Author: admin

  • ต้นเหตุที่แท้จริง ทำไมคนลงทุนไม่ประสบความสำเร็จ

    ต้นเหตุที่แท้จริง ทำไมคนลงทุนไม่ประสบความสำเร็จ

    ที่ผ่านมามีหลายครั้งที่มีคนปรึกษาเรื่องการลงทุนเพราะลงทุนได้ผลลัพธ์ไม่ดี  ผมก็เริ่มสังเกตนะว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้บางคนลงทุนแล้วดูไม่ค่อยเวิร์ค  ในตอนแรกผมก็รู้สึกว่ามันมีสาเหตุได้หลายแบบนะ  ทั้งเรื่องตัดสินใจด้วยอารมณ์, มือใหม่มากเลยไม่มีความรู้, ฯลฯ  แต่ในภายหลังพอเจอเคสเยอะขึ้นเรื่อยๆ  ผมก็รู้สึกว่าจริงๆสาเหตุที่คนลงทุนไม่ได้ดีมาจากสาเหตุหลักๆอยู่เรื่องเดียว  นั่นคือไม่ได้รู้สึกว่าการซื้อหุ้นคือการซื้อความเป็นเจ้าของในบริษัท

    พอคนไม่รู้สึกว่าการซื้อหุ้นคือการเข้าไปเป็นเจ้าของบริษัท  มองแค่ซื้อมาขายไปหรือเห็นเป็นรหัสบนกระดานตัวเลขวิ่งๆหรืออะไรซักอย่าง  มันก็จะทำให้เกิดอาการอื่นๆตามมา  ยกตัวอย่างเช่น

    • ไม่ได้ศึกษาข้อมูลก่อนซื้อ
    • ซื้อตามๆคนอื่น
    • ซื้อตอนแพง
    • ตกใจเวลาราคาตก
    • เครียด
    • ถือยาวไม่ได้
    • ตัดสินใจบนอารมณ์

    สรุปคือ  ถ้าจินตนาการไว้แต่แรกว่าการซื้อหุ้นคือการซื้อบริษัท  หรืออย่างน้อยตั้งกติกากับตัวเองว่าถ้าซื้อแล้วจะไม่ขายภายในระยะเวลา 1 ปี  น่าจะช่วยแก้ปัญหาได้เยอะ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • เวลาคำนวณผลตอบแทนที่ทำได้ อย่ามองแค่ Capital Gain

    เวลาคำนวณผลตอบแทนที่ทำได้ อย่ามองแค่ Capital Gain

    คือบางทีผมเจอคนบ่นว่าผลตอบแทนของหุ้น XYZ อะไรซักอันนึงน้อย  ถือไว้หลายปีราคาหุ้นมันขึ้นมา 10% เอง  แต่พอถามว่า Total return ซึ่งคือผลตอบแทนที่รวมปันผลด้วยมันคือเท่าไหร่  ส่วนใหญ่จะบอกไม่รู้เพราะที่ผ่านมาไม่ได้สังเกต  แล้วเวลาดูบนหน้าจอสรุปพอร์ตมันไม่โชว์ปันผลด้วยไง  มันโชว์แต่กำไรขาดทุนที่มาจากราคาที่เปลี่ยนแปลงไป

    วีดิโอนี้ผมเลยอยากจะยกตัวอย่างให้เห็นภาพว่าการเอาปันผลที่ได้มากลับเข้าไปลงทุนทำให้ผลตอบแทนโดยรวมเพิ่มขึ้นได้เยอะขนาดไหน  และดังนั้นหมายความว่าเวลาดูผลตอบแทนจากการลงทุน  คือเราต้องดูผลตอบแทนทั้งหมด  ไม่ใช่แค่ดูว่าราคาหุ้นเฉยๆ

    ตัวอย่างบน Excel

    สมมติหุ้นบริษัท A  ค่อนข้าง mature แล้ว  ไม่ได้เติบโตอะไรมาก  กำไรเติบโตเฉลี่ย 2%  ราคาหุ้นก็ตามกันคือ 2%  ปันผล 3%

    • กรณีที่ 1  ดูเฉพาะราคาที่สูงขึ้น  จากเงินลงทุน 100 บาท  5 ปีต่อมาก็โตเป็น 110.40 บาทเท่านั้น  ประมาณ 10% ตามที่บ่นเลย
    • กรณีที่ 2  นับปันผลเข้าไปด้วย  จากเงินลงทุน 100 บาท  5 ปีต่อมากลายเป็น 125.82 บาท  ต่างกันกับตอนที่ดูแต่ราคาเยอะนะ

    ดังนั้นสรุปคือ  เวลาพิจารณาผลตอบแทนอย่าดูบนหน้าจอซื้อขายอย่างเดียว  เก็บข้อมูลตัวปันผลด้วย  และอย่าประมาทบริษัทที่ปันผลสม่ำเสมอ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • ความพยายามในการเดาจุดต่ำสุด

    ความพยายามในการเดาจุดต่ำสุด

    หัวข้อนี้ไม่แน่ใจว่าเคยพูดไปแล้วหรือยัง  แต่เร็วๆนี้ที่มีตลาดตกต่อกันหลายวันผมเริ่มคนถามคำถามประมาณว่า “ตลาดจะตกต่อมั้ย”, “ตอนนี้ตกสุดหรือยัง” บ่อยขึ้นเยอะ  แม้กระทั่งนักเรียนผมก็เป็น  ดังนั้นผมเลยรู้สึกว่าควรจะพูดเรื่องนี้อีกทีเพราะมันสำคัญครับ

    ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจว่าตลาดหุ้นในระยะสั้นนี่มันขึ้นกับอารมณ์เยอะมากและมันพลิกไปมาได้เร็วมาก  ถ้าเราสังเกตลองย้อนไปดูเราก็จะเห็นว่าบางทีตลาดก็ตก -1% กว่าและในวันต่อมาก็อาจจะกลับตัวทันทีเป็นบวก +1% กว่าก็เป็นอะไรที่เกิดขึ้นได้  ไม่มีใครเดาได้จริงๆหรอกว่าพรุ่งนี้ตลาดจะเป็นยังไง

    ทีนี้แน่นอนว่าเราทุกคนก็จะมีความเห็นต่อตลาดหุ้นของตัวเองแหละ  บางคนก็ว่าตลาดน่าจะตกต่อนะ  บางคนก็บอกน่าจะขึ้นนะ  ซึ่งตรงนั้นก็ไม่มีปัญหาอะไร  เราแค่ต้องรู้ว่ามันเป็นแค่ความเห็นเรานะและมันไม่ได้จำเป็นต้องถูก  แต่ปัญหามันจะเริ่มเกิดถ้าเราเผลอไปคิดว่าความเห็นของเรามันจะแม่น  แล้วเริ่มใช้กลยุทธ์ในการลงทุนที่ต้องพึ่งพาความแม่นยำในการเดานั่น  อย่างเช่นเราจะซื้อตอนหุ้นตกต่ำที่สุดอะไรแบบนั้นเป็นต้น  พอกลยุทธ์ในการลงทุนมันไปอิงกับสิ่งที่อาศัยโชคปุ๊บก็แปลว่าผลลัพธ์ในการลงทุนเราก็กลายเป็นอาศัยโชคไปด้วย  และตรงนี้มันก็จะเริ่มอนาถละ

    ถึงเวลาเหตุการณ์จริง  สิ่งที่มันจะเกิดขึ้นคือประมาณนี้  สมมติหุ้นตกมา 10% ละจาก 100 เหลือ 90  คำถามคือแล้วควรจะซื้อหรือยัง  ถ้ากลยุทธ์เรามีเกณฑ์ตายตัวเช่นดูว่าราคาต่ำกว่ามูลค่าพอสมควรแล้วถึงซื้อมันก็ไม่ต้องเดาถูกมะ  ก็แค่ดูว่าราคา 90 นี่ต่ำกว่ามูลค่าพอสมควรยัง  ถ้าสมมติเราคิดว่ามูลค่าที่แท้จริงบริษัทนี้อยู่ 100 บาทนะแล้วเรากะซื้อต่ำกว่ามูลค่าที่เหมาะสมซัก 15% ซึ่งคือที่ 85 บาทหรือต่ำกว่่า  เราก็ตัดสินใจได้ทันทีว่ายังไม่ซื้อ  แต่สมมติกลยุทธ์เราไม่มีเกณฑ์ตายตัวต้องอาศัยการเดาซื้อที่จุดต่ำสุด  งั้น 90 บาทนี่ต่ำสุดยังอ่ะ  ก็ไม่รู้และก็จะคอยสงสัยอยู่ว่ามันจะตกไปอีกหรือเปล่า  แล้วสมมติวันต่อมามันตกไปอีกเหลือ 87 บาทล่ะ  อันนี้คือควรซื้อหรือยัง  ก็ไม่รู้อีกมันก็อาจจะตกไปอีกพรุ่งนี้ก็ได้ถูกมะ  แล้วถ้าพรุ่งนี้เหลือ 85 บาทล่ะ  ก็จะมีคำถามเดิมอีกอยู่ดี  ไม่จบไม่สิ้น

    สุดท้ายสิ่งที่ผมแนะนำโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับนักเรียนเราก็คือ  เราจะมีความเห็นว่าตลาดหุ้นจะขึ้นหรือจะลงก็ตามสบายไม่มีปัญหา  แต่การตัดสินใจในการซื้อยังไงก็ต้องมีระบบชัดเจน  จะใช้วิธีประมาณการผลตอบแทนแบบที่เรียนไปก็ได้  หรือจะใช้วิธีประเมินมูลค่าหุ้นแบบ DCF อะไรก็ได้  หรือจะดู P/E, Dividend yield ก็ได้แล้วแต่  ที่สำคัญขอให้มันมีเกณฑ์ในการตัดสินใจให้ชัดเจนว่าจะซื้อเมื่อไหร่  ไม่เอาแบบใช้ความรู้สึกโอเคมะ  ใช้ความรู้สึกมันมั่วครับ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • จะรู้ได้ไงว่าหุ้นตกจริงหรือหุ้นตกหลอก ?

    จะรู้ได้ไงว่าหุ้นตกจริงหรือหุ้นตกหลอก ?

    มีนักเรียนเราบอกว่าเค้าแยกไม่ออกระหว่างหุ้นตกชั่วคราวกับหุ้นขาลงของจริง  วีดิโอนี้ผมตอบเรื่องนี้ครับ

    ก่อนอื่นในความเข้าใจผม  คำว่าตกชั่วคราวคือราคาตกที่เราคาดหมายได้ว่าสุดท้ายมันจะราคาฟื้นกลับขึ้นมาเมื่อเวลาผ่านไป  ซึ่งเวลาผ่านไปในที่นี้อาจจะเป็นช่วงเวลาสั้นๆภายใน 1 ปีหรือยาวนานกว่านั้น 3-5 ปีก็แล้วแต่  ประเด็นสำคัญมันอยู่ที่เราคาดหมายได้ว่ามันจะฟื้น

    ส่วนคำว่าตกขาลงของจริงหมายถึงเคสที่เราคาดหมายได้ว่าราคาหุ้นมันจะตกไปอย่างถาวร  คือราคามันจะไม่ฟื้นกลับขึ้นมาอย่างมีนัยสำคัญและจะอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับราคาในช่วงก่อนหน้าไปตลอดหรืออย่างน้อยเป็นระยะเวลาอีกนานมาก  ประเด็นสำคัญคือไม่คาดหมายว่ามันจะฟื้น

    พอเรานิยามมันแบบนี้วิธีสังเกตมันก็จะง่ายขึ้น  เราก็สังเกตพิจารณาเหตุที่ทำให้หุ้นตกน่ะครับ  ถ้าเหตุการณ์นั้นไม่ได้มีผลกระทบต่อผลประกอบการของบริษัทหรือมีผลกระทบแต่ดูแล้วไม่ได้เป็นอะไรที่เป็นไปตลอด  แบบนี้ก็เป็นหุ้นตกชั่วคราวแน่นอน  แต่ถ้าเหตุการณ์นั้นมีผลกระทบต่อผลประกอบการของบริษัท  บริษัทจะเจ๊งหรือดูแล้วผลประกอบการจะแย่ลงถาวร  งั้นมันก็เป็นหุ้นขาลงของจริงละ

    เพื่อให้เห็นภาพเดี๋ยวเรายกตัวอย่าง

    • หุ้นตกจากบริษัทโดนแฮ็ก  ต้องจ่ายค่าเสียหาย  แบบนี้ก็เรียกชั่วคราว  เหตุการณ์มีผลต่อผลประกอบการบริษัทนะ  แต่มันก็ไม่ได้โดนแฮ็กทุกปีนี่และค่าเสียหายก็ไม่ได้ว่าต้องจ่ายทุกปีเช่นกัน
    • หุ้นตกเพราะบริษัทโกหกงบบัญชี  ผู้บริหารโกงหรืออะไรซักอย่างแนวนั้น  แบบนี้ก็อาจจะถาวรละ  เหตุการณ์แบบนี้มีผลต่อผลประกอบการของบริษัทแน่  และอาจจะบ่งชี้ว่ามีอะไรผิดปกติรุนแรงผู้บริหารถึงต้องโกหกหรือโกง
    • หุ้นตกเพราะรัฐบาลออกมากำหนดกฎหมายใหม่  เช่นอย่างเร็วๆนี้รัฐบาลจีนมีข่าวว่าจะห้ามเด็กเรียนพิเศษช่วงปิดเทอมหรือเสาร์อาทิตย์  สำหรับบริษัทที่ทำกวดวิชาแบบนี้ก็ถาวรละ
    • หุ้นตกเพราะรัฐบาลจีนบอกว่าพฤติกรรมผูกขาด  ปรับเงิน  ถ้าแค่นี้ก็มีแนวโน้มว่าจะชั่วคราว  ตราบใดที่ไม่มีการกำหนดหรือบังคับอะไรเพิ่มเติม
    • หุ้นตกเพราะโควิด  บริษัทไม่โดนผลกระทบอะไร  แค่ราคาตกพร้อมๆกันทั้งตลาด  แบบนี้ก็เรียกชั่วคราว  สุดท้ายโควิดก็ไม่ได้ว่าจะกระทบไปตลอด  ถึงวันนึงก็มีวัคซีนมียาก็จบเหมือนหวัดนก  บริษัทรอดอยู่แล้วด้วยเพราะไม่ได้ว่าจะขาดทุนรุนแรงหรืออะไรแต่แรกนี่
    • หุ้นตกเพราะโควิด  บริษัทโดนผลกระทบจังๆ  แต่ระดมทุนและมีเงินสดดูน่าจะทนได้อีกเป็นปี  แบบนี้แนวโน้มจะชั่วคราว  สุดท้ายโควิดก็ไม่ได้ว่าจะกระทบไปตลอด  ถึงวันนึงก็มีวัคซีนมียาก็จบเหมือนหวัดนก  บริษัทรอดได้เป็นปีก็มีโอกาสจะฟื้นอยูู่
    • หุ้นตกเพราะโควิด  บริษัทโดนผลกระทบจังๆ  เงินทุนมีไม่พอหนี้สินเยอะอยู่แต่แรก  แบบนี้มีแววจะไม่ชั่วคราวละ  ถ้าบริษัทเจ๊งล้มละลายไป  มันก็ตกจริงละ
    • หุ้นตกเพราะเฟดจะขึ้นดอกเบี้ย  ต้นทุนในการกู้ยืมของบริษัทอาจจะเริ่มสูงขึ้น  นักลงทุนอาจจะเอาเงินไปลงทุนในตราสารหนี้มากขึ้น  แบบนี้ก็มีแววจะไม่ชั่วคราวละ  อาจจะไม่ส่งผลกับผลประกอบการของบริษัทโดยตรงแต่อาจจะส่งผลให้คนโดยรวมลงทุนในหุ้นน้อยลง  ปกติผลของพวกนี้มันจะไม่รุนแรงมาก  บริษัทที่เข้มแข็งมากปกติก็หนี้ไม่เยอะอยู่แล้ว
    • หุ้นตกเพราะสินค้าคนไม่ซื้อ  ไม่ได้รับความนิยมแล้ว  อย่างนี้ก็ถาวร
    • หุ้นตกรัฐประหารยึดอำนาจ  เปลี่ยนผู้นำ  แบบนี้ก็ชั่วคราว  ไม่ได้ส่งผลโดยตรงกับบริษัทนี่  อาจจะเศรษฐกิจแย่ลงในอนาคต  แต่อันนั้นมันบอกไม่ได้ชัดเจน  และบริษัทที่เข้มแข็งก็ยังอาจจะทำได้ดีอยู่
    • หุ้นตกรัฐประหารยึดอำนาจ  เปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นแบบเกาหลีเหนือ  ไม่มีระบบทุนนิยมแล้วทุกอย่างเป็นของรัฐ  แบบนี้ก็จะถาวรละ  ผลประกอบการห่วยทั้งประเทศ  อนาถ

    สรุปคือ  ตกชั่วคราวกับตกจริง  มันวัดกันที่เหตุครับ  ถ้าอะไรที่ทำให้บริษัทเจ๊งหรือผลประกอบการแย่ลงไปยาวๆ  มันก็เป็นตกขาลงของจริง  แต่ถ้ามันเป็นอะไรที่ไม่เกี่ยวกับผลประกอบการของบริษัทหรือดูแล้วมีผลกระทบแค่ชั่วคราว  งั้นมันก็ตกชั่วคราวครับ  มีเท่านี้แหละ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • สมมุติรู้ว่าบริษัทผลประกอบการจะแย่ลง แต่ไม่รู้ว่าจะแย่ลงขนาดไหน เราควรตัดสินใจยังไงต่อ ?

    สมมุติรู้ว่าบริษัทผลประกอบการจะแย่ลง แต่ไม่รู้ว่าจะแย่ลงขนาดไหน เราควรตัดสินใจยังไงต่อ ?

    มีนักเรียนเราถามว่า  สมมติมีหุ้นบริษัทที่เราชอบราคาตก  เรารู้สาเหตุว่าทำไมราคามันตก  ดูแล้วจะมีผลกระทบต่อผลประกอบการของบริษัท  อาจจะระยะยาวด้วย  แต่เราไม่รู้ว่าผลกระทบของเหตุการณ์มันขนาดไหน  กรณีแบบนี้เราจะตัดสินใจยังไงต่อ

    ตอบตามตรง  เคสประเภทนี้คือยากครับ  มีความเสี่ยงสูงกว่าปกติด้วย  เพราะอันนี้เรารู้แล้วว่ามันไม่ใช่ปัญหาชั่วคราวละ  มันดูเป็นปัญหาระยะยาวถาวร  ปกติแล้วผมก็ทำอยู่ 2 แบบ

    1. ข้าม  ก็คือถ้าเสี่ยงเกินไปก็ไม่ต้องดูก็ได้  ไปดูหุ้นบริษัทอื่นดีกว่า
    2. ถ้าจะเอาจริงๆก็คงต้องเดาระดับความเสียหายเผื่อๆเอา  เช่นเดาไปเลยว่ากำไรหดไป -50% แล้วดูว่าถ้าเป็นแบบนั้นจริงแล้วหุ้นมันยังดูน่าสนใจอยู่มั้ยราคาถูกมากพอหรือเปล่า

    อย่างมากสุดเราก็ทำได้ประมาณนี้แหละครับ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • ทำไมเราสนใจหุ้นที่ได้รับผลกระทบจากโควิด แต่ไม่สนใจหุ้นที่ได้รับประโยชน์ ?

    ทำไมเราสนใจหุ้นที่ได้รับผลกระทบจากโควิด แต่ไม่สนใจหุ้นที่ได้รับประโยชน์ ?

    มีคนฟังวีดิโอเราแล้วสงสัยว่าทำไมดูเหมือนเราสนใจหุ้นที่โดนผลกระทบจากโควิด  ทำไมเราไม่สนใจหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากโควิด

    อันนี้ผมตอบครอบคลุมเหตุการณ์โควิดและวิกฤติอื่นๆด้วยเลย  เอาจริงๆผมว่าน่าจะเป็นสไตล์แล้วแต่คนชอบมากกว่าครับ

    ถ้าจะลงทุนในหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากวิกฤติ  อย่างกรณีโควิดอาจจะเช่นบริษัทผลิตหน้ากาก, ถุงมือยาง, ฯลฯ  ก็ต้องซื้อเร็วหน่อย  คือซื้อตั้งแต่ต้นๆที่เกิดเรื่อง  แล้วก็ไม่สามารถถือยาวนานเกินไปได้  ถ้าจะให้กำไรสูงสุดก็ต้องขายก่อนวิกฤติจะจบ  เพราะต้องเข้าใจว่าเหตุการณ์ผิดปกติมันทำให้บริษัทขายดีมากผิดปกติ  หมายความว่าถ้าเหตุการณ์ผิดปกติที่ว่านั่นหายไป  ยอดขายที่ดีขึ้นกว่าปกติมันก็จะหายไปด้วย  แล้วถ้ายอดขายสุดท้ายลดลงเดี๋ยวราคาหุ้นยังไงก็จะตามผลประกอบการ  ดังนั้นจึงไม่เหมาะกับการถือยาว  หนึ่งในตัวอย่างหุ้นในกลุ่มนี้ที่ผมนึกออกก็อย่างเช่น Top Glove ที่ทำถุงมือยางครับ  ถ้าดูผลประกอบการย้อนหลังก็จะเห็นว่าก่อนโควิดเค้าก็ทำได้ไม่เลวนะ  แต่พอเกิดโควิดปุ๊บผลประกอบการพุ่งเลย  ยิ่งถ้าดู TTM นี่คือรายได้เติบโตกำไรเติบโตเยอะมาก  ราคาหุ้นก็เช่นกันพุ่งพรวดขึ้นมาเลย  แต่ทีนี้ในระยะยาวล่ะ  ถ้าโควิดจบไปความต้องการถุงมือของโลกมันจะสูงไปตลอดเชียวหรือ

    ส่วนถ้าจะลงทุนในหุ้นที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติ  อย่างกรณีโควิดนี่  สิ่งที่เราทำคือมองหาหุ้นที่ก่อนโควิดมันก็เข้มแข็งและทำได้ดีสม่ำเสมออยู่  จนมาเจอโควิดทำให้ผลประกอบการแย่ลงและราคาหุ้นตกรุนแรง  เราก็เลือกซื้อที่เราพิจารณาว่ามันจะรอดโควิดไปได้กับถ้ารอดไปได้มันจะกลับมาทำได้ดีเหมือนเดิม  ข้อดีของกลุ่มนี้คือไม่ได้ต้องรีบเท่าอีกกลุ่มนึง  มีเวลาให้ติดสินใจ  และที่สำคัญคือถือยาวเลยโควิดจบไปเลยก็ได้  เพราะยิ่งถือยาวบริษัทก็ยิ่งทำได้ดีขึ้น  ราคาหุ้นสุดท้ายก็จะปรับตาม  นึกภาพดูว่าที่บริษัททำได้แย่ลงเป็นเพราะเหตุการณ์พิเศษที่เกิดขึ้น  เมื่อเหตุการณ์พิเศษนั้นหายไปบริษัทก็จะกลับมาทำได้ดีเหมือนเดิม  และในเมื่อก่อนหน้าเหตุการณ์พิเศษบริษัทมันก็เข้มแข็งและทำได้ดีอยู่แล้ว  พอเหตุการณ์หายไปบริษัทก็กลับมาเข้มแข็งและทำได้ดีขึ้นตามปกติ  เราได้ซื้อบริษัทแบบนั้นมาตอนที่มันราคาถูกพิเศษพอดีอีกต่างหาก  ก็ไม่มีเหตุผลอะไรต้องรีบขายมั้ย  แต่ข้อเสียคือซื้อหุ้นกลุ่มนี้ก็อาจต้องรอนานนิดนึง  เมื่อไหร่ผลกระทบจากเหตุการณ์ผิดปกติถึงจบล่ะ  อย่างโควิดนี่ก็อาจจะนาน  กับอาจจะเสี่ยงไปอีกแบบคือบริษัทมันต้องรอดจากวิกฤตินะ  ถ้าเจ๊งไปก่อนระหว่างทางเราก็เดือดร้อน

    สรุปคือ  ทั้งสองแบบมันก็มีข้อดีข้อเสียแหละ  ที่ผมพูดถึงหุ้นกลุ่มโดนผลกระทบบ่อยก็แค่เพราะส่วนตัวผมชอบไปทางนั้นก็เท่านั้นเองครับ  คุณจะลงทุนในกลุ่มไหนก็ได้แล้วแต่  แค่ต้องเข้าใจข้อจำกัดของมันไว้เท่านั้นเอง

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • อัพเดทกลยุทธ์การลงทุน : ตอนนี้ความเสี่ยงสูงขึ้นกว่าต้นปี

    อัพเดทกลยุทธ์การลงทุน : ตอนนี้ความเสี่ยงสูงขึ้นกว่าต้นปี

    เราเพิ่งทำวีดิโออัพเดทสถานการณ์ไปเมื่อต้นเดือนมิถุนายนนี้เอง  แต่ดูเหมือนสถานการณ์ตอนนี้เปลี่ยนไปละมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นกว่าที่คาดไว้ตอนแรก  คนที่ถือหุ้นที่ได้รับผลกระทบจากโควิดแล้วคาดว่าโควิดจะจบอาจจะมีความเสี่ยงมากขึ้น

    ท้าวความเดิมนิดนึง  ตอนต้นปีช่วงต้นเดือนมกราคม  ภาพที่เราเห็นคือประเทศมีเงินอย่างอเมริกากับอังกฤษและตามมาด้วยยุโรปกำลังพยายามเร่งฉีดวัคซีน  ในเวลานั้นความเสี่ยงหลักคือเราไม่รู้ว่าฉีดวัคซีนไปแล้วคนจะสามารถกลับมาใช้ชีวิตปกติได้จริงมั้ย  แต่ถ้าเทียบกับกลางปี 2020 สถานการณ์ก็ถือว่าเสียงน้อยกว่ามากเพราะในเวลานั้นเรายังไม่รู้เลยว่าวัคซีนจะได้เมื่อไหร่  คาดการณ์ว่าจะนานแต่ปรากฎว่าปลายปี 2020 นี่คือวัคซีนเริ่มอนุมัติละ

    พอเวลาผ่านไปซักพัก  ประมาณเดือนมีนาคม-เมษายน  เราเริ่มเห็นตัวอย่างประเทศที่ฉีดวัคซีนไปได้เยอะมีจำนวนผู้ป่วยใหม่ลดลงเยอะ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งอิสราเอลดูชัดสุด  เป็นสัญญาณว่าวัคซีนได้ผล  ในเวลานั้นถึงแม้ว่าเราจะเห็นจำนวนผู้ป่วยในไทยเพิ่มขึ้น  ผมก็ไม่ได้ตกใจอะไรมาก  เพราะสุดท้ายเกมภาพใหญ่คือเรารู้อยู่แล้วว่าคนจะกลับมาใช้ชีวิตปกติได้จริงๆก็ต่อเมื่อมีวัคซีนหรือยาเท่านั้น  การที่มีระบาดกลับขึ้นมาในประเทศไทยก็ไม่ได้แปลกเพราะเรายังไม่ฉีดวัคซีนและมันก็แค่ทำให้ระหว่างทางเลวร้ายลงเท่านั้นเอง  จากเดิมที่คิดว่าเราจะประคองสถานการณ์ไปจนฉีดวัคซีนจบแล้วก็จบสมบูรณ์  ก็กลายเป็นว่าระหว่างทางคนจะต้องมีการปิดธุรกิจมีมาตรการที่มีผลกระทบกับคน  แต่จุดปลายทางเราก็ต้องจบด้วยมีวัคซีนหรือยาอยู่ดี  สถานการณ์โดยรวมจริงๆความเสี่ยงน้อยกว่าต้นปีอีก  เพราะอย่างน้อยเรารู้แล้วว่าวัคซีนได้ก็จบ

    หลังจากนั้นเราเริ่มเห็นประเทศที่ฉีดวัคซีนเยอะเริ่มให้คนกลับมาใช้ชีวิตปกติ  อเมริกา, อังกฤษ, ยุโรป  เราเริ่มเห็นการท่องเที่ยวการเดินทางของประเทศพวกนี้เริ่มฟื้น  ในเวลานั้นก็ยิ่งความเสี่ยงน้อยลงไปอีก

    จนสถานการณ์มีการเปลี่ยนแปลงอีกทีตอนที่เห็นชัดเจนเลยว่าการระบาดกลับมาเยอะในอังกฤษเพราะโควิดสายพันธุ์เดลต้า  ตอนนี้ผู้ป่วยใหม่ในอังกฤษสูงขึ้นวันนึงเกิน 50,000 คน  คำถามสำคัญคือมันจะทำให้มีผู้ป่วยหนักเยอะขึ้นจนเตียงเต็มแล้วสุดท้ายต้องปิดธุรกิจนู่นนี่นั่นอีกหรือเปล่า

    ถ้าใช่  งั้นเงินลงทุนที่เราซื้อหุ้นโควิดไปก็เสี่ยงทันที  จากเดิมที่เราคาดว่าวัคซีนมาแล้ว  ฉีดถึงจุดนึงจะจบ  คนจะเริ่มทยอยกลับมาใช้ชีวิตได้ปกติ  การท่องเที่ยวฟื้น  มันก็ไม่แน่ละไง  เพราะอย่างอังกฤษนี่ฉีดวัคซีนไปได้เยอะมาก  ประชากรทั้งประเทศฉีดวัคซีนครบ 2 เข็มแล้วเกิน 50%  ถ้าขนาดนี้ยังกลับมาใช้ชีวิตปกติไม่ได้นี่แปลว่าประเทศอื่นก็จะมีปัญหาเดียวกัน  แล้วเมื่อไหร่จะจบล่ะถ้างั้น

    ถ้าไม่ใช่  คือคนป่วยเยอะแต่อาการไม่หนักหรืออะไรก็แล้วแต่  สุดท้ายคนใช้ชีวิตปกติได้ไม่ต้องกลับมาปิดธูรกิจปิดท่องเที่ยว  งั้นก็ไม่มีปัญหา  เรายังเห็นทิศทางว่าโควิดจะจบได้

    หลักฐานในเวลานี้ก็ดูก้ำกึ่ง

    • อย่างแรกเลยคือจำนวนผู้ป่วยเยอะขึ้น  ผู้ป่วยใหม่ต่อวันเกิน 10,000 คนมาตั้งแต่กลางเดือนมิถุนายนแล้ว  แต่จำนวนคนตายกับคนป่วยอาการหนักดูเหมือนจะไม่ได้สูงขึ้นตาม  เหมือนจะเป็นหลักฐานว่าวัคซีนได้ผล

    • แต่ถ้าวัคซีนได้ผล  ทำไมจำนวนคนป่วยมันยังเพิ่มขึ้นเร็วขนาดนี้  ไม่ใช่ว่ามันควรจะป้องกันการติดและกระจายของเชื้อหรอกหรือ

    ดังนั้นเวลานี้เราควรจะจับตามองอังกฤษเป็นพิเศษ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งวันจันทร์ที่ 19 กรกฎาคมที่ผ่านมาเค้าอนุญาตให้คนกลับมาใช้ชีวิตเต็มที่ละด้วย  ไม่มีบังคับให้ใส่หน้ากาก  ร้านอาหารไนท์คลับอะไรจัดได้เต็มที่ไม่จำกัดจำนวนคน  เราต้องดูว่าสุดท้ายจำนวนคนป่วยจะหนักจนต้องกลับไปปิดธุรกิจอีกหรือเปล่า

    มุมของการลงทุนเรา

    แล้วในมุมของการลงทุนเราล่ะ  ต้องทำอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่า  อันนี้ผมก็ว่าแล้วแต่คน  ถ้าสำหรับผมในเวลานี้คือเห็นภาพว่าความเสี่ยงสูงมากขึ้น  แต่ยังไม่ถึงขึ้นต้องรีบหนีหรืออะไร  แต่สมควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด  โดยรวมแล้วคือ

    • ถ้าเราถือบริษัทที่กระทบแต่ยังไม่ถึงขาดทุน  พวกนี้ก็ไม่มีปัญหาเหมือนเดิม  เพราะมันรอได้อยู่แล้ว
    • ประเด็นมันจะอยู่ที่บริษัทที่กระทบจนขาดทุน  พวกนี้จากเดิมเราคิดว่ามีเงินทุนพอที่จะทนได้  ถ้าอยุ่ๆสถานการณ์เปลี่ยนโควิดไม่จบด้วยวัคซีนชุดนี้  คำถามคือแล้วมันจะจบเมื่อไหร่  เราอาจจะต้องพิจารณาแล้วว่าบริษัทที่ว่าขาดทุนนี่  ขาดทุนเยอะขนาดไหนล่ะ  รายได้มันต้องฟื้นกลับมาเป็นกี่ % เทียบกับปีปกติมันถึงจะรอด  ดูแล้วห่างมั้ย  ตอนนี้มีเงินทุนเหลือทนได้อีกนานแค่ไหน  แล้วสมมติต้องระดมทุนเพิ่มมันน่าจะยังทำได้อยู่มั้ย  มีหนี้สินอยู่เยอะมากอยู่แล้วหรือเปล่า  ฯลฯ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • ระหว่างรอโอกาส ถือเงินสดรอ หรือถือหุ้นรอดี ?

    ระหว่างรอโอกาส ถือเงินสดรอ หรือถือหุ้นรอดี ?

    มีคนมีคำถามว่าสมมติตอนนี้มีเงินสดเหลืออยู่บางส่วนแล้วยังหาโอกาสดีไม่เจอ  เค้าควรจะรอด้วยการถืออยู่ในรูปเงินสดหรือซื้อหุ้นที่คิดว่าดีแต่ราคาอาจจะกลางๆไม่ได้ถูกมากดี

    ถ้าเป็นสมัยก่อนผมจะบอกว่าถือเงินสดรอนะ  ส่วนตัวที่ผ่านมาผมก็ทำแบบนั้นแหละ  แต่ถ้าเป็นเดี๋ยวนี้ผมว่าซื้อหุ้นที่เราคิดว่าดีราคาพอใช้ได้ไปก่อนเลยดีกว่า  เพราะโดยรวมคือหุ้นที่ทำได้ดีขึ้นราคามันมักจะเป็นแนวโน้มขาขึ้นตาม  ส่วนใหญ่แล้วไม่ค่อยมีขาดทุนโอกาสน้อย  การซื้อไว้ก็มักจะกำไรบ้างในรูปปันผลหรือราคาหุ้นสูงขึ้น  ความเสี่ยงอย่างเดียวคือกรณีที่มันดันหุ้นตกทั้งตลาดอย่างโควิด  มันก็จะทำให้เงินลงทุนมันตกไปด้วยก่อนที่เราจะเอามาซื้อโอกาสที่เราคิดว่าดีมากๆได้  แต่เคสแบบนี้มันสิบปีมีครั้ง  จากประสบการณ์ที่ผ่านมาคือการถือเงินสดนานไปทำให้พลาดโอกาสเยอะกว่าที่จะเสียหายจากความเสี่ยงตกทั้งตลาดครับ

    ดังนั้นสรุปคือเดี๋ยวนี้ผมว่าลงทุนทิ้งไว้ในหุ้นดีกว่าครับ  เล็งซื้อบริษัทที่เข้มแข็งไว้ก่อนนะ  ราคากลางๆไม่ต้องกำลังตกหรือถูกมากก็ใช้ได้

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • เล่าประสบการณ์ลงทุนหุ้น กำไรเป็นแสน เป็นล้าน (ภาค 2)

    เล่าประสบการณ์ลงทุนหุ้น กำไรเป็นแสน เป็นล้าน (ภาค 2)

    หลังจากช่วง PB กับ KCAR มาก็เป็นช่วงที่ลงทุนในหุ้นต่างประเทศแล้วแหละ  จริงๆเริ่มลงทุนหุ้นต่างประเทศตอนปี 2015  แต่ช่วงนั้นจำนวนเงินไม่เยอะ  เคสแรกที่เริ่มซื้อเป็นเงินก้อนใหญ่ก็จะเป็น Express Scripts ในปี 2017  บริษัทนี้อยู่ในธุรกิจ Healthcare เป็น Pharmacy Benefit Manager เจ้าใหญ่ที่สุด  ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ Trump กำลังพยายามจัดการกับปัญหาค่าใช้จ่ายเรื่องสุขภาพในอเมริกาแพง  ไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น  กลุ่ม PBM ก็เป็นหนึ่งในกลุ่มธุรกิจที่ถูกเพ่งเล็ง  แต่เมื่อไปศึกษาดูผมก็ว่า PBM ไม่น่าจะเป็นต้นเหตุของค่าใช้จ่ายเรื่องยาแพง  Profit margin บริษัทกลุ่มนี้ก็บางมาก 1% อยู่แล้ว  บวกกับโดยรวมมันเป็นธุรกิจที่ได้เปรียบจาก cost advantage  ดังนั้นขนาดของ Express Scripts ก็ทำให้มันได้เปรียบผลประกอบการดีมาตลอด  ผมซื้อที่ราคาเฉลี่ย 63.31 USD โดยรวมเป็นเงิน 1.7 ล้านบาท  ขายไปเพราะโดยบังคับขายในปลายปี 2018 ที่ราคา 88.53 USD บริษัทถูก Cigna ซื้อแล้วผมไม่ได้อยากถือหุ้น Cigna  คิดเป็นกำไรประมาณ 39.84%

    อีกเหตุการณ์หนึ่งที่ลงทุนจำนวนเยอะก็จะเป็นช่วงปี 2017  ในเวลานั้นมันจะมีกระแสความตกใจว่าร้านค้าปลีกแบบมีหน้าร้านจะเจ๊ง  จะโดนการขายออนไลน์อย่าง Amazon เข้ามาแทนที่  สองบริษัทในกลุ่มค้าปลีกที่ราคาตกเยอะแล้วผมไปซื้อก็จะมี Tractor Supply กับ AutoZone  Tractor Supply นี่เป็นร้านค้าปลีกที่ขายสินค้าไลฟ์สไตล์ชนบท  ร้านค้าตั้งอยู่ในพื้นที่ชนบทที่คนทำฟาร์ม  ส่วน AutoZone ทำร้านขายอะไหล่รถยนต์สำหรับให้คนซื้อไปซ่อมรถด้วยตัวเอง DIY  ในร้านแนว DIY ก็จะเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดละ  สาเหตุที่ตัดสินใจซื้อก็ตรงไปตรงมา  คือหลังจากพิจารณาทำความเข้าใจธุรกิจที่บริษัททำกับพยายามหาหลักฐานว่ามันได้รับผลกกระทบจากออนไลน์มั้ย  สิ่งที่เจอก็คือสองบริษัทนี้ดูไม่เห็นกระทบตรงไหน  ยอดขายสาขาเดิมก็โตทั้งคู่  อย่าง Tractor Supply นี่เค้าบอกว่าลูกค้าส่วนใหญ่ขนาดว่ามีตัวเลือกซื้อออนไลน์แล้วไปส่งถึงบ้านก็ไม่เอา  อยากจะมาที่สาขามาหยิบสินค้าเองมากกว่า  ส่วน AutoZone ก็ได้เปรียบตรงที่สินค้าลูกค้าซื้อแล้วเอาไปใช้ได้ทันที  ไม่ต้องรอของมาส่ง  แล้วลักษณะลูกค้าคือรีบเพราะมีอะไรซักอย่างในรถเสีย  ผมซื้อ Tractor Supply ที่ราคาเฉลี่ย 54.56 USD เป็นเงินประมาณ 1.3 ล้านบาท  ขายตอนปลายปี 2018 ที่ราคาเฉลี่ย 90.18 USD  กำไร 65.29%  ส่วน AutoZone ซื้อเฉลี่ย 559.32 USD ด้วยเงินประมาณ 1.5 ล้านบาท  ขายไปตอนต้นปี 2019 ที่ราคา 1,000 USD  คิดเป็นกำไร 78.79%

    หลังจากนั้นมาเคสที่ใหญ่ๆก็เป็นช่วง COVID ทั้งหมด  กำไรเละ  รูปแบบเดิมเป๊ะก็คือหาบริษัทที่ก่อนโควิดทำได้ดีบวกราคาตกเยอะๆแล้วน่าจะรอดจากโควิดไม่ว่าจะด้วยไม่ขาดทุนหรือมีเงินทุนมากพอ  บริษัทที่ซื้อก็พวกที่โดนผลกระทบเช่นห้าง, ร้านอาหาร, หอพักนักศึกษา, สนามบิน, รถเมล์รถนักเรียน, ฯลฯ

    สรุปสิ่งที่ผมว่าเป็นสาระสำคัญข้อคิดที่คุณควรจะได้ไปคือ

    1. ทุกเคสที่กำไร  ทรงเดียวกันหมด  คือผมหาบริษัทที่ดีมีอำนาจมีความได้เปรียบ  แล้วก็ซื้อมันตอนที่่ราคามันตกรุนแรงจากเหตุที่เป็นปัญหาชั่วคราว
    2. ผมแทบไม่ได้ให้ความสำคัญอะไรกับการประเมินมูลค่า  ผมสนใจตัวบริษัทตัวธุรกิจเป็นหลัก  ทำ valuation เอาไว้กะหยาบๆเท่านั้น  เรื่องนี้พูดแล้วพูดอีกในหลายวีดิโอ
    3. บริษัทพวกนี้ผมต้องรู้จักอยู่ก่อนแล้ว  ไม่งั้นตอนราคามันตก  เราจะไปรู้ได้ในเมื่อก็ไม่รู้จักมันตั้งแต่แรก  สำหรับนักเรียนเราผมก็ย้ำเสมอว่าให้มองกว้างๆหาธุรกิจที่เรามีความสนใจ  ดูคร่าวๆว่าคอนเซปต์มันดูเข้าท่าแล้วก็ทำ Alert list ไว้เยอะๆก่อน  ถึงเวลาถ้าราคามันตกลงมาเราจะได้กลับไปดู

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • เล่าประสบการณ์ลงทุนหุ้น กำไรเป็นแสน เป็นล้าน (ภาค 1)

    เล่าประสบการณ์ลงทุนหุ้น กำไรเป็นแสน เป็นล้าน (ภาค 1)

    เรื่องนี้มีคนขอให้เล่า  สิ่งที่เค้าอยากได้คือเล่าเคสที่ลงทุนแล้วกำไร  วิเคราะห์ยังไง  ประเมินมูลค่ายังไง  กำไรเท่าไหร่กี่ %  ก็โอเคในเมื่ออุตส่าห์ request มาก็ทำก็ได้  โดยเหมือนเดิมคือผมจะพยายามเล่าว่าตอนนั้นเกิดอะไรขึ้นและคิดอะไรอยู่ในเวลานั้น  มันจะได้มีประโยชน์หน่อย

    เพื่อความไม่ยืดยาว  ผมอธิบายให้เข้าใจไว้นิดนึงก่อน

    • เราจะพูดถึงเคสใหญ่ๆเท่านั้น  เหมือนกับวีดิโอที่เล่าเคสลงทุนพลาดแหละ  ถ้าจะเล่ามันทุกเรื่องก็จะเยอะไป  เราเอาเคสที่มันเงินลงทุนจำนวนเยอะๆหน่อย
    • ทุกเคส  มันมาจากแนวทางการลงทุนแแบบเดียวซึ่งคือ Opportunistic VI  ผมเล็งซื้อบริษัทที่เข้มแข็งในเวลาที่มันราคาตกผิดปกติจากสิ่งที่ผมมองว่าเป็นปัญหาชั่วคราวหรือไม่ก็คนตกใจกันไปเอง
    • ทุกเคสวิธีประเมินมูลค่าที่ใช้ผมทำเหมือนๆกัน  คือ Discounted dividend และประมาณ terminal value ด้วย price multiple เหมือนกันหมด  รวมถึงทุกครั้งที่ลงทุนพลาดแล้วขาดทุนด้วย  ทุกเคสที่เคยเล่าให้ฟังในวีดิโอที่พูดถึงเคสพลาดก็ใช้วิธีเดียวกันหมด  และดังนั้นผมถึงย้ำนักหนามาตลอดว่าเรื่อง valuation นี่เป็นอะไรที่ความสำคัญต่ำมาก  ที่สำคัญคือเรื่องความเข้าใจในธุรกิจนี่มันต้องไม่พลาดตั้งแต่แรก
    • ทุกเคส  ผมรู้จักบริษัทที่ซื้อพวกนั้นและเอาไว้อยู่ใน Alert list ก่อนที่ราคามันจะตกอยู่แล้ว  ถ้าไม่ได้รู้จักอยู่ก่อนพอราคามันตกหรือเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นเผลอๆเราไม่รู้เรื่องด้วยซ้ำ

    1. เพรซิเดนท์ เบเกอรี่

    เริ่มจากอันเก่าไปใหม่  อันแรกเป็นเคสของ PB (President Bakery) หุ้นฟาร์มเฮ้าส์  ผมเข้าไปซื้อตอนช่วงต้นปี 2015  ตอนที่เข้าไปซื้อนั่นเป็นช่วงที่หุ้นฟาร์มเฮ้าส์ตกต่ำลงมาได้เป็นปีละ  หลักๆสาเหตุที่หุ้นตกเข้าใจว่าเป็นเรื่องความกังวลที่มีคู่แข่งอย่างเลอแปงซึ่งเป็นของซีพีโผล่เข้ามาใน 7-11  ในเวลานั้นเราเริ่มเห็นฟาร์มเฮ้าส์ถูกวางบนชั้นให้เด่นน้อยกว่า  ซึ่งอาจจะมีผลต่อยอดขายและก็มีความกังวลว่าซักพักนึงอาจจะถอดออกไปเลยหรือเปล่า  ตอนผมเข้าไปซื้อก็คือเวลาผ่านมาปีสองปีละ  และสิ่งที่เห็นคือฟาร์มเฮ้าส์ก็ยังยอดขายโตกำไรเติบโตอยู่  ไม่ได้ถูกถอดออกจาก 7-11 และก็คิดว่าไม่น่าจะโดนด้วยเพราะเป็นกลุ่มเดียวกับมาม่าซึ่งเป็นเจ้าใหญ่เค้าไม่น่าจะกล้าเอาออก  ในเวลานั้นซื้อไป 2 ล้านกว่าที่ราคา 42-43 บาท  ถือไว้เกือบ 2 ปีแล้วคนก็หายกลัวราคาฟื้น  ขายไปประมาณ 64.5 บาท  กำไร ~50% ได้

    2. กรุงไทยคาร์เร้นท์

    อีกอันนึงที่ซื้อเยอะคือ KCAR  เป็นบริษัทรถเช่ารายได้มาจากให้เช่ารถบริษัทแล้วก็ขายมือสองเมื่อรถอายุ 5 ปี  ตอนซื้อมาเป็นช่วงที่ KCAR โดนผลกระทบจากนโยบายรถคันแรกตอนปี 2012 ที่ทำให้ราคารถมือสองตกต่ำมากๆ  รายได้หดกำไรหด  ผมดูยังไงก็ปัญหาชั่วคราวแน่ๆเพราะรถคันแรกมันก็ไม่ได้มีทุกปี  แต่ก็เข้าใจว่าต้องใช้เวลาหลายปีหน่อยกว่าความต้องการรถมือสองจะกลับมาปกติ  KCAR นี่ซื้อหลายครั้งตั้งแต่ปี 2015-2016 รวมเป็นเงินเกิน 2 ล้าน  ราคาเฉลี่ยน่าจะประมาณ 10.5 บาท  ในภายหลังก็ตามคาดตลาดรถมือสองกลับเป็นปกติเริ่มฟื้น  ขายหุ้นไปตอนปี 2017 ที่ราคาเฉลี่ยประมาณ 15 บาท  กำไรประมาณ ~43% 

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี