยทำวีดิโอตอบให้ครับ

    คืออะไร

    Warrant หรือใบสำคัญแสดงสิทธิ  มันคือตราสารที่ให้สิทธิเราซื้อหุ้นในราคาที่กำหนดกันไว้ภายในระยะเวลาที่กำหนดครับ

    เพื่อให้เห็นภาพ  ลองดูตัวอย่างของจริงโดยไปโหลดเอกสารที่บริษัท Minor International อธิบายเกี่ยวกับ warrant ที่เค้าออกครับ MINT-W9

    https://mint.listedcompany.com/newsroom/240520212055000170T.pdf

    https://mint.listedcompany.com/newsroom/270520210809250527T.pdf

    เราจะเห็นว่ามันก็จะมีสาระสำคัญต่างๆอธิบายอยู่ในนั้นแหละ  อย่างเช่นการออก MINT-W9 ที่ออกให้ใครอย่างไร, มีค่าใช้จ่ายมั้ย, อัตราการแปลงสิทธิ 1 สิทธิแปลงได้กี่หุ้น, ราคาการใช้สิทธิ, ใช้สิทธิได้เมื่อไหร่บ้าง, วันครบกำหนดอายุ, ฯลฯ

    แล้วมันมีประโยชน์อะไรกับเรา

    ประโยชน์แบบแรกก็คือเอาไปขายครับ  ตัว warrant มันขายได้เราไม่ได้ว่าต้องใช้สิทธินะ  เราขายสิทธิไปให้คนอื่นก็ได้  และแน่นอนมันจะมีคนอยากได้หรือเปล่ามันก็ขึ้นกับว่าราคาหุ้นคือเท่าไหร่, ราคาการใช้สิทธิคือเท่าไหร่, วันครบกำหนดอายุเมื่อไหร่

    หรืออีกแบบนึงก็คือเราใช้สิทธิครับ  ซึ่งแน่นอนมันก็ขึ้นกับราคาหุ้น ณ ตอนที่ใช้สิทธิคือเท่าไหร่เทียบกับราคาการใช้สิทธิ  ถ้าเราสามารถซื้อหุ้นได้จากสิทธิที่ราคา 100 บาท  แล้วตอนนั้นราคาหุ้นในตลาด 120 บาท  เราก็รีบใช้เลยเพราะเราซื้อได้ถูกกว่าตลาด  ซื้อมาปุ๊บก็ขายเลยก็ได้  แต่ถ้าราคาการใช้สิทธิ 100 บาท  แต่ราคาหุ้นในตลาดตอนนั้นคือ 80 บาท  สิทธิก็เทียบเท่าไม่มีประโยชน์อะไร

    ข้อควรรู้อื่นๆและเรื่องสำคัญที่ต้องระวัง

    • Warrant มันมีวันครบกำหนดอายุ  ไม่ใช่ว่าถือนานแค่ไหนก็ได้  ดังนั้นเสี่ยงกว่าหุ้นแน่ๆ
    • Warrant ไม่ใช่ว่าใช้สิทธิเมื่อไหร่ก็ได้

    • หุ้นที่เป็นตัวอ้างอิงกับ warrant โดยปกติราคามันไปในทิศทางเดียวกัน  แต่ไม่เสมอไป  เพราะ warrant นี่มันมี factor อื่นๆอย่างเช่นระยะเวลาถึงวันครบกำหนดอายุอะไรพวกนี้ด้วย  เช่นสมมติราคาใช้สิทธิ 100 บาท  หมดอายุวันพรุ่งนี้  วันนี้ราคาหุ้นจาก 70 บาทสูงขึ้นมาเป็น 80 บาท  ราคาของ warrant ก็อาจจะไม่ได้เปลี่ยนเท่าไหร่เพราะดูแล้วก็โอกาสที่จะหมดอายุไปอย่างไร้ค่าก็สูงมากอยู่ดี

    น่าลงทุนมั้ย

    ส่วนตัวผมว่าไม่  Warrant มันเป็นอะไรที่เราต้องเดาถูกทั้งทิศทางและระยะเวลา  ซึ่งผมว่ามันเพิ่มความเสี่ยงโดยไม่จำเป็นน่ะครับ

     

    เรื่องที่ควรรู้ก็ประมาณนี้นะ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • ถ้าอัตราดอกเบี้ยถูกปรับขึ้น ธุรกิจอะไรได้ประโยชน์บ้าง ?

    ถ้าอัตราดอกเบี้ยถูกปรับขึ้น ธุรกิจอะไรได้ประโยชน์บ้าง ?

    ช่วงนี้มีคนเก็งว่า Fed อาจจะขึ้นดอกเบี้ยหรือเปล่าเพราะเงินเฟ้อเริ่มสูงขึ้น  แล้วก็เลยมีคนถามว่าสมมติว่าอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นจริงมันจะมีบริษัทอะไรได้ประโยชน์บ้าง

    เท่าที่ผมรู้มันก็จะมีอยู่

    1. ประกัน  ทั้งประกันภัยและประกันชีวิต

    บริษัทพวกนี้เค้าจะมี float อยู่ที่สามารถเอาไปลงทุนได้  นึกภาพเวลาคนจ่ายเบี้ยประกันบริษัทก็จะมีเงินสดเข้ามาแล้วในระหว่างนั้นก็จ่ายออกไปในเวลาที่มันเกิดเหตุ  ด้วยความที่ลูกค้ามีจำนวนเยอะมันก็จะมีเงินเข้าๆออกๆอยู่ตลอดเวลา  แต่โดยรวมบริษัทก็จะมีเงินก้อนใหญ่ก้อนนึงอยู่ตลอด  ซึ่งปกติเค้าก็จะเอาไปลงทุนแหละ

    แต่ทีนี้เวลาลงทุน float ด้วยความว่าบริษัทก็ต้องมีสำรองเผื่อคนมาเคลมเยอะหรืออะไร  ดังนั้นเค้าก็ไม่สามารถจะไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงมากได้  บางบริษัทอาจจะมีลงทุนในหุ้นแต่ยังไงต้องไม่ใช่หุ้น 100% แน่นอน  ส่วนใหญ่ลงทุนในสินทรัพย์พวก fixed income ที่ความเสี่ยงต่ำ  ดังนั้นถ้าอัตราดอกเบี้ยต่ำก็จะทำให้รายได้ดอกเบี้ยต่ำและถ้าเกิดอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นก็เป็นเรื่องดีเพราะรายได้ดอกเบี้ยก็จะสูงขึ้น

    หรืออย่างกรณีสินค้าของประกันชีวิตอย่างพวก annuities ที่ให้ผลตอบแทนปีละเท่าไหร่ไปเรื่อยๆจนกว่าจะเสียชีวิตหรืออายุที่กำหนด  พวกนี้เค้าก็ต้องเอาเงินก้อนที่คนซื้อสัญญา annuities มาไปลงทุนให้ไ้ด้ผลตอบแทนสูงกว่าภาระที่ต้องจ่ายตามสัญญา  ดังนั้นถ้าอัตราดอกเบี้ยของพวก fixed income ต่ำลงไปกว่าที่คาดเยอะๆเค้าก็ลำบาก  แต่ถ้าโชคดีอัตราดอกเบี้ยสูงเค้าก็สบาย

    2. บริษัทโบรกเกอร์หุ้นหรือ platform ที่ไว้ลงทุน

    ไอเดียมันคล้ายๆกับประกันแหละ  บริษัทพวกนี้ก็จะมีเงินสดที่นักลงทุนเอามาฝากไว้บางส่วนยังไม่ได้ลงทุนในอะไร  เค้าก็สามารถที่จะเอาเงินสดเหล่านี้ไปฝากธนาคารได้  และดังนั้นถ้าอัตราดอกเบี้ยธนาคารสูงขึ้นก็เป็นเรื่องดี

    3.บริษัทอื่นๆที่ถือเงินสดอยู่เยอะๆ

    พวกนี้ก็น่าจะมีรายได้จากดอกเบี้ยเยอะขึ้นแหละ  แต่ไม่ควรจะเป็นสาระสำคัญอะไรเท่าไหร่

     

    นอกเหนือจากนี้จริงๆอาจจะมีบริษัทประเภทอื่นอีกที่ได้ประโยชน์แต่ผมไม่รู้ละ  ที่นึกออกมีเท่านี้

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • ช่วงตลาดขาขึ้น ต้องระวังอย่าตื่นเต้นเกินไป

    ช่วงตลาดขาขึ้น ต้องระวังอย่าตื่นเต้นเกินไป

    ช่วงนี้รู้สึกกระแสเก็งกำไรจะมา  ผมเริ่มเห็นคนแห่เข้าไปลงทุนแบบเสี่ยงๆเยอะขึ้นเรื่อย  ตั้งแต่การเก็งกำไรหุ้น IPO ซื้อแล้วขายในวันเดียว  ไปจนถึงคนที่ซื้อคริปโตทำ farming โดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันคืออะไรแค่ได้ยินว่ากำไรดี  แม้กระทั่งนักเรียนเราเองผมเห็นคนเริ่มเมาไปความโลภละ  ทั้งที่ในเวลานี้ที่ตลาดหุ้นหลายประเทศ all-time high บวกกับคนดูตื่นเต้นพร้อมเสี่ยงเป็นสัญญาณว่าเราควรจะลงทุนแบบระมัดระวังด้วยซ้ำ  แต่ปัญหาคือบางทีเราก็ไม่รู้ตัวหรอกว่าเรากำลังโลภขาดสติอยู่  วันนี้ผมเลยอยากจะนำเสนอวิธีสำรวจตัวเองกันความผิดพลาดครับ

    1. เช็คดูว่าเราสามารถอธิบายสิ่งที่ตัวเองลงทุนไปได้หรือเปล่า

    หนึ่งในความผิดพลาดที่มักเกิดขึ้นเวลาเราโลภคือเราจะกระโดดเข้าไปซื้ออะไรที่จริงๆเราก็ไม่เข้าใจ  อาจจะเพราะมีเพื่อนหรือคนใกล้ตัวที่ซื้อไปแล้วกำไรเยอะ  คนอื่นๆเค้าก็ซื้อหรือพูดถึงกันดังนั้นมันก็น่าจะดีประมาณนั้น

    ลองเช็คดูว่าเราเข้าใจสิ่งที่เราลงทุนไปจริงๆมั้ย  ลองพยายามอธิบายว่ามันคืออะไร  ที่เราลงทุนไปเพราะว่าอะไร  ทำไมเราถึงคาดว่าลงทุนแล้วจะทำได้ดี  อะไรคือเหตุผลที่จะทำให้มูลค่าสิ่งที่เราลงทุนไปสูงขึ้น

    ถ้าสาระสำคัญของคำตอบสรุปได้แค่ว่าซื้อเพราะคิดว่าราคามันจะขึ้นแค่นั้น  หรือจริงๆเราก็ไม่ได้เข้าใจหรือรู้ว่ามันดียังไงหรอกแค่ได้ยินคนบอกมาเท่านั้นเอง  เราต้องเริ่มเอะใจละว่านี่คือซื้อจากความโลภอยู่นะ  และเรากำลังเสี่ยงโดยไม่จำเป็นอยู่

    2. เช็คดูว่าเงินลงทุนเรารวมอยู่ในหุ้นบริษัทเดียวหรือบริษัทที่คล้ายๆกันเยอะเกินไปหรือเปล่า

    อย่าลืมว่าเราพลาดได้ต่อให้เราศึกษามาดีและมั่นใจขนาดไหนก็ตาม  ช่วงเวลาที่เรากำลังโลภความระมัดระวังเราจะลดลงโดยอัตโนมัติ  ดังนั้นปกติแล้วเราควรจะมีเกณฑ์บางอย่างที่กันไม่ให้เราพลาดจากการที่มั่นใจเกินไป  ลองเช็คดูว่าในพอร์ตมีการลงทุนในหุ้นอะไรหรือสินทรัพย์ไหนที่เยอะมากกว่าอันอื่นเยอะๆมั้ย  เช่นสมมติปกติเราถือหุ้นบริษัทละ 1 ล้านบาท  แต่มีหุ้นบริษัท A เราถืออยู่ 2.5 ล้านเป็นต้น  เราต้องเริ่มพิจารณาแล้วว่าถือ A เยอะไปมั้ย

    3. เรากำลังจะต้องใช้เงินที่เราลงทุนไปหรือเปล่า

    อันนี้ผมเห็นนักเรียนผมพลาดเลย  คือบางทีมันก็ด้วยความมั่นใจเกินไปหรืออะไรซักอย่างที่ทำให้เราเอาเงินที่รู้ว่าเดี๋ยวจะต้องใช้ในระยะเวลาสั้นไปลงทุน  แล้วสุดท้ายก็เลยโดนสถานการณ์บังคับให้ขายผิดเวลา  บางทีขาดทุนทั้งที่เดาทิศทางถูกแค่เพราะรอได้ไม่นานพอ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • อัพเดทสถานการณ์ตลาดหุ้น และกลยุทธ์ลงทุน – มิถุนายน 2021

    อัพเดทสถานการณ์ตลาดหุ้น และกลยุทธ์ลงทุน – มิถุนายน 2021

    วีดิโอนี้เราแสดงความคิดเห็นตอบคำถามที่คนถามเข้ามาเกี่ยวกับภาพรวมทิศทางตลาดหุ้นครับ  โดยเราคุยไปทีละเรื่อง

    ตลาดหุ้นไทยและโควิดที่ระบาดในไทย

    คือผมว่ามาถึงตรงนี้เราต้องยอมรับละว่ายังไงการระบาดคงไม่ซาหายไปเองแบบที่ผ่านมาแน่  กว่าจะควบคุมการระบาดได้ก็คงต้องแบบประเทศอื่นคือต้องฉีดวัคซีนให้ได้จำนวนมากระดับหนึ่งเท่านั้น  เท่าที่ดูตัวอย่างจากอเมริกา, อังกฤษกับยุโรป  สมมติเราตั้งใจฉีดกันให้ได้เยอะๆแล้วไม่ติดเรื่องไม่มีวัคซีนเราก็น่าจะฉีดได้เยอะระดับนึงภายในสิ้นปีนี้  และแปลว่าการระบาดน่าจะควบคุมได้อย่างช้าต้นปีหน้า

    ในมุมตลาดหุ้น  ดัชนีตอนนี้ก็ยังแถว 1,600 อยู่  ดูไม่ได้มีอะไรตกเยอะแยะหรือมีความตกใจในวงกว้างจากโควิดที่ระบาด  ส่วนตัวผมก็มุมมองเหมือนเดิมคือโอกาสยังหาได้อยู่ในกลุ่มธุรกิจที่โดนโควิดจังๆแล้วราคาตกเยอะๆ  อย่างพวกโรงแรมกับห้าง  หน้าที่ของเราคือเลือกบริษัทที่มันน่าจะมีเงินทุนมากพอที่จะรอดและน่าจะกลับมาทำได้ดีเมื่อโควิดจบ

    ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ

    มีคนถามว่าถ้าเงินเฟ้อในอเมริกาสูงขึ้นมากๆ  จะทำให้ fed ลดอัตราดอกเบี้ยและหุ้นจะตกมั้ย

    อันนี้ให้ดู Consumer Price index ในอเมริกา  จะเห็นว่าระดับราคาดูสูงขึ้นแหละ  แต่ยังไม่ถึงกับสูงเว่อร์เนื่องจากระดับราคามันตกลงไปตอนช่วงปี 2020

    ในประเด็นเรื่องเงินเฟ้อ  ในความเห็นส่วนตัวคือผมมองว่าเงินเฟ้อที่สูงขึ้นมาจากการที่ Aggregate supply ปรับตัวไม่ทันการกลับมาของ Aggregate demand  คือถ้าเราตามข่าวเราจะเห็นว่ามีการขาดแคลนคนงานในธุรกิจต่างๆในอเมริกา  แต่เราก็เห็นว่าอัตราการจ้างงานยังไม่ฟื้นกลับไปสภาพก่อนโควิด  น่าจะเป็นสัญญาณของการปรับตัวไม่ทันของฝั่ง supply  ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้นจริงมันก็ไม่ควรเป็นปัญหาและเงินเฟ้อก็ไม่ควรจะเลยเถิด

    แต่ทีนี้คำถามต่อมาคือ fed จะปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นหรือเปล่า  และถ้าสมมติใช่แปลว่าตลาดหุ้นจะต้องตกหรือเปล่า  ประเด็นแรกเรื่องปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นนี่ผมก็เชื่อว่าเค้าจะทำเมื่อเศรษฐกิจเริ่มกลับเข้าสู่สภาวะปกตินะ  ซึ่งก็ไม่รู้ว่าคือเมื่อไหร่แต่ก็ไม่น่าจะทันทีในเดือนสองเดือนนี้เพราะภาคธุรกิจบางอันอย่างการท่องเที่ยวก็ยังไม่ฟื้น  แต่สมมติธุรกิจฟื้นเร็วกว่าคาด  ก็มีความเป็นไปได้สูงว่า fed จะเริ่มปรับอัตราดอกเบี้ย  แต่นั่นแปลว่าตลาดหุ้นน่าจะต้องตกหรือเปล่า  ก็เป็นไปได้แต่ถ้าหุ้นจะตกผมก็ว่ามันน่าจะตกในธุรกิจกลุ่มที่ขึ้นไปเยอะมากก่อนหน้านี้มากกว่า  ส่วนหุ้นกลุ่มธุรกิจที่ยังไม่ฟื้นอย่างท่องเที่ยวก็ไม่น่าจะตกอะไรได้เยอะแยะในเมื่อตัวบริษัทกำลังทำได้ดีขึ้นทั้งกลุ่ม

    ตลาดหุ้นอื่นๆนอกจากไทย

    ก็ไม่ได้มีมุมมองอะไรเป็นพิเศษ  แต่ที่แน่ๆคือพวกประเทศที่เริ่มฉีดวัคซีนไปได้เยอะก็น่าจะทำได้ดี  หุ้นกลุ่มที่ช่วงก่อนโดนโควิดซะเละก็น่าจะเริ่มฟื้นในประเทศพวกน้ัน

    ถ้าเราตามข่าวเราจะเห็นว่า US ก็เปิดให้คนในประเทศเดินทางไปมาได้แล้ว  ไม่ต้องใส่หน้ากากแล้วด้วย  และเปิดให้คนนอกประเทศเข้ามาได้ยกเว้น 35 ประเทศที่อยู่ใน list ระบาดเยอะ  ส่วนยุโรปเองตัวเลขการจองตั๋วเครื่องบินเดินทางพวกนี้ก็สูงขึ้นเแล้วด้วย  สายการบินเริ่มเพิ่มเที่ยวบิน

    แน่นอนความเสี่ยงเรื่องโควิดสายพันธุ์ใหม่ก็ยังมีอยู่นะ  อาจจะโผล่พรวดมาก็ได้  แต่เท่าที่เราเห็นในเวลานี้ก็สถานการณ์ดีกว่าต้นปีชัดเจน

    ลงทุนไงต่อดี

    ถ้าเป็นผมก็เหมือนเดิม  คือจะซื้อบริษัทที่โดนโควิดจังๆแล้วน่าจะรอด  พวกที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว, การเดินทาง, โรงเรียน, โรงแรม, ห้าง, ฯลฯ  แล้วแต่ว่าหาอะไรเข้าท่าที่ราคายังไม่ฟื้นได้  โดยโฟกัสไปที่ประเทศที่กำลังจะฟื้นก่อนอย่าง US, UK, ยุโรป  ลงทุนไว้อย่างน้อยจนกว่าธุรกิจจะฟื้นจากโควิด

    หลังจากนั้นพอธุรกิจในประเทศพวกนั้นฟื้นแล้ว  แนวโน้มคือราคาหุ้นก็จะฟื้นด้วย  พอเป็นแบบนั้นผมก็จะพิจารณาขายและย้ายเงินลงทุนมายังประเทศที่ยังไม่ฟื้นต่อแต่กำลังเริ่มฉีดวัคซีนแล้ว  อย่างเช่นไทย, ญี่ปุ่น, สิงคโปร์, ฯลฯ  โดยมองหาหุ้นธุรกิจคล้ายๆกันแล้วก็ทำแบบเดิม

    สรุปคือถ้าเป็นผม  ผมจะฉวยโอกาสจากโควิดให้เต็มที่  และฉวยโอกาสจากการที่มันฟื้นไม่พร้อมกันให้เป็นประโยชน์ให้ได้มากที่สุดน่ะครับ

    ตลาดหุ้นฟื้นกันขึ้นมาแล้ว  ยังหาโอกาสได้อยู่เหรอ

    ได้ชัวร์  เพราะผมยังเห็นอยู่  ที่บ่นหาไม่ได้นี่ไม่ใช่ปัญหาของตลาดละ  ปัญหามันอยู่ที่คุณนี่แหละไม่พยายามหาเอง  เอาตรงๆผมว่าช่วงนี้เป็นโอกาสที่ดีมากนะ  อาจไม่ดีเท่าต้นปีที่แล้วตอนตลาดตกหนักๆเพราะเราจะซื้อได้ถูกมาก  แต่ก็ถือว่าดีมากแล้วเพราะสถานการณ์ชัดเจนขึ้นเยอะความเสี่ยงน้อยลงเยอะ  ถ้าใครจะขี้เกียจตอนนี้ผมก็ช่วยอะไรไม่ได้

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • Goodwill หรือค่าความนิยมนี่มันคืออะไร ?

    Goodwill หรือค่าความนิยมนี่มันคืออะไร ?

    มีคนเจอค่าความนิยมอยู่บนงบการเงินแล้วถามว่ามันคืออะไร

    ค่าความนิยมหรือถ้าเป็นงบการเงินภาษาอังกฤษจะใช้คำว่า Goodwill เกิดขึ้นเมื่อมีการซื้อกิจการ  แล้วบริษัทที่เป็นคนซื้อซื้อด้วยราคาที่สูงกว่าราคาตลาดของทรัพย์สินสุทธิของบริษัทที่ถูกซื้อ

    เพื่อให้เห็นภาพนึกภาพงี้  สมมติบริษัท A ถูกซื้อโดยบริษัท B  บริษัท A มีทรัพย์สินสุทธิซึ่งประเมินตามราคาตลาดแล้วมูลค่า 100 บาท  แต่บริษัท B ซื้อบริษัท A ด้วยเงิน 130 บาท  อาจจะด้วยเพราะมองเห็นศักยภาพของบริษัท A ที่มากไปกว่าว่าทรัพย์สินสุทธิมีเท่าไหร่  บางทีความเจ๋งของบริษัท A อาจจะเป็นทรัพย์สินที่จับต้องไม่ได้เช่นชื่อยี่ห้อที่ลูกค้าเชื่อถือ, ความสร้างสรรค์ของพนักงาน, ฯลฯ  แต่เวลาจะบันทึกบัญชีจะทำไงล่ะ  ในเมื่อบริษัท B จ่ายเงิน 130 บาท  แต่ได้ทรัพย์สินมูลค่า 100 บาทมา  ส่วนต่างนั่นจะบันทึกยังไงดี  บันทึกว่าเป็นขาดทุนมั้ย  ก็ไม่น่าจะใช่นะ  ส่วนต่าง 30 บาทนั่นเค้าบันทึกว่าเป็น Goodwill ครับ

    Goodwill นี่มีอายุไม่จำกัดด้วยนะ  ไม่ใช่ว่าต้องตัดจำหน่ายให้หมดภายในกี่ปีๆ  ตาม IFRS ล่าสุดคือบริษัทต้องประเมินเองว่า Goodwill มันด้อยค่าหรือเปล่า  ถ้าพบว่ามันด้อยค่าลงกว่าที่คาดก็ต้องบันทึกการด้อยค่านั้นเป็นค่าใช้จ่าย

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • การศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภค ที่ซื้อของออนไลน์เป็นครั้งแรกเพราะโควิด

    การศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภค ที่ซื้อของออนไลน์เป็นครั้งแรกเพราะโควิด

    อันนี้เป็นงานวิจัยที่น่าสนใจทำโดย Ayelet Israeli, Eva Ascarza และเพื่อน  เค้าพยายามจะหาคำตอบว่าคนที่แต่เดิมก่อนโควิดไม่เคยซื้อของออนไลน์มาก่อนแล้วมาเริ่มซื้อของออนไลน์เพราะโควิดมีพฤติกรรมในการซื้อต่างออกไปจากคนที่ซื้อของออนไลน์อยู่แต่แรกแล้วมั้ย  แล้วหลังจากนี้ไปเค้าจะซื้อออนไลน์ต่อไปหรือเปล่าหรือว่าจะกลับไปซื้อในร้านเหมือนเดิม  ซึ่งอันนี้เป็นคำถามที่น่าสนใจนะ  มีผลกระทบต่อพวกหุ้นที่ทำห้างสรรพสินค้าหรือค้าปลีกเยอะอยู่

    งานวิจัยนี้เค้าทำโดยดูตลาดกลุ่มสินค้าเสื้อผ้าใน US กับ UK  สรุปสิ่งที่เค้าเจอคร่าวๆคือ

    1. ยอดซื้อเสื้อผ้าตกในช่วงที่มีการ lockdown เพราะโควิด  แต่หลังจากนั้นก็ฟื้นขึ้นมา
    2. ทันทีที่มีการปิดห้าง lockdown ช่วงเมษายน 2020  ก็มีลูกค้าใหม่ที่โผล่มาจากช่องทางออนไลน์เยอะขึ้น
    3. มูลค่าการซื้อต่อครั้งของคนที่เข้ามาช่องทางออนไลน์เป็นครั้งแรกในช่วงโควิดดูไม่ต่างจากคนที่ซื้อออนไลน์ปกติ  สินค้าที่ขายดีเป็นพิเศษคือชุดนอน
    4. จุดที่ดูต่างคือคนที่มาซื้อออนไลน์ครั้งแรกช่วงโควิดซื้อกางเกงน้อยกว่าคนที่ซื้อออนไลน์อยู่แล้ว
    5. ยังไม่ชัดเจนว่าถ้าสถานการณ์กลับสู่สภาพปกติคนจะกลับไปซื้อจากร้านค้าเหมือนเดิมหรือเปล่า  แต่คนเขียนพยายามเดาโดยดูจากพฤติกรรมของคนที่เพิ่งมาซื้อผ่านออนไลน์ครั้งแรกว่าหลังจากซื้อออนไลน์ครั้งแรกนั้นแล้วหลังจากนั้นเป็นไงต่อ  ซื้อซ้ำมั้ย  สิ่งที่เค้าเจอคือคนที่ซื้อออนไลน์ครั้งแรกกลางช่วง lockdown มีอัตราการซื้อซ้ำเยอะกว่าปกติ
    6. ส่วนเรื่องคืนสินค้า  คนที่เริ่มซื้อครั้งแรกหลัง lockdown ก็ดูเหมือนจะคืนสินค้าน้อยกว่าพวกที่ซื้อออนไลน์อยู่แล้วด้วย  แล้วก็ไม่ได้เป็นแค่เดือนแรกๆด้วย  ดูเหมือนจะคืนสินค้าน้อยกว่าแม้ว่าเวลาจะผ่านไป

    ดังนั้นถึงแม้ว่าโควิดจะยังไม่จบ  แต่จากข้อมูลเบื้องต้นดูเหมือนลูกค้าที่เพิ่งซื้อออนไลน์ครั้งแรกเหล่านี้จะดีกับคนที่ขายปลีกออนไลน์

    เผื่อใครสนใจอ่านตัวเต็ม  ผมทิ้งลิ้งค์ไว้ให้ครับ https://hbswk.hbs.edu/item/beyond-pajamas-sizing-up-the-pandemic-shopper

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • ตัวอย่างการคำนวณ Free Cash Flow to Equity (FCFE)

    ตัวอย่างการคำนวณ Free Cash Flow to Equity (FCFE)

    อันนี้ก็ต่อเนื่องจากวีดิโอที่เราเคยอธิบายวิธีการ Discounted Cash Flow ไป  ปรากฎว่ามีคนมีปัญหาในการลงมือทำจริงแล้วถามเข้ามาเยอะมาก  เท่าที่ดูคือคนส่วนใหญ่มีปัญหาเรื่องการคำนวณ Free cash flow ตั้งแต่แรก  ก็คือสูตรคำนวณน่ะรู้ละ  อ่านหนังสือเอาหรือไม่ก็ดูวีดิโอเราก็บอกสูตรอยู่  แต่ไม่รู้ว่าเอารายการไหนจากงบการเงินมาทำกันแน่  วีดิโอนี้ก็เดี๋ยวจะทำให้ดูเป็นตัวอย่างเอาเป็น Free cash flow to equity (FCFE) ละกัน

    ทวนอย่างเร็ว  สูตร FCFE คือ

    Net income + Net non-cash charges – Change in NWC – Capital expenditure + Net borrowing

    ตัวอย่างที่ใช้คืองบการเงินบริษัท President Bakery ปี 2563

    Net income  =  1,678,665,276

    Net non-cash charges  =  492,803,775 – 1,990,697  =  490,813,078

    Change in NWC  =   – 180,761,020 – 5,939,523 – 408,413 – 467,788 + 55,393,397 + 29,052,172 – 760 + 11,561,264  =  – 91,570,671

    Capital expenditure  =  113,346,674 – 3,515,980 – 571,350 + 2,457,323  =  111,716,667

    Net borrowing  =  0

    สรุปคือ FCFE ปี 2563 ของ PB เท่ากับ 2,149,332,358

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • REIT ประเภทไหน Dividend Yield สูงสุด ?

    REIT ประเภทไหน Dividend Yield สูงสุด ?

    อันนี้มีคนถามทิ้งไว้นานละเพิ่งจะได้มาทำ  ตอนแรกก็ว่าจะลองไปเอา Dividend yield ของทุก REIT มาเทียบกัน  แต่รู้สึกยุ่งยากไปนิดบวกกับปีที่ผ่านมามันปีผิดปกติด้วย  บาง REIT ที่โดนผลกระทบจังๆงดจ่ายปันผลหรือจ่ายลดไปเยอะมาก  ก็เลยทำให้เทียบกันยากอีก

    สุดท้ายก็เลยเอาเป็นว่าผมตอบคำถามโดย

    • อิงจากความรู้สึกส่วนตัวที่ไล่ดูแล้วเจอ  ไม่ใช่จาก stat ทั้งหมด
    • อิง Normalized yield หรือก็คืออิงปันผลในปี 2019 ซึ่งเป็นปีปกติ

    ไทย

    REIT กลุ่มที่ yield สูงสุดนี่ต้องเป็นพวกที่เกี่ยวกับนักท่องเที่ยวแน่นอนโดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มโรงแรม  โดยรวม yield 10% นี่หาได้เลยแหละ

    พวกที่รองลงมาก็กลุ่มที่เกี่ยวข้องอื่นอย่างเช่นพวกห้างนี่ก็สูงมาก  yield เกือบ 10% เช่นกัน

    เหตุผลที่ yield สูงก็เข้าใจได้เพราะพวกนี้โดนโควิดกระทบจังๆและตอนนี้ก็ยังไม่ฟื้น

    US

    อันดับหนึ่งจะเป็นพวก mortgage REIT  พวกนี้ต่างจาก REIT ปกติตรงที่รายได้ไม่ได้มาจากค่าเช่า  โมเดลธุรกิจเค้าคือเข้าไปเป็นเจ้าหนี้ให้สินเชื่อ  รายได้มาจากรายได้ดอกเบี้ย  โดยมีตัวอสังหาริมทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน  พวกนี้ yield สูงเกือบ 10% ก็ยังหาได้อยู่  นี่ขนาดว่าราคาจะฟื้นมาจากโควิดเยอะแล้วนะ

    กลุ่มรองลงมาก็จะเป็นพวกที่เกี่ยวกับคนแก่  แต่ไม่ใช่โรงพยาบาลนะ  REIT พวกบ้านพักคนชรากับพวกศูนย์พักฟื้นผู้ป่วยที่ดูแลตัวเองไม่ได้ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือคนแก่  พวกนี้ yield 7% กว่าได้

    สาเหตุที่ yield สูงก็เข้าใจได้  Mortgage REIT ปกติมันเสี่ยงกว่าอยู่แล้ว  ส่วนพวกบ้านพักคนชรากับพักฟื้นผู้ป่วยก็โดนโควิดจังๆทำให้ผู้ประกอบการหลายรายเสี่ยงเจ๊งมากขึ้น  บวกกับอุตสาหกรรมนี้ก็แข่งกันโหดแต่แรกอยู่แล้วก็เลยทำให้ REIT เสี่ยงกว่าเพื่อน yield เลยสูงครับ

    ยุโรป

    อันดับหนึ่งนี่พวกห้างเลย  yield แถวๆ 10% นี่หาได้  เกิน 10% ไปอีกก็ยังมี

    กลุ่มที่รองลงมานี่ไม่แน่ใจละ  อาจจะพวกค้าปลีกที่ไม่ใช่ห้างนะ  พวกที่ทำ retail parks ประมาณนั้น  เคยเห็น 7% ได้

    ที่ yield สูงขนาดนั้นเข้าใจว่าเพราะช่วงหลังๆเทรนด์ของซื้อของออนไลน์เริ่มเยอะ  คนกังวลว่าพวกห้างนี่จะเหมือนใน US ที่ห้างเจ๊ง  ก็เลยทำให้ yield สูงพิเศษกว่ากลุ่มอื่นเลย

     

    ส่วนที่อื่นๆไม่รู้ละไม่ได้ติดตาม  ในญี่ปุ่นหรือสิงคโปร์ก็มี REIT เยอะนะ  แต่ไม่รู้เลยว่าช่วงนี้เป็นไงบ้าง

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี