Author: admin

  • เวลาเฉลี่ย เราต้องตัดปีผิดปกติออกหรือเปล่า ?

    เวลาเฉลี่ย เราต้องตัดปีผิดปกติออกหรือเปล่า ?

    อันนี้เป็นคำถามต่อเนื่องจากหัวข้อ valuation  คือมีคนถามว่าเวลาทำการเฉลี่ยตัวเลขเช่นแบบ ROE เฉลี่ยของหลายปีหรือ Net Profit Margin เฉลี่ยหลายปีเนี่ย  สมมติว่ามันมีบางปีที่ตัวเลขต่างจากปีอื่นเยอะเราควรที่จะตัดมันออกไปจากการคำนวณมั้ย

    ถ้าเป็นความเห็นผมโดยคอนเซปต์ก่อน  เนื่องจากวัตถุประสงค์ของเราคือคำนวณตัวเลขเฉลี่ยเพื่อคาดการณ์อนาคต  โจทย์ของเราคือต้องการจะรู้ว่าถ้าบริษัททำธุรกิจปกติไม่ได้มีเหตุการณ์แปลกๆเกิดขึ้นผลประกอบการน่าจะเป็นเท่าไหร่  ดังนั้นเราก็ควรที่จะต้องตัดปีที่ผิดปกติออก

    ทีนี้ปัญหาคือแล้วยังไงมันถึงเรียกว่าผิดปกติ  โดยส่วนตัวก็คือผมจะเข้าไปดูในรายละเอียดของปีนั้นๆว่ามีรายการอะไรผิดปกติบนงบการเงินหรือเปล่า  หรือพยายามหารายละเอียดว่าในปีนั้นๆมีเหตุการณ์อะไรพิเศษที่สมควรถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นอีกมั้ย  อย่างถ้าสมมติอ่านเจอว่าผลประกอบการเลวร้ายเพราะโรคระบาดแล้วรัฐบาลสั่งให้หยุดขายงี้  ปีนั้นก็ควรจะตัดไปเพราะเราไม่คิดว่ามันสะท้อนผลประกอบการปกติของบริษัทและไม่มีประโยชน์ในการประมาณอนาคต  แต่สมมติอ่านเจอว่าปีนั้นผลประกอบการไม่ดีเพราะราคาขายของสินค้าของบริษัทตกต่ำเพราะมีคู่แข่งขายตัดราคา  อย่างนี้ไม่เกี่ยวละเพราะมันก็อาจจะเกิดขึ้นได้อีกเป็นปกติของธุรกิจ  ดังนั้นผลประกอบการปีนี้ก็ควรจะรวมอยู่ในการทำการเฉลี่ย

    คือสุดท้ายมันก็ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของคนทำแหละ  และผมก็เข้าใจที่บางคนไม่ happy เพราะอยากได้กติกาที่มันตายตัว  แต่มันช่วยไม่ได้จริงๆครับมันก็ต้องทำแบบนี้แหละ  การที่จะไปอยู่ๆตัดปีเยอะสุดน้อยสุดแล้วเฉลี่ยที่เหลือหรือวิธีอะไรแบบนั้นผมก็ว่าไม่เวิร์คนะ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/courses

  • หุ้นในตลาดมีอุตสาหกรรมไหนบ้าง? มีหุ้นอะไรบ้าง? ดูยังไง?

    หุ้นในตลาดมีอุตสาหกรรมไหนบ้าง? มีหุ้นอะไรบ้าง? ดูยังไง?

    อยากกระจายตามรายกลุ่มสัก 8 กลุ่มๆละหุ้น มีกลุ่มใหนบ้างครับ ?

    อันนี้มีคนถามเข้ามาครับ  เห็นบอกว่าเพิ่มเริ่มต้นลงทุน

    มีหุ้นกลุ่มไหนบ้าง ?  เวปตลาดหลักทรัพย์มีแบ่งกลุ่มให้อยู่แล้วเลยครับ

    ทีนี้จะลงทุน 8 กลุ่มเลือกจากในทั้งหมดนั้นเพื่อการกระจายความเสี่ยง  ถ้าเอาแบบตามหลักการเลยมันก็ต้องเป็นอุตสาหกรรมที่ไม่เกี่ยวกันเลยมันถึงจะกระจายความเสี่ยงได้ดีสุด

    แต่ผมก็ยังสงสัยว่ามันจะ practical ขนาดไหน  ถ้าจะเอาอุตสาหกรรมที่ต่างกันมากๆ 8 กลุ่มมันก็จะไปมีปัญหาตรงที่จริงๆแล้วเราอาจจะไม่ได้มีความคุ้นเคยหรือเข้าใจมันทุกกลุ่ม  ดังนั้นในความเห็นส่วนตัวผมก็คิดว่าเอาแบบหุ้น 8 ธุรกิจที่ต่างกันในระดับหนึ่งก็น่าจะโอเคละมั้งครับ  เน้นลงทุนในธุรกิจที่เราเข้าใจมันดีกว่า

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/courses

  • เราจะมีวิธีเดา Free Cash Flow ในอนาคตยังไงได้บ้าง?

    เราจะมีวิธีเดา Free Cash Flow ในอนาคตยังไงได้บ้าง?

    มีคนถามว่าเราจะทำการประมาณตัวเลข Free cash flow ไปในอนาคตได้ยังไง

    เอาจริงๆเลยคือมันก็ต้องเดาแหละ  และคนที่จะเดาได้ดีสุดก็คือคนที่เข้าใจตัวบริษัทและมีความใกล้ชิดกับธุรกิจที่บริษัททำ

    หลักๆมันก็มี 2 วิธี

    1. เดา growth rate ตรงๆ
    2. วิธีนี้ก็คือเดา growth rate แล้วก็ใช้กับ Free cash flow ปีล่าสุดที่ทำการปรับแล้วตรงๆเลย  ตัว growth rate ก็อาจจะเดามาจากการเติบโตในอดีตหรือไม่ก็คาดการณ์คร่าวๆของอนาคต

      วิธีการนี้มันก็จะเหมาะในกรณีที่เราคาดว่าความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยพื้นฐานต่างๆของบริษัทกับ Free cash flow จะไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงรุนแรง

      Growth rate ที่เดานี่ก็จะเป็นแบบโตอัตราเท่าเดิมไปเรื่อยๆหรือเป็น 2-stage, 3-stage ก็แล้วแต่เราพิจารณาความเหมาะสมเลย

    3. เดาองค์ประกอบย่อยแต่ละอย่างแยกกัน
    4. จะใช้วิธีการนี้ก็ต่อเมื่อเราเชื่อว่าอัตราส่วนความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยพื้นฐานของบริษัทกับ Free cash flow มันจะมีการเปลี่ยนแปลง  วิธีการนี้เราก็กำหนดสมมติฐานเอาเองเลย

      ปกติเค้าก็จะประมาณตัวเลขโดยอ้างอิงกับตัวยอดขายเป็นหลัก  สิ่งที่ต้องกะก็จะมี

      • การเติบโตของยอดขาย
      • operating profit margin ไว้ประมาณตัว EBIT  
      • ความสัมพันธ์ระหว่างยอดขายที่เพิ่มขึ้นกับ Capital expenditure ที่ต้องลงทุนเพิ่ม (capital expenditure – depreciation)
      • ความสัมพันธ์ระหว่างยอดขายที่เพิ่มขึ้นกับ Net working capital ที่เพิ่มขึ้น
      • กรณีที่จะหา FCFE ก็ต้องมีสัดส่วนการใช้เงินกู้

      ส่วนใหญ่แล้วการเดาพวกนี้ก็เอามาจากสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตนั่นแหละ  แล้วก็เพิ่มเติมมุมมองของเราเกี่ยวกับอนาคตเข้าไป

    เพื่อให้เห็นภาพ  ผมลองทำตารางยกตัวอย่างการประมาณ FCFF ให้ดูกับบริษัทสมมติโดยมีสมมติฐานดังต่อไปนี้

    1. ยอดขายโตปีละ 10%
    2. Operating profit margin ค่อยๆลดลงจากปัจจุบันปีละ 15% ลงไปเรื่อยจนถึง 13%
    3. ภาษี 20%
    4. ไม่มี non-cash charge อื่นนอกจากค่าเสื่อม
    5. Capital expenditure ที่เพิ่มขึ้นเป็น 40% ของยอดขายที่เพิ่มขึ้น
    6. Net working capital ที่เพิ่มขึ้นเป็น 10% ของยอดขายที่เพิ่มขึ้น

     

    Year 0 1 2 3 4
    Sales 100 110 121 133.1 146.41
    EBIT margin 15% 14.50% 14% 13.50% 13%
    EBIT 15.95 16.94 17.9685 19.0333
    EBIT(1-tax) 12.76 13.552 14.3748 15.22664
    Increase in sales 10 11 12.1 13.31
    Incremental CAPEX 4 4.4 4.84 5.324
    Incremental NWC 1 1.1 1.21 1.331
    FCFF 7.76 8.052 8.3248 8.57164

     

    ถ้าเป็น FCFE ก็จะคล้ายๆกันแต่เปลี่ยนตรงที่เริ่มจาก Net income ดังนั้นก็เอา net profit margin มาใช้แทน  และตอนสุดท้ายมีสมมติฐานเรื่องการกู้ยืมเงินซึ่งปกติก็คืออ้างอิงเป็นสัดส่วนของเงินลงทุนที่ต้องใช้ (Incremental CAPEX + Incremental NWC)

    จะสังเกตว่าไม่ว่าวิธีไหนก็ต้องอาศ้ยการเดาเยอะมาก  แบบแรกก็คือเดาแบบเหมาภาพรวมส่วนแบบที่สองคือเดาตัวแปรต่างๆของบริษัท  ส่วนตัวผมมีคำแนะนำเพิ่มเติมคือ

    1. เลือกที่จะเดากับเฉพาะบริษัทที่มีอำนาจในการบังคับผู้บริโภค
    2. ทำความเข้าใจภาพรวมอุตสาหกรรม  และจุดเด่นของบริษัท
    3. เดาไว้ทั้งแบบกรณีกลางๆกับแย่

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/courses

  • REIT Dividend Yield สูง ผลตอบแทนจริงอาจไม่ใช่ ดูด้วยว่าเป็น Leasehold หรือ Freehold

    REIT Dividend Yield สูง ผลตอบแทนจริงอาจไม่ใช่ ดูด้วยว่าเป็น Leasehold หรือ Freehold

    เร็วๆนี้มีลูกศิษย์ผมคนนึงเค้าเล่าให้ฟังว่ามีไปซื้อ REIT อันนึงที่คาดหวัง dividend yield 10%  พอดีผมจำได้ว่า REIT อันนั้นมันเป็น leasehold และน่าจะมีสิทธิ์ได้รับรายได้อีกประมาณ 13 ปีเลยต้องรีบบอกเค้าว่า REIT นี้อาจจะไม่ได้คาดหวังผลตอบแทน 10% อย่างที่เค้าคิดครับ

    Leasehold กับ freehold มันมีความแตกต่างกันตรงที่ leasehold เป็นเจ้าของสิทธิการเช่า  ซึ่งมันมีวันสิ้นสุดตามสัญญาดังนั้นแปลว่าถ้าเราถือ REIT leasehold ไปจนสิ้นสุดสัญญาตัวมูลค่าสุดท้ายมันจะเป็น 0  แต่ freehold คือเป็นเจ้าของตัวทรัพย์สินเลย  แปลว่าก็จะมีสิทธิ์รับรายได้ไปตลอดจนกว่าทรัพย์สินนั้นเสื่อมซึ่งโดยปกติอายุนานกว่า leasehold มาก  ดังนั้นถึงแม้ว่าจะถือ REIT freehold ไปหลายปีแต่ถ้าทรัพย์สินยังสภาพดีอยู่มูลค่าของมันก็จะไม่เป็น 0

    ดังนั้นเวลาคำนวณผลตอบแทนของ REIT leasehold ก็ต้องคิดเผื่อว่าเราได้ผลตอบแทนจากปันผลจริงแต่ตัวราคาของ REIT ก็จะลดลงเรื่อยๆด้วยเมื่อใกล้หมดสัญญา

    เราจะแสดงวิธีคิด real yield ให้ดูครับ

    Case 1: เราทำให้ดูกรณีที่ไม่มี growth ก่อน

    Case 2: เราสมมติว่ามี growth

    สิ่งที่อยากให้สังเกตคือ dividend yield ของ leasehold ไม่ใช่ real yield  และ leasehold เสียเปรียบ freehold เสมอถ้าปันผลเท่ากันเติบโตเท่ากัน

    สรุปสุดท้ายคือผมไม่ได้จะบอกว่าต้องลงทุน freehold เท่านั้นหรืออะไรนะ  เพราะปกติแล้ว dividend yield ของ freehold ก็จะต่ำกว่า leasehold สะท้อนความได้เปรียบตรงนี้อยู่แล้ว  วีดิโอนี้คือต้องการให้เห็นภาพว่าผลตอบแทนของ REIT สองแบบนี้ไม่เหมือนกันและมีวิธีการคำนวณยังไงเท่านั้นเอง

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/courses

  • ลงทุนระยะยาว ยิ่งถือยาว ยิ่งดีหรือเปล่า ?

    ลงทุนระยะยาว ยิ่งถือยาว ยิ่งดีหรือเปล่า ?

    เร็วๆนี้มีคนถามว่าเราควรจะถือหุ้นยาวไปตลอดแบบไม่ขายเลยมั้ย  เพราะเค้าเคยได้ยินว่า Warren Buffett บอกว่า “our favorite holding period is forever”

    คำตอบของผมคือจะทำแบบนั้นก็ได้  แต่จริงๆแล้วไม่ได้จำเป็น

    เอาเรื่อง Warren Buffett ก่อน  เพราะแต่ก่อนผมก็เคยงงจากคำพูดอันนี้ของเค้าเหมือนกัน

    1. จริงๆแล้ว Warren Buffett มีการขายหุ้น
    2. Warren Buffett เคยออกมาอธิบายแล้วว่าบริษัท Berkshire Hathaway ไม่ได้บอกว่าจะต้องถือหุ้นตลอดไป  เค้าแค่บอกว่าไม่มีความคิดที่จะขายบริษัทที่ทำได้ดีและลังเลมากที่จะขายบริษัทที่ทำได้ไม่ดีเท่าไหร่ตราบใดที่เค้าคาดว่ามันจะอย่างน้อยสามารถที่จะสร้างกระแสเงินสดได้อยู่

    3. คน US มี Capital Gain tax  แต่คนไทยไม่มี
    4. สาเหตุสำคัญอันหนึ่งที่ทำให้ Warren Buffett ไม่นิยมขายหุ้นผมคิดว่าเป็นเพราะมันโดนภาษี  ซึ่งสูงถึง 15-20%  ดังนั้นถ้าไม่ใช่ว่าดูแล้วขายออกมาเอาไปลงทุนในอย่างอื่นคุ้มกว่ากันมากจริงๆ  มันก็ไม่คุ้มที่จะขายออกมาตราบใดที่บริษัทยังทำได้พอใช้ได้

      แต่ประเทศไทยไม่มี Capital Gain tax  ดังนั้นมันก็จะคุ้มถ้าขายออกมาแล้วสามารถเอาเงินไปลงทุนในอย่างอื่นที่ผลตอบแทนดีกว่า  ดีกว่าแค่นิดเดียวก็ดีกว่าละเพราะตอนขายเราไม่เสียอะไร

     

    ดังนั้นในมุมมองผมการจะถือยาวๆไปเลยมันก็เป็นเรื่องดี  ถ้า

    1. บริษัทยังทำได้ดีอยู่  เราก็ไม่รู้จะขายออกมาทำไมให้พลาดโอกาส
    2. เราขี้เกียจหาโอกาสอื่น

     

    แต่ก็อย่างที่บอกว่าไม่ได้จำเป็นต้องถือยาวไปตลอดถ้า

    1. บริษัทดูมีแววจะทำได้เลวร้ายลง
    2. เห็นโอกาสอื่นที่คิดว่าน่าจะให้ผลตอบแทนดีกว่าถือต่อพอสมควร

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/courses

  • Adjusted Net Profit คืออะไร? ต่างยังไงกับ Net Profit ปกติ?

    Adjusted Net Profit คืออะไร? ต่างยังไงกับ Net Profit ปกติ?

    ล่าสุดมีนักเรียนถามเข้ามาว่า Adjusted Net Profit นี่มันคืออะไร

    บางบริษัทจะมีรายงานตัวเลข Adjusted แบบนี้เพราะผู้บริหารมองว่าตัวเลขที่รายงานตามมาตรฐานบัญชีอาจจะไม่สะท้อนผลประกอบการจริงของบริษัท  ดังนั้นตัวเลข Adjusted นี่มันก็ไม่ได้มีกฎตายตัวว่าจะต้องปรับยังไงบ้างและแต่ละบริษัทก็ไม่เหมือนกัน  กฎในการรายงานก็คือแค่ว่าต้องมีคำอธิบายว่าตัวเลข Adjusted นี้มาได้ยังไงเท่านั้นเอง

    ข้อดีมันก็มีอยู่  คือบางทีบริษัทก็มีรายการในงบการเงินบางอันที่น่าจะเกิดครั้งเดียวจริงๆ  และดังนั้นตัวเลข Adjusted ที่ตัดพวกนั้นออกมันก็ช่วยให้นักลงทุนเปรียบเทียบผลประกอบการได้ง่ายขึ้น

    แต่ข้อเสียคือถ้าเราประมาทก็อาจจะโดนหลอกให้รู้สึกว่าบริษัทดีเกินจริงได้  บางบริษัทก็อาจจะพยายามเสนอตัว Adjusted เพราะมันดูดีกว่า

    หลักๆคือต้องตามดูว่ามัน Adjusted มายังไงบ้าง  แล้วเราก็ตัดสินใจเอาว่าสมควรดูเลขไหน

    บางบริษัทก็ไม่ได้ใช้คำว่า Adjusted แต่มันก็เหมือนกัน  อย่างบริษัทในอังกฤษนิยมใช้คำว่า Underlying

    เวลาบริษัทรายงาน EPS หรือจ่ายปันผลก็จะคำนวณมาจากตัวปกติตามมาตรฐานบัญชี  ไม่ใช่ตัวเลข Adjusted

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/courses

  • จำนวนหุ้นเพิ่มขึ้น เพิ่มมาจากไหน จะรู้ได้ยังไง?

    จำนวนหุ้นเพิ่มขึ้น เพิ่มมาจากไหน จะรู้ได้ยังไง?

    มีคนถามเกี่ยวกับจำนวนหุ้นว่าเราจะไปดูได้ที่ไหนว่าจำนวนหุ้นมันเพิ่มขึ้นมาจากอะไร

    ก่อนอื่นอธิบายนิดนึงก่อนว่าทำไมเรื่องนี้เราถึงควรต้องรู้  คือจำนวนหุ้นที่เพิ่มขึ้นบางกรณีมันทำให้เกิดการเจือจางความเป็นเจ้าของของหุ้นที่เราถืออยู่ (dilution effect) ซึ่งไม่เป็นผลดีกับเราครับ

    นึกภาพง่ายๆคือสมมติตอนแรกบริษัท A มีเจ้าของ 2 คนคือผมกับคุณถือหุ้นอยู่คนละ 1 หุ้น  บริษัทกำไรปีละ 200 บาท  ผมกับคุณก็หารกันได้กำไรคนละ 100 บาทใช่มั้ย  ทีนี้สมมติว่าเรามีการเพิ่มทุนเอาหุ้นส่วนเข้ามาเพิ่มอีกคน  บริษัทเติบโตเป็นกำไรปีละ 270 บาทเลย  แต่ตอนนี้เราหารกันสามคนก็เหลือกำไรแค่คนละ 90 บาท  จะเห็นว่าเราสองคนแย่ลงกว่าเดิม  การที่มันมีคนเข้ามาหารเพิ่มเนี่ยคือ dilution effect  คุณกับผมก็ถือคนละหุ้นเท่าเดิมนะ  แต่ 1 หุ้นจากเดิมที่มันเป็นความเป็นเจ้าของ 50% ตอนนี้เหลือเท่ากับความเป็นเจ้าของแค่ 33.33% ละ  ดังนั้นก็เลยเป็นที่มาว่าทำไมเวลาเราเห็นจำนวนหุ้นมันเพิ่มขึ้นเยอะๆเราก็เลยควรจะอยากรู้ว่ามันเพิ่มมาจากไหนครับ

    วิธีดูคือไปเปิดรายงานประจำปีหรือ 56-1 ก็ได้แล้วดูที่ “งบแสดงการเปลี่ยนแปลงส่วนของผู้ถือหุ้น”  มันจะอยู่รวมๆกันแถวงบการเงิน

    โดยไอเดียคือมันจะมีการเจือจางเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีคนเข้ามาร่วมถือหุ้นเพิ่ม  ถ้าจำนวนหุ้นเพิ่มแบบไม่ได้มีคนมาแจมเพิ่มก็ไม่มีผล  เช่นถ้าเป็นเพราะแตกพาร์หรือปันผลเป็นหุ้นอันนี้ไม่มีผลอะไร  เพราะถึงจำนวนหุ้นเพิ่มขึ้นแต่สัดส่วนความเป็นเจ้าของที่เราถือรวมทั้งหมดก็เท่าเดิม  แต่ถ้าเขียนแบบเพิ่มหุ้นสามัญแบบนี้มีผลละ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/courses

  • สัดส่วนหุ้น / ตราสารหนี้ ควรเป็นเท่าไหร่ ?

    สัดส่วนหุ้น / ตราสารหนี้ ควรเป็นเท่าไหร่ ?

    หัวข้อนี้จริงๆแล้วตอบยากเพราะสถานการณ์และเป้าหมายของแต่ละคนไม่เหมือนกัน

    แต่สมมติเราพูดถึงคนปกติที่ไม่มี preference อะไรเป็นพิเศษแล้วก็กำลังพูดถึง asset allocation สำหรับพอร์ตที่จะลงทุนไปยาวๆเพื่อการเกษียณ  ผมเคยอ่านไอเดีย “120-อายุ” และคิดว่าอันนี้ดูเข้าท่าสุดครับ

    วิธีการคือจัดพอร์ตโดยมีทรัพย์สินลงทุนแค่ 2 ประเภทคือกลุ่มหุ้นกับกลุ่มตราสารหนี้  120-อายุนี่คือได้เลขเท่าไหร่ก็เลขนั้นคือ % ของกลุ่มทรัพย์สินที่เป็นหุ้นครับ

    สมมติอายุ 30 ก็คือจัดพอร์ตเป็นกลุ่มหุ้น 90% กับตราสารหนี้ 10%

    พออายุเยอะขึ้นเป็น 60 ก็จัดพอร์ตเป็นกลุ่มหุ้น 60% กับกลุ่มตราสารหนี้ 40%

    ข้อดีของวิธีการนี้คือผมว่ามันง่ายดีดังนั้นคนก็จะทำตามได้ง่ายกว่า  กับมันก็ค่อยๆหุ้นน้อยลงกับตราสารหนี้เยอะขึ้นเมื่อเราใกล้เกษียณมากขึ้นสอดคล้องกับที่มันควรจะเป็นพอดี

    มันจะมีอีกแบบนึงสำหรับคนที่ชอบเสี่ยงน้อยมากหน่อยคือ “100-อายุ”  แต่ส่วนตัวผมว่ามัน conservative ไปในยุคที่ผลตอบแทนตราสารหนี้กับอัตราดอกเบี้ยต่ำ  ถ้าใช้ “100-อายุ” คนอายุ 20 ปีก็คือลงทุนหุ้น 80% ตราสารหนี้ 20% ซึ่งส่วนตัวผมว่ามันไม่น่าจะเหมาะ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/courses

  • หุ้นแบบนี้ก็มีด้วย ? | รวมหุ้นแปลก

    หุ้นแบบนี้ก็มีด้วย ? | รวมหุ้นแปลก

    มีคนอยากให้เราทำวีดิโอเรื่องหุ้นแปลกๆที่คิดไม่ถึง ก็เป็น request ที่แปลกดีนะ วันนี้ผมเลยมาทำวีดิโอพูดถึงหุ้นที่ตอนผมอ่านเจอครั้งแรกผมรู้สึกแปลกใจว่า “ธุรกิจแบบนี้ก็มีเป็นหุ้นด้วยเหรอวะ” ละกันนะครับ

    Geo Group กับ CoreCivic

    สองอันนี้เป็นบริษัทที่ทำคุกครับ เป็นบริษัทในอเมริกา คือรับงานรัฐบาลเลยทั้งระดับรัฐและระดับรัฐบาลกลาง สร้างคุกขึ้นมาแล้วก็ทำการจัดการนักโทษ รายได้คิดแบบต่อหัวต่อคืนเลยครับ

    ผมแปลกใจเพราะไม่นึกว่ามีคุกที่ไหนที่ทำโดยเอกชนด้วย นึกว่าของแบบนี้มีแต่รัฐบาล

    Huangshan Tourism Development และอื่นๆที่คล้ายกัน

    บริษัทนี้ดูแลอุทยานแห่งชาติภูเขาหวงซานครับ คือทำการดูแลพื้นที่อุทยานทั้งหมด, ขายตั๋ว, รถเคเบิ้ล, ขายแพ็กเกจทัวร์ และมีทำโรงแรมบางโรงในพื้นที่แถวนั้นด้วย

    ที่ผมแปลกใจคือมันไม่ใช่แค่แบบทำตัวรถเคเบิ้ลหรือเรื่องการขนส่งอย่างเดียวเพราะแบบนั้นเคยเห็นที่อื่นในญี่ปุ่นหรือเยอรมณีก็มี แต่บริษัทนี้คือดู facility ทุกอย่างเลย เหมือนบอกหุ้นภูกระดึงอย่างเงี้ยเพิ่งเคยเจอ

    ในจีนมีอุทยานที่อื่นอีกนะที่มีหุ้น เขาง้อไบ๊ก็รู้สึกจะมีหุ้น

    Collectors Universe

    บริษัทนี้ทำธุรกิจตรวจสอบและให้การรับรองพวกของสะสมว่าเป็นของจริงหรือเปล่าครับ หลักๆจะเป็นพวกเหรียญ, การ์ดเบสบอล, ฯลฯ มีทำแบบเป็นตัวกลางซื้อขายด้วย

    ที่ผมแปลกใจคือไม่เคยคิดว่ามันมีตลาดของสะสมที่จริงจังขนาดนี้ด้วย

    Universal Health Services

    บริษัทนี้เค้าจะใช้คำว่าเป็นโรงพยาบาลสำหรับ Behavioral health หรือจริงๆก็คือโรงพยาบาลบ้าดูแลให้การรักษาผู้ป่วยที่มีอาการทางจิต

    รายได้นี่สุดๆจริง เค้าสามารถที่จะกักตัวคนที่แพทย์สงสัยว่าเป็นอันตรายต่อสังคมได้โดยเจ้าตัวไม่ยินยอมนะ

    ที่ผมแปลกใจคือไม่เคยเจอที่อื่นแล้วก็ตรงที่มันสั่งกักตัวคนได้นี่แหละ แล้วตามมาเก็บเงินด้วยนะ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/courses

  • ทำ DCF แล้ว Free Cash Flow ติดลบ ทำยังไงต่อ ?

    ทำ DCF แล้ว Free Cash Flow ติดลบ ทำยังไงต่อ ?

    มีคนถามว่าถ้าปีที่ 0 FCFE ติดลบจะต้องทำยังไง

    FCFE ติดลบปกติก็หมายถึงว่าบริษัทนี้ไม่มีความสามารถในการจ่ายปันผลให้กับผู้ถือหุ้น  อาจจะเพราะบริษัททำแล้วไม่กำไรหรือมีกำไรแต่ต้องมีการลงทุนเยอะอยู่ตลอดเวลา

    แต่เนื่องจากวัตถุประสงค์ของเราคือจะประมาณตัวเลขไปในอนาคต  ดังนั้นก่อนที่จะสรุปอะไรต่ออย่างแรกคือไปดูรายละเอียดนิดนึงว่าที่ FCFE ติดลบนี่มันมาจากรายการไหนเป็นพิเศษมั้ย  และเป็นเรื่องที่ถือว่าปกติแล้วของบริษัทหรือเปล่า  หรือมันติดลบเพราะเหตุการณ์เฉพาะที่เกิดในปีนั้นพอดี

    เริ่มจากตัว Net income ก่อน  ดูว่าในปีนั้นมีรายได้หรือรายจ่ายที่เป็นรายการพิเศษประเภทเกิดครั้งเดียวแล้วไม่น่าจะเกิดอีกหรือเปล่า  ตัดพวกนั้นออกให้หมด  ถ้าสมมติแค่ตรงนี้ตัวเลขที่ได้ก็เป็นลบละ  และยิ่งถ้าเราก็มองว่านี่คือสถานการณ์ปกติแล้วก็ไม่ต้องดูต่อแล้ว

    ต่อมาก็ Net non-cash charge  ปกติอันนี้ก็ไม่น่าจะมีอะไรตัวหลักก็จะเป็นค่าเสื่อม (depreciation) กับค่าตัดจำหน่ายสินทรัพย์ไม่มีตัวตน (Amortization)

    Net working capital อันนี้ก็ตรงไปตรงมาไม่น่ามีอะไร  ดูว่าไม่มีตัวเลขลูกหนี้การค้าเพิ่มขึ้นกับสินค้าคงเหลือเพิ่มขึ้นเยอะเว่อร์ก็ถือว่าปกติ

    Capital expenditure นี่เป็นไปได้ที่มันจะเป็นเลขที่ใหญ่มากในบางปี  ดูหลายๆปีหน่อยว่ามันเยอะมากตลอดหรือเปล่า

    Net Borrowing ก็ดูว่าปีนี้เป็นปีที่จ่ายคืนเงินต้นก้อนใหญ่หรือเปล่า

    ถ้าทุกอย่างดูปกติดีแล้ว  คาดได้ว่าปีต่อๆไปจะเป็นเหมือนปีนี้  งั้นก็สรุปได้เลยว่าห่วยแน่นอนครับ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/courses