Author: admin

  • ตลาดตกด้วยโรคระบาดแบบนี้ มีหุ้นกลุ่มไหนน่าสนใจบ้าง?

    ตลาดตกด้วยโรคระบาดแบบนี้ มีหุ้นกลุ่มไหนน่าสนใจบ้าง?

    เมื่อเร็วๆนี้ผมเตือนให้ลูกศิษย์ที่เรียนด้วยกันไปเริ่มมองหาหุ้นน่าสนใจได้แล้วเพราะเริ่มเห็นตลาดหุ้นตกใจจากโรคระบาดกัน  แล้วเค้าก็ถามว่ามีหุ้นกลุ่มไหนแนะนำมั้ย วันนี้ผมเลยเรียบเรียงวิธีคิดผมมาตอบครับ

    ในเวลาที่ตลาดตกใจแล้วหุ้นตกในวงกว้าง  ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นเพราะโรคระบาดอย่างเดียวคือมันจะเป็นตกจากอะไรก็ได้เลย  ผมแนะนำให้ก่อนอื่นเลยขั้นตอนแรกคือคุยกับตัวเองให้จบก่อนไม่งั้นมันจะมีปัญหาทีหลัง  ดูว่าเหตุที่เกิดขึ้นที่ทำให้ตลาดตกใจคืออะไรและถามตัวเองว่ามันเป็นปัญหาชั่วคราวหรือเปล่า  อย่างกรณี COVID-19 เราก็ชัวร์อยู่แล้วว่าเป็นปัญหาชั่วคราว อย่างเลวร้ายที่สุดเลยก็คือระบาดทั้งโลกแล้วก็ประชากรโลกตายไป 2-3%  ถ้าเราคุยกับตัวเองตรงนี้จบและเชื่อว่ามันเป็นปัญหาชั่วคราวเราก็จะหายตกใจมีสติดำเนินการต่อและหลังจากนี้เราจะคุมสติได้ง่าย แต่ถ้าถึงตรงนี้เราเชื่อว่ามันเป็นปัญหาถาวรเช่นอย่าง COVID-19 นี่คือวันสิ้นโลกแล้วงั้นก็ไม่ควรจะต้องลงทุนละครับ

    เมื่อเราคุยกับตัวเองจบและมั่นใจว่าเป็นปัญหาชั่วคราว  แปลว่าตลาดหุ้นที่ตกนี่มันคือโอกาสใช่มั้ยครับ เพราะเรารู้ว่าในที่สุดแล้วเรื่องนี้จะหายไปและทุกอย่างจะกลับมาเป็นปกติ  และราคาหุ้นก็จะฟื้นกลับไปใกล้เคียงเดิมถูกมะ ตอนนี้เราก็มี 2 ทางเลือกหลักๆขึ้นอยู่กับระดับความใจแข็งของเรา ซึ่งอันนี้คุณต้องพิจารณาตัวเอง

    1. ซื้อหุ้นที่โดนผลกระทบจังๆ
    2. ซื้อหุ้นที่ไม่ได้เกี่ยวอะไรแต่ราคาตกตามกันไป

    Choice 1: ซื้อหุ้นที่โดนผลกระทบจังๆ  ก็คือเลือกซื้อหุ้นที่โดนผลกระทบจากเรื่องที่มันทำให้ตลาดตก  อย่างถ้าเป็นเรื่อง COVID-19 นี่ก็เช่น

    • หุ้นโรงแรม  Hilton, Hyatt, Marriott, Central Plaza Hotel, Minor International, Intercontinental, รวมถึง REIT ที่เป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ประเภทโรงแรมแล้วมีสัญญาเช่าลักษณะค่าเช่าผันแปร, etc.
    • หุ้นโรงหนัง  Major, Cineworld, Cinemark, etc.
    • หุ้นทัวร์ท่องเที่ยวหรือจองตั๋ว  H.I.S., Booking.com, Expedia, etc.
    • หุ้นสนามบิน  AOT, Aeroports de Paris, Flughafen Zurich, etc.
    • หุ้นเรือสำราญ  Carnival Corp, Royal Caribbean Cruise, etc.
    • และอื่นๆ

    ข้อดีของการซื้อแบบ Choice 1 นี่ก็คือส่วนใหญ่มันจะราคาตกรุนแรง  และดังนั้นคือถ้ามันรอดจากเหตุการณ์ได้เราก็จะกำไรเยอะ แต่ข้อเสียคือเราต้องคุมสติเยอะหน่อยเพราะซื้อมาก็อาจจะตกลงไปอีกจากผลประกอบการที่แย่ลง  และที่สำคัญคือถ้าเลือกซื้อไม่ดีก็จะมีความเสี่ยงเงินสูญเพราะพวกบริษัทกลุ่มนี้โดนผลกระทบจังๆและอาจจะไม่รอดถ้าไม่เข้มแข็งจริง

    คำแนะนำคือนอกจากจะแน่นอนว่าต้องซื้อบริษัทที่มีอำนาจบังคับผู้บริโภคแล้วถ้าเป็นไปได้ซื้อพวกที่เข้มแข็งที่สุดไว้ก่อน  ไม่ต้องเอาที่ราคาถูกมากก็ได้ เน้นเอาที่ margin ดีสุดสม่ำเสมอสุดและหนี้น้อยสุดจะดีกว่า หุ้นมันตกเยอะเรากำไรเยอะอยู่แล้วไม่ต้องระทึกมากก็ได้

    Choice 2: ซื้อหุ้นที่ไม่ได้เกี่ยวอะไรแต่ราคาตกตามกันไป  ก็คืออะไรก็ได้ละที่จริงๆมันไม่ได้เกี่ยวกันแค่ราคาตกเฉยๆ

    ข้อดีของการซื้อแบบ Choice 2 นี่คือปลอดภัยมากเพราะหุ้นที่เราซื้อมันไม่ได้เกี่ยวไรเลยกับเหตุการณ์แค่คนตกใจเฉยๆ  แต่ข้อเสียคือปกติราคามันก็จะไม่ได้ตกอะไรนักหนาเพราะมันไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรง ดังนั้นกำไรก็จะไม่ได้อลังการเท่าไหร่

    คำแนะนำคือซื้อที่คุณชอบแหละครับไม่ได้มีอะไรซับซ้อน  คิดเหมือนว่าไม่ได้มีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นแล้วก็เลือกซื้อหุ้นตามปกติที่คุณทำเลย  เพราะจริงๆมันก็ไม่เกี่ยวกับบริษัทพวกนี้อยู่แล้ว

    สรุปคือในเวลาที่เกิดเหตุการณ์ตกใจที่หุ้นตกในวงกว้าง  คุยกับตัวเองให้จบว่ามันเป็นโอกาสหรือไม่ใช่ หุ้นกลุ่มไหนก็ได้แหละครับ  อย่ามัวแต่กลัวแล้วสุดท้ายไม่ได้ทำอะไรก็เป็นใช้ได้

    ปล. ฝากทิ้งไว้อีกนิดนึงเรื่องซื้อแล้วกลัวจะรับมีดหุ้นตกลงไปอีกเพราะคนชอบถาม  ผมจะบอกว่าอย่ามองอะไรสั้นๆ ยังไงก็ไม่มีใครรู้หรอกว่าหุ้นมันจะตกลงไปต่ำสุดที่เท่าไหร่  เลิกคิดหาคำตอบกับคำถามที่ไม่มีทางรู้อันนั้นซะ มองไกลออกไปหน่อย สุดท้ายเหตุการณ์มันก็เรื่องชั่วคราวใช่หรือไม่  เราซื้อให้มันได้มาราคาถูกปลายทางก็กำไรแน่นอนแล้วจะกังวลไปทำไม

     

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

  • กำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จรวม คืออะไร ? ต่างจากกำไรสุทธิยังไง ?

    กำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จรวม คืออะไร ? ต่างจากกำไรสุทธิยังไง ?

    มีคนถามหัวข้อนี้ว่ามันต่างกันอย่างไร  แล้วเราต้องดูอันไหน

    สองอันนี้มันจะมีความเกี่ยวข้องกันและจะอยู่ใกล้ๆกันบนงบกำไรขาดทุน  งบกำไรขาดทุนสาระสำคัญคือมันก็พูดว่าบริษัทขายของไปมีรายได้เท่าไหร่มีค่าใช้จ่ายอะไรบ้างแล้วสุดท้ายกำไรหรือขาดทุนเหลือเท่าไหร่  บรรทัดสุดท้ายของงบกำไรขาดทุนก็จะเป็นกำไร(ขาดทุน)สุทธิ พอจบส่วนนั้นปุ๊บต่อมาก็จะเป็นส่วนของกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จเลย

    สาระสำคัญของกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จอื่นคือพวกกำไรหรือขาดทุนที่ถูกกำหนดให้บันทึกแยกออกจากกำไรสุทธิบนงบกำไรขาดทุนเพราะพวกนี้ยังไม่ได้เกิดขึ้นจริง  การจะนับว่ารายได้, รายจ่าย, กำไรหรือขาดทุนเกิดขึ้นจริงคือตัวธุรกรรมมันจะต้องถูกทำเรียบร้อยแล้ว เช่นเมื่อได้มีการขายเงินลงทุนไปแล้ว สมมติบริษัทมีซื้อตราสารหนี้เอาไว้แบบเป็นหลักทรัพย์เผื่อขายแล้วเกิดราคามันสูงขึ้นหรือต่ำลง  มันก็จะมีการบันทึกการเปลี่ยนแปลงราคานั้นอยู่ในกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จอื่น เมื่อบริษัทมีการขายตราสารหนี้นั้นจริงๆแล้วเท่านั้นถึงจะไปบันทึกผลกำไรขาดทุนในงบกำไรขาดทุน มันจะมีรายการบางอันด้วยที่อาจจะไม่ผ่านงบกำไรขาดทุนเลยแต่มีการเปลี่ยนแปลงตัวส่วนของผู้ถือหุ้นบนงบดุลตรงๆเลยแต่ผมจำไม่ได้ว่ารายการเรื่องอะไรบ้าง•

    รายการกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จอื่นเช่น

    • ผลต่างของอัตราแลกเปลี่ยน
    • ผลกำไร (ขาดทุน) จากการประมาณการตามหลักคณิตศาสตร์ประกันภัย  พวกนี้คือสำรองผลประโยชน์ของพนักงาน

    ทีนี้คำถามคือแล้วเราควรจะดูอันไหน  ส่วนตัวผมแนะนำให้ดูตัวกำไรสุทธิเป็นหลัก  เพราะมันเป็นอันที่เป็นสาระสำคัญเกี่ยวข้องกับกิจกรรมหลักของบริษัท  ส่วนตัวกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จเราสังเกตไว้ว่ามันไม่ได้แตกต่างรุนแรงกับตัวกำไรสุทธิก็ใช้ได้  ส่วนใหญ่มันจะแตกต่างเล็กน้อยเพราะพวกรายการกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จอื่นของบริษัทปกติมันไม่ควรจะเป็นรายการใหญ่  กับคอยดูตรง “องค์ประกอบอื่นของส่วนของผู้ถือหุ้น” บนงบดุลซึ่งเป็นตัวเลขสะสมว่าไม่เป็นตัวเลขติดลบมโหฬารก็โอเคละ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

  • กำไรต่อหุ้นปรับลด (Diluted EPS) คืออะไร ? ต่างจากกำไรต่อหุ้นพื้นฐาน (Basic EPS) ยังไง ?

    กำไรต่อหุ้นปรับลด (Diluted EPS) คืออะไร ? ต่างจากกำไรต่อหุ้นพื้นฐาน (Basic EPS) ยังไง ?

    วีดิโอหัวข้อนี้เรามาอธิบายเรื่องกำไรต่อหุ้นปรับลดครับ

    มันคืออะไร ?

    ตัวกำไรต่อหุ้นปรับลดนี่คือมีไว้ให้เราดูว่าถ้าสมมติมีการใช้สิทธิ์ของทรัพย์สินที่มีสิทธิ์การแปลงสภาพหรือมีสิทธิในการซื้อหุ้นสามัญทั้งหมด  กำไรต่อหุ้นจะเป็นเท่าไหร่

    อย่างเช่นสมมติบริษัท A ตอนนี้มีหุ้นอยู่ 100 หุ้น  และมีกำไรปีละ 100 บาท ถ้าเราเป็นเจ้าของหุ้นหนึ่งหุ้นก็คือเราเป็นเจ้าของกำไร 1 บาทใช่มั้ยครับ  มาจากกำไร 100 บาทหารด้วย 100 หุ้นก็ได้เป็นกำไรต่อหุ้น (basic EPS) 1 บาท แต่ทีนี้สมมติว่าบริษัทมีการออกหุ้นกู้แปลงสภาพเอาไว้  แล้วมันสามารถแปลงเป็นหุ้นได้ทั้งหมด 100 หุ้น ก็แปลว่าเมื่อเวลาผ่านไปถ้าเค้าใช้สิทธิแปลงสภาพขึ้นมาเมื่อไหร่บริษัทก็จะกลายเป็นมีหุ้นอยู่ทั้งหมด 200 หุ้น  และกำไรที่เราเป็นเจ้าของก็จะถูกเจือจางเพราะมีคนมาช่วยหารเหลือแค่ 0.5 บาท มาจากกำไร 100 บาทหารด้วย 200 หุ้นก็จะได้เป็นกำไรต่อหุ้นปรับลด (diluted EPS) 0.5 บาท

    ควรจะดูอันไหน basic หรือ diluted ?

    หลักๆมันขึ้นอยู่กับว่าเรากำลังดูจากมุมมองไหน

    ตัวกำไรต่อหุ้นมันก็พูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้วว่ากำไรที่เกิดขึ้นเทียบกับจำนวนหุ้นที่มีอยู่เป็นเท่าไหร่  มันก็จะมีสาระกับเราถ้าเราเป็นเจ้าของหุ้นนี้อยู่แล้วและเราอยากรู้ว่ากำไรต่อหุ้นที่เราเป็นเจ้าของคือเท่าไหร่

    ส่วนตัวกำไรต่อหุ้นปรับลดมันพูดถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นถ้าสมมติว่าได้มีการเจือจางความเป็นเจ้าของแล้วกำไรต่อหุ้นจะเหลือเท่าไหร่  มันก็จะมีสาระถ้าเรากำลังประมาณมูลค่าและตัดสินใจว่าจะซื้อหุ้นดีมั้ย

    ดังนั้นโดยปกติถ้าเรากำลังคิดจะซื้อหุ้นเราก็ควรจะดูกำไรต่อหุ้นปรับลดครับ

     

    สูตรอย่างเป็นทางการ

    จริงๆมันก็มีอยู่บนงบการเงินอยู่แล้วนะ  แต่เผื่อใครอยากคำนวณเองเพื่อความสนุก สูตรอย่างเป็นทางการของมันจะเป็นแบบนี้ครับ  https://analystnotes.com/cfa-study-notes-earnings-per-share.html

    จริงๆมันจะมีรายละเอียดเพิ่มเติมนิดหน่อยที่ต้องใช้วิจารณญาณเช่น

    • ถ้ามีสัญญาอะไรค้างอยู่ที่สามารถจ่ายโดยใช้เงินสดหรือจ่ายเป็นหุ้นก็ได้  ให้สมมติว่าจ่ายเป็นหุ้นไว้ก่อน
    • กรณีพวกหุ้นกู้แปลงสภาพหรือออพชั่นที่ให้พนักงาน (stock option)  ดูด้วยว่าสิทธิมันมีแนวโน้มจะได้ใช้ก่อนสิ้นสุดระยะเวลาหรือเปล่า เช่นสมมติมีสิทธิซื้อหุ้นได้ที่ 50 บาทต่อหุ้น  แต่ราคาหุ้นตอนนี้อยู่ 5 บาทและออพชั่นจะหมดอายุใน 1 ปีแบบนี้มันก็ไม่น่าจะได้ใช้สิทธิ์
    • คำนวณจำนวนหุ้นที่่เพิ่มมาของพวกที่แปลงสภาพมาจะตรงไปตรงมาก็คือเอาราคาพาร์มันหารกับราคาแปลงสภาพตรงๆ  เช่นหุ้นก็แปลงสภาพพาร์ 1,000 บาท มีสิทธิแปลงสภาพได้ที่ 50 บาทต่อหุ้น ก็คือถ้าใช้สิทธิแปลงสภาพจะมีหุ้นใหม่โผล่มา 1,000/50 = 20 หุ้น
    • คำนวณจำนวนหุ้นที่เพิ่มมาจากการใช้ stock option จะยุ่งกว่ากันนิดนึง  สมมติออพชั่นให้สิทธิ์ซื้อหุ้นได้ 100 หุ้นในราคาหุ้นละ 10 บาท แล้วตอนนี้หุ้นในตลาดขายอยู่ที่ 20 บาท  พอคนใช้สิทธิปุ๊บเค้าก็ต้องจ่ายเงินให้บริษัท 1,000 บาท บริษัทก็เอาเงิน 1,000 บาทที่ได้มานั่นไปซื้อหุ้นในตลาดก่อนซึ่งขายอยู่ที่ราคาหุ้นละ 20 บาทได้มา 50 หุ้นให้คนใช้สิทธิไป  หลังจากนั้นก็ออกหุ้นใหม่เพิ่มขึ้นจนครบคืออีก 50 หุ้นให้คนใช้สิทธิไป ดังนั้นสังเกตคือถึงแม้ว่าคนใช้สิทธิซื้อได้ 100 หุ้นแต่สรุปหุ้นใหม่ที่เพิ่มมาจะเป็น 50 หุ้นไม่ใช่ 100 หุ้น

     

    ตัวอย่างบริษัทที่มีพวกหุ้นกู้แปลงสภาพก็เช่นโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

  • ข้อมูลว่า “ผู้บริหารซื้อหรือขายหุ้น” หาได้ที่ไหน?

    ข้อมูลว่า “ผู้บริหารซื้อหรือขายหุ้น” หาได้ที่ไหน?

    มีคนถามเราว่าจะทราบข้อมูลเวลาผู้บริหารขายหรือซื้อหุ้นได้จากที่ไหน  เค้ามองว่าเรื่องพวกนี้สำคัญเพราะผู้บริหารเป็นกลุ่มคนที่รู้เรื่องภายในของบริษัทเป็นอย่างดีและการซื้อหรือขายหุ้นของคนเหล่านี้ถ้าเป็นจำนวนที่เยอะอาจจะเป็นสัญญาณว่าบริษัทดีหรือไม่ดีก็ได้

    ส่วนตัวผมอาจจะไม่ได้ดูเรื่องนี้เป็นปัจจัยในการตัดสินใจเท่าไหร่  แต่ถ้าสมมติเราอยากทราบข้อมูลเรื่องนี้สามารถเข้าไปหาดูได้บนเวปของกลต.

    กลต. กำหนดให้กรรมการ, ผู้บริหาร  และผู้สอบบัญชีของบริษัทต้องมีการเปิดเผยการเปลี่ยนแปลงการถือหลักทรัพย์รวมถึงสัญญาซื้อขายล่วงหน้า  ทั้งของตัวเอง, คู่สมรสและบุตร เพื่อให้บุคคลทั่วไปอย่างเราสามารถติดตามความเคลื่อนไหวได้

    เข้าไปในเวปนี้  https://market.sec.or.th/public/idisc/th/r59  หาชื่อบริษัทที่ต้องการแล้วก็ใส่ช่วงเวลาที่ต้องการค้นหาเอาเลยครับ

    และเพื่อให้เห็นภาพมากขึ้นผมก็แนะนำให้ดูจำนวนหุ้นที่ซื้อหรือขายเทียบกับจำนวนหุ้นทั้งหมดนะ  จะได้รู้ว่ามันเป็นสาระสำคัญหรือเปล่า จำนวนหุ้นก็สามารถดูได้บนเวป www.set.or.th ตามปกติแหละ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

  • ตัวเลขน่าสนใจ : ผลกระทบ COVID-19 ในจีน

    ตัวเลขน่าสนใจ : ผลกระทบ COVID-19 ในจีน

    ตอนนี้ยังไม่มีใครรู้ว่าผลกระทบจากการระบาดรอบนี้จะจบเมื่อไหร่หรือรุนแรงขนาดไหน  แต่เมื่อเร็วๆนี้ผมอ่านเจอบทความอันนึงบน Forbes ที่มีตัวเลขจาก Nomura Global Economics แสดงผลกระทบกับจีนน่าสนใจผมเลยเอามาเล่าให้ฟังครับ  นี่เป็นลิ้งค์ของบทความที่ว่าครับ https://www.forbes.com/sites/kenrapoza/2020/02/22/coronavirus-impact-china-has-fallen-into-bizarro-world/#3faa213e2edd

    ตัวเลขกลับมาทำงาน (Return to work)  เค้าพบว่าเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้วคนส่วนใหญ่จะกลับมาทำงานกันเกือบ 100% แล้ว  แต่ปีนี้เมืองทั้ง Tier 1, 2, 3 คนกลับมาทำงานไม่ถึง 30%

    ตัวเลขการใช้การขนส่งสาธารณะ (Public transport)  ตัวจำนวนผู้โดยสารทางรถไฟเพื่อเดินทางระหว่างเมืองต่อวันลดลงเกือบ -90%  และการใช้รถไฟฟ้าในเมืองทั้ง Shanghai และ Beijing ก็ลดลงฮวบประมาณ -90% เหมือนกัน

    ตัวเลขการขายบ้านใหม่วัดตามตารางเมตรลดลงเกือบ -90%  และการใช้ถ่านหินของโรงไฟฟ้าลดลงประมาณ -40% เข้าใจว่าเป็นเพราะภาคการผลิตยังไม่กลับมาดำเนินงานเต็มที่

    โดยรวมก็น่าจะมีผลกระทบกับตัวเศรษฐกิจพอสมควร  แต่เท่าที่ดูตลาดหุ้นจีนไม่ค่อยแตกตื่นเท่าไหร่  มีตกจริงจังช่วงหลัง Lunar New Year ตอนตลาดเปิดวันแรกเท่านั้นเอง  หลังจากนั้นโดยภาพรวมก็ดูฟื้นกลับขึ้นมาตลอด ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะรัฐบาลประกาศนโยบายที่อุ้มภาคธุรกิจหรือเปล่าหรือเป็นเพราะช่วงนี้จำนวนผู้ป่วยใหม่ในจีนที่ประกาศออกมาดูลดลง

    ดังนั้นในเวลานี้ถ้าจะบอกว่าตลาดหุ้นจีนดูน่าสนใจมากก็คงไม่ใช่  แต่ก็ยังน่าติดตามครับ อาจจะมีเหตุหุ้นตกรุนแรงเกิดขึ้นในอนาคตก็เป็นไปได้


     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

  • กลายเป็นว่า พอร์ตความเสี่ยงต่ำ ผลตอบแทนดีกว่า!

    กลายเป็นว่า พอร์ตความเสี่ยงต่ำ ผลตอบแทนดีกว่า!

    เมื่อเร็วๆนี้ผมไปอ่านเจอว่าดัชนีหุ้นที่เน้น Minimum volatility ทำได้ดีกว่าดัชนี benchmark อย่างมีนัยสำคัญ  ผมเลยเอาเรื่องนี้มาเล่าให้ฟังครับ

    Minimum volatility มันก็เป็นไอเดียการลงทุนแบบนึงที่เน้นจัดพอร์ตการลงทุนเลือกหุ้นให้โดยรวมความผันผวนต่ำที่สุดไว้ก่อนโดยที่ไม่สนใจเรื่องผลตอบแทนคาดหวัง (expected return)  ซึ่งถ้าตามทฤษฎีแล้วมันก็เป็นจุดที่อยู่ซ้ายสุดบน efficient frontier น่ะแหละ  

    ทีนี้ในทางทฤษฎีมันก็ควรจะใช้การได้นะ  แต่มันไม่น่าจะผลตอบแทนดีมากได้เพราะตามทฤษฎีคือยิ่งอะไรที่มีความเสี่ยงต่ำผลตอบแทนมันก็ควรจะต่ำตาม  เพราะถ้าอะไรที่ความเสี่ยงต่ำด้วยและผลตอบแทนสูงด้วยคนก็น่าจะแห่มาทำแบบเดียวกันจนทำให้ราคาของมันสูงขึ้นและดังนั้นผลตอบแทนก็จะต่ำลงจนสอดคล้องกับความเสี่ยง

    แต่ผลปรากฎว่าดัชนีที่ใช้ Minimum volatility เป็นเกณฑ์ชนะดัชนีที่เป็นค่าเฉลี่ยตลาดครับ  แล้วก็ไม่ใช่แค่ในตลาดใดตลาดหนึ่งด้วยนะ แต่เป็นแบบนั้นทั้งโลกครับ ผมเอาตัวอย่างมาให้ดู

    MSCI World Minimum Volatility vs. MSCI World  ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีย้อนหลังไม่ว่าจะเป็น 3ปี, 5ปี, 10ปี หรือนับตั้งแต่ก่อตั้ง Minimum Volatility ก็ชนะมาโดยตลอดประมาณปีละ 1%  https://www.msci.com/documents/10199/4d26c754-8cb9-4fa8-84e6-a51930901367

     

    ถ้าเทียบในตลาดหุ้นอเมริกา MSCI USA Minimum Volatility vs. MSCI USA  ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีย้อนหลังไม่ว่าจะเป็น 3ปี, 5ปี, 10ปี หรือนับตั้งแต่ก่อตั้ง Minimum Volatility ก็ชนะมาโดยตลอดเช่นกัน  แต่ส่วนต่างแคบลงมาโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้านับช่วงยาวๆ https://www.msci.com/documents/10199/f5c0900d-ab44-4bdd-bec7-94761d009094

    ส่วนยุโรป MSCI Europe Minimum Volatility vs. MSCI Europe  ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีย้อนหลังไม่ว่าจะเป็น 3ปี, 5ปี, 10ปี หรือนับตั้งแต่ก่อตั้ง Minimum Volatility ก็ชนะมาโดยตลอดเช่นกัน  แล้วชนะแบบทิ้งห่างด้วยนะ https://www.msci.com/documents/10199/ddd35203-4b36-4c5b-b2cb-2c77e0e4a751

     

    ส่วนในเอเชีย MSCI AC Asia Pacific ex. Japan Minimum Volatility vs. MSCI AC Asia Pacific ex. Japan  นี่แปลกออกไปหน่อย ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีย้อนหลังระยะสั้น 3ปี กับ 5ปี Minimum Volatility แพ้ แต่ถ้าเป็นช่วงยาว 10ปีหรือนับตั้งแต่ก่อตั้ง Minimum Volatility ก็ชนะอยู่และจริงๆก็ชนะอยู่มากกว่า 1% ต่อปีทีเดียว  https://www.msci.com/documents/10199/4db07b71-9b9d-405e-a7c4-06b0854603ea

     

    สาเหตุที่ทำไม Minimum Volatility ถึงผลตอบแทนดีกว่าก็มีคนพยายามออกมาให้เหตุผลอธิบายหลากหลาย  บางคนก็บอกว่าอาจเป็นเพราะพวกนักลงทุนสถาบันหรือพวกกองทุนเค้าถูกวัดผลจากผลตอบแทนเทียบกับค่าเฉลี่ยก็เลยทำให้ส่วนใหญ่เลือกที่จะลงทุนในหุ้นที่มีความผันผวนมากกว่าและผลตอบแทนคาดหวังสูงกว่าจนทำให้หุ้นพวกนั้นแพงในขณะที่หุ้นที่ผันผวนต่ำกว่าไม่ได้รับการสนใจเลยทำให้มันราคาถูก  หรือบางคนก็บอกว่าเป็นเพราะหุ้นที่มีความผันผวนมากกว่าถูกพูดถึงในข่าวบ่อยกว่าทำให้คนสนใจมากเกินเลยทำให้ราคาพวกนี้แพง แต่เอาจริงๆก็คือไม่มีใครรู้ว่าทำไมอย่างชัดเจน

    แล้วเมื่อรู้แบบนี้แล้วเราจะลงทุนแบบ Minimum Volatility ยังไง  สำหรับคนที่เลือกหุ้นรายตัวลงทุนด้วยตัวเองก็คงทำอะไรไม่ได้เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเราเท่าไหร่  แต่สำหรับคนที่ลงทุนในกองทุนรวมในไทยมันมีกองทุนรวมประเภทนี้อยู่แน่นอนครับ

    สำหรับใครที่อยากอ่านว่าวิธีการสร้างตัวดัชนีของ MSCI เค้าทำยังไงผมทิ้งลิ้งค์ไว้ให้ตรงนี้ครับ  https://www.msci.com/eqb/methodology/meth_docs/MSCI_Minimum_Volatility_Methodology_Sep2017.pdf

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

  • ช่วงเศรษฐกิจไม่ดี สินทรัพย์ประเภทไหนไม่โดนผลกระทบบ้าง?

    ช่วงเศรษฐกิจไม่ดี สินทรัพย์ประเภทไหนไม่โดนผลกระทบบ้าง?

    ช่วงเศรษฐกิจตกต่ำหมายถึงช่วงที่กิจกรรมทางธุรกิจน้อยลงต่อกัน 6 เดือนขึ้นไป  สถานการณ์มันจะประมาณว่าคนใช้จ่ายน้อยลง, ซื้อของหรือกินข้าวนอกบ้านน้อยลง, โรงงานก็ผลิตสินค้าน้อยลง, จ้างคนน้อยลง, ลงทุนน้อยลง  และก็เลยจะทำให้บริษัทส่วนใหญ่กำไรลดลง แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างจะต้องเลวร้ายหมด ทรัพย์สินที่ได้รับประโยชน์หรือไม่ได้ผลกระทบหรืออย่างน้อยก็ไม่เลวร้ายมากเท่าที่นึกได้ก็จะมีตามนี้เลย

    1. เงินสด
    2. ชัวร์สุด  ไม่มีผลกระทบอะไรจากวิกฤติเศรษฐกิจแน่นอน  แต่ก็ไม่ค่อยเวิร์คเท่าไหร่ถ้าจะถือเงินสดไว้เยอะเกินไปแค่เพราะเรากังวลว่าจะมีวิกฤติเศรษฐกิจเพราะผลตอบแทนต่ำจัดมันเลยเป็นการเสียโอกาส

    3. ทอง
    4. ทองก็เป็นสินทรัพย์ปลอดภัยประเภทหนึ่ง  ที่ผ่านมาราคาทองก็มักจะสูงขึ้นช่วงเศรษฐกิจตกต่ำหรือเมื่อคนตกใจอะไรซักอย่าง

    5. ตราสารหนี้
    6. พวกนี้โดยปกติจะได้เปรียบช่วงเศรษฐกิจตกต่ำเพราะผลตอบแทนมันคงที่กับปลอดภัยกว่า  นอกจากนั้นช่วงเศรษฐกิจตกต่ำธนาคารกลางมักจะทำการลดอัตราดอกเบี้ยก็ยิ่งทำให้คนที่ถือตราสารหนี้ที่อายุยาวๆได้เปรียบจากราคาที่สูงขึ้น  แต่ข้อเสียของตราสารหนี้คือมันจะชัวร์ไม่เท่าทองหรือเงินสดเพราะตราสารหนี้ก็อาจจะเละได้ถ้าเกิดเศรษฐกิจแย่ลงมากจริงๆจนบริษัทเริ่มเจ๊งและไม่สามารถชำระดอกเบี้ยตราสารหนี้ได้

    7. หุ้นบริษัทที่ขายสินค้าจำเป็น
    8. บริษัทพวกนี้ก็ราคาหุ้นตกเหมือนกันแหละไม่ใช่ว่าไม่ได้รับผลกระทบเลย  แต่โดยภาพรวมจะดีกว่าหุ้นบริษัทประเภทอื่นเพราะอย่างน้อยผลประกอบการมันจะยังดีกว่าทั่วไปและดังนั้นบริษัทก็จะราคาตกรุนแรงน้อยกว่า  สินค้าจำเป็นก็อย่างเช่นน้ำประปา, ไฟฟ้า, ยาสีฟิน, สบู่, ฯลฯ

    9. หุ้นบริษัทที่จ่ายปันผลสูงสม่ำเสมอ
    10. บริษัทพวกนี้ก็จะมีความได้เปรียบเช่นกัน  มันมีงานวิจัยพิสูจน์ชัดเจนว่าช่วงเศรษฐกิจตกต่ำหรือตลาดหุ้นตก  หุ้นที่มีการจ่ายปันผลสม่ำเสมอราคาตกน้อยกว่าหุ้นที่ไม่จ่ายปันผล  อันนี้เนื่องมาจากปัจจัยของ yield support

    เท่าที่นึกออกน่าจะประมาณนี้นะครับ  แต่ผมแนะนำข้อ 4, 5

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

  • Checklist ลงทุนในหุ้นต้องมีอะไรบ้าง?

    Checklist ลงทุนในหุ้นต้องมีอะไรบ้าง?

    มีคนถามประมาณว่าเพิ่งเริ่มต้นลงทุนในหุ้นและอยากรู้ว่าต้องเตรียมอะไรบ้างบ่อยมาก  วันนี้ผมพูดถึงสิ่งที่เราต้องเตรียมสำหรับการลงทุนในหุ้นครับ

    1. แน่นอนว่าต้องมีเงิน
    2. ปัจจุบันหลายโบรกเกอร์คิดค่าธรรมเนียมตามจริงและไม่มีขั้นต่ำแล้ว  ดังนั้นมีเงินหลักร้อยหลักพันก็คือเริ่มต้นลงทุนในหุ้นได้แล้ว

    3. ยอมรับได้มั้ยว่าอาจจะต้องทิ้งเงินลงทุนไว้ในหุ้นหลายปี
    4. นี่มันเป็นเกมที่วัดผลกันในระยะยาว  ตลาดหุ้นในระยะสั้นผันผวนมาก คนที่ลงทุนระยะยาวได้จะได้เปรียบมาก  ดังนั้นถ้ารู้ว่าเงินที่จะเอามาลงทุนในหุ้นไม่ใช่เงินเย็นกำลังจะต้องเอาไปใช้อะไรซักอย่าง  ผมว่าอย่าเพิ่งลงทุนในหุ้นเลย

    5. ต้องมี realistic expectation
    6. บางคนเข้าใจว่าลงทุนในหุ้นมันจะต้องกำไรเยอะมากหรืออะไรซักอย่าง  ขอให้เข้าใจว่าการลงทุนในหุ้นผลตอบแทนมันเป็น % จากเงินต้น ดังนั้นสมมติลงทุนหลักพันมันก็จะไม่กลายเป็นหลักล้านในเวลาอันสั้น  เพื่อให้เห็นภาพผมอ้างอิงตัวเลขสถิติของกองทุนรวมประเทศไทยจากเวป AIMC ผลตอบแทนเฉลี่ยของกองทุนหุ้นที่ทำได้กลางๆในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 10.17%/ปี  และช่วง 5 ปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 1.54%/ปี

    7. คุมสติได้มั้ยถ้าเห็นหุ้นที่ซื้อมาตกไป 20-30%
    8. ว่าง่ายๆคือสมมติลงทุนไป 100,000 บาท  ผ่านไปไม่กี่เดือนมูลค่าเงินลงทุนเหลือ 70,000 บาท  คุณจะรู้สึกตกใจแล้วรีบขายหรือเปล่า เพราะถ้าจะลงทุนในหุ้นให้ได้ประสบความสำเร็จเวลาหุ้นตกมันจะต้องพิจารณาว่าเป็นโอกาสในการซื้อหุ้นที่ดีเพิ่มหรือเป็นเพราะมีปัญหาจริงๆแล้วควรจะขาย  ถ้ารู้ตัวว่าจะคุมสติไม่ได้ก็อาจจะไม่เหมาะที่จะลงทุนในหุ้น

    9. ยินดีที่จะใช้เวลาในการศึกษาบริษัทที่จะซื้อหรือเปล่า
    10. เรื่องนี้เป็นอะไรที่ช่วยไม่ได้ยังไงก็ต้องทำถ้าอยากที่จะลงทุนในหุ้นด้วยตัวเอง  ถ้ารู้สึกว่าไม่อยากทำหรือชอบที่จะพึ่งพาความคิดเห็นคนอื่นมากกว่าก็อาจจะควรลงทุนในกองทุนรวมดีกว่า

    11. เรียนรู้การอ่านงบบัญชี
    12. อันนี้ไม่ได้เป็นอะไรที่ยากเกินไป  คือเราไม่ได้ต้องเข้าใจบัญชีขนาดว่าไปบันทึก Debit/Credit ด้วยตัวเอง  เอาแค่อ่านตัวงบกำไรขาดทุน, งบแสดงสถานะทางการเงินกับงบกระแสเงินสดเข้าใจว่ามันสื่ออะไรกับเราก็ใช้ได้ละ  ที่เหลือก็พวกอัตราส่วนทางการเงินนิดหน่อยเพื่อให้เราอ่านรู้เรื่องว่าบริษัทผลประกอบการทำได้ดีมั้ย ดีขึ้นหรือแย่ลง

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

  • Holding Company คืออะไร?

    Holding Company คืออะไร?

    คำว่า holding company หมายถึงบริษัทที่เป็นเจ้าของทรัพย์สินซึ่งอาจจะเป็นหุ้นบริษัทอื่น, อสังหาริมทรัพย์, บริษัทลูกหรืออะไรก็แล้วแต่โดยที่ตัวบริษัทเองไม่ได้มีการดำเนินธุรกิจด้วยตัวเอง  อย่างเช่นบริษัท Intouch Holdings ที่เป็นบริษัทแม่ของ AIS กับ ไทยคม

    เวลาที่เราถือหุ้นในบริษัทที่เป็น holding company ก็คิดเหมือนกับเราถือหุ้นบริษัทหรือเป็นเจ้าของทรัพย์สินอะไรก็แล้วแต่ที่อยู่ภายใต้ holding company นั้นเลยครับ  เช่นสมมติเราถือหุ้นบริษัท holding company อยู่ 10% แล้วตัว holding company นี้ถือหุ้นของบริษัท A 100%, บริษัท B 50% และมีคอนโด 1 หลัง ก็แปลว่าเราเหมือนถือหุ้นบริษัท A 10%, บริษัท B 5% และมีคอนโด 0.1 หลัง

    ในระดับของ holding company เนื่องจากตัวบริษัทไม่ได้มีการดำเนินธุรกิจเอง  ผู้บริหารของ holding company ส่วนใหญ่ก็จะมีหน้าที่คัดเลือกผู้บริหารของบริษัทในเครืออีกที, ทำหน้าที่ดูแลภาพรวมและบริหารเงินที่ได้ปันผลมาจากบริษัทในเครือว่าจะลงทุนหรือจ่ายเป็นปันผลให้กับผู้ถือหุ้น

    ข้อดีของการเป็น Holding company อย่างนึงคืออาจจะสามารถกู้ยืมเงินในระดับของ holding company ได้ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำแล้วไปให้บริษัทลูกยืมต่อได้  แบบนี้ก็เหมือนใช้ความแข็งแกร่งทางการเงินของทั้งกลุ่มลดต้นทุนทางการเงินแทนที่จะให้แต่ละบริษัทย่อยๆไปกู้ยืมเงินกันเอาเอง

    และในกรณีที่บริษัทลูกบริษัทหนึ่งเกิดมีปัญหาเจ๊งขึ้นมา  ตัว holding company ก็จะมีการตัดขาดทุนจากการด้อยค่าของทรัพย์สินคือบริษัทลูกที่เจ๊งนั้นก็จบ  เจ้าหนี้ก็ตามได้แค่ตัวบริษัทที่เจ๊งนั้นไม่ได้มีผลกระทบอะไรกับบริษัทในเครืออื่นๆ ไม่เหมือนกับกรณีที่สมมติไม่ได้เป็น holding company แต่เป็นบริษัทเดียวกันที่มีหลายหน่วยธุรกิจแล้วหนึ่งในนั้นเจ๊ง

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

  • หุ้น Large Cap ก็น่าลงทุน!

    หุ้น Large cap ก็น่าลงทุน!

    ก่อนหน้านี้เราคุยกันไปว่าจากหลักฐานสิ่งที่เกิดขึ้นจริงหุ้นที่ให้ผลตอบแทนดีสุดคือหุ้นขนาดกลาง (Mid Cap)  แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าต้องลงทุนแต่หุ้น Mid Cap เท่านั้น วีดิโอนี้ผมมาพูดถึงข้อดีของหุ้น Large Cap โดยเฉพาะพวกที่เป็นผู้นำในอุตสาหกรรมของตัวเองให้ฟังครับ

    โดยรวมพวกหุ้นใหญ่อาจจะดูน่าเบื่อตรงที่ราคามันจะไม่ได้ขยับอะไรเยอะเมื่อเทียบกับหุ้นเล็กกว่า  แต่สิ่งที่หุ้นใหญ่ได้เปรียบหุ้นกลางหรือเล็กคือ

    1. มักจะมีความได้เปรียบสำคัญบางอย่างที่ทำให้มันเติบโตได้ใหญ่ขนาดนั้นตั้งแต่แรก
    2. ผลประกอบการทำได้สม่ำเสมอมากกว่าเป็นระยะเวลานานกว่า  หลักๆแล้วเพราะเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมนั้นๆ และมักมีสินค้าหลากหลายขายในหลายพื้นที่
    3. มักจะมีการจ่ายปันผลสม่ำเสมอ  เพราะไม่ได้อยู่ในช่วงโตอย่างรวดเร็วจึงใช้เงินลงทุนน้อยกว่า
    4. มักจะมีสถานะทางการเงินที่เข้มแข็ง  มีหนี้ไม่เยอะเพราะสามารถใช้กำไรสะสมที่ทำมาลงทุนได้มากกว่า
    5. และถ้าจำเป็นก็มักจะมีต้นทุนทางการเงินต่ำกว่าเพราะกู้เงินได้ด้วยอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่า
    6. ในช่วงที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ  หุ้นใหญ่ก็ตกรุนแรงเหมือนกัน แต่ตกรุนแรงน้อยกว่าหุ้นขนาดเล็กเยอะ
    7. หลังวิกฤติเศรษฐกิจ  บริษัทที่เข้มแข็งที่สุดมักจะรอด  และหลังรอดก็มักจะทำได้ดีขึ้นเพราะคู่แข่งที่สถานะทางการเงินไม่เข้มแข็งเท่าตายไปหมด

    ดังนั้นถ้ามองจากมุมมองของนักลงทุนแบบเรา  จริงอยู่ที่หุ้น Mid Cap กับ Small Cap โดยรวมผลตอบแทนสูงกว่าหุ้นใหญ่  แต่นั่นมันคือโดยรวมแบบมองทั้งกลุ่มนะ อย่าลืมว่าถ้าเราลงทุนเองเราอาจจะไม่ได้ซื้อหุ้นทีทั้งกลุ่มและดังนั้นผลตอบแทนเราอาจจะไม่ได้เหมือนกับเฉลี่ยของกลุ่มนะ  ส่วนถ้าเราลงทุนในหุ้นใหญ่ที่เรามั่นใจในธุรกิจเค้า เราก็แทบจะมั่นใจได้ว่าจะกำไรดีพอสมควรในระยะยาวและที่สำคัญชัวร์กว่าด้วยครับ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg