Author: admin

  • ที่เค้าพูดกันเรื่องเงินเฟ้อ กับ Bond Yield สูงขึ้นนั่นมันคืออะไร ?

    ที่เค้าพูดกันเรื่องเงินเฟ้อ กับ Bond Yield สูงขึ้นนั่นมันคืออะไร ?

    ช่วงที่ผ่านมามีคนพูดถึงข่าวเรื่องเงินเฟ้อกับอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรที่สูงขึ้นในอเมริกา  แล้วก็ด้วยเหตุผลอะไรซักอย่างจะมีผลทำให้หุ้นตก  เลยมีคนอยากให้อธิบายเรื่องนี้ว่ามันเกี่ยวกันยังไง

    ก่อนจะตอบคำถามต้องบอกก่อนว่าผมก็ไม่ใช่ว่าเข้าใจทุกอย่าง  ผมอาจจะอธิบายจากมุมเศรษฐศาสตร์ได้บ้างเพราะเรียนมา  แต่บางเรื่องอย่างอารมณ์ตลาดหรือจิตวิทยานี่ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน

    เราเริ่มจากตัวเงินเฟ้อก่อน  เงินเฟ้อนี่หลักๆก็คือของโดยภาพรวมราคาแพงขึ้นเท่านั้นเอง  ซึ่งโดยปกติแล้วของมันจะแพงขึ้นมันก็มาได้จากสองแบบหลักๆคือ

    1. คนมีความต้องการเยอะขึ้น
    2. ต้นทุนการผลิตแพงขึ้น

    ส่วนเรื่อง bond yield อัตราผลตอบแทนพันธบัตร  มันก็คืออัตราส่วนระหว่างดอกเบี้ยที่คงที่ซึ่งกำหนดไว้แต่แรกเทียบกับราคาของพันธบัตรใช่มะ  และในเมื่อตัวดอกเบี้ยนั่นไม่เปลี่ยนเพราะกำหนดไว้แต่แรกแล้ว  อัตราผลตอบแทนพันธบัตรมันก็เลยขึ้นกับราคาของพันธบัตรเป็นหลัก  ถ้าราคาพันธบัตรแพงขึ้นก็แปลว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรก็จะต่ำลง  ถ้าราคาพันธบัตรต่ำลงก็แปลว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรก็จะสูงขึ้น

    ทีนี้อย่างกรณีของอเมริกาที่บอกเงินเฟ้อสูงขึ้น  มันก็น่าจะตรงไปตรงมาคือมาจากการที่คนมีความต้องการเยอะขึ้น  เพราะผลของการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งจากนโยบายการเงินและนโยบายการคลัง

    พอเงินเฟ้อสูง  มันก็ไปทำให้พันธบัตรไม่น่าลงทุนเท่าไหร่  เพราะพันธบัตรผลตอบแทนมันคงที่กำหนดไว้แล้วถูกมะ  ถ้าเงินเฟ้อสูงขึ้นราคาข้าวของสูงขึ้นกว่าที่คาด  มันก็ทำให้ผลตอบแทนที่แท้จริงของพันธบัตรน้อยลงด้วยไง  คนเห็นแบบนี้ก็เลยขายพันธบัตร  พอคนขายพันธบัตรก็ทำให้ราคาพันธบัตรต่ำลงอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรสูงขึ้น

    มาถึงตรงนี้  เรื่องมันก็สมเหตุสมผลดีไม่มีอะไร  แต่ต่อจากตรงนี้ว่าแล้วมันกระทบกับหุ้นทำให้หุ้นตกได้ยังไง  ก็เป็นอะไรที่ผมก็งงละ

    ในเมื่อ bond yield สูงขึ้นเพราะคนไม่อยากถือพันธบัตร  คนก็ต้องเอาเงินไปทำอย่างอื่นถูกมะ  ถ้าถือเงินสดไว้เฉยๆอย่างงั้นก็ถือพันธบัตรดีกว่าเพราะเงินสดมันก็เจอเงินเฟ้ออยู่ดีไม่มีประโยชน์อะไร  คนอาจจะเอาไปซื้อทองซึ่งอดีตที่ผ่านมาถือว่าเป็นสินทรัพย์ที่ป้องกันเงินเฟ้อได้ดีเพราะราคามันก็ขึ้นตามเงินเฟ้อ  หรือไม่งั้นก็ซื้อหุ้นเพราะถ้าเศรษฐกิจดีขึ้นฟื้นตัวหรือเงินเฟ้อสูงขึ้น  บริษัทก็จะกำไรดีขึ้นราคาหุ้นก็สูงขึ้น  เป็นการป้องกันเงินเฟ้อได้ดีขึ้นเช่นกัน  ดังนั้นถ้าตามเหตุและผลแล้วสถานการณ์ในเวลานี้มันควรจะดีกับหุ้นนะ

    แต่ปรากฎว่าไม่ใช่  กลายเป็นว่าหุ้นตกและคนก็ตกใจกลัวเงินเฟ้อกลัว bond yield สูงขึ้นอะไรซักอย่าง  ผมก็งงเหมือนกัน  เท่าที่อ่านดูในข่าว  ดูเหมือนเหตุผลจะเป็นเพราะคนกลัวว่าถ้าเศรษฐกิจฟื้นตัว + เงินเฟ้อสูงขึ้นอย่างเร็วในอนาคต  จะทำให้ธนาคารกลางออกมาเพิ่มอัตราดอกเบี้ย  และเมื่อเพิ่มอัตราดอกเบี้ยก็จะทำให้ต้นทุนการยืมเงินสูงขึ้นบริษัทยืมเงินน้อยลงและทำให้คนสนใจออมเงินเยอะขึ้นใช้จ่ายน้อยลง  บริษัทก็จะโตช้าลงและหุ้นอาจจะตก

    ซึ่งผมก็ว่ามันแปลกๆนะ  เพราะธนาคารกลางก็ออกมาบอกอยู่แล้วว่าจะคงอัตราดอกเบี้ย  แนวโน้มที่จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างรวดเร็วในเวลาที่เศรษฐกิจยังไม่ปกติก็ไม่น่าเป็นไปได้อยู่แล้ว  ความกังวลอันนี้ก็ดูห่างไกลยังไงไม่รู้  ในขณะที่วัคซีนดูได้ผลเศรษฐกิจก็น่าจะฟื้นและดีขึ้นหลังจากนั้น  ปัจจัยในระยะสั้นนี่ชี้ไปยังการฟื้นตัวและดูจะสนับสนุนการถือหุ้นมากกว่านะ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • วิธีประเมินมูลค่าหุ้นของ วอเรน บัฟเฟตต์ กับ ชาร์ลี มังเกอร์

    วิธีประเมินมูลค่าหุ้นของ วอเรน บัฟเฟตต์ กับ ชาร์ลี มังเกอร์

    เมื่อเร็วๆนี้ผมอ่านหนังสือชื่อ Charlie Munger the complete investor ของ Tren Griffin ครับ  ไอเดียของหนังสือคือคนเขียนเค้าพยายามเรียบเรียงสรุปแนวคิดของ Charlie Munger Vice Chairman ของ Berkshire Hathaway ซึ่งเป็นคนที่เค้าชื่นชมออกมาเป็นหมวดๆ  แล้วพอดีมันมีส่วนที่คนเขียนเค้าพูดถึงวิธีการลงทุนที่ Charlie Munger กับ Warren Buffett ใช้ด้วย  ซึ่งผมว่ามันน่าสนใจทีเดียว  เพิ่งรู้เหมือนกันเพราะนึกว่าปกติเค้าก็ใช้ Discounted cash flow ธรรมดา

    ในภาพรวมเค้าก็ใช้ Discounted cash flow นั่นแหละ  แต่สิ่งที่ดูมีความต่างออกไปจากปกติมีสองอย่างคือตัว cash flow ที่เอามาคิดลด  กับ discount rate ที่ใช้คิดลด

    1. ตัว cash flow เค้าใช้คำว่า owner’s earnings  

    หลักการของตัวเลขตัวนี้ก็คือพยายามจะคำนวณว่ากำไรที่บริษัททำได้แล้วไปถึงมือผู้ถือหุ้นคือเท่าไหร่  วิธีการคำนวณคล้ายๆ Free cash flow to equity เลยคือ

    กำไรสุทธิ + ค่าเสื่อม + ค่าตัดจำหน่าย – เงินสดที่ใช้ไปในการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร – เงินทุนหมุนเวียนที่ใช้ในการทำธุรกิจเพิ่มขึ้น

    จะเห็นว่าคล้ายกับ Free cash flow to equity มาก  ต่างแค่ตรงที่ Free cash flow to equity ปกติเค้าจะมีเพิ่มอีกตัวคือ + เงินกู้ยืมที่เพิ่มขึ้น  ที่บวกตัวนี้เพิ่มขึ้นมาเพราะเค้ามองว่าการที่กู้ยืมเงินเพิ่มขึ้นมาก็ทำให้ใช้เงินลงทุนของผู้ถือหุ้นในการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรหรือพวกเงินทุนหมุนเวียนน้อยลง

    เข้าใจว่าสาเหตุที่ Charlie Munger กับ Warren Buffett ไม่นับเงินกู้ยืมที่เพิ่มขึ้นเพราะพวกนี้ชอบบริษัทที่มีหนี้เงินกู้น้อยมากๆหรือถ้าเป็นไปได้ไม่มีกู้ยืมเงินเลย

    2. ตัว Discount rate เค้าใช้อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลอายุ 30 ปี

    จริงๆตัวเลขเป๊ะๆไม่มีใครรู้ชัดเจน  แต่เค้าเคยพูดไว้ว่าใช้ดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว 30 ปีเป็นตัวคิดลด  ซึ่งก็คือตัว risk free rate  หรือไม่ก็อาจจะมีบวก premium นิดหน่อย 1-2% ถ้าเค้ามองว่าอัตราดอกเบี้ยระยะยาว ณ ตอนนั้นมันไม่น่าจะอยู่ที่ระดับนั้นในระยะยาว

    อันนี้เป็นอะไรที่แปลกออกไปจากทฤษฎีที่สอนกันมาก  เพราะเวลาผมเรียนเค้าจะให้ใช้อัตราผลตอบแทนที่สอดคล้องกับความเสี่ยงของหุ้นหรือสินทรัพย์นั้นๆไม่ใช่ risk free rate  เพราะว่าหุ้นมันมีความเสี่ยงมากกว่าพันธบัตรที่รับรองโดยรัฐบาลแน่นอน  มันมีโอกาสเจ๊งหรือผลประกอบการแย่ลงหรืออะไรก็แล้วแต่และดังนั้นเพื่อให้การประเมินมูลค่าของหุ้นเค้าเลยสอนให้ใช้อัตราคิดลดที่สูงกว่า

    เท่าที่ตีความจากสิ่งที่ Warren Buffett เขียนในจดหมายถึงผู้ถือหุ้น  เข้าใจว่าเป็นเพราะเค้ามองว่าการวัดความเสี่ยงออกมาเป็นตัวเลขว่าเท่ากับกี่ % นี่เป็นเรื่องไร้สาระ  สำหรับเค้าแล้วการที่จะไปพยายามประเมินมูลค่าของบริษัทให้ได้แม้ว่ามันจะเสี่ยงมากและเราไม่รู้เลยว่าอนาคตมันจะเป็นยังไงด้วยการซี้ซั้วใช้เลขอะไรก็ไม่รู้เป็นอัตราคิดลดมันดูมั่ว  มันควรจะเริ่มจากการมองว่าเรามั่นใจขนาดไหนว่าบริษัทนั้นจะทำได้ดี  ถ้าเรามั่นใจมากถึงขึ้นแทบชัวร์แล้วดังนั้นมันก็คือความเสี่ยงมันต่ำ  ก็เลยทำการคิดลด owner’s earnings ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตนั้นด้วยอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลเลย  แล้วเวลาซื้อก็ซื้อให้มันต่ำกว่ามูลค่านั้นลงมาให้มี margin of safety แทน

    สรุป

    แปลกดีมั้ยครับ  ส่วนตัวผมอ่านเจอตรงนี้ผมก็มีความเห็นด้วยนะ  ส่วนนึงอาจจะเพราะมีความเชื่อถือสองคนนี้อยู่แล้ว  แต่อีกส่วนนึงคือจากประสบการณ์ที่ผ่านมาผมก็เห็นด้วยว่ามันควรจะเริ่มจากดูตัวบริษัทก่อน  ผมพบว่าขอให้เราดูตัวธุรกิจมันไม่พลาด  เรื่องการประเมินมูลค่าเอาแค่กะหยาบๆว่าซื้อได้ถูกระดับนึงผลลัพธ์มันก็จะออกมาดีตลอดนะ  ที่มันเละแล้วสุดท้ายขาดทุนคือครั้งที่พลาดเรื่องตัวธุรกิจซะมากกว่า

  • ทำไมวิกฤติโควิดรอบนี้ ตลาดหุ้นฟื้นเร็วจัง ?

    ทำไมวิกฤติโควิดรอบนี้ ตลาดหุ้นฟื้นเร็วจัง ?

    มีคนสงสัยว่าทำไมเหตุการณ์โควิดครั้งนี้ตลาดหุ้นฟื้นกลับขึ้นมาเร็วจัง  ถ้าเทียบกับเหตุการณ์ที่ผ่านมาในอดีตเวลามีวิกฤติเศรษฐกิจแล้วตลาดหุ้นตกรุนแรงมันจะใช้เวลานานเป็นปีกว่าตลาดหุ้นจะฟื้นกลับมาที่เดิม  แต่ครั้งนี้ทั้งที่จริงๆโควิดก็ยังไม่จบและเศรษฐกิจโดยรวมก็ยังไม่ฟื้นแต่ตลาดหุ้นดันฟื้นกลับขึ้นมาแล้ว  ถ้าไม่นับหุ้นที่โดนโควิดจังๆบางบริษัทราคาสูงกว่าก่อนโควิดอีก  ทำไมมันเป็นแบบนั้นล่ะ

    เอาจริงๆผมก็ไม่ชัวร์ 100% นะ  ส่วนตัวก็นึกว่ามันจะใช้เวลานานกว่านี้เหมือนกัน  แต่ถ้าให้เดาก็คิดว่าน่าจะเป็นเพราะเหตุผลดังต่อไปนี้

    1. โควิดมันเป็นปัจจัยภายนอก  วิกฤติไม่ได้เกิดจากฟองสบู่หรือคนทำอะไรโง่ๆ

    อันนี้น่าจะเป็นเรื่องหลัก  คือวิกฤติเศรษฐกิจครั้งอื่นๆที่ผ่านมามันเกิดจากการที่คนในระบบเศรษฐกิจเอาเงินไปจมอยู่ในทรัพย์สินที่สุดท้ายเป็นฟองสบู่แล้วไม่เกิดประโยชน์ซะส่วนใหญ่  เช่นอย่างตอนช่วงต้มยำกุ้งนั่นธุรกิจจำนวนมากในไทยกู้ยืมเงินในสกุลต่างประเทศแล้วไปลงทุนในอสังหาริมทรัพย์  พอเงินบาทลอยตัวอ่อนค่าลงเยอะๆก็เลยทำให้หนี้สินที่เยอะพุ่งพรวดขึ้นไป  บวกกับที่ลงทุนไปเงินจมอยู่กับอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นฟองสบู่อีกก็เลยไปกันใหญ่  หรืออย่างวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ในอเมริกานั่นก็มาจากการปล่อยกู้ซื้อบ้าน subprime mortgage ให้คนที่ไม่มีความสามารถในการจ่ายด้วยความเชื่อว่าอสังหาริมทรัพย์ราคาจะสูงขึ้นไปเรื่อยๆ  เงินไปจมอยู่กับบ้านที่สุดท้ายไม่มีความต้องการเช่นกัน

    แต่โควิดนี่มันไม่เหมือนกัน  ธนาคารพาณิชย์ไม่ได้อยู่ในสภาพที่ปล่อยกู้มั่วซั่ว  ไม่ได้มีใครกู้ยืมเงินเกินตัวมาลงทุนทำอะไรไม่เกิดประโยชน์  ไม่ได้มาจากการฟองสบู่ในทรัพย์สินอะไร  เศรษฐกิจหยุดเพราะคนชะลอการใช้จ่ายจากมาตรการป้องกันการระบาดเท่านั้นเอง  ดังนั้นพอการระบาดลดลงคนก็กลับมาใช้จ่ายได้เร็วและดังนั้นเศรษฐกิจก็จะฟื้นเร็วกว่าครั้งก่อนๆ

    2. รัฐบาลประเทศต่างๆให้ความช่วยเหลืออย่างเร็ว

    รอบนี้พอมีปัญหา  เนื่องจากมันเป็นปัญหาจากปัจจัยภายนอก  รัฐบาลแทบทุกประเทศก็ไม่ลังเลที่จะให้ความช่วยเหลือทันที  ทั้งลดอัตราดอกเบี้ย, สั่งให้ยังไม่นับเป็นหนี้เสียบ้าง, ให้เงินช่วยเหลือธุรกิจให้ไม่ปลดพนักงาน, ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายบ้างแบบเราเที่ยวด้วยกันหรือคนละครึ่ง, ฯลฯ  โดยรวมเป็นการพยุงเศรษฐกิจไว้ไม่ให้ผลกระทบรุนแรงจนเกินไป  แล้วก็เลยทำให้บริษัทพวกที่ไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงยังรอดอยู่ได้

    3. คนอยู่บ้านกันเยอะ  ว่างก็เลยเริ่มมองหาอะไรทำที่มีผลตอบแทน

    สุดท้าย  อาจจะเพราะมีนักลงทุนหน้าใหม่เข้ามาสนใจตลาดหุ้นเยอะขึ้นก็เป็นไปได้  เลยทำให้โดยรวมมีเม็ดเงินมาซื้อหุ้นกันเยอะขึ้น  ก็เลยทำให้ตลาดหุ้นฟื้นกลับขึ้นมาเร็วกว่าปกติหรือเปล่า

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • ถ้าเจอหุ้นที่อ่านไม่เข้าใจ หรือหาข้อมูลไม่ค่อยได้ ทำไงดี ?

    ถ้าเจอหุ้นที่อ่านไม่เข้าใจ หรือหาข้อมูลไม่ค่อยได้ ทำไงดี ?

    กรณีประมาณนี้มีคนถามผมหลายครั้งละ  ทั้งกรณีที่แบบมีความสนใจจะซื้อแต่หาข้อมูลไม่ค่อยได้  กับแบบที่ซื้อไปแล้วและกำลังสงสัยว่าควรจะขายหรือเปล่า

    เอาจริงๆทางเลือกเราก็มีไม่เยอะครับ

    1. พยายามหาต่อ
    2. อาจจะต้องพยายามหาข้อมูลด้วยวิธีอื่น  ซึ่งอันนี้ก็แล้วแต่ความสร้างสรรค์ของเราละ  ปกติที่ผมพยายามทำก็เช่นไปหาคนรู้จักญาติพี่น้องเพื่อนที่อยู่ในธุรกิจนั้น  หรือไม่งั้นเราอาจจะต้องพยายามหาคนที่เป็นลูกค้าของสินค้ากลุ่มนั้นที่น่าจะมีประสบการณ์ตรง

    3. เลิก
    4. ยอมรับว่าหาได้เท่านั้นเท่าที่มี  แล้วก็ตัดสินใจซะ

      ถ้ากำลังจะซื้อก็ลองพิจารณาดูว่าเท่าที่เราหาข้อมูลมาได้นั่นมันเพียงพอสำหรับการตัดสินใจเราแล้วหรือยัง  เช่นสมมติเราหาข้อมูลไม่ได้ว่ามันดีกว่าคู่แข่งยังไง  แต่เราหาข้อมูลแวดล้อมอื่นที่เป็นหลักฐานเช่นส่วนแบ่งการตลาดได้  แบบนี้เราสบายใจจะถือหุ้นบริษัทนั้นจริงๆมั้ย  ซึ่งโดยส่วนใหญ่เราก็จะไม่สบายใจแหละเพราะไม่งั้นเราก็จะไม่รู้สึกว่าหาข้อมูลไม่ได้ตั้งแต่แรก

    ถ้าถือหุ้นอยู่  แล้วไม่รู้หรือไม่เข้าใจบริษัทที่ถืออยู่  ผมว่าขายเหอะ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • หาบทวิเคราะห์หุ้น ได้จากที่ไหน ?

    หาบทวิเคราะห์หุ้น ได้จากที่ไหน ?

    จะบอกว่า ณ ตอนที่คนถามผมก็ไม่รู้เหมือนกัน  เพราะอย่างที่เคยเล่าให้ฟังว่าปกติไม่ได้ใช้  แต่ตอนนี้ผมเจอละ  มันอยู่บนเวป www.settrade.com ครับ

    หาชื่อหุ้นที่เราสนใจก่อน  แล้วมันจะอยู่ตรง IAA Consensus ครับ

    นอกเหนือจากนี้อีกทางนึงคือติดต่อโบรกเกอร์ที่คุณใช้อยู่แล้วก็ขอเค้าเลยครับ  ผมคิดว่าถ้าเป็นบริษัทที่อยู่ในความสนใจระดับนึงโบรกเกอร์เค้าก็จะมีบทวิเคราะห์อยู่แล้วแหละ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • มือใหม่มาก ไม่รู้อะไรเลย เริ่มต้นยังไง ?

    มือใหม่มาก ไม่รู้อะไรเลย เริ่มต้นยังไง ?

    จริงๆก็มีคนถามประมาณนี้หลายทีละ  ไม่เคยทำวีดิโอตอบซะที  วันนี้เรามาตอบเรื่องนี้กัน  สมมติว่าเพิ่งเริ่มสนใจในหุ้นเลย  ไม่รู้อะไรทั้งสิ้น  จะเริ่มยังไงแล้วต้องรู้อะไรบ้าง

    1. เริ่มจากทำความเข้าใจว่าอะไรคืออะไรก่อน  เช่นหุ้นคืออะไร ?  เงินปันผลคืออะไร ?  SET 1,500 จุดไอจุดๆนี่คืออะไร ?  แหล่งข้อมูลทั่วไปหาได้ที่ไหน ?  เริ่มจากความเข้าใจเรื่องทั่วไปพวกนี้ก่อนเลย
    2. ดูแนวทางและวิธีการลงทุนแบบต่างๆ  อย่าเพิ่งไปสนใจว่าทำอย่างไรอย่างละเอียด  โฟกัสไปที่การทำความเข้าใจความเชื่อพื้นฐานของวิธีการลงทุนเหล่านั้น  ทำความเข้าใจเหตุผลว่าทำไมคนที่ทำถึงเชื่อว่าวิธีการนั้นได้ผล
    3. ตัดสินใจเลือกแนวทางที่รู้สึกสมเหตุสมผลสำหรับเรา
    4. ขึ้นอยู่กับว่าเลือกแนวทางไหน  ก็ไปเรียนรู้ทำความเข้าใจเรื่องที่จำเป็นสำหรับการลงทุนแนวนั้น
    5. ศึกษาให้มากพอถึงจุดที่เรารู้สึกว่าเราอธิบายกับตัวเองได้ละว่าจะลงทุนยังไง  เขียนเป็นแผนการคร่าวๆได้
    6. เก็บรายละเอียดปลีกย่อยอื่นๆที่จำเป็นต้องใช้เวลาลงมือทำจริงเช่นเปิดพอร์ตยังไง  ส่งคำสั่งซื้อขายยังไง
    7. อย่าลืมทำการบันทึกไว้ด้วยว่าเริ่มลงทุนด้วยเงินเท่าไหร่ยังไง  ในภายหลังจะได้สามารถเช็คได้ว่าวิธีที่ใช้อยู่ได้ผลหรือเปล่า
    8. แนะนำว่าให้เวลาซักพักใหญ่ในการวัดผล  อย่าวัดผลระยะเวลาสั้นเกินจนสรุปอะไรไม่ได้
    9. สำหรับคนที่บอกว่าไม่มีเวลาศึกษา  หรือบอกว่าศึกษาแล้วงงไม่รู้ทำไง  อย่างนั้นก็ไม่มีอะไรผิดปกตินะ  คุณอาจจะเหมาะกับการให้คนอื่นลงทุนให้  ก็ลงทุนด้วยกองทุนรวมแทนก็ได้ไง

    เรียงลำดับทำตามนี้เลยครับ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • ซื้อแพง ขายแพงกว่า ทำได้มั้ย ?

    ซื้อแพง ขายแพงกว่า ทำได้มั้ย ?

    จากแต่ก่อนที่ได้ยินคำพูดว่าซื้อถูกขายแพง  เดี๋ยวนี้เริ่มมีคำพูดว่าซื้อแพงขายแพงกว่า  แทนที่จะพยายามซื้อหุ้นที่ราคาต่ำก็ไปซื้อหุ้นที่ราคาขึ้นอย่างรวดเร็วแล้วเชื่อว่าราคาจะสูงขึ้นไปอีกแทน  มีคนถามว่าเรามีความเห็นยังไงกับกลยุทธ์นี้

    เอาจริงๆก็ไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไหร่  ผมว่ามันดูมีความเสี่ยงโดยไม่จำเป็นยังไงไม่รู้  ที่ผ่านมาต่อให้ไม่นับช่วงโควิดผมก็เห็นว่าหุ้นบริษัทที่ทำได้ดีแต่ราคาตกเพราะคนตกใจก็ยังหาได้อยู่เป็นระยะไม่ใช่หาไม่ได้เลย  ส่วนตัวก็เลยมองว่าเราคอยฉวยโอกาสจะดีกว่า

    ทั้งนี้ผมก็เข้าใจว่าไอเดียการซื้อแพงแล้วขายแพงกว่ามันมีที่มามีหลักวิชาการอยู่นะ  ที่มาน่าจะมาจาก Momentum factor ซึ่งคือเค้าพบว่าหุ้นที่ขึ้นมาเยอะกว่าตลาดมีแนวโน้มที่จะขึ้นต่อไปอีกในระยะสั้น 3 เดือนถึง 1 ปี  และในแง่นึงการซื้อลักษณะแบบนี้ก็จะรวมถึงหุ้นที่ราคาสูงขึ้นต่อเนื่องอย่างพวกหุ้น tech หรือหุ้นนวัตกรรมที่ยังไม่มีกำไรได้  ซึ่งถ้าใช้วิธีที่ปกติผมทำหุ้นประเภทแบบ start-up แนวนี้ก็จะถูกตัดออกไป  ดังนั้นการซื้อแพงแล้วขายแพงกว่าก็คงเป็นไปได้อยู่  ใครอยากทำก็ลองทำดูได้ไม่มีปัญหา

    แต่ขอให้ใช้ความระวัง

    • Momentum factor ที่เค้าศึกษานั่นคือเค้าใช้หุ้นจำนวนมาก  ผลที่ได้มันเป็นเฉลี่ยภาพรวม  ซึ่งเวลาเราซื้อหุ้นอยู่ไม่กี่ตัวผลลัพธ์มันไม่ได้จำเป็นต้องเหมือนกัน  แล้วจะบอกว่า Momentum factor การศึกษาพบว่าให้ผลตอบแทนดีกว่าค่าเฉลี่ยก็จริง  แต่ผลตอบแทนก็ยังแพ้ Value factor อยู่ดีนะ
    • หลีกเลี่ยงหุ้นที่ไม่ใช่หุ้นพื้นฐานดี  หุ้นพื้นฐานห่วยแต่ราคาสูงขึ้นอย่างเร็วมันผิดปกติ
    • ซื้อหุ้นแนวนี้เรามักต้องหวังว่าบริษัททำได้ดีกว่าที่คาดหรือไม่ก็ให้คนคาดหวังสูงขึ้นไปอีกจากที่ตอนนี้ก็สูงอยู่แล้ว  ถ้าอนาคตบริษัททำได้ดีแต่ไม่ดีอย่างที่คาดหวังราคาหุ้นก็ตกได้

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • Bitcoin น่าลงทุนมั้ย ?

    Bitcoin น่าลงทุนมั้ย ?

    เร็วๆนี้ Bitcoin ราคาสูงขึ้นมาเยอะมาก  บวกกับเริ่มมีข่าวว่ามันได้รับการยอมรับมากขึ้น  นักลงทุนสถาบันเริ่มซื้อ Bitcoin จากเดิมที่เป็นพวกนักลงทุนรายย่อย  Paypal ก็ประกาศว่ามีแผนจะให้สามารถใช้สกุลเงินดิจิตอลซึ่งรวมถึง Bitcoin ซื้อขายสินค้ากับร้านค้าผ่าน Paypal ได้  แล้ว Elon Musk ก็มีออกมาบอกว่า Tesla ซื้อ Bitcoin และอาจจะรับ Bitcoin เวลาคนจะซื้อรถด้วยอีก  คนก็เลยมาถามผมหลายคนละว่า Bitcoin น่าสนใจหรือเปล่า

     

     

     

    ถ้าพูดถึงจากมุมว่าผมโดยส่วนตัวสนใจจะซื้อ Bitcoin มั้ย  คำตอบคือไม่  มันไม่ใช่แนวการลงทุนที่ผมทำครับ

    แต่ถ้าถามความเห็นแบบเป็นกลางโดยรวม  ผมก็มีมุมมองเกี่ยวกับ Bitcoin ว่ามันเป็นทรัพย์สินประเภทที่มูลค่าเกิดจากจินตนาการร่วมกันของคน  และอนาคตมันจะมีค่าก็ต่อเมื่อมีคนยอมรับมันเยอะขึ้น

    ในเวลานี้ผมไม่รู้ว่าควรจะมองมันเป็นทรัพย์สินที่คล้ายๆกับทอง  หรือมองมันเป้นสกุลเงินอันนึงที่เอาไว้ใช้แลกเปลี่ยนดี  แต่ไม่ว่าจะเป็นอันไหนในสองอันนี้หรือเป็นทั้งคู่  มูลค่าในอนาคตของมันก็จะขึ้นอยู่กับการยอมรับในวงกว้างของคน

    ลองนึกภาพอย่างทอง  คนที่ซื้อทองไปเก็บไว้แล้วมองว่ามันเป็นการลงทุน  หลักๆแล้วเป็นไปได้ก็ด้วยการที่คนจำนวนมากเชื่อแบบเดียวกัน  คนยินดีถือทองซึ่งก็ไม่ได้เอาไปทำประโยชน์อะไรไว้เฉยๆในบ้านก็ด้วยความเชื่อว่าคนอื่นจะยินดีซื้อทองนั้นจากเค้าแน่นอน  และตราบใดที่คนจำนวนมากยังเชื่อและให้การยอมรับทองอยู่  มันก็จะมีมูลค่าของมันไปเรื่อย  Bitcoin ก็เช่นกันต่อให้มันไม่มีประโยชน์อะไรเลยเป็นแค่สิ่งสมมติขึ้นมาเฉยๆ  แต่ถ้าคนลงทุนจำนวนมากเชื่อว่าคนอื่นจะยินดีมาซื้อต่อจากเค้า  มันก็จะมีมูลค่าของมันไปเรื่อย

    สกุลเงินก็เช่นกัน  หลักๆแล้วสกุลเงินอะไรจะมีค่ามันก็มาจากว่าเอาไปใช้ซื้ออะไรได้  ถ้า Bitcoin ในฐานะสกุลเงินจะแพงขึ้นคนอยากได้มากขึ้น  มันก็ต้องมาจากการที่มันเอาไปใช้ซื้อของอะไรได้เยอะขึ้น  ร้านค้ายอมรับมากขึ้น  ถ้ามันได้รับการยอมรับในวงกว้าง  การถือ Bitcoin เท่ากับเอาไปใช้ซื้ออะไรก็ได้ทั่วโลก  มันก็จะราคาสูงขึ้นเพราะมันมีความต้องการน่ะครับ

    ประเด็นสำคัญมันก็อยู่ตรงนี้แหละ  “Bitcoin มันจะได้รับการยอมรับในวงกว้างหรือเปล่า”  สาเหตุที่ทำให้ที่ผ่านมาในอดีตราคามันแกว่งรุนแรงเหลือเกิน  ก็มาจากการที่มันยังไม่ได้รับการยอมรับในวงกว้าง  คนนักลงทุนทั่วไปก็ยังไม่ชัวร์ว่ามันเป็นทรัพย์สินที่ไว้ใจได้หรือเปล่า  คนที่จะใช้ Bitcoin ซื้อของก็ยังไม่ชัวร์ว่าจะใช้ซื้ออะไรได้เพราะร้านค้าก็ไม่ได้ยอมรับในวงกว้าง  และดังนั้นมันก็เลยผันผวนสุดๆราคาแกว่งขึ้นหรือลงตามอารมณ์ได้เยอะมากเพราะคนก็ยังไม่แน่ใจเท่าไหร่

    อนาคต Bitcoin จะได้รับการยอมรับในวงกว้างหรือเปล่า  อันนี้ผมก็ไม่รู้ละ

    บางคนที่บอกว่าใช่ก็ให้เหตุผลว่ามันเป็นสกุลเงินที่ไม่ถูกแทรกแซง  จำนวนมีจำกัดไม่มีรัฐบาลที่ไหนมาพิมพ์เพิ่มได้  มีความเป็นส่วนตัวไม่สามารถติดตามธุรกรรมได้  สามารถซื้อขายข้ามประเทศได้ลดความวุ่นวายเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน

    บางคนที่บอกว่าไม่ใช่ก็ให้เหตุผลว่าความผันผวนมันเยอะจัด  ดังนั้นร้านค้าในวงกว้างก็จะไม่ยอมรับเพราะมูลค่าเปลี่ยนได้เยอะอยู่ตลอด  แล้วในเมื่อมันไม่ได้รับการรับรองจากรัฐใครจะซี้ซั้วทำสกุลเงินใหม่อะไรขึ้นมาก็ได้  วันนี้ก็มีเยอะแยะ Ethereum, Litecoin, Ripple, Cardano, Bitcoin Cash, Lumens และอื่นๆอีกมากมาย  มันจะมีความเชื่อถือกันยังไง  หรือมีอะไรเป็นเหตุให้ต้องเป็น Bitcoin ไม่ใช่อันอื่น

    สรุปคือผมก็ไม่รู้เหมือนกัน  ถ้าคุณเป็นคนชอบความเสี่ยงแล้วกะเก็งกำไรระยะสั้น Bitcoin ก็ตอบโจทย์อยู่  หรือถ้าคุณเชื่อว่า Bitcoin จะได้รับการยอมรับมากขึ้นงั้นการซื้อ Bitcoin ระยะยาวก็เป็นอะไรที่น่าสนใจนะเอาจริงๆ

  • ค่า p/e ใช้อย่างไร ?

    ค่า p/e ใช้อย่างไร ?

    เรื่องนี้คุ้นเหมือนน่าจะเคยพูดถึงไปแล้ว  แต่อาจจะพูดปนไปกับหัวข้ออื่นแล้วไม่เคยพูดเดี่ยวๆก็เลยยังมีคนถามอยู่  วันนี้เราพูดเรื่องนี้กันครับ  เพื่อความชัวร์เผื่อคนมือใหม่มาก  เราเริ่มจากพูดถึงว่า P/E คืออะไรก่อน  แล้วก็พูดถึงว่าเอาไปใช้ยังไง  มีข้อดียังไง  มีข้อจำกัดยังไง  เรียงประมาณนี้

    P/E คือย่อจาก price/earning  ราคาหุ้นตั้งแล้วหารด้วยกำไรต่อหุ้น  สิ่งที่ได้มาก็คือบอกว่าราคาหุ้นเป็นกี่เท่าของกำไรต่อหุ้น  อัตราส่วนนี้หลักๆแล้วเอาไว้บอกระดับความนิยมของคนที่มีต่อหุ้นนั้น  นึกภาพนะ  ถ้าหุ้นอะไรซักอัน P/E 10 เท่าก็แปลว่าคนยินดีซื้อหุ้นๆนั้นที่ราคา 10 เท่าของกำไร  ถ้าอีกหุ้นนึง P/E 30 ก็คือแปลว่าคนยินดีซื้อหุ้นๆนั้นที่ 30 เท่าของกำไร  

    ทีนี้มาพูดถึงวิธีการใช้  โดยตัว P/E เดี่ยวๆมันจะไม่ค่อยมีประโยชน์  อย่างสมมติอยู่ๆบอก P/E 15 นี่คือดีหรือไม่ดี  มันก็บอกไม่ได้ละ  เพราะมันขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆจำนวนมากเช่นความเสี่ยงของหุ้นนั้น, อัตราการเติบโตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต, ฯลฯ

    แต่มันจะเริ่มมีประโยชน์เมื่อเอาไปเปรียบเทียบกับ P/E ของตัวเปรียบเทียบที่คล้ายกันมากๆ  ซึ่งโดยปกติแล้วก็จะมีอยู่ 2 แบบคือ

    1. เทียบกับบริษัทอื่นที่ทำธุรกิจคล้ายๆกัน  ยิ่งคล้ายกันเท่าไหร่ยิ่งดี
    2. เทียบกับตัวมันเองในอดีต

    คอนเซปต์คร่าวๆคือของที่เหมือนกันมันก็ควรจะขายราคาเท่าๆกัน  ดังนั้นถ้า P/E ของหุ้นที่เราดูอยู่มันต่ำกว่าค่าเฉลี่ย P/E ของบริษัทที่คล้ายๆกัน  มันก็แปลว่าคนนิยมหุ้นที่เราดูอยู่น้อยกว่า  ทั้งที่มันควรจะเหมือนกันเพราะธุรกิจเหมือนกัน  ก็อาจจะเป็นสัญญาณว่าหุ้นที่เราดูอยู่นี่ราคาถูกเกินไปสมควรไปศึกษาเพิ่มเติม  แต่ไม่ใช่แปลว่าควรซื้อทันทีนะ  เพราะอย่าลืมว่าเอาเข้าจริงบริษัทมันก็ไม่ได้เหมือนกันเป๊ะๆ  ที่บริษัทที่เราดูมัน P/E ต่ำกว่าก็อาจเป็นเพราะมันสินค้าขายสู้คู่แข่งไม่ได้หรือหนี้เยอะเลยเสี่ยงกว่าหรืออื่นๆ

    หรืออีกอันที่ผมนิยมมากกว่าคือเทียบกับ P/E เฉลี่ยในอดีตของตัวมันเอง  การเทียบแบบนี้มีประโยชน์กับบริษัทที่ค่อนข้างคงที่ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเยอะ  ถ้าสมมติเราเห็นว่าช่วงนี้ P/E ต่ำกว่า P/E เฉลี่ยในอดีต  แล้วเราก็ไม่เห็นว่ามันมีการเปลี่ยนแปลงอะไรรุนแรง  แนวโน้มธุรกิจก็ยังเหมือนเดิมแต่ระดับความนิยมต่ำลง  แบบนี้ก็อาจจะเป็นสัญญาณว่าตอนนี้หุ้นถูกและเริ่มน่าสนใจละ  แต่ถ้าสมมติมันเป็นบริษัทที่กำลังมีการเปลีย่นแปลงอย่างรวดเร็วอยู่และอนาคตไม่แน่นอน  การเปรียบเทียบ P/E ตอนนี้กับเฉลี่ยในอดีตก็จะไม่ค่อยมีสาระอะไร

    ข้อดีของ P/E  คือมันเป็นอะไรที่คำนวณง่ายเข้าใจง่ายใช้ง่าย  ตัวเลขที่เอามาคำนวณซึ่งคือราคากับกำไรก็เป็นอะไรที่เกิดขึ้นไปแล้วไม่ได้ต้องอาศัยการเดาหรือประมาณการอะไรใครคำนวณก็เหมือนกัน

    ข้อจำกัดหลักๆเลยก็ตรงที่มันมีประโยชน์ในเชิงเปรียบเทียบ  พอมันต้องใช้เปรียบเทียบกับอันอื่นก็เลยทำให้การตีความมันอาจจะเพี้ยนไปได้  เช่นสมมติพอดีช่วงนี้เป็นช่วงตลาดหุ้นแพงเว่อร์ด้วยกันทั้งตลาด  แต่พอดีว่า P/E บริษัทที่เราดูอยู่ถูกกว่าเทียบกับธุรกิจเดียวกัน  หรือถูกกว่าเทียบกับทั้งตลาดเลยก็ได้  เราอาจจะไปสรุปว่าตอนนี้หุ้นมันราคาถูกควรซื้อ  ทั้งที่จริงๆมันก็แพงด้วยกันหมดก็ได้

    จบละ  การใช้ P/E มันก็ประมาณนี้แหละ  เมื่อเข้าใจแล้วก็ใช้มันอย่างระมัดระวังและคำนึงถึงข้อจำกัดของมันด้วยครับ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • GameStop กับ Short Squeeze มันคืออะไร ? เกิดในไทยได้มั้ย ?

    GameStop กับ Short Squeeze มันคืออะไร ? เกิดในไทยได้มั้ย ?

    มีคนอยากให้อธิบายเรื่องของหุ้น Gamestop  ซึ่งเอาจริงๆเป็นข่าวก็ผ่านมาซักระยะแล้วและส่วนตัวผมก็อ่านผ่านๆไม่ได้สนใจเท่าไหร่เพราะรู้สึกมันไกลตัว  แต่โอเคเมื่อมีคนถามก็ทำก็ได้

    คือเรื่องของเรื่องที่เหตุการณ์นี้มันดังเป็นเพราะเกิดเหตุการณ์ short squeeze ที่มาจากการรวมตัวของนักลงทุนรายย่อย  ตรงที่มันแปลกคือเพราะมันทำโดยรายย่อยนี่แหละ  จริงๆ short squeeze มันมีอยู่แล้วแค่ว่าที่ผ่านมามันทำโดยนักลงทุนสถาบันเท่านั้นเอง  เพื่อให้เห็นภาพผมอธิบายรายละเอียดเหตุการณ์คร่าวๆ

    1. การ short  นี่คือการยืมหุ้นมาขายก่อนแล้วสัญญาว่าจะซื้อคืนทีหลัง  ซึ่งมันจะมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อเรามองว่าหุ้นจะตกเท่านั้น  ปกติเวลาเราซื้อขายหุ้นมันก็คือเราซื้อหุ้นมาแล้วหวังว่าราคามันจะขึ้นแล้วก็ขายทำกำไรถูกมะซึ่งกรณีแบบนี้มันจะกำไรก็ต่อเมื่อหุ้นราคาขึ้น  แต่สมมติมันมีหุ้นที่เราคิดว่าเดี๋ยวราคามันต้องตกแน่ล่ะ  การซื้อก็ไม่มีประโยชน์เพราะซื้อไปแล้วราคาตกเราขาดทุนถูกมะ  ก็เลยเป็นที่มาของการ short  ยืมหุ้นคนอื่นมาก่อนแล้วพอเวลาผ่านไปถ้าราคาตกไปเราก็ไปซื้อมาคืนให้ทีหลัง  มันก็จะทำกำไรได้ในเวลาหุ้นตกละ
    2. หุ้น Gamestop เป็นหุ้นที่มีคน short เยอะ  เพราะคนมองว่าร้านขายเกมเดียวนี้ลำบากแล้ว  คนซื้อเกมทางออนไลน์ได้แล้วโหลดลงเครื่องได้เลย  ไม่ต้องไปซื้อที่ร้านแล้ว  เข้าใจว่าช่วงนึงมี short interest ถึง 200%
    3. นักลงทุนรายย่อยบนบอร์ด Reddit เห็นว่า Gamestop มีคน short เยอะ  และด้วยเหตุผลอะไรซักอย่างสร้างกระแสช่วยกันซื้อหุ้นผลักให้ราคาสูงขึ้นไปเยอะ  เพราะรู้ว่ามีคนทำ short อยู่เยอะดังนั้นถ้าทำมากพอยังไงถึงจุดหนึ่งก็ต้องขายได้มีคนยอมซื้อแน่นอน
    4. ถ้าราคามันสูงถึงจุดนึง  คนที่ทำ short ก็โดนบีบด้วยสองอย่างหลักๆ  หนึ่งเลยคือขาดทุนที่ยังไม่รับรู้มันก็ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆและดังนั้นโบรกเกอร์ก็จะเริ่มกังวลว่ามันจะมีเงินมาซื้อหุ้นคืนที่ยืมไปจริงป่าว  โบรกเกอร์ก็จะเริ่มบังคบให้คน short วางเงินหลักประกันเยอะขึ้น  สองคือเจ้าของหุ้นที่ถูกยืมไปก็อาจจะเรียกร้องเอาหุ้นคืนเพราะราคาสูงขึ้นมาเค้าก็อาจจะอยากขาย  โดยปกติโบรกเกอร์ก็จะไปยืมจากคนอื่นมาแทนที่ให้  แต่ถ้าหาไม่ได้จริงๆขึ้นมาคน short ก็จะโดนบังคับให้ซื้อคืนมาได้
    5. อย่างที่เห็นในข่าว  มี short seller ที่เป็นกองทุนขาดทุนเละ  ส่วนนักลงทุนรายย่อยที่ขายไปให้พวกนี้ที่ถูกบังคับซื้อหรือขายไประหว่างที่หุ้นสูงขึ้นก็กำไร
    6. อันนี้จริงๆมันก็คล้ายการปั่นหุ้นเลยแหละ  แต่ต่างกันตรงที่มันชัวร์ว่ามีคนซื้อตอนท้าย  ปั่นหุ้นนี่คือการที่มีคนจงใจซื้อเก็บหุ้นจำนวนมากดันราคาหุ้นให้สูงขึ้นไปโดยหวังว่านักลงทุนคนอื่นจะตื้นเต้นแล้วเข้ามาซื้อต่อ  ถ้าทำสำเร็จมีคนมาซื้อต่อๆกันเก็งกำไรหรืออะไรก็แล้วแต่คนปั่นหุ้นก็จะขายทิ้งเอากำไร  แต่อย่าง short squeeze นี่คือมั่นใจว่ามีคนมาซื้อต่อแน่นอนเพราะมันสัญญาไว้แล้ว  อันนี้คือ key ของ short squeeze เลย
    7. การกระทำลักษณะนี้ถ้าตีความตามกฎหมายก็ต้องถือเป็น price manipulation ซึ่งผิด

    ทีนี้ก็มีคนถามอื่นๆต่อ  ผมไล่ตอบทีละอัน

    Gamestop จะเป็นไงต่อ

    ในระยะยาวแล้วก็จะตามผลประกอบการแหละไม่มีไรมาก  ล่าสุดตามข่าวคือราคาตกลงมาเยอะละ  ช่วงก่อนที่จะตกลงมาก็มีข่าวว่ามีคนเข้าไป short เพิ่มนะ  แต่การ squeeze ต่อเนื่องมันยากขึ้นเยอะเพราะคนบางส่วนก็กำไรไปแล้วออกไปแล้ว + ต้องใช้เงินเยอะขึ้นกว่ารอบแรกเยอะแล้วไง

    ทำไม short interest ถึงเกิน 100% ได้

    ได้เช่น B ยืมหุ้นจาก A มาขายไปให้ C  แล้ว D ก็มายืมหุ้นจาก C ต่อขายไปให้ E  แล้ว F ก็มายืม E ต่อ  แบบเนี้ยครับ  จากหุ้นเดียวก็ short position กันหลายหุ้นได้แล้วไง

    หุ้นแบบไหนถึงทำ short squeeze ได้

    สำคัญสุดเลยคือต้องมีจำนวนที่ short อยู่เยอะๆเทียบกับจำนวนหุ้นทั้งหมดหรือปริมาณการซื้อขาย  เพราะมันแปลว่ามีคนสัญญาว่าจะซื้ออยู่เยอะ  รองลงมาก็ปัจจัยสนับสนุนอื่นๆเช่นเป็นหุ้นขนาดเล็ก, free float ต่ำ

    ทำในไทยได้มั้ย SETBET 

    ไม่คิดว่าได้นะ  เพราะในไทยการ short มีคนทำน้อย  และถ้าจำไม่ผิดหุ้นที่ short ได้นี่ก็หุ้นใหญ่ทั้งนั้น

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี