Category: Uncategorized

  • Top Down หรือ Bottom Up ดีกว่ากัน ?

    Top Down หรือ Bottom Up ดีกว่ากัน ?

    มีคนถามแนวการลงทุนว่าระหว่างวิเคราะห์แบบ Top Down กับ Bottom Up ผมทำแบบไหน แบบไหนดีกว่ากัน

    เรื่องดีกว่านี่คงบอกยากนะ ผมว่ามันแล้วแต่คนชอบกับว่าลงทุนในอะไรด้วยครับ

    ส่วนตัวนี่ผมลงทุนในหุ้นรายตัว สิ่งที่ทำคือ Bottom Up แน่และที่ผ่านมาก็ได้ผลดีนะ เวลาผมพูดถึง Bottom Up หมายความว่าปกติในการได้มาซึ่งไอเดียในการลงทุนผมเริ่มสนใจจากตัวบริษัทก่อน บริษัททำอะไรขายอะไรมีจุดเด่นยังไง แล้วค่อยไล่ขึ้นมาดูอัตราส่วนทางการเงิน และปกติผมก็จะไม่สนพวกอัตราดอกเบี้ยหรือเศรษฐกิจมหภาคอะไรเท่าไหร่

    แต่ส่วนใหญ่เท่าที่สังเกต คนอื่นเค้านิยมแบบ Top Down มากกว่านะ คือเหมือนจะต้องมาคุยกันเรื่องอัตราดอกเบี้ยปรับขึ้นลง ตัวเลขการจ้างงาน การบริโภค หนี้สาธารณะ ตลาดหุ้นปีนี้จะขึ้นหรือลง อุตสาหกรรมไหนธุรกิจไหนจะเติบโต ซึ่งโดยส่วนตัวผมไม่ค่อยรู้สึกว่ามันเกี่ยวกับการเลือกหุ้นรายตัวเท่าไหร่นะ

    คือผมพบว่าธุรกิจที่ดีมันหาได้ในทุกธุรกิจแหละ เราไม่ได้จำเป็นต้องพยายามเดาว่าอุตสาหกรรมไหนจะมาก็ได้ หาโอกาสในธุรกิจธรรมดาก็ได้ครับ เราแค่ต้องมองหาบริษัทที่มันมีจุดเด่นมีอำนาจบังคับผู้บริโภคได้และมีผลประกอบการสอดคล้อง บางบริษัทที่ผมเห็นทำได้ดีมากเช่น CSX Corp นี่ทำรถไฟ ธุรกิจยุคเก่าสุดๆ แต่ผลประกอบการสม่ำเสมอดีขึ้นต่อเนื่อง ราคาหุ้นก็เช่นกัน 10 ปีขึ้นมา 4 เท่ากว่าได้ ก็ตกเกินปีละ 15% นะ และนี่ไม่รวมผลตอบแทนจากปันผลนะ หรือร้านขายอะไหล่รถยนต์ปลีกอย่าง AutoZone ก็ธรรมดานะ model ธุรกิจไม่ได้เน้น tech หรืออะไร ผลประกอบการก็ดีขึ้นต่อเนื่อง ราคาหุ้น 10 ปีที่ผ่านมาก็ขึ้นมา 5 เท่าได้ ตกประมาณ 17.5% ต่อปี

    หรือบางทีคนก็ดูเลขดัชนี บอกว่าตอนนี้ SET Index 1,699 แล้ว ทุกอย่างแพงไปหมดแล้ว หุ้นไทยไม่น่าลงทุนนู่นนี่นั่น แล้วก็เลยมองข้ามทุกสิ่งอย่างไป แทนที่จะลงไปดูในรายละเอียดมองหาโอกาสอย่างจริงจัง ทั้งที่ในเวลานี้เอาจริงๆพวกกลุ่ม REIT ที่เป็นห้าง, โรงแรมก็ยังถูกกว่าปกติก่อนช่วงโควิดมาก

    ทั้งนี้ Top Down นี่ก็ไม่ใช่ว่าไม่มีประโยชน์นะ หัวหน้าที่ทำงานคุณผมคุณ CEO เค้าก็ใช้มุมมอง Top Down แล้วเค้าก็ทำได้ดี แต่แค่ส่วนตัวผมรู้สึกว่ามันไม่ได้เหมาะกับคนที่จะเลือกลงทุนในหุ้นรายตัว Top Down มันจะไปเหมาะกับคนที่ลงทุนแบบภาพรวมทั้ง sector มากกว่า เช่นสมมติเราบอกเราเชื่อว่ากลุ่มธุรกิจ Metaverse จะมา แต่เราไม่มั่นใจว่าบริษัทไหนจะชนะก็ซื้อกองทุนที่ลงทุนใน sector นั้นทั้งอันไปเลย ถ้าเราเดาทิศทางภาพใหญ่ถูกผลลัพธ์มันก็จะออกมาดี

    สรุปคือผมทำ Bottom Up แหละ และถ้าคุณคิดจะลงทุนในหุ้นรายตัวผมก็แนะนำว่าทำ Bottom Up นะ

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • ช่วงนี้ตลาดหุ้นผันผวนมาก เรามีมุมมองยังไง ?

    ช่วงนี้ตลาดหุ้นผันผวนมาก เรามีมุมมองยังไง ?

    ช่วงที่ผ่านมามีคนถามหลายคนเรื่องตลาดหุ้นตกว่าเราคิดยังไง โดยเฉพาะพวกหุ้นเทคโนโลยีที่ดูผันผวนตกทีนึกตกแรงมาก เช่นอย่าง Meta Platforms กับ Paypal ที่ตกแบบ 20-25% ในวันเดียว

    เหมือนเดิมกับทุกครั้งคือผมแนะนำว่าเวลาตลาดตกเนี่ย เราต้องไม่ไป emotional ครับ เราใจเย็นๆนิดนึงส่วนใหญ่เราก็จะพบว่าไม่ได้มีอะไรนะ

    ก่อนอื่นตั้งคำถามในหัวก่อน สถานการณ์ในเวลานี้ที่บอกว่าตลาดตกนี่ มันมีอะไรมากระทบกับบริษัทที่เราถือหุ้นอยู่หรือเปล่า ช่วงนี้มีอะไร ภาพรวมเศรษฐกิจก็ยังฟื้นตัวต่อเนื่องนะ การจ้างงานของ US ก็ดีขึ้นกว่าที่คาดด้วยซ้ำ โควิดที่เป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาตั้งแต่แรกก็ดูไม่รุนแรงในเวลานี้ ที่จะเห็นคนพูดกันเยอะก็มีแค่เงินเฟ้อ, ธนาคารกลางทั่วโลกโดยเฉพาะที่คนตามกันเยอะอย่าง Fed จะเริ่มปรับอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น กับเรื่องทหารรัสเซียตรงพรมแดนยูเครน สองเรื่องนี้มันมีผลกระทบอะไรกับบริษัทที่เราถืออยู่หรือเปล่า

    เรื่องเงินเฟ้อ อันนี้ต้องพิจารณาบริษัทที่เราถือละ เพราะมันมีผลกระทบไม่เท่าเทียมกัน ถ้าบริษัทที่เราถือเลือกมาดีแล้วเป็นบริษัทที่มีอำนาจบังคับผู้บริโภค เค้าจะสามารถผลักภาระต่อไปได้ครับและดังนั้นก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรเท่าไหร่

    การที่ Fed ขึ้นดอกเบี้ย มันก็อาจจะมีผลบ้างคือเพิ่มต้นทุนในการกู้ยืมในอนาคตของบริษัทถูกมะ แต่มันเยอะอะไรขนาดนั้นเลยหรือเปล่า นึกภาพว่าก่อนหน้าวิกฤติโควิดอัตราดอกเบี้ยมันก็สูงกว่านี้อยู่แล้วนี่ แล้วบริษัทที่เราถืออยู่นี่เป็นบริษัทหนี้เยอะขนาดนั้นเลยมั้ย แบบค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยนี่เป็นสัดส่วนใหญ่มากของรายได้หรือเปล่า มันเป็นอะไรที่เราต้องกังวลเหรอ จริงๆส่วนใหญ่กู้ยืมเงินระยะยาวล็อคอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำไว้อีกหลายปีด้วยซ้ำ แล้วจริงๆการที่เค้าขึ้นอัตราดอกเบี้ยก็เพื่อควบคุมเงินเฟ้อมั้ย ก่อนหน้านี้ก็มีคนด่าว่าทำไมขึ้นดอกเบี้ยช้าจังเงินเฟ้อเลยพุ่ง พอตอนนี้เค้ามาขึ้นดอกเบี้ยเพื่อให้เงินเฟ้ออยู่ระดับปกติเศรษฐกิจไม่ overheat เราก็ด่าเค้าอยู่ดีนี่มันยังไง

    อีกอย่างที่คนพูดถึงก็จะเป็นเรื่อง discount rate ที่สูงขึ้นเวลาประเมินมูลค่าหุ้นออกมาก็จะได้มูลค่าที่ต่ำลง หรือพูดอีกแบบนึงคือพออัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น การลงทุนในตราสารหนี้ก็ดูน่าสนมากขึ้นก็เลยอาจจะทำให้คนบางส่วนดึงเงินออกจากหุ้นไปลงทุนในตราสารหนี้มากขึ้น ซึ่งก็เข้าใจได้นะ ในทางทฤษฎีมันก็จะมีผลเยอะเป็นพิเศษกับบริษัทพวกทีกว่าจะกำไรยังอีกนาน cash flow อยู่ในอนาคตไกลๆ ตรงนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าเราถือหุ้นอะไรละ ถ้าหุ้นที่เราถืออยู่ไม่ได้มีลักษณะแบบนั้น เป็นธุรกิจที่ทำได้ดีอยู่แล้วและเราเชื่อว่าจะทำได้ดีต่อไปแล้วก็ดูดีละว่าซื้อมาราคาไม่แพงเว่อร์ ประเด็นเรื่อง discount rate นี้ก็จะมีผลกับหุ้นเราไม่เยอะและเราก็ไม่ควรต้องสนใจ noise เล็กน้อยพวกนี้

    สุดท้ายเรื่องความเสี่ยงสงคราม นึกภาพว่าเกิดรบกันยิงจริงจังขึ้นมา ก็ไม่มีใครได้ประโยชน์อะไรเท่าไหร่ ออกแนวเสียหายทั้งสองฝ่ายและเสี่ยงบานปลายมากกว่า เอาจริงๆเชื่อว่าทั้งสองฝ่ายไม่มีความตั้งใจจะให้เกิดสงครามแหละ แต่ทั้งนี้ก็อาจจะควรติดตามอย่างใกล้ชิด แต่ในเวลานี้ก็ไม่ได้มีอะไรนี่

    เมื่อเทียบเรื่องเหล่านี้กับภาพรวมที่ก็เห็นอยู่ว่าเศรษฐกิจกำลังฟื้น เราควรจะแตกตื่นจริงๆเหรอ จริงๆผมว่าเราควรจะดีใจนะที่มีคนแตกตื่นตลาดผันผวน เผื่อเราจะได้ซื้ออะไรน่าสนใจครับ

  • ทำไมหุ้นไม่มี rating เหมือนตราสารหนี้ ?

    ทำไมหุ้นไม่มี rating เหมือนตราสารหนี้ ?

    มีคนสงสัยว่าทำไมหุ้นถึงไม่มีคนทำ rating แบบตราสารหนี้บ้าง  อย่างตราสารหนี้นี่มันจะมีว่าเป็น Investment grade นะ  มี credit rating AAA, BBB+ อะไรแบบนี้  แต่หุ้นนี่มีแค่คำแนะนำว่า Buy, Sell, Hold

    ผมเข้าใจว่าสาเหตุเป็นเพราะการจะประเมินการลงทุนในหุ้นมันยากกว่าครับ  อย่าง bond rating นี่ประเด็นสำคัญคือเค้ามองความเสี่ยงในการเบี้ยวไม่สามารถชำระหนี้ได้เฉยๆ  เค้าไม่ได้ต้องสนใจมากว่าบริษัทจะรายได้เติบโตกำไรเติบโตมั้ยดีขึ้นมั้ย  ในขณะที่หุ้นมันต้องสนใจประเด็นเหล่านั้นไม่พอยังต้องถามว่าดีขึ้นขนาดไหนอีก  มันก็เลยทำให้การประเมินหรือให้ rating เป็นอะไรที่แล้วแต่มุมมองของนักวิเคราะห์มากๆ  และที่ผ่านมาระดับความแม่นยำเชื่อถือได้ก็น้อยกว่า rating ของตราสารหนี้มาก  เลยเป็นเหตุให้ไม่มีการให้ rating เหมือนตราสารหนี้ครัล
     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • เราจะหา Correlation ของสินทรัพย์ต่างๆได้จากที่ไหน ?

    เราจะหา Correlation ของสินทรัพย์ต่างๆได้จากที่ไหน ?

    มีคนถามว่าสมมติอยากรู้ correlation ของราคาทองกับตลาดหุ้นจะหาได้ที่ไหน  เรื่องหาแบบเค้าคิดมาให้แล้วได้ที่ไหนนี่ผมก็ไม่ทราบเหมือนกัน  แต่คำนวณเองก็ง่ายนะ  แนะนำว่าทำเองดีกว่า

    สิ่งที่เราต้องทำก็แค่ไปหาการเปลี่ยนแปลงของราคาสินทรัพย์สองอันที่เราต้องการจะหา correlation มา  แล้วก็ใส่สูตรใน Excel ให้มันคำนวณให้เท่านั้นเองครับ

    เพื่อให้เห็นภาพว่าง่ายแค่ไหน  เดี๋ยวเราทำให้ดู  อย่างกรณีตัวอย่างที่ถามนี่คือทองคำกับตลาดหุ้นนะ  

    ตัวการเปลี่ยนแปลงของราคาสินทรัพย์ก็หาได้จาก investing.com  หา asset หรือ index ที่่เราต้องการก่อน  แล้วก็กดตรง Historical Data  เลือกช่วงเวลาที่เราต้องการ  ดาวน์โหลดข้อมูลของทั้งสองอันมาวางใน Excel  แล้วก็ใส่ฟังก์ชั่น  =correl เลือกครอบ column ที่เป็น % change in price ของสินทรัพย์สองอัน  เท่านี้เองครับ  เสร็จละ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • เนื้อหมูแพง เราควรจะซื้อหุ้น CPF มั้ย ?

    เนื้อหมูแพง เราควรจะซื้อหุ้น CPF มั้ย ?

    ช่วงนี้เราก็รู้กันอยู่แล้วว่าราคาเนื้อหมูแพงขึ้นมาก  ก็มีคนถามว่าเวลาแบบนี้ควรซื้อหุ้น CPF มั้ยเพราะเป็นผู้ผลิตเนื้อหมูรายใหญ่สุดน่าจะได้ประโยชน์

    คำตอบสำหรับผมคือไม่  สำหรับผมคือเวลาบริษัทอะไรก็แล้วแต่ได้รับประโยชน์บางอย่างทำให้ผลประกอบการดีขึ้นกว่าปกติแบบชั่วคราวไม่ใช่อะไรที่ถาวร  ผมมองว่าเคสแบบนั้นมันไม่ใช่โอกาสครับ  เพราะอะไรที่มันดีแค่ชั่วคราว  ซักพักพอเหตุการณ์นั้นผ่านไปผลประกอบการมันก็จะแย่ลง  และราคาหุ้นก็จะกลับไประดับปกติ  ถ้าเราเห็นว่ามันจะเป็นแบบนั้นแต่แรกเราก็ไม่ควรจะซื้อมันตั้งแต่แรก

    อย่างในกรณีเนื้อหมูแพงก็เช่นกัน  มันอาจจะมาจากต้นทุนอาหารหมูแพงขึ้นหรือมาจากโรคระบาดหมูตายก็แล้วแต่  อนาคตผมก็เชื่อว่ามันจะเข้าสู่ระดับสมดุลซักวันไม่ใช่ว่ามันจะแพงขึ้นไปเรื่อยๆ  ดังนั้นต่อให้ CPF ได้ประโยชน์กำไรดีมากขึ้นจริง  มันก็ไม่ได้ว่าจะดีมากแบบนั้นไปตลอด

    ถ้าอยากซื้อเหตุการณ์แบบนี้จริงๆ  ต้องเร็ว  คือต้องมั่นใจว่าบริษัทพวกนี้มันจะได้ประโยชน์แน่ๆแล้วก็เข้าซื้อตั้งแต่ก่อนคนจะเอะใจ  และต้องเข้าใจด้วยว่านี่มันเรื่องชั่วคราวยังไงก็ต้องออกก่อนเรื่องจบ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • ทำไมผมเลือกลงทุนแบบ Active ไม่ใช่ Passive ?

    ทำไมผมเลือกลงทุนแบบ Active ไม่ใช่ Passive ?

    มีคนถามว่าทำไมผมถึงเลือกที่จะลงทุนแบบเลือกหุ้นด้วยตัวเองแทนที่จะลงทุนด้วยกองทุนแบบ passive  ทั้งที่มันก็มีสถิติเห็นชัดเจนอยู่แล้วว่ากองทุน Active ส่วนใหญ่แพ้กองทุน Passive

    จริงๆก็เป็นคำถามที่ดี  ผมนั่งนึกนะแล้วก็ได้คำตอบดังนี้

    1. ส่วนตัวเชื่อว่าตลาดไม่ได้ efficient  คือสังเกตเห็นว่ายังมีพลาดแบบแปลกๆและดังนั้นแปลว่าควรจะหาช่องโหว่ได้
    2. มองว่าได้เปรียบกองทุน  เพราะกองทุนโดน pressure วัดผลตอบแทนระยะสั้น  บวกกับขนาดเงินที่ต้องลงทุนมันใหญ่กว่ามาก  ก็เลยทำให้ชนะค่าเฉลี่ยตลาดยาก
    3. การลงทุนแบบ Passive  ถึงจุดหนึ่งมันก็เกินเลยได้เหมือนกันนะ
    4. ผลตอบแทนที่ทำได้ก็ยังชนะตลาดอยู่  แต่โอเคอาจจะเพราะหุ้นที่เลือกซื้อเสี่ยงมากก็ได้นะ  หรืออาจจะจาก known factor อื่นที่ไม่ใช่ alpha ก็ได้

    สุดท้ายสรุปคือ  ผมลงทุนแบบ Active เพราะเชื่อว่ามันมีช่องว่างให้ฉวยโอกาสได้และเรามีความสามารถพอที่จะทำได้  ที่ผ่านมาผลลัพธ์ก็ยังบ่งชี้ไปในทิศทางนั้นอยู่นะ  ไว้อนาคตถ้าบริหารกองทุนเงินขนาดใหญ่แล้วเดี๋ยววัดผลมาเล่าให้ฟังอีกที

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • ทำไมบางบริษัทอยู่ใน SET บางบริษัทอยู่ใน MAI ?

    ทำไมบางบริษัทอยู่ใน SET บางบริษัทอยู่ใน MAI ?

    มีคนถามว่าทำไมหุ้นบางบริษัทถึงอยู่ใน SET บางบริษัทอยู่ใน mai

    เหตุผลไม่มีอะไรซับซ้อนครับ  ความแตกต่างเป็นแค่เรื่องขนาดของบริษัท  บริษัทที่ listed ใน mai จะเป็นบริษัทเล็กกว่าที่ listed ใน SET  รายละเอียดไปอ่านในลิ้งค์นี้ https://www.set.or.th/th/regulations/simplified_regulations/common_shares_p1.html

    เหตุผลที่มันมีสองตลาดคือมันเริ่มจากว่าตลาดหลักทรัพย์ก็ต้องมีเกณฑ์อะไรซักอย่างที่จะวัดว่าบริษัทไหนสามารถจะระดมทุนสาธารณะได้  ไม่ใช่แบบให้บริษัทอะไรก็ได้เพราะแบบนั้นมันก็มั่วไปหมดผู้ลงทุนก็เดือดร้อน  ตอนแรกสุดก็ตั้งเกณฑ์มาแล้วก็เรียกว่าเป็นตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย SET

    ภายหลัง  เพื่อสนับสนุนการเติบโตของบริษัทที่ขนาดเล็กมาหน่อยให้มีโอกาสระดมทุนได้  ก็เลยสร้างมาตรฐานเกณฑ์อีกอันขึ้นมาให้มัน list ง่ายขึ้น  เรียกเป็นตลาด mai (market for alternative investment)

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • Rebalance พอร์ตกองทุนรวมทำยังไง ?

    Rebalance พอร์ตกองทุนรวมทำยังไง ?

    มีคนขอให้ทำหัวข้อสอนการ rebalance กองทุนรวม  หัวข้อนี้ไม่ได้มีอะไรซับซ้อนครับ

    Rebalance หลักๆคือการปรับให้สัดส่วนของเงินลงทุนในพอร์ตเราทั้งหมดเป็นไปตามแผนที่วางไว้ตั้งแต่ตอนแรกเท่านั้นเอง  สาเหตุที่ต้องทำเพราะเมื่อเวลาผ่านไปสัดส่วนของสินทรัพย์ในพอร์ตเรามันก็จะเปลี่ยนไปจากตอนแรก

    เช่นสมมติเราวางแผนไว้ว่าพอร์ตทั้งหมดเราจะลงทุนในหุ้น 60% และตราสารหนี้ 40% นะ  ในตอนแรกสุดเราก็ซื้อตามนั้นใช่มะ  คือจากเงิน 100 บาท  60 บาทก็เอาไปซื้อหุ้นหรือกองทุนรวมที่ลงทุนในหุ้น  ส่วน 40 บาทก็เอาไปลงทุนในตราสารหนี้หรือกองทุนที่ลงทุนในตราสารหนี้  ทีนี้พอเวลาผ่านไปสมมติเกิดมีโควิดตลาดหุ้นตกรุนแรงคนหนีจากหุ้นไปลงทุนตราสารหนี้แทน  พอร์ตเราส่วนที่เป็นหุ้นมูลค่าเหลือ 50 บาทตราสารหนี้เรามูลค่าเพิ่มเป็น 44 บาท  มูลค่าทั้งพอร์ตรวมกันกลายเป็น 94 บาทละ  สัดส่วนของหุ้นลดลงเหลือ 50/94 = 53.19% ของทั้งพอร์ต  ส่วนตราสารหนี้กลายเป็น 44/94 = 46.81% ของทั้งพอร์ต  เคลื่อนจาก 60/40 ที่ตั้งใจไว้เยอะละ  ก็เลยเป็นเหตุผลที่เรามีการทำการ Rebalance ครับ

    ประโยชน์ของการทำ Rebalance หลักๆก็คือให้พอร์ตมันกลับมามีสัดส่วนตามแผนที่วางไว้  มีระดับความเสี่ยงความผันผวนและผลตอบแทนคาดหวังตามที่เหมาะสมกับเรา

    วิธีการลงมือทำก็ง่ายมาก  เราขายสินทรัพย์ที่มันสัดส่วนเกินมาซื้อสินทรัพย์ที่สัดส่วนขาดอยู่เท่านั้นเอง

    ทีนี้คำถามที่คนมักจะถามคือ  Rebalance ต้องทำเมื่อไหร่หรือบ่อยแค่ไหน  จริงๆอันนี้ก็แล้วแต่นโยบายเรานะ  ถ้าถามผมคือเอาที่มันไม่ต้องบ่อยจนเกินไป  การทำ Rebalance บ่อยไปมันเปลืองมีค่าใช้จ่ายค่าธรรมเนียม  วิธีทั่วไปที่เค้าทำกันก็จะมี

    • อิงระยะเวลา  เช่น Rebalance ปีละครั้ง  ครึ่งปีครั้ง  หรือทุกไตรมาส
    • อิงเกณฑ์  คือ Rebalance เมื่อสัดส่วนของทรัพย์สินในพอร์ตหลุดจากเป้าที่วางไว้เกินเท่าไหร่ๆ  เช่นสมมติเราตั้งไว้ว่าพอร์ตเราจะ 60/40 เราจะ Rebalance เมื่อมันหลุดไปบวกลบ 5  นั่นหมายความว่าถ้าไม่หลุดไปเกิน 55/45 หรือ 65/35  เราก็จะยังไม่ Rebalance  และเราจะ Rebalance เมื่อมันหลุดขอบไปเท่านั้น
    • หรืออาจจะอิงทั้งเวลาและเกณฑ์
    • อื่นๆ

    ส่วนตัวผมว่าทำปีละครั้งพอ  แล้วก็อาจจะตั้งเกณฑ์ไว้ด้วยถ้าเคลื่อนออกไปไม่เยอะก็ไม่ต้องทำ

    กับเรื่องสุดท้ายที่ควรพิจารณาคือนอกเหนือจากการ Rebalance แล้ว  อาจจะต้องดูเป็นระยะว่าเป้าหมายสัดส่วนสินทรัพย์ที่เราตั้งไว้ยังเหมาะสมอยู่มั้ย  เช่น 60/40 ที่คิดไว้ตอนแรกนั่นยังเหมาะสมอยู่มั้ย  ควรเพิ่มหุ้นหรือลดหุ้นหรือเปล่า  หรือควรมีสินทรัพย์อื่นปนเข้าไปเพิ่มมั้ย  อันนี้พิจารณาประกอบกับสถานการณ์ของเราครับ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • กระแส Metaverse น่าสนใจมั้ย หุ้นกลุ่มนี้มีหุ้นอะไรบ้าง ?

    กระแส Metaverse น่าสนใจมั้ย หุ้นกลุ่มนี้มีหุ้นอะไรบ้าง ?

    ชื่อนี้ดังขึ้นมาเพราะ Mark Zuckerberg เลย  ตอนประกาศเปลี่ยนชื่อ Facebook เป็น Meta Platforms เค้าบอกอยู่ว่าเค้าเชื่อว่าในไม่กี่ปี metaverse มันจะมาแทน mobile internet ณ ปัจจุบัน  ตนจะไปมี social interaction บนนั้นแทน  ผมเห็นบริษัทเค้ามีทำ Oculus กล้อง VR อยู่เข้าใจว่าเค้าจินตนาการถึงโลกเสมือน 3D ที่ให้คนไปทำกิจกรรมร่วมกันได้โดยที่ตัวจริงๆไม่ได้ต้องมาอยู่ในสถานที่เดียวกัน  

    Bloomberg Intelligence ก็มีทำนายว่าธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ Metaverse จะเติบโตมีมูลค่า $800 billion ในปี 2024  เทียบกับ $500 billion ในปี 2020  หรือคิดเป็นการเติบโตปีละ 12.5% ทีเดียว  เค้ามองว่าการเติบโตหลักจะมาจากอุตสาหกรรมเกมกับอุปกรณ์เล่นเกมที่เกี่ยวข้อง  ที่เหลือจะเป็นพวก social media กับกิจกรรมบันเทิงอื่นๆ

    โดยส่วนตัวผมว่า interaction แบบเดิมที่มีอยู่แล้วอย่างเกมออนไลน์หรือพวกประชุมออนไลน์ก็จะเป็นที่นิยมต่อไปแน่ๆ  ตรงสองส่วนนี้น่าจะโต  ส่วนเรื่องอื่นเช่นไปเจอหน้าเพื่อนหรือไปเที่ยวทำกิจกรรมหรือเดินซื้อของบน VR ตอนนี้ดูยังไกลอยู่  ซักวันนึงถ้ามันเหมือนจริงมากปลอดภัยมากมันก็จะมาซักวันนะผมว่า  แต่รู้สึกตอนนี้เท่าที่เห็นยังห่างมาก  ดังนั้นในการลงทุนถ้าเราจะเริ่มลงทุนที่เกี่ยวกับเทรนด์นี้ผมคิดว่าเริ่มจากพวกที่เกี่ยวข้องและทำได้ดีอยู่แล้วมีกำไรอยู่แล้วเช่น Nvidia, Meta Platforms พวกนี้ไปก่อนดีกว่า  พวกกลุ่มที่สินค้ายังอยู่ในระหว่างการพัฒนาหรือตอนนี้ยังไม่มีกำไรผมว่ารอก่อนก็ได้  รอให้มันพิสูจน์โมเดลธุรกิจแล้วเริ่มมีกำไรค่อยไปซื้อยังทัน  

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • มีวิธีประเมินมูลค่าบริษัทที่เราไม่เชื่องบการเงินมั้ย ?

    มีวิธีประเมินมูลค่าบริษัทที่เราไม่เชื่องบการเงินมั้ย ?

    เอาจริงๆผมไม่คิดว่าเป็นไปได้นะ  ในการทำ valuation ใดๆมันต้องมี input ข้อมูลจากบริษัทบ้าง  ถ้าเราบอกเราไม่สามารถเชื่อตัวเลขที่อยู่บนงบการเงินได้เลยนี่ยากละ  อย่างมากสุดที่เราทำได้คือระวังเป็นพิเศษและอาจจะทำการปรับตัวเลขบางส่วนที่เราสงสัยว่ามันเว่อร์ไปหรือน้อยไปกว่าความเป็นจริง  แต่ทั้งนี้ตัวมูลค่าที่เราคำนวณออกมาได้มันจะขึ้นอยู่กับอารมณ์เรามากเข้าไปใหญ่  ซึ่งโดยปกติแล้วก็ไม่แนะนำให้ทำครับ

    โดยส่วนตัวผมว่านะ  ถ้าเราไม่ไว้ใจบริษัทว่าธุรกิจมันทำได้ดีและคิดว่ายังไงมันโกหกแน่ตัวเลขบนงบการเงินเพี้ยนไปเยอะแน่ๆ  อย่างนั้นเราอาจจะสมควรลงทุนในบริษัทอื่นนะ  คงไม่ต้องไปพยายามประเมินมูลค่ามันก็ได้มั้ง

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี