อันนี้เป็น working paper ของ Wilbur Chen กับ Suraj Srinivasan จาก Harvard Business School
เค้าทำการศึกษากลุ่มบริษัทที่ไม่ใช่สายเทคโนโลยี ที่กำลังมีโปรเจค digital เทียบกับบริษัทกลุ่มที่ไม่ได้มีโปรเจคแล้วมาดูว่ามีผลกระทบอะไรกับบริษัทหรือมีอะไรแตกต่างออกไปบ้าง
วิธีการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างคือเอาบริษัทมหาชนทั้งหมดช่วงปี 2010-2017 ในอเมริกามา แล้วมาคัดพวกที่เป็นกลุ่ม IT หรือเทคโนโลยีออกไปโดยดูจากหมวดอุตสาหกรรม หลังจากนั้นก็มาหาคำที่เกี่ยวกับโปรเจค digital บนรายงานประจำปี 10-K และพวก presentation ตอนรายงานผลรายไตรมาส บริษัทที่ใช้คำศัพท์กลุ่มพวก Analytics, AI, Big Data, Cloud, Machine Learning มากขึ้นเค้าก็นับว่าเป็นพวกทำโปรเจค ซึ่งเค้าพบว่ามีบริษัทที่พูดถึงโปรเจค digital เยอะขึ้นกว่าเดิมเยอะมาก จากตอนปี 2010 มีบริษัทแค่ 4% ที่พูดถึง แต่ตอนปี 2017 มีบริษัทถึง 22% ที่พูดถึง
บริหารจัดการลงทุนที่มีหุ้นเช่น TISCO ที่ขยายผลไปรู้จักเพิ่มเติมเช่น Amundi, Blackrock, State Street, T. Rowe Price, Invesco และอีกมากมาย
ธุรกิจสินเชื่อ อันนี้ก็กว้าง มีทั้งธนาคาร, บัตรเครดิต, สินเชื่อเช่าซื้อ, ฯลฯ ที่รู้จักในไทยเช่น SCB, KBANK, BBL, KTC, AEONTS, TK, Srisawad etc. ที่ขยายผลไปรู้จักเพิ่มในไทยหรือต่างประเทศเช่น ASK, THANI, Phatra Leasing, Mastercard, VISA, American Express, Sberbank, TBC Bank, Wells Fargo, etc.
ประกันภัยก็จะมีทั้งบริษัทประกัน, โบรกเกอร์ประกัน, ประกันภัยต่อ, ฯลฯ เช่น AIA, Bangkok Insurance, Syn Mun Kong, TQM, ThaiRe, Cigna, Sompo, etc. ที่ไปรู้จักเพิ่มจากการหาเพิ่มเช่น Anthem, Unitedhealth, Centene, AON, Arthur J Gallagher, Marsh McLennan, Jardine, Aflac, Swiss Life, China Life Insurance, Ping An etc.
หรือบริษัท vendor บางเจ้าที่ผมเห็นในที่ทำงาน
Cisco ระบบโทรศัพท์ของ Call Center
Microsoft Office 365
จัดหาคน Adecco, Manpower, Robert Walters, Kelly Services, etc.
ร้านอาหารของกิน MINT, CENTEL, McDonald, MK Suki, After You, Starbucks พวกที่มาหาเพิ่มเจอทีหลังเช่น Restaurant Brands International, Domino’s Pizza, Hai Di Lao, Cafe De Coral, etc.
ของในร้านอาหาร McCormick, Kikkoman, SAUCE, Kewpie, etc.
เตรียมท่องเที่ยว H.I.S., Booking.com, Expedia, etc.
คนเขียน Peter Lynch นี่เค้าเคยเป็นผู้บริหารกองทุน Magellan ของบริษัท Fidelity ซึ่งมีประวัติการลงทุนที่โดดเด่นมากในช่วงปี 1977-1990 (ประมาณ 13 ปี) เท่าที่ผมรู้เค้าเคยเขียนหนังสืออยู่ 3 เล่มคือ Beating the Street, Learn to Earn และ One Up on Wall Street ผมเคยอ่านแค่ Learn to Earn กับ One Up on Wall Street ซึ่งมันมีความคล้ายกันเพราะคนเขียนคนเดียวกันแต่ผมมีความรู้สึกว่า One Up Wall Street นี่สนุกกว่านะครับ
โดยรวมแล้ว One Up on Wall Street ให้พื้นฐานความคิดเรื่องการลงทุนที่สำคัญมาก ถ้าคุณไม่ได้ว่าเชื่อในการลงทุนสายพื้นฐานอยู่และอ่านหนังสือในสายนี้มานานแล้ว ผมเชื่อว่าอ่านเล่มนี้จะเกิดประโยชน์แน่นอน Peter Lynch เค้าจะเหมือนเล่าเรื่องในชีวิตเค้าให้ฟังว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง, สังเกตเห็นอะไร, ได้ข้อคิดอะไร, แล้วเค้าเชื่อจริงๆเลยว่านักลงทุนธรรมดาได้เปรียบพวกมืออาชีพอย่างผู้บริหารกองทุนมาก เค้าจะอธิบายให้เราเห็นภาพในหนังสือว่าเราจะลงทุนได้ดีกว่าพวกมืออาชีพได้อย่างไร ตัวอย่างไอเดียสำคัญที่คุณจะได้จากหนังสือเล่มนี้คือ
พื้นฐานความเชื่อ ไม่มีใครคาดเดาตลาดได้จริงๆหรอก ตลาดเป็น random walk ที่เห็นมีคนทำได้ดีนี่มันคือเป็นส่วนน้อยมากหรือก็คือฟลุค และดังนั้นอย่าไปเสียเวลานั่งเดา