Category: Uncategorized

  • วิกฤติเศรษฐกิจ คาดเดาได้ด้วยเหรอ ?

    วิกฤติเศรษฐกิจ คาดเดาได้ด้วยเหรอ ?

    เร็วๆนี้ผมอ่านเจอบทความศึกษาน่าสนใจอันนึงเลยมาเล่าให้ฟังครับ

    ก่อนหน้านี้ผมเข้าใจมาตลอดว่าเรื่องวิกฤติเศรษฐกิจนี่มันเป็นอะไรที่ไม่สามารถคาดเดาได้  ตอนเรียนก็มีวิชาที่พูดถึงวิกฤติเศรษฐกิจในอดีต  ส่วนใหญ่เป็นการทำความเข้าใจว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไงหลังจากที่เรื่องมันเกิดไปแล้ว  ไม่ได้มีพูดถึงว่าเราจะสามารถคาดการณ์มันล่วงหน้าได้หรือเปล่า  โดยรวมมักจะได้ภาพว่าวิกฤติเศรษฐกิจนี่มันมาแต่ละครั้งไม่เหมือนกัน  และมันเป็น black swan คือมาแบบทำให้ตกใจไม่มีใครเดาได้ล่วงหน้า

    แต่ทีนี้ไปอ่านเจอ working paper อันนึงชื่อ “Predictable Financial Crises” ซึ่งแปลว่าวิกฤติเศรษฐกิจที่คาดเดาได้  เนื้อหาน่าสนใจมาก  ผมทิ้งลิ้งค์ไว้ให้เผื่อใครสนใจไปอ่านในรายละเอียด  https://www.hbs.edu/faculty/Publication%20Files/20-130_6002ac58-19a9-469a-a0cc-506a5f836ae7.pdf

    ปรากฎว่าไอเดียว่าวิกฤติเศรษฐกิจสามารถคาดเดาได้ในระดับนึงนี่มันมีคนเสนอมานานแล้ว  มีคนที่ทำการวิจัยและเชื่อว่าระดับของสินเชื่อและราคาสินทรัพย์ที่สูงขึ้นเป็นตัวบ่งชี้ว่ามีโอกาสจะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ

    ใน working paper นี้เค้าศึกษาสินเชื่อกับราคาสินทรัพย์ทั้งในภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ

    ประเด็นสำคัญที่ได้จาก working paper นี้คือ

    1. ดูการเติบโตของสินเชื่อเฉยๆไม่ได้
    2. เมื่อมีการเติบโตของสินเชื่อและราคาทรัพย์สินที่สูงขึ้นมาก  โอกาสที่ภายใน 3 ปีต่อมาจะมีวิกฤติเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
    3. เป็นทั้งภาคครัวเรือนหรือภาคธุรกิจ
    4. โอกาสเกิดวิกฤติจะสูงอันตรายเป็นพิเศษในกรณีที่เป็นทั้งภาคธุรกิจและภาคครัวเรือน  แต่พวกนี้หายาก
    5. โอกาสในการเกิดวิกฤติดูจะได้รับผลกระทบจากประเทศอื่นด้วย  หมายความว่าต่อให้ประเทศตัวเองไม่ได้มีเหตุการณ์สินเชื่อกับราคาสินทรัพย์โต  แต่ประเทศอื่นๆในโลกจำนวนมากมี  ก็มีความเสี่ยงที่จะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจกับประเทศเราไปด้วย

    สรุปคือดูเหมือนว่าวิกฤติเศรษฐกิจมันจะไม่ใช่อะไรที่โผล่พรวดมาแบบเดาไม่ได้ซะทีเดียว  ถึงตัวบ่งชี้อย่างการเติบโตของสินเชื่อกับราคาสินทรัพย์จะยังไม่ได้เป็นอะไรที่สมบูรณ์แบบ  เพราะมันก็มีกรณีที่เกิดวิกฤติทั้งที่ไม่มีตัวบ่งชี้พวกนี้หรือก็มีที่ตัวบ่งชี้บอกว่ามีความเสี่ยงแต่สุดท้ายก็ไม่เกิดวิกฤติ  แต่มันก็มีประโยชน์อย่างชัดเจนในฐานะที่เป็นสัญญาณเตือนว่าความเสี่ยงสูงขึ้น  อนาคตเราอาจจะมีวิธีการทำนายวิกฤติเศรษฐกิจก็ได้นะ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/courses

  • สอบ CFA 1 ทำให้ลงทุนในหุ้นเก่งขึ้นมั้ย ? สมควรไปสอบหรือเปล่า ?

    สอบ CFA 1 ทำให้ลงทุนในหุ้นเก่งขึ้นมั้ย ? สมควรไปสอบหรือเปล่า ?

    มีคนสงสัยอยากให้เล่าถึงประสบการณ์การสอบ CFA Level 1 ว่ามันมีประโยชน์กับการลงทุนในหุ้นมากน้อยแค่ไหน  ทำให้ลงทุนในหุ้นได้ประสบความสำเร็จเร็วขึ้นมั้ย  แล้วผมแนะนำให้คนไปสอบ CFA หรือเปล่า

    เป็นคำถามที่แปลกดีผมก็เลยมาทำวีดิโอตอบครับ

    เล่าประสบการณ์การสอบ CFA Level 1

    CFA Level 1 มันจะมีสอบ 6 เรื่องหลัก  หัวข้อหลักๆจะเป็นประมาณนี้

    1. พื้นฐานไฟแนนซ์ Time value of money, สถิติและการทดสอบสมมติฐาน
    2. เศรษฐศาสตร์
    3. งบการเงิน
    4. ไฟแนนซ์
    5. ตราสารหนี้
    6. ตราสารอนุพันธ์, การลงทุนทางเลือกอื่นๆ

    สำหรับคนไม่เคยเรียนมาก่อนมันก็จะเยอะแหละ  แต่ละหัวข้อโดยตัวมันเองอาจจะไม่ได้ยากอะไรเท่าไหร่  แต่พอมันต้องสอบทั้งหมดนี่รวดเดียววันเดียวมันก็เยอะเอาเรื่องอยู่

    คือผมโชคดี  ส่วนใหญ่เรียนมาหมดแล้วป.ตรีพอดีใช้เวลาฟื้นไม่นาน  เรื่องใหม่ที่ไม่ได้เรียนในมหาวิทยาลัยก็มีแหละแต่ไม่เยอะ  ดังนั้นเลยรู้สึกไม่ลำบากเท่าไหร่  แต่ก็ต้องทวนนะไม่ใช่ไปแบบไม่อ่านเลย

    มีประโยชน์กับการลงทุนในหุ้นมากน้อยแค่ไหน ?

    มีประโยชน์แน่นอน  มีบางหัวข้อที่อยู่ใน CFA Level 1 ที่มันต้องรู้เลยสำคัญมากก็คือ

    1. Time value of money
    2. งบการเงิน
    3. ไฟแนนซ์

    แต่มันก็จะมีบางหัวข้อที่ไม่ได้มีประโยชน์อะไรกับการลงทุนในหุ้น  อย่างหัวข้อตราสารหนี้กับอนุพันธ์นี่ก็ชัดเจนว่ามันไม่เกี่ยวอะไรเลย  ต้องเข้าใจว่า CFA นี่เค้าเผื่อสำหรับคนอาชีพสายงานไฟแนนซ์ที่หลากหลาย  คนสอบบางคนก็ทำงานสายการเงินตั้งเป้าจะเป็น CFO  บางคนก็พวกสายลงทุนจะเป็น fund manager ในกองทุนแบบต่างๆ  ดังนั้นเนื้อหาเค้าก็ต้องกว้างและครอบคลุมเรื่องสำคัญทั้งหมดไว้ก่อน  มันก็จะมีหัวข้อที่ไม่เกี่ยวกับเราในฐานะคนที่จะลงทุนในหุ้นปนๆอยู่แหละ

    และสุดท้ายแล้ว  แม้แต่ใน CFA มันก็จะพูดเหมือนผมคือสิ่งที่สำคัญที่สุดที่ต้องศึกษาและมีประโยชน์กับการลงทุนในหุ้นคือการศึกษาทำความเข้าใจตัวบริษัทและธุรกิจของบริษัทที่เราสนใจ  จุดเด่น, ความสามารถในการแข่งขัน, คู่แข่ง, สถานการณ์ว่าเกิดอะไรขึ้นในอุตสาหกรรม, ฯลฯ  เรื่องพวกนี้สำคัญสุด

    ทำให้ลงทุนในหุ้นได้ประสบความสำเร็จเร็วขึ้นมั้ย ?

    เร็วขึ้นกว่านั่งเฉยๆเฉื่อยๆแน่นอนครับ  CFA ข้อดีอย่างนึงคือค่าสอบมันแพงมากพอที่จะกระตุ้นให้คุณตื่นตัวขึ้นแน่นอน  อย่างสมมติจะสอบ Level 1 มันจะมีค่าลงทะเบียนแรกเข้าหรืออะไรซักอย่างก่อน $450 และก็ค่าสอบอีกสมมติว่า early bird $700  รวมเป็น $1,150  ไม่รวมถ้าจะเอาหนังสือด้วยนะ  แพงกว่าลงเรียนทั้งหลักสูตรของผมเยอะ

    แต่ถ้าสมมติไม่เทียบกับนั่งเฉื่อยๆนะ  เทียบกันระหว่างคนสองคนที่ตั้งใจมากเหมือนกัน  คนนึงสอบ CFA กับอีกคนนึงศึกษาเรื่องการลงทุนในหุ้นแบบมีทิศทางไม่สะเปะสะปะ  คนที่สอบ CFA ก็จะช้ากว่าแหละเพราะอย่างที่บอกว่ามันมีไปเสียเวลาเรียนเรื่องที่ไม่เกี่ยวปนไปด้วย

    แล้วผมแนะนำให้คนไปสอบ CFA หรือเปล่า ?

    สำหรับคนที่จะสอบ CFA เพราะเรื่องหน้าที่การงานก็สอบเถอะครับ  แต่ถ้าสมมติคือจะไปสอบแค่เพราะอยากเรียนรู้เรื่องการลงทุนในหุ้นผมก็ไม่แนะนำ  แต่ถ้าสมมติอยากสอบเพราะมันท้าทายหรือสนุกอะไรซักอย่างก็สอบเถอะครับ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/courses

  • เงินลงทุนน้อย ซื้อหุ้นได้มั้ย ควรลงทุนในหุ้นหรือเปล่า ลงทุนในหุ้นไหนดี ?

    เงินลงทุนน้อย ซื้อหุ้นได้มั้ย ควรลงทุนในหุ้นหรือเปล่า ลงทุนในหุ้นไหนดี ?

    คำถามประมาณนี้ก็เป็นอะไรที่มีคนถามหลายทีละ  เราพูดถึงทีละอัน

    ลงทุุนในหุ้นได้มั้ย ?

    ได้ครับ  ปัจจุบันทั้งกองทุนหุ้นหรือจะเลือกซื้อหุ้นด้วยตัวเองมันไม่มีข้อจำกัดเรื่องต้องซื้อขั้นต่ำเท่าไหร่หรือค่าธรรมเนียมขั้นต่ำแล้ว  ดังนั้นได้แน่นอน

    ควรลงทุนในหุ้นหรือเปล่า ?

    โดยภาพรวมผมก็ว่าควร  ผมไม่เห็นเหตุผลว่าทำไมถึงไม่ควรนะ  ยกเว้นอย่างเดียวคือรู้ว่าเดี๋ยวกำลังจะต้องใช้เงินมีระยะเวลาลงทุนไม่นานไม่กี่ปี  แบบนั้นไม่แนะนำเพราะปกติหุ้นมีความผันผวน  ตราบใดที่ลงทุนระยะยาวหลายปีได้ก็ควรครับ  

    มีเงินลงทุนนิดเดียวก็ดีกว่าไม่มีเงินลงทุนเลย  ต่อให้เป็นเงินลงทุนหลักร้อย  ลงทุนสม่ำเสมอไปเรื่อยๆทุกเดือนรวมกันก็เยอะอยู่นะ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราเริ่มต้นตั้งแต่อายุน้อย  แนะนำว่าลองไปกดตัว financial calculator ดูเล่นๆก็ได้ครับ  จะได้เห็นภาพว่ามันมีผลขนาดไหน
    https://www.fncalculator.com/financialcalculator?type=tvmCalculator

    แต่ทีนี้ก่อนที่จะลงทุนในหุ้นลองนึกดูดีๆก่อนว่า

    1. มีเงินสดสำรองไว้บ้างอยู่แล้วมั้ย
    2. คือเราต้องการจะหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่เราจะถูกเหตุการณ์ในชีวิตบังคับให้ขายหุ้นออกมาผิดเวลา

    3. มีหนี้สินอะไรอยู่  จ่ายหนี้สินก่อนดีกว่ามั้ย
    4. โดยเฉพาะพวกบัตรเครดิตหรือหนี้สินที่มีดอกเบี้ยสูง  จ่ายคืนพวกนี้ก่อนดีกว่า  คุ้มกว่านะ

    แล้วก็มีคนถามว่ามีเงินลงทุนหลักร้อย  แล้วก็กะว่าจะลงทุนแค่นั้นเลยไม่ใช่หลักร้อยทุกเดือนได้มั้ย  ก็ได้แหละครับไม่มีปัญหาอะไร  แต่เราก็อย่าไปคาดหวังว่ามันจะสร้างความแตกต่างยิ่งใหญ่อะไรเท่านั้นเอง

    ปกติถ้าจะลงทุนในหุ้นควรลงทุนเดือนละกี่บาท ?

    อันนี้เอาจริงๆมันก็ขึ้นอยู่กับ 2 อย่างคือ หนึ่งเรามีเป้าหมายอะไรเท่าไหร่  กับสองคือเราสามารถกันเงินมาลงทุนได้เท่าไหร่

    เรื่องสามารถกันเงินมาลงทุนได้เท่าไหร่นี่มันแล้วแต่คนละ  ผมช่วยอะไรไม่ได้

    ส่วนเรื่องเป้าหมายนี่เหมือนเดิมคือผมแนะนำให้ลองกด financial calculator ดูคร่าวๆว่าเพื่อให้ถึงเป้าหมายควรจะต้องลงทุนเท่าไหร่  ใช้ rate of return เป็นซัก 8% เพื่อความปลอดภัย

    อย่าลืมว่าเลขที่ได้นี่คือลงทุนเท่ากันไปตลอดนะ  ซึ่งในชีวิตจริงสมมติตอนนี้เรามีไม่พอก็อย่าไปถึงกับเครียด  แค่ต้องรู้ว่าต้องออมมากขึ้นเมื่อรายได้เยอะขึ้นเท่านั้นเอง

    แล้วควรจะลงทุนในหุ้นอะไรดี ?

    ในความเห็นผมคือถ้าเงินจำนวนไม่มาก  ลงทุนในกองทุนรวมดีกว่า  เพราะมันได้เปรียบเรื่องการกระจายความเสี่ยงที่ดีกว่า  และที่สำคัญอีกอย่างคือถ้าเงินจำนวนไม่เยอะมาก  การมาลงทุนแรงและเวลาทุ่มเทศึกษามันไม่ได้คุ้มอะไรเท่าไหร่  สู้เอาแรงและเวลาไปหาวิธีมีรายได้มากขึ้นน่าจะคุ้มกว่า

    แล้วบางทีคนก็จะถามว่าซื้อกองทุนไหนดีให้ผมแนะนำอีก  ผมก็แนะนำว่าซื้อกองทุนที่เราทำธุรกรรมสะดวกน่ะครับ  แล้วก็เลือกกองทุนดัชนีไปเลยก็ได้  สมมติไม่รู้ว่าอันไหนกองทุนดัชนีก็ติดต่อถามเจ้าหน้าที่ธนาคารที่เราสะดวกเลยครับ

    สรุปคือยังไงผมก็คิดว่าควรเริ่มลงทุนแหละครับ  ไม่เกี่ยวว่ามันจะต้องเป็นจำนวนเงินที่เยอะหรืออะไร  เริ่มก็ดีกว่าไม่ทำเลย

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/courses

  • Shiller P/E ดูเหมือนจะใช้บอกว่าตลาด ถูก หรือ แพง ได้

    Shiller P/E ดูเหมือนจะใช้บอกว่าตลาด ถูก หรือ แพง ได้

    หัวข้อวันนี้ผมมาพูดถึง Shiller P/E หรืออีกชื่อนึง CAPE (Cyclically Adjusted P/E)  ซึ่งดูมีประโยชน์ในการบอกว่าหุ้นโดยรวมถูกหรือแพงครับ

    ไอเดียของ Shiller P/E มาจากนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล Robert Shiller ครับ  เค้าเสนอว่า P/E ของตลาดน่าจะสามารถเอามาใช้เป็นตัวบอกว่าตลาดโดยรวมถูกหรือแพงได้  แต่การใช้ระดับราคาของตลาดปัจจุบันเทียบกับกำไรปีที่แล้วอาจจะไม่เวิร์ค  เพราะเศรษฐกิจและรวมถึงผลประกอบการของบริษัทในตลาดหุ้นโดยรวมมันเป็นวัฎจักรมีช่วงที่บูมกับช่วงตกต่ำ  P/E ของตลาด 20 เท่าอาจจะแปลว่าแพงมากก็ได้ถ้าตอนนี้เป็นช่วงวัฎจักรเศรษฐกิจเติบโตสูงสุด  แต่ P/E ตลาด 20 เท่าเหมือนเดิมอาจจะแปลว่าไม่แพงก็ได้ถ้าตอนนี้เป็นช่วงวัฎจักรเศรษฐกิจตกต่ำสุด

    สิ่งที่ Robert Shiller เสนอก็คือใช้ CAPE หรือก็คือเอาราคาตอนนี้เทียบกับเฉลี่ยกำไรในช่วง 10 ปีที่มีการปรับเงินเฟ้อแล้วแทนกำไรปีล่าสุดปีเดียว

    ทีนี้มันก็มีคนไปทดสอบว่า CAPE มันสัมพันธ์กับผลตอบแทนจริงหรือเปล่า  วิธีการก็คือใช้ข้อมูลในอดีตดูข้อมูลย้อนหลัง CAPE ของ S&P500 ในแต่ละปีของ 1995-2010 เทียบกับผลตอบแทนของ S&P500 ในช่วง 10 ปีต่อมา  สิ่งที่เค้าพบคือ  ความสัมพันธ์มันชัดเจนมาก  CAPE ที่ยิ่งสูงก็ยิ่งเป็นตัวบ่งชี้ว่าอนาคตหลังจากนั้น 10 ปีผลตอบแทนจะต่ำ

    ผมสงสัยว่าถ้าเอาข้อมูลตลาดหุ้นไทยมาลองทำบ้างมันจะได้ความสัมพันธ์ชัดเจนแบบนี้หรือเปล่า  และถ้าความสัมพันธ์ชัดเจนงั้น CAPE ตอนนี้ของหุ้นไทยถือว่าถูกหรือแพง  น่าไปลองทำดูนะครับ

    เผื่อคนสนใจอ่านผมทิ้งไว้ทั้งบทความของ Morningstar ที่ผมอ่านเจอตอนแรกและลิ้งค์ของ Michael Finke ที่เป็นคนเริ่มลองทำแล้วทำให้คนของ Morningstar สนใจอีกทีนึง

    https://www.morningstar.com/articles/993648/maybe-theres-something-to-the-shiller-cape-ratio-after-all

    https://www.advisorperspectives.com/articles/2020/07/20/the-remarkable-accuracy-of-cape-as-a-predictor-of-returns-1

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/courses

  • ลงทุนยังไงต่อดี ตลาดจะไปทางไหนต่อ ? – สิงหาคม 2563

    ลงทุนยังไงต่อดี ตลาดจะไปทางไหนต่อ ? – สิงหาคม 2563

    เอาจริงๆคือตอนนี้เดายากซะละ

    ก่อนหน้านี้ที่เราคุยกันคือผมมองว่ามีโอกาสที่ตลาดจะตก  เพราะเรื่องหลัก 2 เรื่องคือ

    1. การระบาดควบคุมไม่ได้  ทำให้มีความเสี่ยงว่าบางที่อาจต้องปิดเศรษฐกิจอีก  และต่อให้ไม่ได้มีการปิดเศรษฐกิจ  ความเชื่อมั่นที่ผู้บริโภคจะจับจ่ายใช้สอยก็ไม่น่าจะกลับมาเต็มที่
    2. ผลประกอบการไตรมาส 2 ของบริษัทที่รายงานออกมาน่าจะเละ  และภาคธุรกิจเองก็น่าจะมีบริษัทขนาดเล็กที่เงินทุนไม่หนาหรือมาตรการช่วยเหลือของรัฐบาลเริ่มหมดทยอยเจ๊งปิดกิจการเยอะขึ้น

    สิ่งที่เราเดาไว้มันก็เกิดขึ้นจริงๆแหละ  การระบาดก็ยังควบคุมไม่ได้และมีหลายประเทศที่กลับมาปิดเศรษฐกิจจริง  ผลประกอบการไตรมาส 2 ออกมาหลายบริษัทก็แย่ลงชัดเจน  และก็ยังมีบริษัททยอยปิดกิจการต่อเนื่อง

    อันนี้เป็นสรุปสถานการณ์ภาพรวมในอเมริกา  ผมเอามาจากเวปของ Bloomberg เค้าทำดีมากเลย

    จะเห็นว่าสถานการณ์เรื่องการระบาดและกิจกรรมทางเศรษฐกิจจริงยังไม่ดีสีแดงเกือบหมด  แต่ตลาดเงินตลาดทุนดีหุ้นขึ้น

    ดูเหมือนตลาดหุ้นก็ไม่ได้ตกอะไรนักหนา  หุ้นไทยตั้งแต่เดือนที่แล้วมาเดือนนี้โดยรวมก็ตกแค่จิ๊ดเดียว  หุ้นยุโรปก็คล้ายๆกันคือตกมานิดเดียว  ส่วนหุ้นอเมริกานี่ไปกันใหญ่คือสูงขึ้นไปอีก  เป็นอะไรที่ผิดคาด

    มันเป็นเพราะอะไรล่ะ ?  อันนี้ผมก็ไม่แน่ใจซะทีเดียวว่าเพราะอะไร  แต่ส่วนตัวคือเดาว่าสาเหตุหลักน่าจะมาจากข่าวเรื่องวัคซีนที่ดูเหมือนจะก้าวหน้าเร็วกว่าที่คาด  จากตอนแรกนี่เหมือนจะปีหน้านู่น  แต่ข่าวที่ออกมาช่วงหลังนี้เหมือนจะเริ่มพูดว่าปลายปีนี้เยอะขึ้นเรื่อยๆ  ในทางปฏิบัติเนื่องจากช่วยกันทำทั้งโลกผมก็ค่อนข้างเชื่อว่ามันจะเร็วกว่าที่คิดไว้ตอนแรกแหละ 

    และถ้ามันสำเร็จจริงๆขึ้นมาโอกาสหุ้นจะตกให้เราได้ซื้อก็จบละ  ไม่ต้องรอให้ผลิตแจกจ่ายนะ  แค่มีข่าวว่าได้วัคซีนที่ได้ผลปุ๊บคือจบละ  ตลาดหุ้นจะ forward looking  เศรษฐกิจจริงๆก็อาจจะยังไม่ฟื้นทันที  แต่อย่าลืมว่าบริษัทในตลาดหุ้นไม่ใช่ทุกบริษัทในประเทศ  ส่วนใหญ่ที่อยู่ในตลาดหุ้นมันเป็นบริษัทใหญ่กว่าทั่วไปซึ่งจริงๆได้ประโยชน์จากการที่บริษัทเล็กๆที่เป็นคู่แข่งเจ๊งไป  ดังนั้นถ้าตลาดหุ้นมองว่าบริษัทขนาดใหญ่จะรอด  ราคาหุ้นน่าจะขึ้นพรวดกลับไปและเราก็จะอดซื้อค่อนข้างแน่นอน

    นอกเหนือจากวัคซีนแล้ว  สถานการณ์เศรษฐกิจเองก็เริ่มมีบางประเทศที่ดูดีขึ้น  เลยอาจทำให้ตลาดหุ้นไม่ตกใจอย่างที่เราคาด  อย่างจีนนี่เราก็ได้ข่าวว่าตัวเลขส่งออกเดือนกรกฎาคมโต  บางประเทศในยุโรปเองก็เริ่มมีตัวเลขดีขึ้น  เช่นเยอรมณีที่ตัวเลขความเชื่อมั่นดีขึ้นแล้วก็การผลิตดีขึ้น  ฝรั่งเศสตัวเลขภาคบริการกับการใช้จ่ายผู้บริโภคดีขึ้น

    แล้วแบบนี้ลงทุนยังไงต่อ ?

    จากครั้งที่แล้วคือผมเชื่อว่าตลาดหุ้นมีโอกาสมากที่จะตกใช่มะ  แต่ในเวลานี้เริ่มไม่แน่ใจละเพราะดูคนจะไม่ตกใจเท่าไหร่  แถมยังมีความเสี่ยงว่าถ้าวัคซีนเกิดสำเร็จขึ้นมาจริงๆก็ยิ่งจะทำให้ไม่ได้ซื้อซะอีก

    ดังนั้นถ้าเป็นผมนะ  ถ้ายังมีเงินสดเหลืออยู่ผมก็จะซื้อบริษัทที่ก่อนหน้านี้ได้รับผลกระทบจากโรคระบาดแล้วราคายังไม่ฟื้นกลับไปโดยสมบูรณ์  เช่นบริษัทที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว, บริษัทที่เป็นสินเชื่อหรือสถาบันการเงิน, ฯลฯ  ยังไงถ้าบริษัทเหล่านี้รอดเราก็กำไรเยอะอยู่  ไม่ต้องรอราคาถูกกว่านี้แล้วซื้อก็ได้  ผมกลัวว่ารอมากไปจะกลายเป็นอดซะมากกว่า

    ถ้าจะเหลือเงินสดไว้ซักหน่อยเผื่อมันมีราคาตกจริงๆขึ้นมา  ผมว่าเหลือไว้ก็ได้แต่อย่าเยอะเกิน  ฉวยโอกาสซื้อให้เยอะในระดับที่ถ้าราคามันไม่ตกแล้วเราไม่มานั่งเสียใจภายหลังดีกว่าครับ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/courses

  • เล่าประสบการณ์ลงทุนพลาด ขาดทุนเป็นแสน เป็นล้าน (ภาค 2)

    เล่าประสบการณ์ลงทุนพลาด ขาดทุนเป็นแสน เป็นล้าน (ภาค 2)

    บทความนี้ผมเล่าเคสที่เคยตัดสินใจลงทุนพลาดแบบเยอะๆและสิ่งที่ผมเรียนรู้จากเหตุการณ์เหล่านั้นให้ฟังครับ

    4. Invesco

    บริษัทนี้ทำธุรกิจบริหารจัดการกองทุนครับ  มีทั้งกองทุนที่เป็น Active และกองทุนที่เป็น Passive  Invesco ตอนที่ผมซื้อก็เป็นผู้ออก ETF ที่ใหญ่อันดับที่ 4 ในอเมริกาด้วย  ซื้อช่วงปลายปี 2018 ที่ราคา 22 USD ด้วยเงินจำนวน 2,000,000 บาท

    ตอนนั้นที่ซื้อจำได้ว่าเป็นเหตุการณ์หุ้นตกปลายปี 2018 เพราะเรื่อง trade war  ธุรกิจประเภทเดียวกับ Invesco ก็ตกหมดนะ  บริษัทผู้ออก ETF ที่ใหญ่สุดในอเมริกาเรียงจากใหญ่สุดก็จะมี Blackrock, Vanguard, State Street แล้วก็ Invesco  ซึ่งนอกจาก Vanguard แล้วทุกอันมีหุ้นหมดและก็ตกกันหมด  สาเหตุที่ตัดสินใจเลือกซื้อ Invesco เป็นเพราะราคามันถูกสุด  คือจริงๆก็รู้แหละว่า Invesco สู้คู่แข่งไม่ได้  ใน ETF ด้วยกันก็แพ้ Blackrock กับ State Street ห่างกันเยอะ  อยู่ที่ 4 ก็จริงแต่ทรัพย์สินที่อยู่ภายใต้การบริหารนี่ขนาดคนละเรื่อง  ในฝั่งกองทุน Active ก็ผลตอบแทนสู้พวก T. Rowe Price ไม่ได้เลย  เป็นบริษัทระดับรองอย่างชัดเจน  แต่ซื้อเพราะคิดว่า trade war มันปัญหาชั่วคราวบวกกับดูราคามันถูกมาก

    สิ่งที่เกิดขึ้นคือหุ้นโดยรวมมันก็ฟื้นจากเรื่อง trade war ตามคาด  แต่ทีนี้ Invesco ดันแพ้  Blackrock กับพวกตัวใหญ่ๆด้วยความที่เค้ามีทรัพย์สินภายใต้การบริหารเยอะกว่ามากก็สามารถที่จะลดราคาค่าธรรมเนียมบีบให้แคบลงได้  ก็ยิ่งกินส่วนแบ่งการตลาด ETF ที่เป็น Passive มากขึ้นไปอีก  ในขณะที่ Invesco ต้องพึ่งพาการซื้อกิจการเพื่อที่จะโต  ส่วนฝั่ง Active ก็แพ้พวก T. Rowe Price หรือไม่ก็เสียลูกค้าเพราะกระแสของการลงทุนแบบ Passive กำลังได้รับความนิยม  สุดท้ายตอนปลายปี 2019 ผมก็ยอมรับความผิดพลาดและขายหุ้นไปแถว 17.5 USD  ขาดทุนไปประมาณ -20% ได้

    เหตุการณ์นี้เป็นหนึ่งในครั้งที่สอนให้รู้ว่าควรเลือกหุ้นที่เข้มแข็งดีกว่าหุ้นงั้นๆ  ถึงแม้ว่าหุ้นงั้นๆราคาจะตกเยอะกว่าก็ตาม  แต่ในระยะยาวแล้วหุ้นงั้นๆเสี่ยงกว่าและต่อให้ฟื้นขึ้นมาโอกาสเติบโตในอนาคตก็น้อยกว่า

    5. Dignity

    อันนี้ก็เป็นอีกเคสที่ขาดทุนไปเยอะ  Dignity นี่ทำธุรกิจจัดงานศพและทำที่เผาศพในอังกฤษครับ  ผมมีซื้อสามครั้ง  รวมเป็นเงิน 2,500,000 บาท  ที่ราคาเฉลี่ย 10.4 GBP

    เรื่องของเรื่องคือบริษัทนี้สิ่งที่ผมชอบคือรู้สึกว่าลักษณะธุรกิจมันคงที่ดีผลประกอบการสม่ำเสมอ  โมเดลของบริษัทนี้เค้าเน้นขายงานศพแบบ full service คือเต็มรูปแบบตามประเพณีดั้งเดิมซึ่งค่อนข้างแพง  และก็ใช้การซื้อกิจการบริษัทจัดงานศพท้องถิ่นตามเมืองต่างๆซึ่งหลายครั้งก็เป็นเจ้าเดียวในเมืองพวกนั้น  ส่วนแบ่งการตลาดของเค้าอยู่ประมาณ 11-12% นะ  แถมอนาคตเราก็รู้ว่าเป็น aging society ใช่มะ  เลยซื้อไปครั้งแรกก่อน 1,000,000 บาทที่ 16 GBP ตอนปลายปี 2017

    หลังจากนั้นปรากฎว่าปีต่อมาบริษัทเปลี่ยนกลยุทธ์การทำธุรกิจ  เค้าบอกว่าเดี๋ยวนี้คนที่ขายจัดงานศพขายผ่านออนไลน์และผู้บริโภคเองก็หาผ่านออนไลน์มากขึ้น  ทำให้สภาพการแข่งขันที่ผูกขาดในบางพื้นที่แต่เดิมผูกขาดได้น้อยลงเรื่อยๆ  ผู้บริหารเห็นเทรนด์การเปลี่ยนแปลงก็เลยตัดสินใจลดราคามาแข่ง  ทำตลาดจัดงานศพแบบราคาถูกเยอะขึ้น  มีการเปลี่ยนแปลงจากที่มีแบรนด์ย่อยกระจายก็เปลี่ยนมาเป็นทำสองยี่ห้อคือ Dignity กับ Simplicity  ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้ก็ทำให้กระทบกับกำไรของบริษัทลดไปเกือบครึ่งในปี 2018  ราคาหุ้นก็ตก  ผมก็มีการซื้อเพิ่มไปอีกที่ 9 GBP อีก 1,000,000 บาทและ 7.5 GBP อีก 500,000 บาท  ต่อมาในปี 2019 บริษัทก็ยอดขายสูงขึ้นนะแต่ด้วยความที่อัตราส่วนกำไรสุทธิมันน้อยลงไปเยอะมากกำไรก็เหลือแค่ 60% เทียบกับเมื่อปี 2017  ผมก็มาได้สติตอนปลายปี 2019 ว่าสภาพการแข่งขันมันไม่เหมือนเดิมแล้วและไม่มีอะไรบอกได้ว่า Dignity จะชนะคู่แข่งในอนาคตหรือว่าการเปลี่ยนแปลงนโยบายที่ทำจะได้ผล  มันไม่ใช่ปัญหาชั่วคราวซะละ  เลยตัดสินใจขายหุ้นทั้งหมดไปที่ราคา 5.6 GBP  ขาดทุนไป -46.15% หรือคิดเป็นเงินคือ 1.15 ล้านบาทได้

    เหตุการณ์นี้สิ่งที่พลาดจริงๆเลยคือที่มาซื้อเพิ่มตอนหลังนี่แหละ  ตอนซื้อครั้งแรกมันช่วยไม่ได้เพราะผมไม่มีทางรู้ว่าบริษัทจะเปลี่ยนกลยุทธ์  ยอมขาดทุนไปก็จบ  แต่นี่คือรู้สึกมีความลำเอียงชอบบริษัทนี้โดยไม่มีเหตุผลบวกกับไม่อยากยอมรับว่าพลาด  ทั้งที่มันก็ชัดอยู่แล้วว่านี่มันไม่ใช่สถานการณ์ที่เราจะเดาอนาคตได้อย่างมั่นใจ  อารมณ์คล้ายๆกับตอน NBC เลยครับ

    6. Lookers

    เคสนี้คือล่าสุดและเป็นเคสที่ความเสียหายรุนแรงสุดละ  บริษัทนี้เป็นดีลเลอร์รถยนต์เจ้าใหญ่ในอังกฤษ  ถ้าจำไม่ผิดน่าจะอันดับ 3 รองจาก Pendragon กับ Inchcape  หุ้นนี้ผมซื้อสะสมหลายครั้งเริ่มตั้งแต่ช่วงครึ่งปีหลังของ 2017  โดยรวมสุดท้ายซื้อไปด้วยเงินต้นประมาณ 4,000,000 บาท  ที่ราคาเฉลี่ย 0.8 GBP

    หลักๆที่ซื้อเลยคือหนึ่งมันก็เป็นผู้เล่นเจ้าใหญ่ในเรื่องค้าปลีกรถยนต์ทั้งรถใหม่และมือสองในอังกฤษ  โดยรวมถามว่าเป็นบริษัทที่เข้มแข็งอะไรมากมั้ยก็เปล่า  ผลประกอบการในช่วงนั้นก็ทำได้ดีจากการที่อุตสาหกรรมโดยรวมเติบโต  แต่ทีนี้ราคาหุ้นมันตกด้วยความกังวลเรื่อง Brexit ว่ามันจะทำให้ยอดขายรถใหม่ตกหรือเปล่า  ซึ่งในภายหลังปีต่อๆมามันก็ตกจริงนะ  แต่ผมมองว่าผลของ Brexit ยังไงมันก็ชั่วคราวคนก็ต้องมีช่วงที่กลับมาซื้อรถใหม่  และในเวลานั้นรู้สึกว่ามันราคาถูกมาก  ผมก็เลยเริ่มซื้อในช่วงนั้น  โดยไอเดียคือไม่ได้ตั้งใจจะถือหุ้นไปยาว  กะแค่ว่าไว้ตลาดรถกลับมาปกติก็ว่าจะขายแหละ

    หลังจากนั้นมาหุ้นก็ตกเยอะไปอีกจาก COVID-19  พวกโชว์รูมรถยนต์โดนให้ปิดหมด  ดังนั้นผลประกอบการมันจะแย่ก็ไม่แปลก  ราคาที่ตกไปถึง 0.11 GBP ผมก็ไม่ได้กังวลอะไรมาก  ตอนนั้นรู้สึกเสียดายนิดหน่อยด้วยว่าถ้ารู้ว่าจะมีโรคระบาดก็คงรอมาซื้อตอนนี้ดีกว่า

    แต่ที่ทำให้ช็อคคือ  ปรากฎว่ากรรมการบริษัทมีการแจ้งว่าบริษัทออกงบการเงินตัวเลขรายได้สูงเกินจริง  สุดท้ายบริษัทไม่สามารถแก้ไขส่งงบได้ภายในเวลาที่กำหนดและหุ้นถูกหยุดการซื้อขาย  มึนไปเลย  ไม่อยากเชื่อว่าบริษัทที่ทำธุรกิจมาเกิน 100 ปีและที่ผ่านมาก็ทำได้ดียังจะอุตส่าห์ต้องโกหกตัวเลขรายได้อีก  ลงทุนมาตั้งแต่ปี 2007 นี่เคยเจอเคสแบบนี้ครั้งนี้ครั้งแรกเลย  กรณีแบบโกหกแบบนี้รู้ปุ๊บคือยังไงก็ต้องขายทิ้งทันที  ขายไปที่ราคา 0.2 GBP ตอนปลายเดือนมิถุนายน 2020 นี่เอง  คิดเป็นขาดทุน -75%  ขนาดความเสียหาย 3,000,000 บาท

    เรื่องนี้ก็สอนผมอยู่สองอย่าง  หนึ่งเลยคือไอประเภทซื้อหุ้นบริษัทที่ไม่ได้มีอำนาจอะไรแต่ซื้อเพราะราคาถูกอย่างเดียวนี่ไม่เอาละ  ก่อนหน้านี้ Invesco ก็โดนไปที  สองคือยังไงเราก็พลาดกันได้  ต้องมีการกันไม่ให้ถือหุ้นบริษัทใดบริษัทหนึ่งเยอะกว่าหุ้นอื่นมากๆ  เพราะถ้าพลาดขึ้นมาความเสียหายมันถ่วงครั้งที่ไม่พลาดหลายครั้งหายหมด

    สรุปบทเรียนทั้งหมดที่เรียนรู้อีกรอบคือ

    1. อย่าลงทุนในบริษัทที่ไม่มีอำนาจบังคับผู้บริโภค
    2. อย่าลงทุนในบริษัทที่เราไม่เห็นภาพว่าทำไมมันถึงดี  ต่อให้ที่ผ่านมาดูทำได้ดีมากก็ตาม
    3. ไม่เอาละประเภทบริษัทงั้นๆที่ราคาตกเยอะ  สู้ซื้อบริษัทดีราคาตกนิดหน่อยไม่ได้
    4. ยังไงความผิดพลาดก็เกิดขึ้นได้  ต้องมีมาตรการบางอย่างจำกัดไม่ให้ถือหุ้นใดหุ้นหนึ่งเยอะเกินไป

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/courses

  • เล่าประสบการณ์ลงทุนพลาด ขาดทุนเป็นแสน เป็นล้าน (ภาค 1)

    เล่าประสบการณ์ลงทุนพลาด ขาดทุนเป็นแสน เป็นล้าน (ภาค 1)

    บทความนี้ผมเล่าเคสที่เคยตัดสินใจลงทุนพลาดแบบเยอะๆและสิ่งที่ผมเรียนรู้จากเหตุการณ์เหล่านั้นให้ฟังครับ

    1. NBC

    อันแรกที่นึกออกเลยคือ Nation Broadcasting (NBC) หุ้นช่องข่าวเนชั่น  จำได้ว่าซื้อตอนช่วงที่เค้ากำลังจะมีการประมูลทีวีดิจิตัลเลยครับ  ในตอนนั้นจำได้ว่าซื้อด้วยเงินเยอะอยู่เทียบกับที่มีตอนนั้นประมาณ 3-4 แสนบาทได้  แต่จำราคาที่ซื้อไม่ได้มันนานมาละ

    สาเหตุที่ซื้อคือ  หนึ่งเลยเช็คดูผลประกอบการก็ดูโอเคอยู่  แล้วในเวลานั้นก็มีลองฟังข่าวช่องเนชั่นดูก็มีความรู้สึกว่าเค้าก็ทำดีนะ  แต่ช่องทีวีเนี่ยยังไงมันก็เสียเปรียบฟรีทีวีอย่างช่อง 3, 5, 7, 9 พวกนี้  ทีนี้พอได้ข่าวว่าจะมีการประมูลทีวีดิจิตัลผมก็คิดว่ามันก็จะแข่งเท่าเทียมกันแล้วไง  ถ้าก่อนหน้านี้ตอนเสียเปรียบฟรีทีวียังทำได้ดีใช้ได้แล้วถ้าอยู่ในสภาพที่แข่งเท่าเทียมกันแล้วก็ยิ่งน่าจะทำได้ดีขึ้นนะ  ด้วยความเชื่อประมาณนี้ก็เลยซื้อ

    แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือหลังจากประมูลช่องมาแล้ว  บริษัทขาดทุน  และแน่นอนเงินลงทุนก็ขาดทุนไปด้วย  จำไม่ได้ว่าถือไว้นานแค่ไหนแต่น่าจะซัก 2 ปีได้กว่าจะตัดสินใจขายไป  ตอนขายนี่ก็ขาดทุนไป -30% กว่าๆได้  นับเป็นจำนวนเงินก็เป็นแสน  ค่อนข้างเซ็ง

    สิ่งที่ผมพลาดคือลืมคิดไปว่าการประมูลทีวีดิจิตัลมันเปลี่ยนแปลงสภาพการแข่งขัน  มีช่องใหม่โผล่มาเต็ม  ต่อให้ไม่นับเรื่องที่เม็ดเงินโฆษณาจะเริ่มเบนความสนใจไปพวกสื่อ online อื่น  ยังไงมันก็มีคู่แข่งโผล่มาเยอะมาก  คิดโดยภาพรวมแบบนี้ก็น่าจะรู้ว่ามันจะดีได้ยังไง  ยอมรับว่าพลาดแบบงี่เง่ามากครับเคสนี้  หลังจากนั้นมาผมก็จำเป็นบทเรียนตลอดว่าจะไม่ซื้อหุ้นประเภทที่กำลังจะมีการเปลี่ยนแปลงใหญ่ในอุตสาหกรรมอีก  โดยเฉพาะพวกการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้มีคู่แข่งโผล่มามากขึ้นนี่ต้องเลี่ยงเลย

    2. PTTEP

    อีกอันนึงที่จำได้สมัยนู้นเลยคือ PTTEP ทำธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม  สินค้าหลักเค้าจะเป็นก๊าซธรรมชาติ  จำได้ว่าซื้อประมาณปี 2013-2014 ช่วงที่ราคาน้ำมันดิบอยู่แถว $100/barrel  ราคาหุ้นตอนนั้นคุ้นๆว่าซื้อมาน่าจะซักแถว 140-150 บาทมั้งนะ  จำนวนเงินที่ซื้อจำไม่ได้อีกเช่นกันแต่หลายแสนแน่นอน

    สาเหตุที่ซื้อคือ  หนึ่งเลยมาจากความเชื่อว่าน้ำมันและพวกปิโตรเลียมมันเป็นทรัพยากรที่จะหมดโลกนะ  ไม่ได้มีความรู้อะไรด้านนี้แค่ว่าตอนเด็กๆได้ยินคนพูดกันแบบนี้จริงๆ  น้ำมันจะหมดโลกต้องประหยัดอะไรประมาณนี้  ดังนั้นราคาน้ำมันก็น่าจะแพงขึ้นเรื่อยๆสิถ้ามันมีน้อยลงเรื่อยๆ  แล้วช่วงนั้นราคาน้ำมันดิบก็แพงขึ้นต่อเนื่องจริงๆนะก็เลยยิ่งสบายใจเข้าไปใหญ่  และอย่างที่สองคือรู้สึกว่า PTTEP กับ PTT เป็นพวกเดียวกันก็เลยรู้สึกสบายใจ

    ปรากฎว่าซื้อไปซักพักโลกก็มีเทคโนโลยีการขุด Shale oil ทำให้สหรัฐอเมริกาผลิตปิโตรเลียมได้เยอะขึ้น  พอมี supply เยอะขึ้นพวกน้ำมันดิบและปิโตรเลียมก็ราคาตก  และ PTTEP ซึ่งสุดท้ายก็ขายของได้ตามราคาตลาดก็กำไรหดลง  เอาจริงๆมาถึงตอนนี้ 2020 บริษัท PTTEP รายได้และกำไรก็ยังไม่เคยกลับไปดีเท่าตอนปี 2013 อีกเลย  แล้วคุณคิดว่าเงินลงทุนจะเหลือรึ  หุ้นที่ซื้อมาก็ตกแน่นอน  จำได้ว่าขาดทุนไป -50% ได้  ขาดทุนไปเท่าไหร่จำไม่ได้แต่เป็นหลายแสนชัวร์

    หลังจากนั้นมาก็ได้บทเรียนเลยว่าจะไม่ซื้อบริษัทประเภทที่ไม่มีอำนาจแบบนี้อีก  ราคาขายก็คุมอะไรไม่ได้ต้องตามราคาตลาดโลก  ต้นทุนก็คุมอะไรไม่ได้เพราะสัมปทาน, เครื่องจักร, แท่นนู่นนี่ก็ลงทุนไปแล้ว  คือเรียกว่าคุมอะไรแทบไม่ได้  ถ้ากำไรดีก็คือโชคดีขาดทุนก็คือโชคร้าย  และที่สำคัญคือพวกความเชื่อว่าอะไรซักอย่างนึงจะราคาสูงขึ้นไปเรื่อยๆนี่ไม่ใช่ละ  ไม่ว่าจะเป็นทอง, เพชร, ที่ดิน, ฯลฯ  ผมมีไปเช็คผลประกอบการหุ้นเหมืองที่ทำทองชื่อ Barrick Gold กับเพชรชื่อ Dominion Diamond ด้วยนะว่าผลประกอบการเป็นไง  ผลคือห่วยครับเอาจริงๆ

    3. Hugo Boss กับ Salvatore Ferragamo

    อันนี้เป็นหุ้นที่ซื้อช่วงที่เริ่มลองว่าวิธีการลงทุนแบบ Opportunistic VI มันจะใช้ได้มั้ยในต่างประเทศก็เลยมีการบันทึกชัดเจน  ตอนนั้นสิ่งที่อยากลองซื้อดูก็คือบริษัทพวกที่เป็น fashion เพราะรู้สึกว่าพวกนี้มันขายของได้แพงผิดปกติก็ยังมีคนยินดีซื้อ  ช่วงนั้นปี 2015 จำได้ว่าดู Hermes International กับ LVMH ราคาหุ้นมันไม่ตก  แต่มีหุ้น Hugo Boss, Salvatore Ferragamo กับ Prada ที่ราคาตก  ตัดสินใจซื้อ Hugo Boss มา 77.7 Euro กับ Salvatore Ferragamo ที่ 22.22 Euro  ด้วยเงิน 700,000 บาทเท่าๆกัน

    ผมส่วนตัวไม่รู้เรื่องอะไรกับแฟชั่นเลยและไม่เคยสนใจอะไรแฟชั่นทั้งสิ้น  เคยเดินไปสำรวจร้านที่ Siam Paragon ก็ไม่ค่อยเห็นคนหรืออะไรนะ  สาเหตุที่ซื้อก็อย่างที่บอกว่าเห็นคนมันบ้าสินค้าพวกนี้  และที่เลือก Hugo Boss นี่ก็มาจากการที่อ่านมาแล้วคนพูดถึงว่าเป็นสูทผู้ชายที่ดัง, ราคาสินค้าก็แพงด้วยนะ  บวกกับงบการเงินย้อนหลังเค้าก็ทำได้ดี (ช่วงหลังผ่านวิกฤติเศรษฐกิจมาก็ดูดีหมดนะ)  ส่วน Salvatore Ferragamo เช่นกันคือสินค้าแพง, ถามรุ่นน้องผู้หญิงแล้วเค้ารู้จัก  มีคนนึงที่บอกป้าเค้ามีรองเท้ายี่ห้อนี้ 50 คู่  และงบการเงินย้อนหลังก็ทำได้ดีเช่นกัน  ในใจตอนนั้นก็คิดว่า “เอาวะ  ถึงเราไม่ชอบและไม่รู้เรื่องแยกอะไรไม่ออกเลย  ขอให้คนอื่นมันบ้าซื้อต่อไปก็ใช้ได้”

    ปัญหาคือหลังจากซื้อไปทั้งสองบริษัทผลประกอบการดูไม่ได้ดีอย่างที่คาด  Hugo Boss นี่แย่ลงเลย  ส่วน Salvatore Ferragamo ก็ดูยอดขายไม่ได้เติบโต  และผมไม่รู้ที่มาที่ไปเลยว่ามันเกิดอะไรขึ้น  อย่าง NBC หรือ PTTEP ผมยังพอเข้าใจที่มาที่ไปได้ว่าเกิดอะไรขึ้นทำให้ผลประกอบการแย่ลง  แต่กับหุ้นสองบริษัทนี้คือตั้งแต่ตอนที่ซื้อมาก็ไม่รู้ว่าทำไมมันขายได้หรือทำไมคนถึงยินดีจ่ายแพงกับสองยี่ห้อนี้แต่แรก  พอผลประกอบการแย่ลงผมก็รู้แค่ว่ามันขายได้แย่ลงแค่นั้น  ไม่รู้ว่าทำไมคนถึงไม่ซื้อแล้วล่ะ  คนไม่นิยมสองยี่ห้อนี้แล้วเหรอ  หรือมันเป็นเรื่องปกติมั้ย  เราควรคาดหวังอะไรต่อกับอนาคต  ผม no idea มาก  สุดท้ายด้วยความโชคดีผมตัดสินใจขาย Salvatore Ferragamo ตอนต้นปี 2017 ได้กำไรประมาณ 23%  ส่วน Hugo Boss ขายไปกลางปี 2018 เท่าทุน

    กรณีนี้ถึงจะไม่ได้ขาดทุนอะไร  แต่จริงๆแล้วคือแค่โชคดีเฉยๆเพราะสุดท้ายแล้วผลประกอบการหลายปีผ่านไปของทั้ง Hugo Boss และ Salvatore Ferragamo แย่ลงเยอะทั้งคู่  ถ้าไม่ได้ว่าโชคดีขายไปช่วงก่อนโควิดราคาก็สอดคล้องกับผลประกอบการ  ของ Hugo Boss อยู่แถว 43 Euro ส่วน Salvatore Ferragamo อยู่ 16 Euro  หลังจากนั้นมาเลยเป็นบทเรียนว่าอย่าไปซี้ซั้วซื้อบริษัทที่เราไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับมันมากเกินไป  โดยเฉพาะถึงขั้นอธิบายที่มาของกำไรมันไม่ได้และไม่รู้เลยว่าอะไรเป็นปัจจัยให้มันขายดีไม่ดีนี่ไม่เอาละ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/courses

  • ความแตกต่างระหว่าง “ราคา” กับ “มูลค่า”

    ความแตกต่างระหว่าง “ราคา” กับ “มูลค่า”

    สำหรับคนที่ลงทุนสายพื้นฐานหลักการคือเราพยายามซื้อหุ้นเมื่อราคาหุ้นต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงของมันใช่มั้ยครับ  ทีนี้ผมพบว่าบางทีก็มีคนสับสนระหว่างคำว่าราคากับมูลค่า  เพราะโดยทั่วไปแล้วคำสองคำนี้มันใช้คล้ายๆกันและหลายครั้งมักจะเป็นเลขเดียวกันด้วย

    นึกภาพว่าราคาคือเงินที่เราต้องจ่ายไปเพื่อซื้อของ  ส่วนมูลค่าคือประโยชน์ที่เราได้รับจากของนั้น  ซึ่งสองอย่างนี้มันก็ไม่เหมือนกันถูกมะ  ลองดูตัวอย่างง่ายๆ

    สมมติมีคนขาย iPhone 12 ราคา 15,000 บาท (ซึ่งเป็นราคาที่ถูกมากแบบไม่มีอยู่จริงเพราะตอนที่พูดวีดิโอนี้อยู่มันยังไม่ออก)  มันก็จะมีทั้งคนซื้อและคนไม่ซื้อ

    • คนที่เป็นสาวก Apple ก็จะว้าวมาก  ปกติ iPhone รุ่นใหม่เค้าก็พร้อมจะซื้อราคาเกิน 20,000 บาทอยู่แล้ว  เค้ารู้สึกว่า iPhone มันปลอดภัย, คุณภาพสูง, ฯลฯ  ดังนั้นเค้าซื้อทันทีเพราะรู้สึกราคาถูกมาก
    • ส่วนบางคนที่ไม่ชอบ iOS  คือยังไงก็ไม่อยากใช้  รู้สึกว่า App อะไรก็ต้องเสียเงิน, ใช้ร่วมกับอุปกรณ์อื่นก็ยาก, ฯลฯ  ประโยชน์ที่ได้รับจาก iPhone 12 สำหรับคนกลุ่มนี้อาจจะแค่ 10,000 บาทดังนั้นที่ราคา 15,000 บาทเค้าก็จะไม่ซื้อเพราะรู้สึกว่าแพงอยู่

    สิ่งที่อยากให้สังเกตคือ

    1. คนเราจะซื้ออะไรก็ต่อเมื่อเรารู้สึกว่าประโยชน์ที่เราจะได้รับจากของนั้นสูงกว่าราคาเท่านั้น
    2. ของแต่ละอย่างก็มีมูลค่ากับแต่ละคนไม่เท่ากัน
    3. ราคากับมูลค่าเป็นคนละอย่างกัน  แต่มักจะไปในทิศทางเดียวกัน
    4. สำคัญที่สุดเลยคือราคาที่สูงขึ้นหรือต่ำลง  ไม่ได้มีผลต่อมูลค่า

    ทีนี้ในบริบทของหุ้น

    มูลค่าของหุ้นก็คือประโยชน์ที่เราได้รับจากหุ้นนั้น  พูดง่ายๆก็คือปันผลที่เราจะได้รับในอนาคตกับราคาขายที่เราจะได้รับในอนาคตในกรณีที่เราตัดสินใจจะขาย  ซึ่งพอดีมันไม่เหมือนสินค้าปกติเพราะเราไม่รู้อย่างชัดเจนว่ามันจะเป็นเท่าไหร่  มันมีความไม่แน่นอนเข้ามาเกี่ยว  ดังนั้นมูลค่าของหุ้นในสายตาของคนแต่ละคนก็จะไม่เหมือนกัน

    ส่วนราคาหุ้นก็คือราคาที่เราต้องจ่ายเพื่อซื้อหุ้นนั้น  ถ้ามองในรายละเอียดราคาหุ้นในขณะหนึ่งเป็นเท่าไหร่ก็มาจากความต้องการซื้อขายของคนในตลาดในเวลานั้น  ซึ่งก็มาจากการตีความมูลค่าของหุ้นเฉลี่ยของคนทั้งตลาดโดยรวม  ถ้าตลาดโดยรวมมองว่าราคาหุ้นตอนนี้ต่ำกว่ามูลค่าก็จะมีคนอยากเข้าไปซื้อหุ้นมากกว่าขายทำให้ราคามันสูงขึ้นมาจนมันพอๆกัน  ถ้าตลาดโดยรวมมองว่าราคาหุ้นตอนนี้สูงกว่ามูลค่าก็จะมีคนอยากขายหุ้นมากกว่าซื้อทำให้ราคามันต่ำลงจนมันพอๆกัน

    ทีนี้ที่สายพื้นฐานบอกว่าให้ซื้อหุ้นเมื่อราคาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงของมันคือเค้ากำลังสื่อว่าอนาคตจริงๆก็ไม่มีใครรู้  ดังนั้นการตีความมูลค่าขอหุ้นโดยเฉลี่ยของคนทั้งตลาดก็ไม่ได้แปลว่าจะถูกต้อง บางทีคนทั้งตลาดโดยรวมก็ตีความมูลค่าของหุ้นพลาดต่ำกว่าหรือสูงกว่าความเป็นจริงคลาดเคลื่อนไปเยอะได้  ให้เราฉวยโอกาสซื้อในเวลาที่มันคลาดเคลื่อนไปทางต่ำกว่าความเป็นจริงเยอะ  ถ้าทำได้ตามนั้นเราก็จะกำไร  แต่จะทำแบบนั้นได้ผลก็คือเราต้องตีความมูลค่าที่แท้จริงของหุ้นได้ถูกต้องและแม่นยำกว่าตลาดโดยรวมเท่านั้นนะ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/courses

  • อ่าน 56-1 ยังไง ?

    อันนี้ก็เป็นคำถามที่มีคนถามหลายทีละ และยอมรับว่าที่ผ่านมาก็ไม่เคยทำวีดิโอตอบนะ หลักๆเพราะผมไม่รู้ว่าคนถามนี่มันต้องการอะไรกันแน่ แต่โอเควีดิโอนี้ผมลองพยายามตอบโดยอธิบายให้ครอบคลุมที่สุดละกัน เออกับบอกไว้อีกอย่างว่าปกติผมจะนิยมอ่าน 56-2 (รายงานประจำปี) นะไม่ได้อ่าน 56-1

    เอามาจากไหน ?

    โหลดจากเวป www.sec.or.th หรือไม่ก็เวปของบริษัทที่เราสนใจ

    อ่านยังไง ?

    อ่านเหมือนหนังสือหรือเอกสารภาษาไทยปกติ อ่านจากบนลงล่าง จากซ้ายไปขวา จะมีที่อาจเป็นปัญหาก็ตรงส่วนที่พูดถึงงบการเงินซึ่งคนอ่านก็ควรจะรู้ โดยรวมมันไม่ได้อ่านยากอะไรนะแต่คนเห็นอาจจะตกใจเพราะมันหลายหน้าเท่านั้นเอง

    เรื่องอะไรสำคัญบ้าง ?

    อันนี้ผมพูดจากความเห็นส่วนตัวละ รายงาน 56-1 โหลดมามันจะแบ่งเป็นหัวข้อให้อยู่แล้ว

    1. การประกอบธุรกิจ
    2. หัวข้อนี้สำคัญสุด อ่านเพื่อให้เข้าใจว่าสรุปบริษัททำธุรกิจอะไรกันแน่ จะได้รู้ว่าคู่แข่งเป็นใครลูกค้าเป็นใคร

      สมมติอ่านส่วนนี้แล้วรู้สึกว่าไม่รู้เรื่อง ไม่เห็นภาพอยู่ดีว่าบริษัททำอะไร อาจจะเป็นสัญญาณว่าควรจะเลิกอ่านแล้วไปอ่านบริษัทอื่นดีกว่าครับ ไม่ใช่แปลว่าเราโง่หรือไม่ดีแค่ว่าเราอาจจะไม่คุ้นเคยกับอุตสาหกรรมนี้เท่าไหร่ ไม่มีความจำเป็นต้องดันทุรัง ธุรกิจประเภทอื่นและโอกาสอื่นๆมีเยอะแยะ

      ตรงส่วนนี้มีเรื่องปัจจัยความเสี่ยงด้วย คือมันจะดูเยอะนี่ก็อย่าไปกังวลมาก ทุกบริษัทต้องเขียนประมาณนี้หมดเพราะมันมีกฎบังคับ กวาดตามองผ่านๆดูว่ามีเรื่องอะไรน่าเอะใจมั้ย เช่นบริษัทพึ่งพาลูกค้าอยู่เจ้าเดียวไรงี้

      รายชื่อบริษัทลูก, บริษัทร่วมทุนพวกนี้ก็ดูไว้ก็ดี

    3. การจัดการและการกำกับดูแลกิจการ
    4. หมวดนี้ก็พวกเรื่องมีทุนออกชำระแล้วกี่หุ้น, ผู้ถือหุ้นใหญ่เป็นใคร, คณะกรรมการกับทีมผู้บริหารมีใครบ้าง, ค่าตอบแทนผู้บริหาร, ผู้บริหารกับกรรมการถือหุ้นเท่าไหร่, ฯลฯ

      ส่วนใหญ่ส่วนนี้ผมไม่ค่อยสนเท่าไหร่ ผมดูผ่านๆมาก อย่างมากที่ดูคือพวกเรื่องค่าตอบแทนผู้บริหาร ดูทั้งที่เป็นตัวเงินแล้วก็พวก stock option ดูว่ากติกาของการได้โบนัสหรือได้หุ้นคืออะไร วัดผลงานผู้บริหารยังไง แล้วก็รายการระหว่างกันที่บริษัทอาจจะมีขายของหรือซื้อของจากบริษัทที่มีความเกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นด้วยการมีหุ้นหรือมีกรรมการเป็นคนเดียวกัน

      เคยได้ยินบางคนเค้า Google ชื่อผู้บริหารหลักโดยเฉพาะ CEO กับ CFO ดูว่ามีประวัติโกงหรืออะไรป่าว บางคนก็อ่านด้วยว่าประวัติการทำงานมาจากบริษัทไหน ก็เป็นไอเดียที่ดีนะ แต่ตรงส่วนนี้ผมไม่ได้ทำ

    5. ฐานะการเงินและผลการดำเนินงาน
    6. หมวดนี้ก็แน่นอนสำคัญ อาจมีต้องใช้ความเข้าใจเรื่องบัญชีบ้าง แต่ถึงไม่เคยเรียนมาก่อนเลยก็ไม่ได้แปลว่าจะไม่รู้เรื่องแต่อาจจะรู้เรื่องไม่ครบ ที่เคยเห็นบน 56-1 มันไม่ใช่งบการเงินตัวเต็ม แต่ก็จะมีสาระสำคัญอยู่บนนั้นและมักจะมีพวกอัตราส่วนทางการเงินต่างๆด้วยซึ่งบนงบการเงินจะไม่มี ผมแนะนำว่าไปอ่านงบการเงินตัวเต็มด้วย เพราะมันจะครบกว่าและมีหมายเหตุประกอบที่มีสาระสำคัญอย่างนโยบายการรับรู้รายได้และอื่นๆ

      อ่านดูว่าบริษัททำธุรกิจแล้วสรุปเป็นไงบ้าง มันจะมีคำอธิบายประกอบด้วยว่าตัวเลขแต่ละอันที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้ามาจากเรื่องอะไร

    คำแนะนำอื่นๆ

    1. พิมพ์ออกมาเป็นกระดาษแล้วอ่านไปด้วยจดไปด้วย
    2. อ่านเป็นครั้งแรกอาจจะรู้สึกนานเพราะไม่คุ้น อ่านหลายๆครั้งไปมันจะเร็วขึ้นเยอะ
    3. อ่านไปถ้าเจอคำเฉพาะที่ไม่รู้ว่าคืออะไรอย่าไปตกใจ Google ซะ

     

    ที่นึกออกก็ประมาณนี้นะ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ ?

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/courses

  • ซื้อหุ้นตาม insider ได้ผลดีจริงมั้ย ?

    ซื้อหุ้นตาม insider ได้ผลดีจริงมั้ย ?

    ผมก็สงสัยอยู่นานว่าการที่ซื้อหรือขายตามคนในหรือผู้บริหารของบริษัทนี่มันเป็นวิธีการที่ได้ผลหรือเปล่า

    พอดีไปอ่านเจอ working paper ที่ศึกษาเรื่องนี้พอดี  อันนี้เป็นของ National Bureau of Economic Research จัดทำโดย

    • Huaizhi Chen
    • Lauren Cohen
    • Umit Gurun 
    • Dong Lou
    • Christopher Malloy

    https://www.nber.org/papers/w24801.pdf

    การศึกษานี้เค้าต้องการจะดูว่าพวกผู้บริหารกองทุนมีการติดตามความเคลื่อนไหวของ insider ของบริษัทมั้ย  แล้วมีแนวโน้มจะซื้อหรือขายตาม insider หรือเปล่า  แล้วถ้ามีผลลัพธ์ของการซื้อขายนั้นเป็นอย่างไรบ้าง  รายละเอียดว่าศึกษายังไงวัดด้วยอะไรเอาข้อมูลจากไหน

    สรุปสิ่งที่เค้าพบก็คือ

    1. ผู้บริหารกองทุนมีแนวโน้มที่จะติดตามรายงานการซื้อขายของ insider ในบริษัทเดิมต่อเนื่อง  คือเค้าวัดจากการที่ถ้าเคยมีการ download รายงานการซื้อขายของ insider บริษัทหนึ่งก่อนหน้านี้  ในเวลาต่อมาก็มีแนวโน้มสูงมากขึ้นกว่าปกติมากที่จะ download รายงานการซื้อขายของ insider ของบริษัทเดิมนั้น
    2. เมื่อดูในรายละเอียดลึกลงไปอีก  เค้าก็พบว่าผู้บริหารกองทุนไม่ใช่แค่ตามดูรายงานการซื้อขายของ insider ใครก็ได้ของบริษัท  แต่มีการตามดูเฉพาะเจาะจงบุคคลด้วยเช่น  ไม่ใช่แค่ insider ไหนก็ได้ในบริษัท Apple แต่เป็นเจาะจงดูของ Tim Cook
    3. ผู้บริหารกองทุนมีแนวโน้มที่จะซื้อหรือขายตาม insider ที่ตัวเองตามอยู่
    4. พอร์ตหุ้นจำลองทำการเทียบระหว่างซื้อเฉพาะที่ผู้บริหารกองทุนติดตามและซื้อตาม insider  เทียบกับหุ้นอื่นที่ผู้บริหารกองทุนมีการซื้อในช่วงเวลาเดียวกัน  ผลปรากฎว่า พอร์ตที่ผู้บริหารกองทุนติดตามและซื้อตาม insider ทำได้ดีกว่า
    5. เมื่อเทียบระหว่างซื้อเมื่อผู้บริหารกองทุนติดตามและซื้อตาม insider  กับซื้อตาม insider แต่ผู้บริหารกองทุนไม่ซื้อตาม  ผลปรากฎว่าซื้อเมื่อผู้บริหารกองทุนซื้อตาม insider ชนะอีกเช่นกัน
    6. และที่น่าสนใจอีกอย่างคือเมื่อเทียบระหว่างเมื่อผู้บริหารกองทุนซื้อตาม insider  กับกรณีที่ผู้บริหารกองทุนไม่ได้ตามแต่ซื้อเหมือนกับ insider โดยบังเอิญ  ผลปรากฎว่าที่ผู้บริหารติดตามและซื้อตาม insider ก็ทำได้ดีกว่าอยู่ดี
    7. ฝั่งขายก็ได้ผลคล้ายๆกัน  แต่ส่วนต่างแคบกว่า
    8. โดยรวมแล้วผลที่ได้เหมือนจะบ่งชี้ว่าจะมีความสามารถในการตาม insider และแยกแยะได้ว่าการซื้อขายโดย insider ครั้งไหนเป็นตัวบ่งชี้ถึงพื้นฐานบริษัท  ครั้งไหนไม่ใช่
    9. Insider ที่ผู้บริหารกองทุนให้ความสนใจมากสุดจะเป็นพวกที่อยู่ตำแหน่งสูงสุดเช่น CEO, CFO, ประธานคณะกรรมการ  และผู้บริหารที่เกี่ยวกับบัญชี  ในขณะที่จะไม่ค่อยสนใจพวกกรรมการอิสระ

     

    ดังนั้นสรุปคือการติดตาม insider แล้วซื้อขายตามก็ดูเหมือนจะเป็นวิธีที่ได้ผล  เพียงแต่คนที่ใช้วิธีนี้ก็ต้องมีวิธีอะไรซักอย่างในการแยกแยะว่าควรตาม insider คนไหน  และครั้งไหนควรซื้อหรือขายตาม insider  ซึ่งผมตอนนี้ก็นึกไม่ออกนะว่าต้องทำยังไงแต่ที่แน่ๆการศึกษานี้มันบ่งชี้ว่าวิธีนี้เป็นไปได้

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/courses