มันก็จะมีองค์ประกอบหลักๆดังนี้
Face value (มูลค่าหน้าตั๋ว) คือจำนวนเงินที่เค้าจะให้เราตอนท้ายสุดเมื่อครบอายุตราสารหนี้ ซึ่งทั่วไปเค้าใช้ 1,000 เป็นมาตรฐาน
Coupon คือดอกเบี้ยที่จ่ายระหว่างทางก่อนที่จะคืน ซึ่งจะมีหรือไม่มีก็ได้ บางตราสารหนี้ก็ไปคืนเงินก้อนเดียวเลยตอนท้าย
Years to maturity คืออายุของตราสารหนี้ว่าเหลือกี่ปี
Bond price คือราคาของตราสารหนี้ที่ขายอยู่ในตลาดตอนนี้ ปกติจะคุยกับเป็นอัตราส่วนเทียบจาก 100% ของมูลค่าหน้าตั๋ว เช่น 92, 105, ฯลฯ อย่าง 92 ก็คือราคาคิดเป็น 92 จาก 100 ของราคาหน้าตั๋ว ถ้าราคาหน้าตั๋วคือ 1,000 ราคาตอนนี้ก็คือ 920
สังเกตว่ามันมีองค์ประกอบหลายอย่างที่ทำให้การดู bond price อย่างเดียวบางทีมันก็ไม่ชัดเจนเท่าไหร่ อย่างเช่นสมมติเปรียบเทียบตราสารหนี้สองอัน
Bond price 90 เท่ากัน ทุกอย่างเหมือนกันหมดยกเว้น coupon คืออายุที่เหลืออยู่เท่ากัน Face value เท่ากัน แต่อันนึง coupon สูงกว่า อันที่ coupon สูงกว่าก็จะให้ผลตอบแทนสูงกว่าทันที
หรือสมมติไม่มี coupon เลย Bond price 90 เท่ากัน Face value ก็เท่ากัน แต่อายุที่เหลืออยู่ไม่เท่ากัน ผลตอบแทนที่ได้ของสองอันนี้ก็ต่างกันละ
มันเปรียบเทียบกันยากเห็นภาพนะ ก็เลยเป็นที่มาของ bond yield
Bond yield คือผลตอบแทนต่อปีที่คาดว่าจะได้จากการถือตราสารหนี้สมมติว่าไม่มีการเบี้ยว ตัวเลขก็จะเป็น % ผลตอบแทนต่อปีเลย และมันก็จะกลับกันกับ bond price ในเมื่อ coupon กับ face value มันคงที่ตั้งแต่แรกยิ่งราคาตราสารหนี้ต่ำผลตอบแทนคาดหวังก็ยิ่งสูง กลับกันยิ่งราคาตราสารหนี้สูงผลตอบแทนคาดหวังก็ยิ่งต่ำลง
บางคนบอกหุ้น Berkshire Hathaway แพงมากซื้อไม่ไหว แนะนำให้ซื้อ Class B ครับ ราคาจะเป็นประมาณ 1 ใน 1,500 ของ Class A สัดส่วนความเป็นเจ้าของในแง่ส่วนแบ่งกำไรจะเหมือนซอยย่อย Class A ลงมาเป็น 1 ใน 1,500 สอดคล้องกับราคาหุ้น ที่แย่กว่าคือเรื่องสิทธิในการโหวตเท่านั้นเอง จะเป็น 1 ใน 10,000 ของ Class A ซึ่งเอาจริงเราก็คงไม่ได้สนใจอยู่แล้ว
ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ
หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂
สมมติเราคำนวณ payout ratio เองเลยนะ เอาแบบตรงๆ เราจะได้ว่า
Realty Income 208.58%, 342.21%
W. P. Carey 143.48%, 190.65%
แต่สมมติเราคำนวณ payout ratio แบบตัดผลของ depreciation ออกไป เราจะได้ว่า
Realty Income 72.13%, 97.84%
W. P. Carey 77.97%, 88.41%
ดูปกติขึ้นมะ มันเป็นเพราะแบบนี้แหละครับ ตอบคำถามว่าทำไม payout ratio ของ REIT ใน U.S. มันถึงสูงเกิน 100% ตลอด
ทีนี้โดยปกติ REIT ใน U.S. นี่เค้าจะรายงานตัวเลข Funds From Operations (FFO) กับ Adjusted Funds From Operations (AFFO) ประกอบในรายงานด้วย และปกติธุรกิจนี้เวลาเค้าพูดถึงการจ่ายปันผลเค้าจะเทียบ payout ratio กับไม่ FFO ก็ AFFO มากกว่าที่จะเทียบกับ Net Income ตัวเลขพวกนี้ก็จะเป็นตัวเลขที่มีการบวกกลับค่าเสื่อมและมีการปรับตัวเลขด้วยรายการอื่นอีก มันจะไม่ได้ตามมาตรฐานบัญชี US GAAP แต่มันเป็นตัวเลขที่อุตสาหกรรมนี้เค้าตกลงร่วมกันว่าช่วยให้เข้าใจผลการดำเนินงานของ REIT มากขึ้นและเพื่อให้นิยามการคำนวณเหมือนกันเค้าจะอิงตาม NAREIT ผมทิ้งลิ้งค์ไว้ให้สำหรับคนที่มีความสนใจ REIT ใน U.S. ควรต้องอ่านครับ
https://www.reit.com/sites/default/files/2018-FFO-white-paper-(11-27-18).pdf
ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ
หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂
อนาคตเผื่อมีคำถามอะไรที่เกี่ยวข้องกับการบันทึกบัญชี ผมแนะนำว่า Google หาแล้วอ่านมาตรฐานการบันทึกที่เป็นทางการเลยจะชัวร์สุดครับ ส่วนตัวเวลาผมสงสัยผมก็ทำแบบนั้นเหมือน