Category: Uncategorized

  • “ต้นทุนขาย” กับ “ค่าใช้จ่ายในการขาย” มันต่างกันยังไง ?

    “ต้นทุนขาย” กับ “ค่าใช้จ่ายในการขาย” มันต่างกันยังไง ?

    มีคนอ่านงบการเงินแล้วมีคำถาม  เค้าเห็นว่าบนงบกำไรขาดทุนมันมีรายการอยู่สองอันชื่อคล้ายกันมาก  อันนึง “ต้นทุนขาย”  อีกอันนึง “ค่าใช้จ่ายในการขาย”  สองอันนี้มันต่างกันยังไง

    เวลาเราเห็นคำว่า “ต้นทุน” นำหน้า  มันจะหมายถึงต้นทุนตรงที่ทำให้ได้มาของสินค้าหรือบริการนั้น  ถ้าสมมติเป็นบริษัทผลิตขนมปังขายอย่างฟาร์มเฮ้าส์  ต้นทุนตรงก็จะเป็นแป้ง, น้ำตาล, ของพวกที่ไปอยู่ในขนมปัง, รวมถึงบรรจุภัณฑ์พลาสติก, ค่าแรงคนงานที่ทำงานในโรงงานผลิต, ค่าเสื่อมของเครื่องจักรที่ผลิตขนมปัง, ฯลฯ  ถ้าเป็นธุรกิจค้าปลีกอย่าง CPALL, MAKRO ต้นทุนตรงหลักๆก็จะเป็นค่าสินค้าที่ซื้อจากผู้ผลิตมาขาย, รวมค่าขนส่งที่ขนมาจากผู้ผลิตมาถึงโกดัง, ติดบาร์โค้ดหรือฉลาก  ส่วนถ้าเป็นธุรกิจบริการต้นทุนตรงก็จะเป็นต้นทุนที่เกี่ยวกับตัวคนที่ให้บริการ  เช่นสมมติเป็นธุรกิจที่ปรึกษาต้นทุนตรงก็จะเป็นเงินเดือนและสวัสดิการต่างๆของที่ปรึกษา  ในทางบัญชีเค้าจะเรียกรายการนี้ว่า Cost of Goods Sold, COGS, Cost of Sales

    ส่วนพวก “ค่าใช้จ่าย” ก็ตามชื่อแล้วแต่ว่าเป็นค่าใช้จ่ายเรื่องอะไร  พวกนี้ก็เป็นค่าใช้จ่ายอะไรก็ได้ที่ไม่ได้เป็นต้นทุนตรงของสินค้าหรือบริการเช่นค่าเช่าออฟฟิศ, โฆษณา, การตลาด, คอมมิชชั่น, เงินเดือนพนกงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับการผลิตสินค้าหรือให้บริการลูกค้า  รายการพวกนี้เรียกรวมๆว่า SG&A (Selling, general and administrative expenses)

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • เงินเฟ้อมีผลยังไงกับตลาดหุ้น ?

    เงินเฟ้อมีผลยังไงกับตลาดหุ้น ?

    มีคนถามว่าเงินเฟ้อมีผลยังไงกับตลาดหุ้น  ถ้าเงินเฟ้อสูงจะทำให้หุ้นตกทั้งตลาดเหรอ  ทำไมคนถึงดูให้ความสนใจกับเงินเฟ้อ

    เรื่องนี้เราแยกตอบสองประเด็น  ก่อนอื่นเลยต้องเข้าใจก่อนว่าที่คนเค้าพูดถึงเงินเฟ้อกันช่วงนี้  ไม่ใช่เพราะเค้ากังวลว่าเงินเฟ้อจะมีผลโดยตรงกับตลาดหุ้นนะ  เค้าแค่กังวลว่าเงินเฟ้อจะทำให้ธนาคารกลางหยุดกระตุ้นเศรษฐกิจเริ่มปรับอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น  และการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะมีผลต่อตลาดหุ้นอีกที  การปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นทำให้ผลตอบแทนในสินทรัพย์อย่างพันธบัตรสูงขึ้น  ทำให้โดยเปรียบเทียบแล้วความน่าสนใจของหุ้นน้อยลง

    ทีนี้ถ้าถามว่า  แล้วจริงๆเงินเฟ้อสูงขึ้นโดยตัวมันเองมีผลกระทบต่อตลาดหุ้นยังไง  อันนี้ยากนิดนึง  เพราะมันยังไม่ได้ข้อสรุปชัดเจน  ที่ผ่านมามันมีความพยายามในการศึกษาและมีคนเก็บข้อมูลได้ข้อสรุปต่างๆกันไป

    โดยรวมแล้ว  ถ้าเป็นมุมมองระยะยาวมาก  เงินเฟ้อไม่มีผล  เพราะสุดท้ายในระยะยาวบริษัทก็สามารถปรับตัวตามเงินเฟ้อได้  ถ้าเงินเฟ้อสูงขึ้นต้นทุนสินค้าหรือบริการสูงขึ้น  บริษัทก็ขึ้นราคาขายสูงขึ้นตาม  ไม่ได้มีผลกระทบอะไร

    แต่พอเป็นระยะสั้นมันเริ่มไม่แน่ละ  ส่วนใหญ่หลักฐานที่เค้าเจอคือเงินเฟ้อที่สูงราคาหุ้นก็มักจะตก  แต่ทั้งนี้ก็ไม่ได้เป็นทุกตลาดหุ้น  มีบางตลาดหุ้นที่ดูเหมือนเงินเฟ้อสูงขึ้นราคาหุ้นสูงขึ้นตามก็มี  (Sathyanarayana, S., Gargesa, S. (2018). An Analytical Study of the Effect of Inflation on Stock Market Returns. IRA-International Journal of Management & Social Sciences (ISSN 2455-2267), 13(2), 48-64. doi:http://dx.doi.org/10.21013/jmss.v13.n2.p3)

    แต่ทั้งนี้มันก็มีความซับซ้อนจากปัจจัยอื่นๆอีกเช่น  เป็นหุ้นกลุ่มไหนบริษัทขนาดใหญ่หรือเล็ก, เงินเฟ้อสูงที่ว่านี่คือสูงแบบคนคาดอยู่แล้วมั้ยหรือว่าสูงกว่าที่คาด, เงินเฟ้อสูงที่ว่าคือสูงมากมั้ยเป็น hyperinflation เลยหรือเปล่า, เป็นเงินเฟ้อในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจเติบโตหรือเป็นเงินเฟ้อช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ, ฯลฯ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • ตอนนี้เศรษฐกิจอเมริกาฟื้นไปถึงไหนแล้ว ? ธุรกิจไหนฟื้นก่อน ? ธุรกิจไหนยัง ?

    ตอนนี้เศรษฐกิจอเมริกาฟื้นไปถึงไหนแล้ว ? ธุรกิจไหนฟื้นก่อน ? ธุรกิจไหนยัง ?

    ผมไปอ่านเจอบทความอันนี้ของ Morningstar คุยเรื่องเศรษฐกิจอเมริกาว่าฟื้นมาขนาดไหนแล้วเทียบกับช่วงก่อนโควิด  ซึ่งเป็นเรื่องที่กำลังอยากรู้พอดี  คือผมอยากรู้ว่าเศรษฐกิจของอเมริกาหลังจากเปิดให้ธุรกิจห้างร้านกลับมาปกติเกือบหมดแล้วมันเป็นยังไงบ้าง  เพราะถึงจุดนึงคาดว่าประเทศไทยก็น่าจะตามรอยเค้านะ

    อันนี้ให้ดูจากเวป USA Today ว่าล่าสุดรัฐสีเขียวเป็นส่วนใหญ่ละ  หมายความว่าพวกข้อจำกัดต่างๆจากโควิดไม่มีละ  บางรัฐที่เป็นสีชมพูคือรัฐที่เริ่มมีนโยบายระวังโควิดกลับขึ้นมาเนื่องจากการระบาดเริ่มเยอะขึ้น  ส่วนสีน้ำเงินคือตอนนี้ข้อจำกัดยังไม่ยกเลิกแต่กำลังจะผ่อนคลายลง

    ผมสรุปคร่าวๆเนื้อหาที่เค้าพูดถึงในบทความอัพเดทให้ฟัง

    • เค้ามองว่าการระบาดของ Delta ยังไงก็ไม่น่าจะมีผลต่อการฟื้นตัวเศรษฐกิจเท่าไหร่  เพราะคนที่ฉีดวัคซีนแล้วก็จะป่วยแบบอาการไม่หนักดังนั้นก็จะใช้ชีวิตได้ปกติ  ส่วนคนที่ยังไม่ฉีดก็คือคนที่ไม่แคร์และใช้ชีวิตตามปกติอยู่แล้ว
    • ในเรื่องเศรษฐกิจโดยรวม  เค้าคาดว่า Real GDP (GDP ที่ตัดผลของเงินเฟ้อแล้ว) จะเติบโต 6% และ 4.3% ในปี 2022  หลักๆแล้วมาจากปัจจัยทางฝั่งอุปทานคนกลับมาทำงานกันเยอะขึ้น  อัตราการว่างงานต่ำลง  ด้านอุปสงค์ไม่น่าจะมีปัญหาเพราะปัจจุบันเราก็เห็นอยู่แล้วว่าเงินเฟ้อสูงขึ้นเป็นเพราะความต้องการสินค้าบริการกลับขึ้นมาเร็วกว่าทางฝั่งผู้ผลิต
    • ส่วนเรื่องการบริโภค  ของอุปโภคบริโภคนี่เป็นตัวนำเศรษฐกิจฟื้นเลย  หลักๆน่าจะมาจากการที่รัฐบาลออกนโยบายให้เงินกระตุ้น  ส่วนภาคบริการก็ฟื้นขึ้นมาอย่างเร็ว  แต่ปัจจุบัน Q2 2021 ยังต่ำกว่าช่วงก่อนโควิดอยู่ 3.3%  เชื่อว่าในอนาคตก็จะฟื้นตัวกลับไปสูงกว่าก่อนโควิด  Delta อาจจะทำให้ฟื้นช้าแต่คาดว่ายังไงก็ฟื้นแน่
    • กลุ่มธุรกิจร้านอาหารกับโรงแรม  ตอนนี้ต่ำกว่าช่วงก่อนโควิดแค่ประมาณ 3% เท่าน้ัน  ซึ่งถือว่าฟื้นมาเยอะมากเพราะเป็นกลุ่มธุรกิจที่กระทบหนักจริงๆ  ตอน Q2 2020 นี่ตกไป 40%
    • ธุรกิจกลุ่มสุขภาพตอนนี้ก็ต่ำกว่าก่อนโควิดประมาณ 4.3%  หลักๆมาจากการที่คนส่วนใหญ่ถ้าไม่จำเป็นก็ยังหลีกเลี่ยงการไปหาหมอเพราะความเสี่ยงจากการติดโควิด
    • สาเหตุที่ธุรกิจบริการบางประเภทฟื้นตัวเร็วกว่า  เช่นร้านอาหารดูฟื้นตัวเร็วกว่าบริการอย่างสุขภาพ  น่าจะเป็นเพราะธุรกิจบริการบางประเภทต้องมีการวางแผนล่วงหน้า  อย่างเช่นการท่องเที่ยว, คอนเสิร์ตหรือการรักษาทางการแพทย์ที่จริงจังอย่างผ่าตัด  พวกนี้ต้องใช้เวลาซักพักถึงจะเริ่มมองเห็นการฟื้นตัว
    • การจ้างงานฟื้นตัว  แต่ดูจะฟื้นตัวช้ากว่าที่คาด  เค้าคาดว่าการจ้างงานน่าจะฟื้นเต็มที่กลางปีหน้า  ณ ตอนนี้ Q2 2021 อัตราการจ้างงานยังต่ำกว่าก่อนโควิดอยู่ประมาณ 4.5%
    • ทั้งที่การจ้างงานจะยังไม่กลับมาเต็มที่  แต่ Real GDP ของ Q2 2021 ก็สูงกว่าที่คาด  มาจากการที่คนทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น
    • พนักงานกำลังกลับไปทำงานในออฟฟิศ  เมื่อปีที่แล้วเค้าคาดว่าพนักงานประมาณ 40% ทำงานจากที่บ้าน  แต่ตอนนี้น่าจะเหลือประมาณ 20%  เมื่อจบเรื่องโควิดก็คาดว่าจะเหลือประมาณ 13% ซึ่งสูงกว่า 9% ช่วงก่อนโควิด
    • ส่วนที่ยังห่างไกลกับก่อนโควิดมากคือพวกการเดินทางเรื่องงาน  ธุรกิจที่พึ่งพาการเดินทางเรื่องงานก็น่าจะลำบาก  ต่อให้โควิดหายไปก็ยังไม่แน่ว่าจะฟื้นกลับมามั้ย  และในเวลานี้จากการสำรวจของ Deloitte ที่ทำกับธุรกิจใหญ่ๆคาดว่า Q2 2021 ที่ผ่านมาการใช้จ่ายเพื่อการเดินทางในธุรกิจอยู่ในระดับ 10-15% ของปี 2019  คาดว่าจะกลับไปที่ 75% ภายในสิ้นปี 2022
    • สำหรับคนที่สนใจจะอ่านบทความอันนี้ของ Morningstar ผมทิ้งลิ้งค์ไว้ให้ครับ  https://www.morningstar.com/articles/1056741/how-close-is-the-us-economy-to-normal

    น่าสนใจอยู่นะ  ในแง่นึงมันก็ทำให้ผมรู้ว่าเศรษฐกิจของอเมริกานี่ฟื้นมาเยอะละนะ  และการที่เห็นตัวอย่างว่าธุรกิจอย่างร้านอาหารหรือสินค้าต่างๆฟื้นก่อนบริการประเภทอื่นก็เป็นอะไรที่มีประโยชน์  เผื่อถึงเวลาของไทยฟื้นผมก็จะซื้อหุ้นกลุ่มพวกนี้ก่อน

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • ถ้าบริษัทที่เราถือหุ้นเจ๊ง จะเกิดอะไรขึ้น เราจะได้เงินคืนมั้ย ?

    ถ้าบริษัทที่เราถือหุ้นเจ๊ง จะเกิดอะไรขึ้น เราจะได้เงินคืนมั้ย ?

    ผมก็ไม่ได้ว่าเป็นนักกฎหมายหรือมีประสบการณ์ตรงรู้เรื่องอะไรนักหนา  แต่จะอธิบายเท่าที่เข้าใจละกัน

    คือหลักๆแล้ว  เวลาบริษัทมีปัญหาหรือเจ๊งก็คือบริษัทดำเนินธุรกิจไปแล้วขายของไม่ได้หรือเก็บเงินไม่ได้  ไม่สามารถชำระหนี้ได้  บริษัทก็จะทำได้อยู่สองแบบหลักๆคือ

    1. เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ
    2. ล้มละลาย

    ฟื้นฟูกิจการ  หลักๆก็คือตามชื่อแหละ  บริษัทมองว่าสถานการณ์ยังแก้ไขได้น่าจะรอด  เพียงแต่ในเวลานี้อาจจะไม่มีเงินจ่ายหนี้นะ  ต้องใช้เวลาแก้ไขสถานการณ์  บริษัทขอให้ศาลสั่งให้พักชำระหนี้  มีการเจรจากับเจ้าหนี้  เพื่อให้บริษัทยังสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้  บริษัทต้องมีการเสนอแผนการในการฟื้นฟูกิจการว่าจะทำยังไงให้สถานการณ์ดีขึ้นแล้วสุดท้ายจะกลับมาชำระหนี้ได้  เผื่อใครสนใจอ่านเพิ่มเติมผมเจอเอกสารอยู่ที่นี่ http://www.led.go.th/brd/file/2-%E0%B8%82%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9F%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%9F%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B9%89/%E0%B8%82%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9F%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%9F%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B9%89.pdf

    ส่วนล้มละลายนี่คือจบละ  บริษัทเลิกกิจการ  มันก็จะมีการที่ศาลให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มาเป็นคนจัดการทรัพย์สินของบริษัท  หลักๆก็คือตามเก็บเงินให้ครบแล้วก็ขายทรัพย์สินทุกอย่างทิ้ง  เอาเงินที่ได้มาจ่ายเจ้าหนี้ก่อน  แล้วเหลือยังไงก็มาจ่ายผู้ถือหุ้นสุดท้าย  เผื่อสนใจอ่านกระบวนการผมเคยเจออยู่ที่ลิ้งค์นี้ https://cbc.coj.go.th/th/content/article/index/id/6191

    ทีนี้เรื่องต่อมาคือ  แล้วมันจะมีผลกับผู้ถือหุ้นยังไง  เราจะได้เงินคืนมั้ย  คำตอบโดยรวมก็คือเราจะเละแหละ  ถ้าสมมติบริษัทที่เราถือหุ้นอยู่เกิดมีปัญหาต้องฟื้นฟูกิจการหรือถึงขั้นต้องยื่นล้มละลาย  ในกรณีที่ล้มละลายนี่ก็ชัดเจนอยู่ละ  ไม่ว่าเราจะขายไปก่อนระหว่างทางหรือถืออยู่จนจบกระบวนการ liquidation  เงินที่เราได้มันก็ต้องน้อยกว่าก่อนที่บริษัทจะประกาศล้มละลายอยู่แล้ว  ส่วนกรณีฟื้นฟูกิจการก็เช่นกัน  มันอาจจะเป็นไปได้ที่แผนฟื้นฟูสำเร็จ  บริษัทฟื้นกลับมา  แต่ส่วนใหญ่แล้วกว่าจะทำได้ก็นาน  เพราะถ้าไม่ใช่ปัญหาซีเรียสจริงมันก็ไม่ต้องเข้ากระบวนการฟื้นฟูกิจการตั้งแต่แรก  และเคยอ่านเจอว่าเกินครึ่งก็ทำไม่สำเร็จด้วย

    สรุปแล้ว  ถ้าหุ้นบริษัทที่เราเป็นเจ้าของอยู่เจ๊ง  ผลคือเงินลงทุนเราก็จะเละครับ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • ลงทุนทั้งหมด 100% ในหุ้นตัวเดียวที่เราเข้าใจเป็นอย่างดีเลยดีมั้ย ?

    ลงทุนทั้งหมด 100% ในหุ้นตัวเดียวที่เราเข้าใจเป็นอย่างดีเลยดีมั้ย ?

    คำถามนี้ถ้าเป็นสมัยก่อนตอนเด็กๆผมน่าจะตอบว่าดี  แต่มาตอนนี้ผมว่าถือหุ้นบริษัทเดียวเลยมันเสี่ยงไปนิด  ต่อให้เข้าใจธุรกิจนั้นอย่างดีก็ตาม

    ปัญหาของเรื่องคือบางทีมันพลาดได้น่ะครับ

    • ประเด็นแรกสำคัญสุดเลยคือ  ไม่ว่าเราจะใกล้ชิดหรือคุ้นเคยกับบริษัทนั้นขนาดไหน  บางทีมันก็มีเหตุไม่คาดฝันเกิดขึ้นได้  แล้วบางทีมันก็ปุบปับมากหรือมาจากเรื่องที่ควบคุมไม่ได้ด้วยนะ  นึกถึงอย่างหุ้นโรงเรียนกวดวิชาของจีน  หรือรัฐบาลสหรัฐยกเลิกการใช้คุกเอกชนเป็นต้น
    • และอีกเรื่องนึงสำคัญตามมาคือ  บางทีเรามี bias  คือคนเราก็ไม่ใช่จะตัดสินใจด้วย logic ตลอด  บางทีเราอาจจะมีความลำเอียงเข้าข้างบริษัทที่เราถือหุ้นอยู่มากไป  จะด้วยเพราะเราชอบสินค้าเค้ามากหรือเราอยู่ในธุรกิจนั้นหรือเราทำงานในบริษัทนั้นก็แล้วแต่  ทำให้บางทีเรามองข้ามสัญญาณของปัญหาครับ  ในอดีตมันก็มีเคสพนักงานบริษัทที่ถือหุ้นส่วนใหญ่ในบริษัทของตัวเองที่ดันเป็นบริษัทโกงอย่าง Enron, Worldcom แล้วก็เจ๊ง  เสียหายกันเยอะมากทั้งที่เป็นคนในด้วยนะ

    สรุปแล้วคือ  ผมว่าลงทุนในหุ้นบริษัทเดียวเลยก็เสี่ยงไปนิด  ถ้าไม่นิยมลงทุนกระจายก็เลือกเอาซัก 3-4 บริษัทที่เราไว้ใจดีกว่า

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • รายการที่เป็น GAAP กับ Non-GAAP คืออะไร ต่างกันยังไง ?

    รายการที่เป็น GAAP กับ Non-GAAP คืออะไร ต่างกันยังไง ?

    มีนักเรียนเรามีคำถามนี้หลังจากไปอ่านพวกรายงานประจำปีกับงบการเงินของบริษัทต่างประเทศ

    จริงๆเรื่องนี้ไม่มีอะไรมาก  GAAP คือมาตรฐานบัญชีของสหรัฐอเมริกาย่อมาจาก Generally Accepted Accounting Principles  รายการอะไรก็แล้วแต่ที่ตาม GAAP ก็คือเป็นรายการที่รายงานตามมาตรฐานบัญชี  อย่างเช่น Net Income, Revenue, Gross Profit, Operating Profit, Reported EPS, ฯลฯ  พวกนี้จะมีกฎค่อนข้างตายตัวและโดยปกติคือสามารถใข้เปรียบเทียบข้ามบริษัทได้

    ส่วน Non-GAAP ก็ตามชื่อคือรายการที่ไม่ได้อยู่ในมาตรฐานบัญชีแต่บริษัทอยากรายงานให้ผู้ถือหุ้นทราบ  อาจจะเพราะบริษัทเชื่อว่ามันจะทำให้ผู้ถือหุ้นเข้าใจบริษัทได้ดีขึ้นหรือสะท้อนผลประกอบการได้ดีกว่า  ซึ่งมีทั้งที่เราเห็นทั่วไปจนบางทีนึกว่าเป็น GAAP อย่างเช่น EBIT, EBITDA  และพวกที่ชัดเจนว่าแล้วแต่บริษัทเช่น Restaurant Margin, Adjusted Net Income, Funds from Operation, ฯลฯ  โดยปกติพวกนี้มันจะแล้วแต่นิยามของแต่ละบริษัทให้ความหมาย  ถ้าเราจะเอาตัวเลขนี้ของบริษัทนึงเปรียบเทียบกับอีกบริษัทอาจจะต้องใช้ความระมัดระวังมาก  ต้องดูในรายละเอียดว่ามันอันเดียวกันหรือเปล่าสมควรเปรียบเทียบกับจริงมั้ย  เช่นอย่าง Adjusted Net Income  คำว่า Adjusted นี่คือเรารู้ว่ามันมีการตัดหรือเพิ่มบางอย่างแน่  ไม่ใช่ Net Income ปกติตาม GAAP  แต่คนละบริษัทก็อาจจะตัดหรือเพิ่มรายการที่ไม่เหมือนกันดังนั้น Adjusted Net Income ถึงแม้จะชื่อเหมือนกันแต่ก็อาจจะเทียบกันตรงๆไม่ได้

    ตัวอย่าง Non-GAAP  ลอง Search คำว่า “Non-GAAP” ดูแล้วอ่านๆดูจะเห็นภาพ

    https://investor.texasroadhouse.com/press-releases/press-release-details/2021/Texas-Roadhouse-Inc.-Announces-Second-Quarter-2021-Results/default.aspx

    https://d18rn0p25nwr6d.cloudfront.net/CIK-0001538990/dd33d358-255d-42ec-b2d8-2f5e0d2d6fec.html

    สรุปคือ GAAP กับ Non-GAAP ก็คือตามหรือไม่ตามมาตรฐานบัญชีเท่านั้นเอง  Non-GAAP ก็ไม่ได้แปลว่ามีปัญหาอะไรนะ  แค่ว่าเราต้องทำความเข้าใจว่ามันคืออะไรเวลาอ่านเท่านั้นเอง  หลายครั้งก็มีประโยชน์นะ  หลายธุรกิจมันก็อาจจะมีอัตราส่วนทางการเงินหรือตัวเลขบางตัวที่เฉพาะธุรกิจนั้นๆอยู่  สุดท้ายที่จะฝากคือถ้าไม่ใช่ US  มาตรฐานบัญชีส่วนใหญ่จะอิง IFRS  ดังนั้นถ้าบริษัทที่ไม่ใช่ US บางทีเราก็จะเห็น IFRS กับ Non-IFRS ซึ่งก็คือความหมายเดียวกันกับ GAAP กับ Non-GAAP ครับ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • หา EBITDA ยังไง ?

    หา EBITDA ยังไง ?

    มีคนถามว่าเราจะหา EBITDA จากไหน

    หลักๆก็มีอยู่สองแบบคือ

    1. บางบริษัทมีอยู่ในรายงานประจำปี
    2. ถ้าไม่มีก็คำนวณเอง

    ถ้ามันมีบอกอยู่แล้วก็ง่ายสุด  รายการนี้ไม่ได้เป็นรายการทั่วไปที่จะอยู่บนงบการเงิน  แต่บางบริษัทอาจจะพูดถึง  ดังนั้นโอกาสสูงสุดที่จะเจอคือเจอในรายงานประจำปี  ตัวอย่างบริษัทที่มีก็เช่น Minor International, National Express, etc.  ตัวอย่างบริษัทที่ไม่มีก็เช่น TFMAMA, Costco, etc.

    แต่ถ้าบางบริษัทไม่มีก็คำนวณเองเลย  EBITDA มันก็คือกำไรก่อนค่าใช้จ่ายทางการเงินกับภาษีเงินได้ + ค่าเสื่อม + ค่าตัดจำหน่ายสินทรัพย์ไม่มีตัวตน  ซึ่งเลขพวกนี้หาได้บนงบการเงินอยู่แล้ว  กำไรก่อนค่าใช้จ่ายทางการเงินกับภาษีเงินได้อยู่บนงบกำไรขาดทุน  ส่วนค่าเสื่อมกับค่าตัดจำหน่ายสินทรัพย์ไม่มีตัวตนจะอยู่ในงบกระแสเงินสดต้นๆเลยเป็นรายการบวกกลับมา  อยู่ในหมวดกิจกรรมดำเนินงานแน่นอน

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • หุ้นจีนยังน่าลงทุนอยู่มั้ย ? หลังล่าสุดรัฐบาลออกกฎคุมเข้มธุรกิจต่างๆ

    หุ้นจีนยังน่าลงทุนอยู่มั้ย ? หลังล่าสุดรัฐบาลออกกฎคุมเข้มธุรกิจต่างๆ

    มีนักเรียนหลายคนถามถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาที่หุ้นจีนตกเพราะรัฐบาลออกมาจัดการกับบริษัทเทคโนโลยีในจีนกับออกกฎใหม่ที่กระทบธุรกิจเรียนพิเศษในจีน  จนทำให้หุ้นจีนตกเยอะมาก  กรณีแบบนี้ตลาดหุ้นจีนยังน่าสนใจอยู่มั้ยเห็นผมเคยสนใจหุ้นในจีนโดยเฉพาะอย่างยิ่งหุ้นโรงเรียน  หรือกรณีแบบนี้ถือเป็นโอกาสหรือเปล่า

    โดยรวมผมก็มองว่าเหตุการณ์นี้เป็นโอกาสนะ  แต่แค่เราต้องเลือกนิดนึง

    ในมุมมองของผมคือการที่รัฐบาลจีนทำแบบนี้  ไม่ได้มีเจตนาขัดขวางทุนนิยมหรือต้องการกลับไปเป็นสังคมนิยม  แต่เค้าแค่ต้องการเอาให้ชัวร์ว่าบริษัทอย่าง Alibaba, Tencent พวกนี้ยังอยู่ภายใต้การควบคุมและไม่กลายเป็นผูกขาดหรือใหญ่เกินไปเท่านั้นเอง  ส่วนเรื่องที่จัดการธุรกิจเรียนพิเศษอันนั้นมันไม่ได้เกี่ยวกัน  แค่บังเอิญเกิดขึ้นในเวลาใกล้เคียงกัน  เป้าหมายของเค้าคือพยายามแก้ปัญหาเรื่องประชากรเกิดน้อยโดยการลดต้นทุนของการเลี้ยงลูกลง  ซึ่งอาจจะดูรุนแรงมากเป็นเพราะรัฐบาลมองว่าเด็กควรจะเรียนหนังสือที่โรงเรียนไม่ใช่มาเรียนพิเศษ  มุมมองของรัฐบาลต่อธุรกิจนี้เค้าพูดไว้ชัดเจนอยู่แล้วว่ามองว่าเป็นปัญหาสังคม  เค้าก็เลยจัดการหนัก  แต่ไม่คิดว่าเป็นไปได้ที่รัฐบาลจีนจะทำแบบนี้กับทุกธุรกิจ

    ทีนี้ที่บอกมองว่าเป็นโอกาส  ก็เพราะมันลามไปทำให้หุ้นธุรกิจที่ไม่เกี่ยวข้องตกไปด้วยมากกว่า

    เราในฐานะนักลงทุน  เราก็อย่าไปซื้อบริษัทที่มันโดนจังๆแบบประเภทกะไม่ให้ทำธุรกิจได้เลย  อย่างพวกที่ทำกวดวิชาเป็นหลักนี่คือเลี่ยงแน่นอนเพราะมันเสี่ยงเกินไปเยอะ  เราไม่รู้เลยว่าบริษัทพวกนี้มันจะปรับตัวอะไรยังไงแล้วจะรอดมั้ย  ส่วนหุ้นกลุ่ม tech อย่าง Alibaba หรือ Tencent  ผมก็มองว่าโอเคอยู่นะ  รัฐบาลจีนไม่ได้มีเจตนาจะเอาจนเละอยู่แล้ว  แต่ก็มีความเสี่ยงอยู่ว่ารัฐบาลจีนอาจจะอยากให้บริษัทพวกนี้มีอำนาจผูกขาดน้อยลง

    ทีนี้สำหรับหุ้นโรงเรียนระดับประถมมัธยมที่ผมเคยพูดถึงในวีดิโอก่อนหน้า  ดูแล้วก็มีความเสี่ยงอยู่  ส่วนตัวไม่คิดว่าอยู่รัฐบาลจะประกาศให้โรงเรียนทั้งหมดต้องเป็น Non-profit แบบกวดวิชา  เพราะยังไงเค้าก็ยังต้องมีโรงเรียนเอกชนเหลืออยู่  ไม่เหมือนกวดวิชาเรียนพิเศษที่เค้ามองว่าไม่จำเป็นเลย  แต่ทั้งนี้ก็อาจจะมีมาตรการเช่นจำกัดการตั้งราคาค่าเทอมหรืออะไรออกมา  ดังนั้นก็มีความเสี่ยง  แต่เนื่องจากราคาหุ้นบริษัทกลุ่มนี้ก็ตกเยอะเหลือเกิน  ผมคิดว่าสำหรับคนที่รับความเสี่ยงได้มากหน่อยหุ้นกลุ่มนี้ก็ยังเป็นโอกาสดีอยู่

    ส่วนที่ดีสุดเลยคือเรามองหาหุ้นที่มันไม่เกี่ยวสุดๆแต่ราคาดันตกจะดีที่สุด เช่นหุ้นอุตสาหกรรม, หุ้นของกิน, ฯลฯ  เพราะในเหตุการณ์นี้มันไม่เหมือนกับโควิด  มันเป็นนโยบายรัฐบาลซึ่งอะไรก็เกิดขึ้นได้จริงๆ  ถ้ามีทางเลือกเราฉวยโอกาสเอาในกลุ่มที่ตกแบบไม่มีเหตุผลดีกว่า

    แต่ทั้งนี้  ต้องบอกว่าอันนี้คือมองระยะยาวเท่านั้นนะ  ในระยะสั้นก็อาจจะมีการแทรกแซงเพิ่มและตลาดอาจจะตกอีกก็ได้  ถ้าใครรู้ตัวว่าไม่สามารถถือยาวหรือทนความตื่นเต้นเวลาราคาตกได้  ก็สมควรหลีกเลี่ยงหุ้นจีนครับ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • อัพเดทสถานการณ์การลงทุน : ดูเหมือนเดลต้าจะไม่เลวร้ายอย่างที่คิด

    อัพเดทสถานการณ์การลงทุน : ดูเหมือนเดลต้าจะไม่เลวร้ายอย่างที่คิด

    วีดิโอนี้เราติดตามสถานการณ์ต่อจากวีดิโอที่แล้ว

    คำถามสำคัญของวีดิโอที่แล้วที่เราทิ้งไว้คือ  “สรุปการฉีดวัคซีนได้เยอะทำให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตปกติได้หรือเปล่า  หรือซักพักก็ต้องกลับมาปิดธุรกิจปิดห้างร้านอาหารกันใหม่อยู่ดี ?”  ถ้าได้ก็หมายความว่าประเทศต่างๆถึงจุดหนึ่งก็จะสามารถกลับมาสู่สภาวะปกติได้ธุรกิจก็จะฟื้น  หุ้นบริษัทที่เกี่ยวกับท่องเที่ยวหรือโดนโควิดกระทบตรงๆก็จะฟื้น  แต่ถ้าไม่ได้ก็แปลว่าพวกหุ้นท่องเที่ยวหรือโดนโควิดกระทบตรงๆก็เตรียมเละได้เลย  เพราะไม่รู้เมื่อไหร่จะกลับมาสู่สภาวะปกติได้  บริษัทไม่สามารถทนขาดทุนไปได้เรื่อยๆ  โดยเราบอกให้จับตามองประเทศอังกฤษเป็นหลัก  เพราะฉีดวัคซีนได้เยอะและเพิ่งกลับมาอนุญาตให้คนใช้ชีวิตได้ค่อนข้างปกติ  ในขณะเดียวกันในตอนนั้นจำนวนผู้ป่วยใหม่ก็กำลังพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว  และก็เลยเป็นเหตุผลที่วีดิโอที่แล้วผมบอกว่าความเสี่ยงสูงขึ้นนะ

    มาถึงตอนนี้  ประมาณ 1 เดือนผ่านไป  สถานการณ์ยังไม่ถึงกับชัด  แต่เท่าที่ดูดูเหมือนความเสี่ยงจะลดลง  ไม่เลวร้ายอย่างที่คิด

    ปรากฎว่าหลังจากช่วงที่ทำวีดิโอรอบที่แล้วไป  จำนวนผู้ป่วยใหม่ในอังกฤษไม่ได้สูงแบบพรวดๆต่อเนื่อง  ดูเหมือนอยู่ในระดับที่ไม่เลวร้ายเท่าไหร่เมื่อพิจารณาประกอบว่า Freedom Day ผ่านมา 1 เดือนแล้ว

    จำนวนผู้ป่วยใหม่ต่อวันก็น้อยกว่าช่วงเดือนที่แล้ว  จำนวนคนตายเพิ่มขึ้นสอดคล้องกับจำนวนคนป่วยที่เพิ่มขึ้น  แต่ก็เห็นได้ชัดว่าวัคซีนน่าจะได้ผลเพราะจำนวนคนตายต่อวันรวม 7 วันแค่ 687 คน  ซึ่งคือเฉลี่ย 98.14 คนต่อวัน  ต่ำกว่าไทยอีก  และเรื่อง Positivity rate ก็ไม่สูง  กะคร่าวๆคือ 227,391 คนจาก 5,213,493 ที่ตรวจ  คิดเป็น 4.36% เท่านั้น (ตัวเลขไม่เป๊ะเพราะสังเกตว่าวันที่มันไม่ตรง)

    บางประเทศก็ยังไม่ชัดเท่าไหร่เช่นใน US ที่จำนวนผู้ป่วยใหม่ก็ดูเยอะอยู่และยังอยู่ในทิศทางขาขึ้น  แต่อย่างน้อยจำนวนการตายก็ยังดูไม่เลวร้าย  คล้ายๆกับอังกฤษช่วงก่อนหน้านี้ที่เคสเยอะแต่ถึงตายน้อย

    โดยรวมแล้วผมก็สบายใจขึ้นนะ  เพราะเราเห็นตัวอย่างของอังกฤษว่ามันจะไม่ใช่พุ่งสูงไปเรื่อย  และดังนั้นหมายความว่าก็ไม่น่าจะต้องปิดธุรกิจตราบใดที่ไม่มีสายพันธุ์ใหม่อะไรโผล่มาพลิกสถานการณ์  เป็นผลดีอย่างยิ่งกับหุ้นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากโควิดที่ผมถืออยู่

    พูดถึงประเทศไทยนิดนึง  ช่วงนี้เห็นตัวเลขจำนวนคนป่วยใหม่ต่อวันใกล้เคียงเดิมและมีแววจะลดลง  บางคนก็บอกว่าเพราะตรวจน้อย  ก็เป็นไปได้แหละ  แต่ในสาระสำคัญภาพใหญ่ก็คือมันจะมีจุดสิ้นสุด  เพราะเราเห็นว่าวัคซีนได้ผล  และเอาจริงๆถ้าติดกันเยอะมากถึงจุดนึงมันก็จะเริ่มระบาดน้อยลงเพราะคนติดกันไปหมดแล้ว  เหมือนอย่างในอินเดีย  

    ดังนั้นภาพรวมในการลงทุนผมก็มองเหมือนเดิมคือเป็นผมจะลงทุนในบริษัทที่ได้รับผลกระทบจากโควิดและคิดว่ามีเงินทุนเหลือพอน่าจะรอด

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • กองทุนรวมที่เลียนแบบ Hedge Fund

    กองทุนรวมที่เลียนแบบ Hedge Fund

    พอดีผมเจอบทความของ Morningstar พูดถึงเรื่อง Liquid Alternatives Funds น่าสนใจเลยมาเล่าให้ฟังครับ

    คือต้องเล่าให้เห็นภาพนิดนึง  ช่วงหลังมานี้การลงทุนใน Hedge fund มันได้รับความนิยมมากขึ้น  เค้ามองว่าเป็นการลดความเสี่ยงโดยรวมของพอร์ตได้  เพราะผลตอบแทนของ Hedge fund ปกติจะต่างจากสินทรัพย์อื่นเยอะ  และในบางประเภทอาจจะคาดหวังว่าได้เปรียบเวลาที่ตลาดตกด้วยซ้ำอย่าง Hedge fund ที่ใช้กลยุทธ์แบบ Short only  แต่ที่ผ่านมา Hedge fund ไม่ได้ขายให้กับบุคคลทั่วไป  ตัว Liquid Alternatives Funds นี่ก็มีขึ้นมาในภายหลัง  หลักการคือเป็นกองทุนรวมที่เปิดให้กับบุคคลทั่วไปลงทุน  โดยกองทุนรวมพวกนี้ใช้วิธีการลงทุนแบบ Hedge fund

    พอดีเจอบทความของ Morningstar พูดถึง Liquid Alternatives Funds ว่าสรุปแล้วกองทุนพวกนี้ผลงานเป็นไงบ้าง  อ่านดูก็น่าสนใจผมทิ้งลิ้งค์ไว้ให้เผื่อใครสนใจไปอ่านเองครับ https://www.morningstar.com/articles/1049091/liquid-alternatives-funds-is-there-any-hope

    หลักๆแล้วสรุปได้ว่า  

    • ผลตอบแทนสุทธิที่กองทุนประเภทนี้ทำได้เฉลี่ยแค่ 1.66% ต่อปีเท่านั้นเอง  
    • ผลตอบแทนแย่กว่ากองทุนประเภทอื่นเกือบทั้งหมด  รวมถึงกองทุนที่ลงทุนในตราสารหนี้ด้วย
    • กองทุนประเภทนี้ทั้งหมดที่ออกมาตั้งแต่ปี 2009 มี 453 กอง  ปัจจุบันเหลืออยู่ 153 กองเท่านั้น
    • ปัญหาอย่างนึงที่ทำให้กองทุนประเภทนี้ไม่ได้รับความนิยมน่าจะเป็นเพราะความซับซ้อน  นักลงทุนอาจจะไม่เห็นภาพว่ากองทุนลงทุนอะไรยังไง  ขาดทุนขึ้นมาก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นเพราะอะไร
    • ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ Hedge fund ก็ผลตอบแทนแย่พอดี  และพวก Liquid Alternatives Funds เองก็เลียนแบบวิธีการลงทุนของ Hedge fund ได้ไม่สมบูรณ์เพราะข้อจำกัดว่ามันต้องมีสภาพคล่องให้คนลงทุนสามารถซื้อขายได้ตลอดด้วย
    • ค่าธรรมเนียมเฉลี่ยคือ 1.66%  ถูกกว่า Hedge fund แต่ก็แพงกว่ากองทุนรวมทั่วไป  เนื่องจากผลตอบแทนสุทธิก็ 1.66% เหมือนกันพอดี  แปลว่าช่วงที่ผ่านมาผลตอบแทนทั้งหมดที่กองทุนประเภทนี้ทำได้โดยเฉลี่ยก็แบ่ง 50/50 กับนักลงทุนพอดี

    ฟังแบบนี้ก็เหมือนกองทุนประเภทนี้ดูไม่มีประโยชน์  แต่ทั้งนี้ผู้เขียนก็ยังมองว่ามันน่าจะมีประโยชน์อยู่นะ

    • ตอนปีที่กองทุนพวกนี้เริ่ม  มันเป็นช่วงตลาดขาขึ้นซึ่งกองทุนพวกนี้ไม่มีประโยชน์เท่าไหร่พอดี
    • ในเวลานี้อัตราผลตอบแทนของสินทรัพย์ที่คนนิยมใช้เพื่อกระจายความเสี่ยงอย่างตราสารหนี้มันต่ำลง  ดังนั้นโดยเปรียบเทียบกองทุนพวกนี้ก็น่าจะน่าสนใจขึ้น
    • กองทุนที่รอดอยู่ในเวลานี้มีประวัติยาวนานมากขึ้น  กองห่วยๆตายไปเยอะแล้ว

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี