Category: Uncategorized

  • ความเสี่ยงสูงแปลว่าผลตอบแทนสูงเสมอ?

    risk-2

    ก่อนไปเรื่องสำคัญอื่นต่อ  เราจะแวะตอบคำถามสำคัญอันนี้ซักนิดนึงนั่นคือ  ถ้าเรายอมรับความเสี่ยงที่สูงแปลว่าผลตอบแทนเราจะออกมาสูงเสมอหรือเปล่า

    จากตอนที่แล้วที่เราบอกว่า  ในสถานการณ์ปกติ  คนจะยอมลงทุนในอะไรที่เสี่ยงมากขึ้น  ก็คือต้องมีโอกาสจะได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้นมาล่อ  มันถึงจะน่าเสี่ยง  ทีนี้มันก็เลยมีกราฟอันนึงที่ได้รับความนิยมคือกราฟแสดงความสัมพันธ์ระหว่างความเสี่ยงที่กับผลตอบแทนที่คาดหวัง

    ปัญหาที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะในช่วงที่อยู่ในตลาดขาขึ้นคือ  เรามักจะได้ยินคนบอกว่า  “การลงทุนที่ความเสี่ยงสูงขึ้นทำให้ผลตอบแทนสูงขึ้น  ถ้าอยากทำกำไรเยอะๆ  คำตอบคือต้องเสี่ยงเยอะๆ”   คนดันไปเข้าใจผิดว่า  ความเสี่ยงสูง = ผลตอบแทนสูง   แต่ความเป็นจริงคือการลงทุนที่เสี่ยงมากขึ้นไม่ได้แปลว่าจะได้ผลตอบแทนที่สูง  เพราะถ้ามันได้ผลตอบแทนสูงแน่นอนชัวร์มันก็ต้องแปลว่ามันไม่เสี่ยงสิ

    ในสถานการณ์ปกติ  การที่สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงจะดึงดูดเงินลงทุนได้  มันจะต้องให้ผลตอบแทนคาดหวังที่สูง  แต่มันเป็น “ผลตอบแทนคาดหวัง ไง  มันมีโอกาสที่จะผลตอบแทนสูงจริง  แต่ไม่ได้แปลว่าสุดท้ายผลตอบแทนมันจะออกมาตามนั้น

    การลงทุนที่ความเสี่ยงสูงหมายความว่า ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงมีความแน่นอนน้อยลง

    1. ผลตอบแทนเฉลี่ยที่คาดหวังสูงกว่า
    2. มีความเป็นไปได้ที่ผลตอบแทนจะต่ำ
    3. ในบางกรณี อาจถึงขั้นผลตอบแทนติดลบ

    สรุปว่า  คำตอบของคำถามนี้คือ  “ไม่เสมอไป” ครับ

  • สรุปว่า “ความเสี่ยง” คืออะไร

    การลงทุนในหุ้น  สุดท้ายคือเรากำลังเล่นกับอนาคต  และเพราะไม่มีใครรู้อนาคต  ความเสี่ยงเลยเป็นอะไรที่หลีกเลี่ยงไม่ได้  ลงทุนในหุ้นแล้วกำไรไม่ยาก  บางทีซื้อมั่วยังกำไรได้เลยครับ  แต่การจะให้กำไรได้สม่ำเสมอไปนานๆมันต้องมีการจัดการความเสี่ยงที่ดี  และขั้นตอนแรกเลยคือเราต้องเข้าใจก่อนว่ามันคืออะไร

    สมัยตอนผมเรียนในมหาวิทยาลัยเค้าจะสอนว่า  ความเสี่ยงวัดจากการเปลี่ยนแปลงรุนแรงของราคา  หุ้นที่ราคาเปลี่ยนแปลงรุนแรงเมื่อเทียบกับตลาดคือมีความเสี่ยงเยอะ  สำหรับคนที่เรียนไฟแนนซ์มาอันนี้ก็คือพวกเรื่อง Standard Deviation (SD) กับ  (beta) นั่นแหละ

    แต่หลังลงทุนมาซักระยะผมไม่เห็นด้วยกับไอเดียนี้เท่าไหร่ละ  จากมุมมองผมคือนักวิชาการเค้าพยายามหาค่าอะไรซักอย่างที่วัดได้คำนวณได้มาใช้  เลยตกลงกันว่าใช้การเปลี่ยนแปลงของราคาเนื่องจากมันวัดได้  ไม่ใช่เพราะมันเท่ากับความเสี่ยงนะ  แค่ว่าความเสี่ยงจริงมันวัดยาก  ส่วนไอตัวการเปลี่ยนแปลงของราคามันวัดง่ายเฉยๆ

    ปัญหาคือ  นักลงทุนส่วนใหญ่เค้าไม่ได้สนใจ  “การเปลี่ยนแปลงรุนแรงของราคา”  ผมยังไม่เคยเจอนักลงทุนคนไหนบอกว่า “เค้าจะไม่ซื้อหุ้น A นะ เพราะหุ้น A ราคาอาจจะเปลี่ยนแปลงรุนแรงกว่าตลาด”  ที่ผมเห็นคือคนจะกังวลเพราะเค้ากลัวว่าลงทุนไปแล้วจะเสียเงินมากกว่า  คนบอกว่า “เค้าจะไม่ซื้อหุ้น A นะ  เพราะดูแล้วโอกาสจะขาดทุนสูงกว่าโอกาสจะกำไร”  โดยสรุปคือคนเค้าไม่ได้กลัวเรื่อง “ราคาเปลี่ยนแปลงรุนแรง”  คนกลัวลงทุนแล้ว  “เสียเงิน” ต่างหาก

    ในสถานการณ์ปกติ  นี่คือหลักการเกี่ยวกับความเสี่ยง

    risk-1

    (more…)

  • 4 เส้นทางทำกำไรในหุ้น

    เคยมีคนถามว่าอยากทำกำไรเยอะๆในหุ้น  ไม่เอาแบบได้เท่าเฉลี่ยหรือลงทุนตามดัชนี  มีวิธีอะไรบ้าง  เท่าที่นึกอออกก็มีวิธีอยู่ 4 แบบนี้ครับ

    4-possible-routes-to-profit

    1. กำไรจากการเพิ่มขึ้นของความสามารถในการทำกำไรของบริษัท

    อันนี้หมายถึงการที่บริษัทที่เราซื้อมา  มีผลประกอบการดีขึ้นมาก  กำไรสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ  ทำให้มูลค่าพื้นฐานของบริษัทสูงขึ้น

    กลุ่มนี้จริงๆก็รวมถึงการลงทุนประเภท  private equity ที่ไปซื้อบริษัททั้งบริษัทเลย  แล้วมาบริหารเองพยายามพัฒนาให้ดำเนินงานได้ดีขึ้น  และรวมถึงการลงทุนซื้อที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์แล้วเอามาปรับปรุงพัฒนาเพื่อขายหรือปล่อยเช่าต่อ

    ลักษณะพวกนี้ยากเป็นพิเศษคือเราต้องสามารถมองเฉียบขาดกว่าคนอื่น  อย่างถ้าเป็นซื้อหุ้น  เดาถูกเฉยๆไม่ได้  ต้องเดาถูกอยู่คนเดียวด้วย  เพราะถ้าใครๆก็คิดว่าบริษัทนี้จะทำได้ดีขึ้นมาก  ราคาหุ้นมันก็จะแพงอยู่แล้วสะท้อนแนวโน้มที่ดีของบริษัท  ซื้อไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร  การที่เราจะคาดการณ์ได้ถูกต้องว่าบริษัทจะทำได้ดีขึ้นแบบก้าวกระโดดอยู่คนเดียวโดยที่คนอื่นมองไม่ออกเป็นเรื่องยากมาก  ต้องขยันจริงจัง

    ส่วนที่เป็นซื้อบริษัทมาพัฒนา  อันนี้จริงๆก็ดีนะ  แต่จะทำจริงก็กินเวลามาก  และต้องใช้ความสามารถในการบริหารที่ดีด้วย  ที่สำคัญยังต้องใช้เงินเยอะด้วย  ซึ่งอาจจะไม่ค่อยเกี่ยวกับเราเท่าไหร่ (more…)

  • ทำความเข้าใจจิตวิทยาตลาด

    แน่นอนเรื่องที่ผมเน้นที่สุดคือเราต้องเข้าใจปัจจัยเรื่องมูลค่าของบริษัท  แต่วันนี้เราเปลี่ยนเรื่องคุยมาพูดถึงจิตวิทยาตลาดกัน  เรื่องนี้มันเป็นอะไรที่จับต้องได้ยาก  แต่เป็นปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อการตัดสินใจของนักลงทุนในตลาด  ซึ่งรวมถึงเราด้วย  และหลายครั้งเพราะจิตวิทยานี่แหละที่ทำให้เราตัดสินใจตรงข้ามกับที่ควรจะทำ  ดังนั้นอย่างน้อยเพื่อป้องกันตัวเองเราต้องเข้าใจจิตวิทยาตลาด  ดีกว่านั้นคือเราเข้าใจจิตวิทยาของตลาดแล้วใช้มันให้เป็นประโยชน์

    ขอให้เข้าใจว่าในระยะยาวแล้วราคาหุ้นขึ้นอยู่กับผลประกอบการของตัวกิจการแน่นอน  แต่ในช่วงสั้นแล้วปัจจัยที่มีผลหลักเลยคือจิตวิทยา

    nuts-will-still-be-nuts

    ในช่วงสั้นปัจจัยด้านจิตวิทยาเป็นอะไรที่มีผลพฤติกรรมนักลงทุนเยอะมาก  บางทีคนก็จะขายให้ได้ไม่สนใจว่าราคาจะตกแค่ไหน  หรือบางทีคนก็จะซื้อให้ได้โดยไม่สนใจราคาเลยเหมือนกัน  เชื่อผมเถอะครับ  ไม่มีอะไรจะดีไปกว่าฉวยโอกาสซื้อของจากคนที่ยังไงจะขายให้ได้ตอนจังหวะที่เค้ายอมขายทุกราคา  และกลับกันสิ่งที่เลวร้ายสุดเลยคือตัวเราเองอยู่ในสถานการณ์โดนบังคับให้ต้องขาย  หรือขาดสติจะต้องขายให้ได้

    สิ่งที่ตรงข้ามกับการลงทุนสายพื้นฐานคือ  การซื้อขายตามๆกันแบบขาดสติโดยที่ไม่สนใจราคาหรือมูลค่าเลย  ส่วนใหญ่ความบ้าแบบนี้มักจะเริ่มต้นจากเรื่องจริง  เป็นไปได้ทั้งดีใจเกินหรือตกใจเกิน  ผมยกตัวอย่างความบ้าไปทางดีใจเกินเหตุ  เช่น

    (more…)

  • การมองระยะยาวชนะมองระยะสั้น  ทั้งในช่วงสั้นและยาว

     

    อ่านชื่อหัวข้ออาจจะงงๆนิดนึง  แต่เข้าใจไม่ผิดแหละครับ  ผมกำลังบอกว่าลงทุนแบบมองระยะยาวมันผลตอบแทนดีกว่าไม่ใช่แค่ในระยะยาวแต่ดีกว่าแม้จะในช่วงสั้นด้วย  ซึ่งเดี๋ยวผมจะอธิบายจากประสบการณ์ผมว่าทำไมมันเป็นแบบนั้น

    ก่อนไปทำการเปรียบเทียบ   เราให้คำจำกัดความก่อนจะได้เข้าใจตรงกัน

    ระยะสั้นมาก  คือตั้งแต่หลักวินาที  ไปจนถึงประมาณเดือนสองเดือน

    ระยะสั้น                 คือประมาณไม่กี่เดือนจนถึงปีนึง

    ระยะยาว  คือเป็นหลักปีเป็นต้นไป

    short-term-long-term

    (more…)

  • ราคากับมูลค่า มันเกี่ยวกับหุ้นยังไง

    จากตอนที่แล้ว  เราเห็นภาพความสัมพันธ์ของราคากับมูลค่าละ  เราเข้าใจว่าคำว่าถูกหรือแพงมันไม่ได้ขึ้นอยู่ที่ตัวเลขราคาดิบๆ  แต่มันขึ้นกับว่ามูลค่าที่ได้มาสูงหรือต่ำกว่าราคาที่เราจ่ายออกไปต่างหาก  ทีนี้ผมอยากจะมาสรุปว่าเรื่องนี้ให้บทเรียนสำคัญอะไรกับเราในฐานะนักลงทุนบ้าง

    fearful-when-others-are-greedy

    1. หุ้นราคาหน่วยสตางค์ ไม่ได้แปลว่าราคาถูกกว่าหุ้นราคาเป็นพัน

    หุ้นราคา 10 สตางค์  อาจจะเป็นหุ้นที่กำไรต่อหุ้น 0.01 สตางค์ก็ได้ (กำไร 1 ต่อราคา 1,000)  ส่วนหุ้นราคา 2,500 บาท  อาจมีกำไรต่อหุ้น 500 บาทก็ได้ (กำไร 1 ต่อราคา 5)

    ความสำคัญมันอยู่ที่ซื้อมาแล้วได้อะไรกลับมามากกว่า  ราคาต่ำไม่ใช่ว่าราคาถูก  และราคาสูงไม่ได้แปลว่าราคาแพง  อย่าโดนหลอก (more…)

  • ราคากับมูลค่า มันเกี่ยวกันอย่างไร

    มาต่อจากตอนที่แล้วเราสรุปกันว่า  ราคาคือสิ่งที่เราจ่ายออกไป  มูลค่าคือสิ่งที่เราได้รับกลับมา  ทีนี้บทความนี้หัวข้อที่ต้องการให้เข้าใจต่อคือคำว่า  “คุ้มค่า”

    which-one-is-more-expensive

    อยากให้ลองพิจารณาตัวอย่างนี้  มีบ้านสองหลังประกาศขายอยู่

    บ้าน A  เป็นกระท่อมไม้มุงหญ้าโทรมๆ  วัวนั่นของคนอื่นด้วย        ขายราคา 100,000 บาท

    บ้าน B  เป็นคฤหาสน์  รวมที่ดินรอบและสระว่ายน้ำ                      ขายราคา 1,000,000 บาท

    อันไหนแพงกว่ากันครับ

    (more…)

  • ราคากับมูลค่า แตกต่างกันอย่างไร

    เคยได้ยินที่เค้าบอกว่าให้ซื้อหุ้นเวลาที่ราคาต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐานมั้ยครับ  (หรืออะไรประมาณนี้)  ผมว่าหลายคนเคยได้ยินแหละ  แต่ราคากับมูลค่าสองคำนี้ฟังดูมันจะคล้ายกัน  ที่ผ่านมีนักเรียนหลายคนก็งง  สมัยก่อนตัวผมเองก็งง  ก็เลยเขียนหัวข้อนี้พยายามอธิบายแบบง่ายกันครับ

    how-much-does-your-love-cost

    สำหรับผม  ราคาคือที่เราจ่ายออกไปเพื่อให้ได้ของมา  ส่วนมูลค่าคือคุณค่าหรือตัวของที่เราได้มา  ซึ่งสองตัวนี้มันไม่เหมือนกันยกตัวอย่างเช่น

    (more…)

  • คำถามยอดฮิต  “รู้ว่าหุ้นตกควรซื้อ  แต่มันอาจจะตกลงไปอีกก็ได้นี่นา”

    เป็นชุดคำถามสุดฮิตอีกเช่นกัน  ผมโดนถามคำถามลักษณะนี้บ่อยมาก  และเข้าใจความรู้สึกดีเลยแหละ  วันนี้เรามาตอบคำถามหมวดนี้กัน

    เราก็รู้กันใช่มั้ยครับ  ว่าโดยหลักการแล้วคือเราควรซื้อหุ้นเวลาที่มันราคาถูก  และแน่นอนว่าเวลาหุ้นตกเนี่ยก็เป็นเวลาที่ดีที่จะไปหาของถูก  แต่ทีนี้พอในทางปฏิบัติคนส่วนใหญ่ทำตามหลักการนี้ได้น้อย  สุดท้ายไม่ได้ซื้อ  อารมณ์ที่ทำให้ไม่ได้ซื้อมันจะมีอยู่สองแบบ  แบบนึงมาจากความกลัว  กับอีกแบบมาจากความโลภ  เรามาตอบกันทีละอย่าง

    the-emo-cycle-of-investing (more…)

  • คำถามยอดฮิต  หัวข้อ “เช็คพอร์ต”

    หมวดนี้ส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นคำถามเจาะจงอะไรมาก  หัวข้อนี้โดยรวมจะเกี่ยวกับการจัดการหุ้นที่ซื้อไปแล้ว  ผมรวบรวมมาตอบทีเดียวในวันนี้

    คำถาม   เราต้องเช็คพอร์ตด้วยเหรอ

    ใช่  ถึงแม้ว่าผมจะบอกว่าเวลาตัดสินใจลงทุน  ให้เลือกบริษัทที่เราสบายใจจะเป็นเจ้าของมันยาวไปในอนาคต  แต่ก็ไม่ได้แปลว่าซื้อเสร็จปุ๊บนอนตายตาหลับไม่ดูไรเลยได้

    สถานการณ์มันเปลี่ยนแปลงได้  กิจการที่วันนี้เราคาดว่าจะทำได้ยอดเยี่ยมในอนาคต  ถึงเวลาอาจจะทำได้แย่กว่าที่คาดก็ได้  จริงอยู่ยอดขายที่แกว่งดีบ้างไม่ดีบ้างมันก็เป็นธรรมชาติของธุรกิจ  เราอาจไม่ต้องแตกตื่นตกใจอะไรมากมายนัก  แต่ก็สมควรติดตามดูอยู่เป็นระยะอยู่ดี  เผื่อว่ามันอาจมีอะไรเข้ามาทำให้แนวโน้มระยะยาวเปลี่ยนไป

    how-healthy-is-your-portfolio

    (more…)