Author: admin

  • มาเดากันดีกว่า SET จะโตปีละกี่ %

    มาเดากันดีกว่า SET จะโตปีละกี่ %

    มีคนถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่ในอนาคต SET50 จะให้ผลตอบแทนเฉลี่ยไม่ถึง 10% ต่อปี

    ถ้าตามความเห็นผมก็คิดว่าเป็นไปได้มากที่ SET50 และ SET TRI ผลตอบแทนเฉลี่ยจะไม่ถึง 10%

    ดูอย่างผลตอบแทนกองทุนดัชนี SET50 (Source: AIMC) จะเห็นว่าถ้านับเฉลี่ยช่วง 10 ปีผลตอบแทนมันอยู่ประมาณ 11.42% ต่อปีก็จริง  แต่เฉลี่ยช่วง 5 ปีผลตอบแทนมันอยู่แค่ 2.88% ต่อปีเท่านั้นเอง ตัวเลขที่แตกต่างกันเยอะมากแสดงว่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมากำไรเยอะมันอยู่ที่ 5 ปีแรก  ซึ่งก็เข้าใจได้เพราะเป็นช่วงปีหลังวิกฤติเศรษฐกิจที่ตลาดหุ้นฟื้นอย่างรวดเร็ว ดังนั้นในอนาคตข้างหน้าเราก็ไม่ควรคาดหวังว่าผลตอบแทนของ SET50 มันจะสูงถึง 10-11%

    ส่วน SET TRI สามารถไปดาวน์โหลดข้อมูลจากเวป SET มาจะได้ข้อมูลย้อนหลัง 5 ปี  ซึ่งคำนวณผลตอบแทนเฉลี่ยได้อยู่ที่ 3.55% ต่อปี https://www.set.or.th/set/fetchfile.do?filename=roi/market.xls

    ดูแล้วไม่น่าเป็นไปได้ที่อนาคตผลตอบแทนจะเป็นเฉลี่ยปีละ 10% เหมือนที่ผ่านมา

     

    ทีนี้คำถามต่อมาคือถ้าอย่างนั้นเราควรจะคาดหวังผลตอบแทนจาก SET ซักประมาณกี่ % ต่อปีดี ?

    เอาจริงๆคือไม่มีใครรู้อนาคตหรอกครับ  แต่ถ้าต้องเดา ผมก็นำเสนอวิธีการเดาครับ  เราลองจินตนาการง่ายๆว่า

    ผลตอบแทนของหุ้นทั้งตลาด (Total return)

    =~ Dividend Yield ของหุ้นทั้งตลาด + ราคาที่เพิ่มขึ้นของหุ้นทั้งตลาด

    =~ Dividend Yield ของหุ้นทั้งตลาด + การเติบโตของกำไรของหุ้นทั้งตลาด + การเปลี่ยนแปลงของ P/E ตลาด

    ตัวเลขปัจจุบันของพวกนี้เราสามารถหาได้บนเวปตลาดหลักทรัพย์  ส่วนตัวเลขการที่เป็นการเปลี่ยนแปลงในอนาคตเราต้องเดาเอาเอง

    กำไรของบริษัทในตลาด 5 ปีล่าสุดเท่าที่มีโตเฉลี่ย 6.2%  เอาตัวเลขกำไรสุทธิของทุกบริษัทใน SET ของปี 2017 เทียบกับ 2012  ดาวน์โหลดได้บนเวป SET เช่นกัน

    GDP ของช่วงปีเดียวกันโตเฉลี่ย 2.84%  https://data.worldbank.org/indicator/NY.GDP.MKTP.KD.ZG?locations=TH

    สมมติเราเดาว่ากลางๆระหว่างสองเลขนี้ละกันคือกำไรของหุ้นในตลาดจะโตปีละ 4% ในช่วง 5 ปีข้างหน้า

    • การเปลี่ยนแปลงของ P/E ตลาดก็ต้องเดาเช่นกัน

    ตัวเลขปัจจุบันคือ 19.5 เท่า  เอามาจากไฟล์เดียวกันกับ Dividend Yield

    สมมติเราเดาว่ามันน่าจะเป็น 20 เท่าใน 5 ปีนะ  นั่นก็คือเท่ากับการเปลี่ยนแปลงของ P/E ตลาดคือปีละ 0.51%

    ดังนั้นรวมทุกอย่างเข้าด้วยกันเราก็จะคาดว่า 5 ปีข้างหน้าผลตอบแทนโดยรวมของหุ้นทั้งตลาดน่าจะประมาณ  3.14%+4%+0.51% = 7.65% ต่อปี

    จะเห็นว่าจริงๆคอนเซปต์มันก็ไม่ได้เข้าใจยาก  แต่มันยากตรงการเดาตัวแปรนี่แหละ และดังนั้นเอาจริงๆก็คือไม่มีใครรู้หรอกครับ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

  • List หุ้น P/E ต่ำ หาได้จากที่ไหน ??

    List หุ้น P/E ต่ำ หาได้จากที่ไหน ??

    มีคนสนใจอยากเริ่มดูหุ้นจากกลุ่มที่ P/E ต่ำ  ก็เลยมีคำถามว่าเราจะหารายชื่อหุ้นที่เรียงจาก P/E ต่ำไปสูงได้จากที่ไหน  ซึ่งจริงๆตอนแรกผมก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่พอไปหาดูก็เจออยู่นะ

    1. ใช้ของ Investing.com
    2. ปกติผมใช้เวปนี้ตั้ง alert อยู่แล้ว  www.investing.com

      • เปิดเข้าไปตรง Tools > Stock Screener
      • เลือกเป็นประเทศไทย
      • กด add criteria ที่ชื่อ P/E Ratio
      • เลือก tab Fundamental
      • กดให้มันเรียงตาม P/E Ratio

       

    3. ใช้ของ Siamchart.com
    4. ที่ผ่านมาผมไม่เคยใช้  แต่เจอเวปนี้ตอนหาเรื่องนี้แหละ  www.siamchart.com

      • เปิดเข้าไปตรง Stock > Stock List
      • กดให้มันเรียงตาม P/E Ratio

     

    ส่วนตัวผมจะนิยม investing.com มากกว่า  หลักๆเพราะ investing.com มันจะมีหุ้นทั่วโลก  ดังนั้นถ้าเราต้องการเรียง P/E แบบนี้กับตลาดหุ้นประเทศอื่นเราก็ทำได้บนเวปเดียวจบ  ในขณะที่ siamchart ก็มีแค่ของไทยเท่านั้น แต่โดยรวมถ้าจะดูหุ้นไทยผมก็ว่าใช้ของเวปไหนก็น่าจะเหมือนๆกันแหละ  ยังไงเราก็แค่ต้องการไอเดียไว้สำหรับศึกษาต่อแค่นั้นเองนี่ เอาตามที่เราสะดวกเลยครับ
     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

  • ลงทุนในสินทรัพย์แบบไหน ไม่ต้องกลัวเงินเฟ้อ

    ลงทุนในสินทรัพย์แบบไหน ไม่ต้องกลัวเงินเฟ้อ

    หัวข้อเงินเฟ้อนี่เราทุกคนน่าจะคุ้นเคยอยู่บ้างแล้ว  มันเป็นอะไรที่หลีกเลี่ยงไม่ได้แล้วก็มีผลทำให้เงินของเราลดค่าลงไป  โชคดีที่ช่วงที่ผ่านมาเงินเฟ้อประเทศไทยไม่ได้สูง หลังปี 2014 มาเงินเฟ้อเราไม่เคยสูงกว่า 2% ไม่เหมือนช่วงก่อน  แต่อนาคตก็ไม่แน่ ในวีดิโอนี้เรามาคุยว่าจะลงทุนยังไงให้ไม่ต้องกลัวเงินเฟ้อกันครับ

    ก่อนไปต่อเราคุยเรื่องผลกระทบของเงินเฟ้ออย่างเร็วเผื่อใครไม่เคยทราบมาก่อน  เงินเฟ้อนี่หลักๆก็คือการที่ของแพงขึ้นน่ะแหละ มันไม่ได้ทำให้เงินเรามีน้อยลงนะจริงๆเรามีเงินเท่าเดิมแหละแต่มันทำให้เงินเราซื้อของได้น้อยลง  เช่นสมมติแต่ก่อนบะหมี่ 1 ชาม 20 บาท เรามีเงิน 100 บาทเราซื้อบะหมี่ได้ 5 ชามดูละเหลือเฟือ แต่วันนี้บะหมี่ชามละ 40 บาทละ เงิน 100 บาทที่เรามีเหมือนเดิมตอนนี้ซื้อบะหมี่ได้ไม่ถึง 3 ชามละ  เงินเราซื้อของได้น้อยลงนี่แหละคือผลของเงินเฟ้อ

    แต่ทีนี้เงินเฟ้อมันจะไม่เป็นปัญหาถ้าเงินเราสามารถโตได้ด้วยอัตราเร่งอย่างน้อยเท่าๆเงินเฟ้อ  เช่นตัวอย่างตะกี้ถ้าบะหมี่แพงขึ้นจากชามละ 20 เป็นชามละ 40 ก็จริง แต่เงิน 100 บาทเราที่ฝากไว้ในธนาคาร (หรือลงทุนอะไรก็แล้วแต่) โตเป็น 200 บาทมันก็ไม่เป็นไรไง  เพราะเราก็จะยังซื้อบะหมี่ได้ 5 ชามอยู่ดี ดังนั้นในเมื่อเราควบคุมเงินเฟ้อไม่ได้สิ่งที่เราทำได้ก็คือพยายามลงทุนเงินเราให้อย่างน้อยโตเท่ากับเงินเฟ้อ

    ณ เวลานี้ด้วยความที่เงินเฟ้อต่ำกว่า 1%  การจะชนะเงินเฟ้อก็ไม่ยากเพราะเท่าที่ดูดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 1 ปีให้ผลตอบแทน 1.5% ก็หาได้อยู่  แต่ถ้าสมมติมันกลับไปเป็น 3% เหมือนแต่ก่อนเงินฝากก็จะไม่ตอบโจทย์ละ

    โดยไอเดียคือสินทรัพย์อะไรก็ตามที่ผลตอบแทนคงที่ล็อคเอาไว้ก็จะมีความเสี่ยงจากเงินเฟ้อหมด  พวกนี้ก็เช่นเงินฝากประจำ, หุ้นกู้, ตราสารหนี้ ถ้าเราจะลงทุนให้ไม่ต้องกลัวเงินเฟ้อเราก็ต้องไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ผลตอบแทนมันสามารถปรับตามเงินเฟ้อได้เช่น

    1. พันธบัตรชดเชยเงินเฟ้อ (ILB, Inflation Linked Bond)
    2. พวกนี้คือพันธบัตรรัฐบาลนี่แหละ  แต่ลักษณะการจ่ายดอกเบี้ยมันจะคำนวณผลของเงินเฟ้อเข้าไปด้วยทำให้เราไม่ต้องกังวลเรื่องเงินเฟ้อเลย  ไม่ว่าจะเกิดเงินเฟ้อรุนแรงแค่ไหนก็ตามเราก็จะไม่เดือดร้อนเพราะเราจะได้ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นเป็นการชดเชยผลของเงินเฟ้อเสมอ  แต่แน่นอนถ้ากลับเป็นเงินเฟ้อติดลบหรือเงินฝืดเราก็จะได้ดอกเบี้ยน้อยลง สรุปคือผลตอบแทนที่แท้จริงก็จะคงที่

    3. สินทรัพย์อื่นที่ขึ้นราคาตามเงินเฟ้อได้
    • อสังหาริมทรัพย์ปล่อยเช่า, REIT ที่คนต้องง้อ
    • หุ้นบริษัทที่ปรับราคาขึ้นได้

    ยกตัวอย่างบริษัทนึงที่ผมเคยเห็นชัดๆเลยว่าปรับราคาสินค้าได้

    นี่เป็นเงินเฟ้อในตุรกี  https://tradingeconomics.com/turkey/inflation-cpi

    และบริษัทที่ผมเจอว่าไม่เดือดร้อนคือ Ulker Biskuvi ที่ทำพวกขนม  ในปี 2018 ยอดขายเพิ่มขึ้น 25% แต่มาจากจำนวนขนมที่ขายเพิ่มขึ้นแค่ 1.5% ที่เหลือเป็นราคาที่ปรับขึ้น  กำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 24.6% ส่วนปี 2019 ที่ผ่านมา 9 เดือนยอดขายเพิ่มขึ้น 35% มาจากจำนวนขนมที่เพิ่มขึ้นแค่ 4% ที่เหลือเป็นราคาที่ปรับขึ้น  กำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 41.3% จะเห็นได้ว่าบริษัทนี้และผู้ถือหุ้นไม่เดือดร้อนอะไรเลยจากเงินเฟ้อ

    http://ulkerbiskuviinvestorrelations.com/media/917/download.aspx

    http://ulkerbiskuviinvestorrelations.com/media/964/download.aspx

    แต่ก็ไม่ใช่ทุกบริษัทหรือทุกอสังหาริมทรัพย์จะทำแบบน้ันได้  เราต้องเลือกดีๆ แต่ถ้าเราเลือกออกมาถูกปุ๊บแปลว่าเราไม่ต้องกลัวเงินเฟ้ออะไรทั้งนั้นเลยครับ

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

  • ทอง ให้ฟรี – เอา! ให้ซื้อลงทุน – NO NO!

    ทอง ให้ฟรี – เอา! ให้ซื้อลงทุน – NO NO!

    ช่วงนี้มีคนตื่นเต้นเรื่องการลงทุนในทองคำ แต่โดยส่วนตัวแล้ว ผมคิดว่าเป็นสินทรัพย์ที่ไม่น่าสนใจครับ เพราะว่า

    1. ผลตอบแทนไม่สูง
    2. เสี่ยงสูง

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

  • Digitalization ส่งผลยังไงกับหุ้นบ้าง ??

    Digitalization ส่งผลยังไงกับหุ้นบ้าง ??

    ผมเข้าใจว่าคนถามเค้าตั้งใจถามว่าบริษัทที่มีการลงทุนทำโปรเจค Digitalization เช่นเอา Chatbot มาตอบลูกค้า, ฯลฯ  ทำให้ผลทำให้บริษัทดีขึ้นมั้ย มีผลต่อราคาหุ้นหรือเปล่า ซึ่งเป็นคำถามที่ยากมากผมก็ไม่รู้เหมือนกัน ตอนแรกว่าจะไม่ตอบละแต่ปรากฎว่าพอลองหาๆดูปรากฎว่ามีคนทำวิจัยหัวข้อประมาณนี้อยู่ครับ  ผมเลยเอาผลของงานวิจัยอันนึงที่ผมอ่านเจอมาเล่าให้ฟังคร่าวๆครับ

    อันนี้เป็น working paper ของ Wilbur Chen กับ Suraj Srinivasan จาก Harvard Business School

    เค้าทำการศึกษากลุ่มบริษัทที่ไม่ใช่สายเทคโนโลยี ที่กำลังมีโปรเจค digital เทียบกับบริษัทกลุ่มที่ไม่ได้มีโปรเจคแล้วมาดูว่ามีผลกระทบอะไรกับบริษัทหรือมีอะไรแตกต่างออกไปบ้าง  

    วิธีการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างคือเอาบริษัทมหาชนทั้งหมดช่วงปี 2010-2017 ในอเมริกามา  แล้วมาคัดพวกที่เป็นกลุ่ม IT หรือเทคโนโลยีออกไปโดยดูจากหมวดอุตสาหกรรม หลังจากนั้นก็มาหาคำที่เกี่ยวกับโปรเจค digital บนรายงานประจำปี 10-K และพวก presentation ตอนรายงานผลรายไตรมาส  บริษัทที่ใช้คำศัพท์กลุ่มพวก Analytics, AI, Big Data, Cloud, Machine Learning มากขึ้นเค้าก็นับว่าเป็นพวกทำโปรเจค ซึ่งเค้าพบว่ามีบริษัทที่พูดถึงโปรเจค digital เยอะขึ้นกว่าเดิมเยอะมาก  จากตอนปี 2010 มีบริษัทแค่ 4% ที่พูดถึง แต่ตอนปี 2017 มีบริษัทถึง 22% ที่พูดถึง

    สิ่งที่เค้าพบคือบริษัทที่ทำโปรเจค digital

    1. โดยรวมเป็นบริษัทที่ใหญ่กว่า, อายุน้อยกว่า, มีการทำ R&D เยอะกว่า และมีการลงทุน CapEx น้อยกว่า  เมื่อเทียบกับบริษัทกลุ่มที่ไม่ได้ทำ แล้วเค้าก็เจอว่าบริษัทที่ผลประกอบการไม่ดีมีแนวโน้มจะทำโปรเจคพวกนี้มากกว่าบริษัทที่ผลประกอบการดี  เข้าใจว่าเป็นเพราะสถานการณ์บังคับมีผลให้ทำ
    2. ROA ลดลงเล็กน้อย  แม้ว่าจะผ่านไป 3 ปี
    3. Net Margin และ Sales Growth ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ  เดาว่าอาจจะเป็นเพราะโปรเจคพวกนี้ใช้เงินลงทุนทำให้ผลการดำเนินงานลดลงในช่วงแรกแต่อาจจะดีขึ้นในระยะยาว  หรืออาจเป็นเพราะคู่แข่งก็เริ่มทำโปรเจคคล้ายๆกันดังนั้นประโยชน์ที่ได้จากโปรเจคพวกนี้เลยหายไป หรืออาจจะเป็นเพราะการทำโปรเจคพวกนี้ต้องใช้ผู้บริหารที่รู้เรื่องเทคโนโลยีถึงจะทำได้สำเร็จเพราะเค้าพบว่าบริษัทที่ทำโปรเจค digital โดยที่มีผู้บริหารที่ถนัดเทคโนโลยีจะมี ROA สูงกว่าคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกันประมาณ 60% ได้
    4. Asset Turnover ดีขึ้น
    5. อัตราส่วน Price/Book ที่สูงมากขึ้นเมื่อเทียบกับหุ้นในอุตสาหกรรมเดียวกันหลังจากที่มีการทำโปรเจคไป  คาดว่าเป็นเพราะนักลงทุนมองว่าโปรเจคประเภทนี้เป็นเรื่องดี
    6. การเพิ่มขึ้นของ Price/Book ทยอยเกิด  ไม่ใช่ขึ้นพรวดเดียวตอนที่บริษัทประกาศว่าจะทำโปรเจค  หมายความว่าถ้าเราซื้อหุ้นบริษัทที่ประกาศว่าจะทำโปรเจคทันทีตอนที่ประกาศ  โดยเฉลี่ยแล้วเราจะกำไรมากกว่าปกติ เค้าบอกว่าพอร์ตจำลองที่ใช้วิธีการนี้ได้ผลตอบแทนมากกว่าปกติถึงปีละ 5% โดยเฉลี่ย

    ประมาณนี้เลยครับ  ผมทิ้งลิ้งค์ไว้ให้เผื่อใครอยากไปอ่านเอง  ใน working paper เค้าจะมี reference งานวิจัยคนอื่นๆที่ทำหัวข้อเกี่ยวข้องกันด้วย  ถ้าสนใจมากก็ไปต่อยอดอ่านเอาเองเลยครับ http://www.hbs.edu/faculty/pages/download.aspx?name=19-117.pdf

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

  • ไอเดียหุ้นปันผลสม่ำเสมอ

    ไอเดียหุ้นปันผลสม่ำเสมอ

    ก่อนหน้านี้เราเคยมีทำวีดิโอวิธีเลือกหุ้นปันผลไปก็ปรากฏว่าผลตอบรับดีมีคนสนใจเยอะ  ภายหลังก็มีคนถามเพิ่มเข้ามาว่าหุ้นที่ Dividend Yield เกิน 5% มีอะไรบ้างซึ่งเราก็ทำวีดิโอให้ดูไปแล้วว่าสามารถไปหาดูเองได้จากที่ไหน  รอบนี้ก็มีคำถามใหม่เข้ามาว่าอยากหาหุ้นปันผลที่เน้นจ่ายปันผลสม่ำเสมอไว้ก่อนไม่ต้องปันผลสูงมากก็ได้ แต่เค้าไม่รู้จะเริ่มจากไหน เรามีไอเดียมั้ยว่ามันมีหุ้นอะไรบ้าง ?

    ตอบตามตรงคือผมก็ไม่รู้เหมือนกัน  แต่ในเมื่อมีคำถามเข้ามาผมก็ไปลองหาดู

    ในหุ้นอเมริกาผมจำได้ว่ามันจะมีคนจัดกลุ่มหุ้นที่มีการจ่ายปันผลเพิ่มขึ้นทุกปีอยู่ซึ่งเค้าจะเรียกว่าเป็นกลุ่ม Dividend Aristocrats  แต่เท่าที่ Google หาดูเหมือนตลาดหุ้นไทยจะไม่ได้มีการจัดกลุ่มอะไรลักษณะนี้

    เท่าที่เจอก็จะมีดัชนี SETHD (SET High Dividend 30 Index)

    ข้อมูลเพิ่มเติม – https://www.set.or.th/en/products/index/SETHD.html

    ซึ่งเป็นดัชนีที่เอาหุ้น 30 ตัวที่มีขนาดใหญ่มีสภาพคล่องการซื้อขายและมีการจ่ายปันผล Dividend Yield ที่สูงสม่ำเสมอ (ไม่รู้เค้าใช้ย้อนหลังกี่ปีถึงเรียกว่าสม่ำเสมอ)  อันนี้เป็นลิ้งค์เข้าไปดูว่าหุ้น 30 ตัวที่ว่านี่มีอะไรบ้าง https://www.set.or.th/en/market/constituents.html

    แต่ของ SETHD นี่คงต้องเลือกดีๆนิดนึงนะ  เพราะเท่าที่ดูผลตอบแทนย้อนหลังของดัชนีนี้สู้ดัชนีหุ้นปกติโดยรวมไม่ได้

    https://www.set.or.th/th/products/index/files/2019/2019_10_SETHD_Index_MthlyReport.pdf

    แล้วก็อีกอันที่เจอแล้วดูน่าสนใจจะเป็นบทความของตลาดหลักทรัพย์เช่นกัน  เขียนโดยคุณฐิติเมธ โภคชัย  บทความเก่านิดนึงแต่ในบทความเค้ามีพูดถึงหุ้นที่มีการจ่ายปันผลตลอดตั้งแต่ปี 2535-2560  อาจจะไม่ได้จ่ายเพิ่มขึ้นตลอดนะแต่อย่างน้อยๆก็มีการจ่ายปันผลบ้างมาโดยตลอดแม้บางปีจะเป็นช่วงปีวิกฤติเศรษฐกิจ  ลองดูก็ดีในรายชื่อบริษัทพวกนี้อาจจะมีอะไรน่าสนใจ https://www.set.or.th/set/education/knowledgedetail.do?contentId=5246&type=article

    เสร็จเรียบร้อย  ผมก็ช่วยได้ประมาณนี้แหละนะครับ  ที่เหลือคงต้องไปดูเอาเองและอย่าลืมว่าสุดท้ายหุ้นปันผลจะจ่ายปันผลได้มั้ยมันขึ้นอยู่กับผลประกอบการ  ดังนั้นควรจะดูว่าบริษัททำอะไรแล้วลักษณะธุรกิจสม่ำเสมอมั้ยเป็นหลัก อย่าไปคิดว่าแค่มันอยู่ในดัชนี SETHD หรือจ่ายปันผลมาตลอดจะแปลว่าอนาคตมันจะดีเสมอไป

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

  • 5 นิสัย ที่นักลงทุนต้องระวัง !!

    5 นิสัย ที่นักลงทุนต้องระวัง !!

    การจะลงทุนให้ได้ดีผมพบว่ามันจะมีอุปสรรค์สำคัญอีกอย่างที่มาขวางเรานั่นคือธรรมชาติของเรานั่นเองครับ  วีดิโอหัวข้อนี้ผมมาพูดถึงนิสัยที่เป็นอุปสรรค์ต่อการลงทุนให้ได้ดีซึ่งผมว่าเป็นอะไรที่เราต้องหัดควบคุมมันครับ

     

    1. คิดและทำอะไรเหมือนกันเป็นหมู่คณะ (Herd Mentality)
    2. อันนี้เป็นอะไรที่ปกติมาก  คนเราเป็นสัตว์สังคมน่ะครับ  เราวิวัฒนาการมาให้อยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มเพื่อความอยู่รอดดังนั้นโดยปกติการที่ทำอะไรไปในทิศทางเดียวกับคนอื่นก็คือปลอดภัย  เวลาทำกิจกรรมอะไรสังเกตว่าเราก็มักจะไปเป็นกลุ่ม

      แต่พอมาเป็นเรื่องการลงทุนในหุ้นมันไม่ได้ไง  เพราะหุ้นที่คนสนใจเยอะหรือพูดกันทั้งประเทศว่าดีมันก็จะแพงไป  แล้วเวลาเราจะซื้อเมื่อหุ้นตกมันก็จะฝืนสัญชาตญาณว่าคนอื่นเค้าขายกันหมดต้องมีอะไรไม่ดีสิทำให้ถึงเวลาเราไม่ได้ทำตามแผน  อย่าลืมว่าสิ่งที่คนจำนวนมากบอกว่าดีไม่ได้แปลว่ามันต้องดีเสมอไป

       

    3. มั่นใจเกิน (Overconfidence) กับ การเลี่ยงความสูญเสีย (Loss Aversion)
    4. สองอันนี้นี่เป็นอะไรที่ต้องคอยระวังอยู่ตลอด  ทั้งคู่นี่ทำให้หลายครั้งเราถือหุ้นบริษัทที่ผลประกอบการแย่ลงไว้นานเกินไปจนขาดทุนเยอะ  อันนึงคือมั่นใจในการเลือกของตัวเองเกินไปซึ่งอันนี้ผมเป็นบ่อยถึงขนาดว่าบางทีแม้ว่าหลักฐานจะตรงกันข้ามกับที่เราคาดบ่งชี้ว่าบริษัทที่เราเชื่อว่าดีมันมีปัญหาเราก็ยังไม่ขายมันแล้วเผลอๆซื้อเพิ่มอีกด้วย  ส่วนอีกอันนึงคือไม่ชอบความรู้สึกสูญเสียซึ่งทำให้เราไม่อยากขายขาดทุนและดังนั้นเลยถือต่อหวังว่าราคามันจะกลับขึ้นมาแล้วไม่ขาดทุนซึ่งมันเป็นไปได้ยากมากถ้าธุรกิจเค้าทำได้แย่ลง

      สองอันนี้ต้องระวังจริงๆครับ

       

    5. รู้สึกว่าต้องทำอะไรซักอย่าง  อยู่เฉยๆไม่ค่อยได้
    6. เวลาหาโอกาสไม่เจออะไรที่เหมาะกับเราก็ไม่ต้องทำอะไรก็ได้  แต่พอไม่ได้ทำอะไรนานไปก็มักจะรู้สึกว่าต้องซื้อหรือขายอะไรซักอย่าง  อาการแบบนี้ทำให้เราใจร้อนรีบซื้อหรือรีบขายซึ่งก็ทำให้พลาดง่ายขึ้น

       

    7. Home bias
    8. บางทีเราจะรู้สึกว่าหุ้นที่ตัวเองคุ้นเคยปลอดภัยกว่าทั้งที่มันไม่จริง  อย่างอันนี้ผมเห็นหลายคนเป็นแปลกมากเลย บางคนรู้สึกสบายใจยินดีที่จะถือหุ้นเกี่ยวกับน้ำมันหรือเกี่ยวกับวัสดุก่อสร้างทั้งที่ตัวเองไม่รู้เรื่องอะไรเลยแค่เพราะมันเป็นหุ้นในไทย  ส่วนหุ้นอะไรที่เป็นต่างประเทศรู้สึกเสี่ยงหมดทั้งที่เป็นบริษัทที่รู้จักดีอย่าง McDonald’s หรือ Nike

     

    พวกนี้มันเป็นอาการที่เราต้องระมัดระวังนะครับ  จริงๆก็เป็นกันทุกคนแหละ แต่อยู่ที่ใครระมัดระวังควบคุมสติได้ดีกว่ากันเท่านั้นเองครับ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

  • ลงทุนในหุ้น ROE สูง จะให้ผลตอบแทนสูงกว่าจริงหรือเปล่า ?

    ลงทุนในหุ้น ROE สูง จะให้ผลตอบแทนสูงกว่าจริงหรือเปล่า ?

    ลงทุนในหุ้น ROE สูงให้ผลตอบแทนดีกว่าจริงมั้ย ?

    เป็นคำถามที่น่าสนใจอยู่นะ  คือเรารู้กันอยู่แล้วว่า ROE หรือ Return On Equity เป็นอัตราส่วนที่เปรียบเทียบระหว่างกำไรที่บริษัททำได้กับส่วนของผู้ถือหุ้น  บริษัทที่ ROE สูงกว่าก็แปลว่าด้วยเงินลงทุนของผู้ถือหุ้นเท่าๆกันบริษัทสามารถทำกำไรได้เยอะกว่า ดังนั้นโดยความหมายคือ ROE ที่สูงแปลว่าเป็นบริษัทที่ดีกว่าแน่นอนละ

    แต่ปัญหาคือบริษัทที่ ROE สูงจะเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าด้วยจริงหรือเปล่า  เพราะคนส่วนใหญ่ก็รู้อยู่แล้วว่า ROE สูงแปลว่าดีและดังนั้นหุ้นที่ ROE สูงก็จะเป็นหุ้นที่มักจะราคาสูงด้วย  ซึ่งถ้าตามทฤษฎีแล้วมันควรจะผลตอบแทนออกมาพอๆกัน

    ส่วนตัวผมก็เชื่อว่าบริษัทที่ ROE สูงจะทำกำไรดีกว่าและดังนั้นในระยะยาวจะให้ผลตอบแทนดีกว่าแหละ  แต่เพื่อตอบคำถามแบบนี้ให้ชัวร์ผมเลยไปหาดูว่ามีคนทำวิจัยเรื่องนี้แล้วได้ผลว่าไงบ้าง

    โดยรวมดูเหมือนจะมีหลายงานวิจัยที่บ่งชี้ว่าปัจจัยเรื่องคุณภาพของบริษัทมีผลต่อผลตอบแทนอย่างมีนัยสำคัญ

    Article จาก Blackrock

    https://www.blackrockblog.com/2019/05/10/us-stocks-outperformance/

    ผมเจอบทความของ Blackrock เขียนโดย Russ Koesterich, CFA ที่เชื่อว่า ROE ที่สูงทำให้ผลตอบแทนสูงกว่า  เค้าเทียบผลตอบแทนโดยรวมของหุ้นอเมริกา (S&P 500) กับหุ้นประเทศอื่นทั่วโลก (MSCI All Country World Index excluding-US) พบว่าตั้งแต่ปี 1990-2009 หุ้นอเมริกากับหุ้นอื่นทั่วโลกไม่ได้ต่างกันเท่าไหร่  หุ้นอเมริกาผลตอบแทนสูงกว่าหุ้นอื่นทั่วโลกอยู่โดยเฉลี่ย 0.22% ต่อเดือน ถ้าใช้ค่ากลางที่ตัดผลของค่าที่สูงหรือต่ำมากออกก็จะได้ว่าหุ้นอเมริกาผลตอบแทนสูงกว่าหุ้นอื่นทั่วโลกอยู่แค่ 0.08% ซึ่งก็คือเรียกว่าแทบไม่ต่างกัน  แต่ตั้งแต่ปี 2010 มาถึงตอนนี้ปรากฎว่าหุ้นอเมริกาให้ผลตอบแทนสูงกว่าหุ้นประเทศอื่นอยู่ 0.7% ต่อเดือนโดยเฉลี่ยซึ่งถือว่าสูงอยู่และสูงกว่าเดิมมาก

    ผู้เขียนก็ตั้งคำถามว่าทำไมหุ้นอเมริกาถึง outperform หุ้นอื่นทั่วโลกเยอะขนาดนั้น  เค้าเชื่อว่าเป็นเรื่องความสามารถในการทำกำไรของบริษัท เค้าพบว่าส่วนต่างของ ROE เฉลี่ยของหุ้นในอเมริกากับหุ้นอื่นทั่วโลกในช่วงก่อน 2010 อยู่ที่ 1.5% ซึ่งคือต่างกันนิดเดียวและที่สำคัญช่วงก่อนปีก่อนถึงวิกฤติเศรษฐกิจและช่วงวิกฤติ ROE ของหุ้นในอเมริกาต่ำกว่าหุ้นอื่นทั่วโลก  แต่สถานการณ์เปลี่ยนไปหลังวิกฤติเศรษฐกิจนับตั้งแต่ปี 2010 ROE เฉลี่ยของหุ้นอเมริกาสูงกว่าหุ้นอื่นทั่วโลกถึง 3.7% และไม่มีเดือนไหนเลยที่หุ้นอเมริกา ROE เฉลี่ยต่ำกว่าหุ้นอื่นทั่วโลก คนเขียนเชื่อว่าความสามารถในการทำกำไรนี่แหละที่ทำให้ผลตอบแทนจากการลงทุนสูง

     

    Discussion note ของ Norges Bank (ธนาคารกลางของ Norway)

    https://www.nbim.no/contentassets/0660d8c611f94980ab0d33930cb2534e/nbim_discussionnotes_3-15.pdf

    อันนี้ผมว่าอ่านง่ายดี  ธนาคารกลางของ Norway เอางานวิจัยและหลักฐานว่าปัจจัยเรื่องคุณภาพของธุรกิจมีผลต่อผลกำไรของการลงทุนมาเขียนสรุปใจความและวิเคราะห์เหตุผลหรือข้อโต้แย้งให้เราอ่าน

    โดยรวมคือมันมีคนทำวิจัยหัวข้อนี้หลายคน  แต่เค้าวัดคำว่าคุณภาพของธุรกิจต่างกัน บางคนก็ใช้ Profitability ความสามารถในการทำกำไรเช่น Gross Profit / Total Assets, ROE, ROA  บางคนใช้ตัวเลขเรื่องความเสี่ยงจากหนี้สินเช่น Debt / Assets หรือบางคนก็วัดเรื่องคุณภาพของกำไรเช่นความผันผวนของกำไรต่อหุ้น, ส่วนต่างของรายการเกณฑ์เงินสดกับเกณฑ์คงค้าง

    และผลที่ได้ในหลายงานวิจัยคือคุณภาพของธุรกิจมีผลและดูเหมือนเรื่อง Profitability จะมีผลชัดเจน  โดยหุ้นที่คุณภาพของธุรกิจดีดูจะทำได้ดีกว่าอย่างชัดเจนในช่วงตลาดขาลง

    เค้ายกตัวอย่างช่วงมกราคม 1994 ถึงมิถุนายน 2015  จากตัวอย่างหุ้นทั่วโลกที่ความสามารถในการทำกำไรสูงสุด 20% แรก (กำไรขั้นต้นเทียบกับทรัพย์สิน) ให้ผลตอบแทนสูงกว่าหุ้นที่ความสามารถในการทำกำไรต่ำ 20% สุดท้ายอยู่มากกว่า 6 เท่า

     

    จริงๆในบทความก็จะมีพูดถึงผลงานวิจัยของคนอื่นๆว่าวัดอะไรแล้วได้ผลว่าอะไร  ส่วนใหญ่จะได้ผลออกมาชัดเจนว่าบริษัทที่มีคุณภาพดีให้ผลตอบแทนสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ  โดยผลตอบแทนที่มากกว่านี้ไม่สามารถถูกอธิบายด้วยปัจจัยที่เคยศึกษามาใน four-factor model ของ Carhart  แล้วตัว Norges Bank ก็มีทำการวิจัยเองด้วยซึ่งเค้าอธิบายวิธีการและผลลัพธ์ของเค้าอย่างละเอียดไว้ในบทความนี้  ซึ่งก็สรุปออกมาว่าปัจจัยเรื่องคุณภาพโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องความสามารถในการทำกำไรมีผลชัดเจน ส่วนพวกเรื่องความเสี่ยงขนาดหนี้สินดูมีผลน้อย  เค้ามีคุยด้วยว่าทำไมผลมันถึงออกมาแบบนี้ มีคนโต้แย้งผลงานวิจัยด้วยเหตุผลอะไร มีคนวิจัยแล้วพยายามอธิบายไว้ยังไงบ้างอ้างอิงจากอะไร ถ้าสนใจก็ลองไปอ่านดูเองละกันเพราะยาวอยู่  แต่น่าสนใจอยู่ผมก็แนะนำให้อ่านครับ

     

    ดังนั้นสรุปคือ  การลงทุนในหุ้น ROE สูงให้ผลตอบแทนดีกว่าจริงครับ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

  • หุ้นในตลาดมีเยอะแยะ เริ่มดูจากตัวไหนก่อนดี?

    หุ้นในตลาดมีเยอะแยะ เริ่มดูจากตัวไหนก่อนดี?

    มีลูกศิษย์ผมท่านนึงถามว่าสมมติไม่มีไอเดียหรือไม่ถนัดหุ้นกลุ่มไหนเลยจะหาหุ้นบริษัทที่น่าสนใจจากไหนดี

    ผมยังยืนยันว่าเราควรจะให้ความสนใจกับธุรกิจที่เราถนัดเป็นพิเศษเพราะเราจะเข้าใจไวกว่าและได้เปรียบกว่าคนอื่น  เราจะนึกภาพออกว่าบริษัทพวกนี้เค้าทำงานกันยังไง แข่งขันกันยังไง ศัพท์เฉพาะทางที่คุยกันมันหมายถึงอะไร หรืออย่างน้อยๆก็ควรเป็นสินค้าหรือบริการที่เราเห็นภาพและน่าจะหาข้อมูลเกี่ยวกับมันได้ง่ายน่ะครับ  ไม่งั้นถึงเวลาจริงแล้วจะไปหาข้อมูลทำความเข้าใจมันจะลำบากมากเพราะเราจะเจอศัพท์ที่เราเฉพาะของอุตสาหกรรมนั้นๆ แล้วสมมติซื้อไปแล้วเกิดผลประกอบการมันแย่ลงนี่คือเราจะไม่รู้เลยว่ามันเป็นปกติของธุรกิจประเภทนี้มั้ยหรือเราต้องกังวลหรือเปล่า

    เมื่อเราเริ่มเจอหุ้นกลุ่มที่เราสนใจหรือถนัด  เราก็ขยายผลต่อไปหาพวกที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกันที่เป็นคู่แข่งกันหรือใกล้เคียง  หรือไม่ก็หาธุรกิจแบบเดียวกันที่อยู่ในต่างประเทศ มันก็จะทำให้เราขยายออกไปได้อีกพอสมควร

    ผมแนะนำว่าเริ่มนึกประมาณนี้  แล้วก็ Google ดูว่าบริษัทอะไรเป็นคนทำมีหุ้นมั้ย

    1. พยายามหาที่อยู่ในสายงานเราหรือเกี่ยวกับที่ทำงานเราก่อน
    2. ต่อมาก็ลองนึกถึง Hobby หรือสิ่งที่เราสนใจ
    3. แล้วก็พวกที่อยู่ในเรื่องที่เราเรียนมา
    4. แล้วก็มองหาจากสิ่งที่เราใช้ในชีวิตประจำวัน
    5. ท้ายสุดก็เป็นพวกกลุ่มธุรกิจที่คนใกล้ตัวเราคุ้นเคยหรือใกล้ชิด

    เอาตัวอย่างจากผมก่อน

    1. สายงานที่ถนัดจะเป็นเรื่องการเงินการลงทุน  ธุรกิจที่ผมเห็นภาพก็จะมีอย่างเช่นบริหารจัดการลงทุน, พวกธุรกิจสินเชื่อ, ประกันและอื่นๆ
      • บริหารจัดการลงทุนที่มีหุ้นเช่น TISCO  ที่ขยายผลไปรู้จักเพิ่มเติมเช่น Amundi, Blackrock, State Street, T. Rowe Price, Invesco และอีกมากมาย
      • ธุรกิจสินเชื่อ  อันนี้ก็กว้าง มีทั้งธนาคาร, บัตรเครดิต, สินเชื่อเช่าซื้อ, ฯลฯ  ที่รู้จักในไทยเช่น SCB, KBANK, BBL, KTC, AEONTS, TK, Srisawad etc.  ที่ขยายผลไปรู้จักเพิ่มในไทยหรือต่างประเทศเช่น ASK, THANI, Phatra Leasing, Mastercard, VISA, American Express, Sberbank, TBC Bank, Wells Fargo, etc.
      • ประกันภัยก็จะมีทั้งบริษัทประกัน, โบรกเกอร์ประกัน, ประกันภัยต่อ, ฯลฯ  เช่น AIA, Bangkok Insurance, Syn Mun Kong, TQM, ThaiRe, Cigna, Sompo, etc.  ที่ไปรู้จักเพิ่มจากการหาเพิ่มเช่น Anthem, Unitedhealth, Centene, AON, Arthur J Gallagher, Marsh McLennan, Jardine, Aflac, Swiss Life, China Life Insurance, Ping An etc.

      หรือบริษัท vendor บางเจ้าที่ผมเห็นในที่ทำงาน

      • Cisco ระบบโทรศัพท์ของ Call Center
      • Microsoft Office 365
      • จัดหาคน Adecco, Manpower, Robert Walters, Kelly Services, etc.
      • SAP
    2. Hobby หรืองานอดิเรกนี่ผมเป็นคนชอบกินชอบท่องเที่ยว  กับมีออกกำลังกายบ้าง
      • ร้านอาหารของกิน  MINT, CENTEL, McDonald, MK Suki, After You, Starbucks พวกที่มาหาเพิ่มเจอทีหลังเช่น  Restaurant Brands International, Domino’s Pizza, Hai Di Lao, Cafe De Coral, etc.
      • ของในร้านอาหาร  McCormick, Kikkoman, SAUCE, Kewpie, etc.
      • เตรียมท่องเที่ยว  H.I.S., Booking.com, Expedia, etc.
      • เจอตอนไปเที่ยว  JR (central, east, west), Hilton, InterContinental Hotels Group (Holiday Inn), Marriott, สายการบินต่างๆ, สนามบิน, Jungfraubahn (Jungfrau region), Odakyu railway (ฮาโกเนะ), Huangshan Tourism (หัวซาน), Park24 (ที่จอดรถ)  และอื่นๆ
      • ออกกำลังกายก็เช่นรองเท้าวิ่ง  Nike, Adidas, Skechers, etc.
    3. เรื่องที่เรียนมาก็พอดีเหมือนข้อ 1
    4. ของในชีวิตประจำวันก็ดูพวกที่เราใช้แหละ  ผมว่าตัวอย่างเริ่มเยอะเกินละ ไปสังเกตเอา  ของกินในครัว, ของใช้ในห้องน้ำ, บ้าน, ที่นอน, เสื้อผ้า, แว่นตา, โรงพยาบาลแถวบ้าน, ห้างแถวบ้าน, ร้านแถวบ้าน, ฯลฯ
    5. กลุ่มธุรกิจที่ญาติรู้จัก  อย่างผมก็จะเป็นบริษัทที่ผลิตกระแสไฟฟ้า  GLOW, RATCH, GULF, GPSC, etc.

     

    มันก็ประมาณนี้แหละครับ  คือผมจะบอกว่ามันไม่ได้ต้องเป็นในสายอาชีพก็ได้  เอาอะไรก็ได้ที่เราเคยเห็นแล้วเรารู้สึกว่ามันมีความเด่นหรือเราไปซื้อมันบ่อยๆก็ได้  หรือไม่ต้องเราซื้อแต่เห็นว่าคนนิยมซื้อหรือบริษัทเราซื้อก็ได้ ยังไงมันต้องมีแน่นอนครับแค่เราต้องพยายามสังเกตเยอะๆหน่อย

    ถ้าใครยังรู้สึกมีปัญหาคิดอะไรไม่ออก  ทิ้งรายละเอียดบรรยายเรื่องของตัวเองไว้ใน comment นะครับ  เดี๋ยวผมจะลองช่วยคิดเป็นตัวอย่างให้ดู ยังไงมันต้องมีแน่นอนครับ

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

  • หุ้นกู้ ทางเลือกสำหรับคนไม่ชอบความเสี่ยง

    หุ้นกู้ ทางเลือกสำหรับคนไม่ชอบความเสี่ยง

    วีดิโอนี้มันเริ่มมาจากมีนักเรียนคนนึงบอกว่าเค้าลงทุนในหุ้นกู้  ซึ่งผมเข้าใจมาตลอดตั้งแต่สมัยเรียนว่านักลงทุนรายย่อยไม่สามารถซื้อตราสารหนี้เอกชนเองได้และถ้าจะลงทุนในหุ้นกู้ก็คือต้องผ่านกองทุนรวมเท่านั้นก็เลยเกิดความรู้สึกแปลกใจเลยลองมาหาข้อมูลอ่านดู  วีดิโอนี้ผมมาเล่าให้ฟังว่าผมพบอะไรบ้างเกี่ยวกับหุ้นกู้ (แต่บอกไว้ก่อนเลยว่าผมไม่ค่อยลงทุนในหุ้นกู้มาก่อนและดังนั้นเข้าใจผิวเผินมาก)

     

    หุ้นกู้นี่มันคืออะไร ?

    คิดซะว่าเวลาเราซื้อหุ้นกู้คือเราให้คนยืมเงินน่ะครับ  สถานะของเราคือเราเป็นเจ้าหนี้เค้าซึ่งมันก็จะไม่เหมือนหุ้นเพราะอันนั้นคือเราเป็นเจ้าของส่วนหนึ่งของเค้า

    จุดเด่นของการเป็นเจ้าหนี้คือผลตอบแทนแน่นอนกว่าหุ้น  กรณีบริษัทเบี้ยวหรือมีแนวโน้มมีปัญหาก็จะได้รับเงินคืนก่อนหุ้น

    โดยรวมดอกเบี้ยสูงกว่าเงินฝากแหละ  แต่ดอกเบี้ยกี่ % ขึ้นอยู่กับความน่าเชื่อถือของบริษัทที่ขอยืมเงินกับระยะเวลาที่ยืมว่ายืมไปนานขนาดไหน

     

    ซื้อได้ด้วยเหรอ ?

    ปรากฎว่าได้จริงด้วย  เท่าที่เห็นส่วนใหญ่หุ้นกู้จะออกเสนอขายให้กับนักลงทุนสถาบันกับนักลงทุนรายใหญ่  แต่มีบางส่วนที่เสนอขายกับบุคคลทั่วไป เงินลงทุนขั้นต่ำ 50,000 – 100,000 บาท เราสามารถเข้าไปดูว่ามีหุ้นกู้อะไรกำลังจะออกใหม่บ้างได้บนเวป  ผมเจอบนเวปของกลต.

    https://market.sec.or.th/public/idisc/th/Product/NewProduct

    อ่านหนังสือชี้ชวนว่าใครเป็นตัวแทนขายแล้วก็ไปซื้อกับที่นั่น  โดยวิธีการซื้อคือเข้าไปติดต่อธนาคารหรือบริษัทหลักทรัพย์ที่เป็นตัวแทนขายหุ้นกู้ที่เราสนใจแล้วแจ้งว่าเราต้องการจะซื้อหุ้นกู้  ถ้าเป็นไปได้ควรไปให้เร็วที่สุดไม่ได้ต้องรอวันซื้อขายจริงเพราะเราต้องทำการจองก่อนดูว่าเราจะได้มั้ย

    เวลาไปซื้อก็เหมือนจะง่าย  ผมอ่านจากเวปของธนาคารกสิกร  เค้าบอกว่าให้เตรียมสำเนาบัตรประชาชนและสำเนาสมุดเงินฝาก  ตอนจ่ายเงินนี่คือจะเป็นเงินสด, เช็คเงินสดหรือหักบัญชีธนาคารก็ได้  

    กรณีที่เป็นหุ้นกู้ที่ออกขายไปแล้วก็เหมือนจะซื้อได้ถ้ามีคนขายบนตลาดตราสารหนี้ Thai Bond Exchange แต่ดูจะเป็นส่วนน้อย  ผมเข้าใจว่าเพราะคนส่วนใหญ่ที่ลงทุนในตราสารหนี้จะถือยาวเลยไม่ค่อยมีการซื้อขาย  

    รายชื่อบริษัทโบรกเกอร์ที่ให้บริการซื้อขายตราสารหนี้หาได้บนเวป SET  https://www.set.or.th/set/memberlist.do?language=th&country=TH

    การซื้อหุ้นกู้ด้วยตัวเองนี่มันเพิ่งมาน่าสนใจเมื่อเร็วๆนี้ตอนที่เค้าเปลี่ยนกฎหมายเรื่องภาษีของกองทุนรวมตราสารหนี้  แต่เดิมลงทุนตราสารหนี้เองเสียภาษี 15% ทั้งจากดอกเบี้ยที่ได้และกำไรจากส่วนต่างราคา ในขณะที่ถ้าเป็นกองทุนรวมตราสารหนี้ไม่เสียภาษี  จะมีภาษีแค่ 10% ถ้ากองทุนปันผลออกมา ทำให้ลงทุนผ่านกองทุนรวมน่าสนใจกว่าการซื้อเองมาก แต่ปัจจุบันเค้าเพิ่งเปลี่ยนกฎให้บริษัทที่ออกหุ้นกู้เวลาจ่ายดอกเบี้ยให้หักภาษีณ ที่จ่าย 15% เลยโดยไม่สนใจว่าจ่ายให้บุคคลหรือกองทุน  แปลว่าความได้เปรียบของการลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ก็จะลดลงละ ได้เปรียบเหลือตรงที่ Capital Gain ผ่านทางกองทุนรวมไม่ต้องเสียภาษีเท่านั้น

     

    เวลาซื้อต้องพิจารณาอะไรบ้าง ?

    1. บริษัทที่จะยืมเงินเรา
    2. ถ้าเค้าเจ๊งไม่มีเงินจ่ายเราก็จะเดือดร้อนเหมือนหุ้นแหละ  แต่ในกรณีนี้เราไม่ได้ต้องการบริษัทที่ทำกำไรได้ดีมากเติบโตเพราะเราไม่ได้โตไปกับเค้าอยู่ละ  เอาแค่ธุรกิจทำได้ดีระดับคงที่มีเงินจ่ายเราก็ใช้ได้

    3. อัตราดอกเบี้ย, ระยะเวลาการไถ่ถอนคืน, มีหรือไม่มีหลักประกัน, อันดับความน่าเชื่อถือ  และรายละเอียดอื่นๆ

     

    ขายระหว่างทางได้มั้ย ?

    ได้นะแต่ดูจะยากกว่าหุ้น  หลักๆดูเหมือนจะเป็นการขายให้กับธนาคารน่ะแหละ  แต่เนื่องจากมันจะไม่มีราคากลางตลาดดังนั้นอาจจะควรลองถามธนาคารหลายๆที่เปรียบเทียบกัน

     

    ลงทุนหุ้นกู้ผ่านกองทุนรวมดีกว่ามั้ย ?

    จริงๆผมก็คิดว่าดูมันจะง่ายกว่านะ  แล้วดูน่าจะมีสภาพคล่องสามารถขายออกมาได้ง่ายกว่าด้วยถ้าเกิดกรณีเราต้องการขายขึ้นมา

    แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นลงทุนผ่านกองทุนรวมตราสารหนี้ก็มีค่าใช้จ่ายตรงที่มันมีค่าธรรมเนียมการจัดการ  ซึ่งถ้าดูๆแล้วก็เป็นสัดส่วนพอสมควรเมื่อเทียบกับรายได้ อย่างผมเปิดเวป AIMC จะเจอว่าผลตอบแทนกองทุนตราสารหนี้เฉลี่ยต่อปีในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาก็อยู่ประมาณ 2-3%  ส่วนค่าธรรมเนียมอยู่ประมาณ 0.2-0.5% นั่นแปลว่าจากกำไรที่ทำได้ทั้งหมดจ่ายไปเป็นค่าธรรมเนียมถึง 10% ทีเดียว

    แล้วแต่คนจะคิดละกันครับหัวข้อนี้

     

    แล้วพออ่านมาถึงแถวๆนี้ผมก็หยุดอ่านเพราะยังไงส่วนตัวคงไม่ได้ไปเน้นลงทุนในตราสารหนี้อยู่แล้ว  สำหรับคนที่สนใจผมทิ้งลิ้งค์ข้อมูลดีๆที่ผมไปอ่านมาไว้ข้างล่างนี้ละกันครับ

    https://www.checkraka.com/knowledge/saving-2-68/1643704/

    http://www.thaibma.or.th/EN/Investors/Individual/Blog/2019/02042019.aspx

    http://www.thaibma.or.th/bondsupermart/

    https://www.set.or.th/set/education/html.do?name=bond&showTitle=F

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg