Tag: Smart stock investment

  • Bitcoin น่าลงทุนมั้ย ?

    Bitcoin น่าลงทุนมั้ย ?

    เร็วๆนี้ Bitcoin ราคาสูงขึ้นมาเยอะมาก  บวกกับเริ่มมีข่าวว่ามันได้รับการยอมรับมากขึ้น  นักลงทุนสถาบันเริ่มซื้อ Bitcoin จากเดิมที่เป็นพวกนักลงทุนรายย่อย  Paypal ก็ประกาศว่ามีแผนจะให้สามารถใช้สกุลเงินดิจิตอลซึ่งรวมถึง Bitcoin ซื้อขายสินค้ากับร้านค้าผ่าน Paypal ได้  แล้ว Elon Musk ก็มีออกมาบอกว่า Tesla ซื้อ Bitcoin และอาจจะรับ Bitcoin เวลาคนจะซื้อรถด้วยอีก  คนก็เลยมาถามผมหลายคนละว่า Bitcoin น่าสนใจหรือเปล่า

     

     

     

    ถ้าพูดถึงจากมุมว่าผมโดยส่วนตัวสนใจจะซื้อ Bitcoin มั้ย  คำตอบคือไม่  มันไม่ใช่แนวการลงทุนที่ผมทำครับ

    แต่ถ้าถามความเห็นแบบเป็นกลางโดยรวม  ผมก็มีมุมมองเกี่ยวกับ Bitcoin ว่ามันเป็นทรัพย์สินประเภทที่มูลค่าเกิดจากจินตนาการร่วมกันของคน  และอนาคตมันจะมีค่าก็ต่อเมื่อมีคนยอมรับมันเยอะขึ้น

    ในเวลานี้ผมไม่รู้ว่าควรจะมองมันเป็นทรัพย์สินที่คล้ายๆกับทอง  หรือมองมันเป้นสกุลเงินอันนึงที่เอาไว้ใช้แลกเปลี่ยนดี  แต่ไม่ว่าจะเป็นอันไหนในสองอันนี้หรือเป็นทั้งคู่  มูลค่าในอนาคตของมันก็จะขึ้นอยู่กับการยอมรับในวงกว้างของคน

    ลองนึกภาพอย่างทอง  คนที่ซื้อทองไปเก็บไว้แล้วมองว่ามันเป็นการลงทุน  หลักๆแล้วเป็นไปได้ก็ด้วยการที่คนจำนวนมากเชื่อแบบเดียวกัน  คนยินดีถือทองซึ่งก็ไม่ได้เอาไปทำประโยชน์อะไรไว้เฉยๆในบ้านก็ด้วยความเชื่อว่าคนอื่นจะยินดีซื้อทองนั้นจากเค้าแน่นอน  และตราบใดที่คนจำนวนมากยังเชื่อและให้การยอมรับทองอยู่  มันก็จะมีมูลค่าของมันไปเรื่อย  Bitcoin ก็เช่นกันต่อให้มันไม่มีประโยชน์อะไรเลยเป็นแค่สิ่งสมมติขึ้นมาเฉยๆ  แต่ถ้าคนลงทุนจำนวนมากเชื่อว่าคนอื่นจะยินดีมาซื้อต่อจากเค้า  มันก็จะมีมูลค่าของมันไปเรื่อย

    สกุลเงินก็เช่นกัน  หลักๆแล้วสกุลเงินอะไรจะมีค่ามันก็มาจากว่าเอาไปใช้ซื้ออะไรได้  ถ้า Bitcoin ในฐานะสกุลเงินจะแพงขึ้นคนอยากได้มากขึ้น  มันก็ต้องมาจากการที่มันเอาไปใช้ซื้อของอะไรได้เยอะขึ้น  ร้านค้ายอมรับมากขึ้น  ถ้ามันได้รับการยอมรับในวงกว้าง  การถือ Bitcoin เท่ากับเอาไปใช้ซื้ออะไรก็ได้ทั่วโลก  มันก็จะราคาสูงขึ้นเพราะมันมีความต้องการน่ะครับ

    ประเด็นสำคัญมันก็อยู่ตรงนี้แหละ  “Bitcoin มันจะได้รับการยอมรับในวงกว้างหรือเปล่า”  สาเหตุที่ทำให้ที่ผ่านมาในอดีตราคามันแกว่งรุนแรงเหลือเกิน  ก็มาจากการที่มันยังไม่ได้รับการยอมรับในวงกว้าง  คนนักลงทุนทั่วไปก็ยังไม่ชัวร์ว่ามันเป็นทรัพย์สินที่ไว้ใจได้หรือเปล่า  คนที่จะใช้ Bitcoin ซื้อของก็ยังไม่ชัวร์ว่าจะใช้ซื้ออะไรได้เพราะร้านค้าก็ไม่ได้ยอมรับในวงกว้าง  และดังนั้นมันก็เลยผันผวนสุดๆราคาแกว่งขึ้นหรือลงตามอารมณ์ได้เยอะมากเพราะคนก็ยังไม่แน่ใจเท่าไหร่

    อนาคต Bitcoin จะได้รับการยอมรับในวงกว้างหรือเปล่า  อันนี้ผมก็ไม่รู้ละ

    บางคนที่บอกว่าใช่ก็ให้เหตุผลว่ามันเป็นสกุลเงินที่ไม่ถูกแทรกแซง  จำนวนมีจำกัดไม่มีรัฐบาลที่ไหนมาพิมพ์เพิ่มได้  มีความเป็นส่วนตัวไม่สามารถติดตามธุรกรรมได้  สามารถซื้อขายข้ามประเทศได้ลดความวุ่นวายเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน

    บางคนที่บอกว่าไม่ใช่ก็ให้เหตุผลว่าความผันผวนมันเยอะจัด  ดังนั้นร้านค้าในวงกว้างก็จะไม่ยอมรับเพราะมูลค่าเปลี่ยนได้เยอะอยู่ตลอด  แล้วในเมื่อมันไม่ได้รับการรับรองจากรัฐใครจะซี้ซั้วทำสกุลเงินใหม่อะไรขึ้นมาก็ได้  วันนี้ก็มีเยอะแยะ Ethereum, Litecoin, Ripple, Cardano, Bitcoin Cash, Lumens และอื่นๆอีกมากมาย  มันจะมีความเชื่อถือกันยังไง  หรือมีอะไรเป็นเหตุให้ต้องเป็น Bitcoin ไม่ใช่อันอื่น

    สรุปคือผมก็ไม่รู้เหมือนกัน  ถ้าคุณเป็นคนชอบความเสี่ยงแล้วกะเก็งกำไรระยะสั้น Bitcoin ก็ตอบโจทย์อยู่  หรือถ้าคุณเชื่อว่า Bitcoin จะได้รับการยอมรับมากขึ้นงั้นการซื้อ Bitcoin ระยะยาวก็เป็นอะไรที่น่าสนใจนะเอาจริงๆ

  • ค่า p/e ใช้อย่างไร ?

    ค่า p/e ใช้อย่างไร ?

    เรื่องนี้คุ้นเหมือนน่าจะเคยพูดถึงไปแล้ว  แต่อาจจะพูดปนไปกับหัวข้ออื่นแล้วไม่เคยพูดเดี่ยวๆก็เลยยังมีคนถามอยู่  วันนี้เราพูดเรื่องนี้กันครับ  เพื่อความชัวร์เผื่อคนมือใหม่มาก  เราเริ่มจากพูดถึงว่า P/E คืออะไรก่อน  แล้วก็พูดถึงว่าเอาไปใช้ยังไง  มีข้อดียังไง  มีข้อจำกัดยังไง  เรียงประมาณนี้

    P/E คือย่อจาก price/earning  ราคาหุ้นตั้งแล้วหารด้วยกำไรต่อหุ้น  สิ่งที่ได้มาก็คือบอกว่าราคาหุ้นเป็นกี่เท่าของกำไรต่อหุ้น  อัตราส่วนนี้หลักๆแล้วเอาไว้บอกระดับความนิยมของคนที่มีต่อหุ้นนั้น  นึกภาพนะ  ถ้าหุ้นอะไรซักอัน P/E 10 เท่าก็แปลว่าคนยินดีซื้อหุ้นๆนั้นที่ราคา 10 เท่าของกำไร  ถ้าอีกหุ้นนึง P/E 30 ก็คือแปลว่าคนยินดีซื้อหุ้นๆนั้นที่ 30 เท่าของกำไร  

    ทีนี้มาพูดถึงวิธีการใช้  โดยตัว P/E เดี่ยวๆมันจะไม่ค่อยมีประโยชน์  อย่างสมมติอยู่ๆบอก P/E 15 นี่คือดีหรือไม่ดี  มันก็บอกไม่ได้ละ  เพราะมันขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆจำนวนมากเช่นความเสี่ยงของหุ้นนั้น, อัตราการเติบโตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต, ฯลฯ

    แต่มันจะเริ่มมีประโยชน์เมื่อเอาไปเปรียบเทียบกับ P/E ของตัวเปรียบเทียบที่คล้ายกันมากๆ  ซึ่งโดยปกติแล้วก็จะมีอยู่ 2 แบบคือ

    1. เทียบกับบริษัทอื่นที่ทำธุรกิจคล้ายๆกัน  ยิ่งคล้ายกันเท่าไหร่ยิ่งดี
    2. เทียบกับตัวมันเองในอดีต

    คอนเซปต์คร่าวๆคือของที่เหมือนกันมันก็ควรจะขายราคาเท่าๆกัน  ดังนั้นถ้า P/E ของหุ้นที่เราดูอยู่มันต่ำกว่าค่าเฉลี่ย P/E ของบริษัทที่คล้ายๆกัน  มันก็แปลว่าคนนิยมหุ้นที่เราดูอยู่น้อยกว่า  ทั้งที่มันควรจะเหมือนกันเพราะธุรกิจเหมือนกัน  ก็อาจจะเป็นสัญญาณว่าหุ้นที่เราดูอยู่นี่ราคาถูกเกินไปสมควรไปศึกษาเพิ่มเติม  แต่ไม่ใช่แปลว่าควรซื้อทันทีนะ  เพราะอย่าลืมว่าเอาเข้าจริงบริษัทมันก็ไม่ได้เหมือนกันเป๊ะๆ  ที่บริษัทที่เราดูมัน P/E ต่ำกว่าก็อาจเป็นเพราะมันสินค้าขายสู้คู่แข่งไม่ได้หรือหนี้เยอะเลยเสี่ยงกว่าหรืออื่นๆ

    หรืออีกอันที่ผมนิยมมากกว่าคือเทียบกับ P/E เฉลี่ยในอดีตของตัวมันเอง  การเทียบแบบนี้มีประโยชน์กับบริษัทที่ค่อนข้างคงที่ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเยอะ  ถ้าสมมติเราเห็นว่าช่วงนี้ P/E ต่ำกว่า P/E เฉลี่ยในอดีต  แล้วเราก็ไม่เห็นว่ามันมีการเปลี่ยนแปลงอะไรรุนแรง  แนวโน้มธุรกิจก็ยังเหมือนเดิมแต่ระดับความนิยมต่ำลง  แบบนี้ก็อาจจะเป็นสัญญาณว่าตอนนี้หุ้นถูกและเริ่มน่าสนใจละ  แต่ถ้าสมมติมันเป็นบริษัทที่กำลังมีการเปลีย่นแปลงอย่างรวดเร็วอยู่และอนาคตไม่แน่นอน  การเปรียบเทียบ P/E ตอนนี้กับเฉลี่ยในอดีตก็จะไม่ค่อยมีสาระอะไร

    ข้อดีของ P/E  คือมันเป็นอะไรที่คำนวณง่ายเข้าใจง่ายใช้ง่าย  ตัวเลขที่เอามาคำนวณซึ่งคือราคากับกำไรก็เป็นอะไรที่เกิดขึ้นไปแล้วไม่ได้ต้องอาศัยการเดาหรือประมาณการอะไรใครคำนวณก็เหมือนกัน

    ข้อจำกัดหลักๆเลยก็ตรงที่มันมีประโยชน์ในเชิงเปรียบเทียบ  พอมันต้องใช้เปรียบเทียบกับอันอื่นก็เลยทำให้การตีความมันอาจจะเพี้ยนไปได้  เช่นสมมติพอดีช่วงนี้เป็นช่วงตลาดหุ้นแพงเว่อร์ด้วยกันทั้งตลาด  แต่พอดีว่า P/E บริษัทที่เราดูอยู่ถูกกว่าเทียบกับธุรกิจเดียวกัน  หรือถูกกว่าเทียบกับทั้งตลาดเลยก็ได้  เราอาจจะไปสรุปว่าตอนนี้หุ้นมันราคาถูกควรซื้อ  ทั้งที่จริงๆมันก็แพงด้วยกันหมดก็ได้

    จบละ  การใช้ P/E มันก็ประมาณนี้แหละ  เมื่อเข้าใจแล้วก็ใช้มันอย่างระมัดระวังและคำนึงถึงข้อจำกัดของมันด้วยครับ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • GameStop กับ Short Squeeze มันคืออะไร ? เกิดในไทยได้มั้ย ?

    GameStop กับ Short Squeeze มันคืออะไร ? เกิดในไทยได้มั้ย ?

    มีคนอยากให้อธิบายเรื่องของหุ้น Gamestop  ซึ่งเอาจริงๆเป็นข่าวก็ผ่านมาซักระยะแล้วและส่วนตัวผมก็อ่านผ่านๆไม่ได้สนใจเท่าไหร่เพราะรู้สึกมันไกลตัว  แต่โอเคเมื่อมีคนถามก็ทำก็ได้

    คือเรื่องของเรื่องที่เหตุการณ์นี้มันดังเป็นเพราะเกิดเหตุการณ์ short squeeze ที่มาจากการรวมตัวของนักลงทุนรายย่อย  ตรงที่มันแปลกคือเพราะมันทำโดยรายย่อยนี่แหละ  จริงๆ short squeeze มันมีอยู่แล้วแค่ว่าที่ผ่านมามันทำโดยนักลงทุนสถาบันเท่านั้นเอง  เพื่อให้เห็นภาพผมอธิบายรายละเอียดเหตุการณ์คร่าวๆ

    1. การ short  นี่คือการยืมหุ้นมาขายก่อนแล้วสัญญาว่าจะซื้อคืนทีหลัง  ซึ่งมันจะมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อเรามองว่าหุ้นจะตกเท่านั้น  ปกติเวลาเราซื้อขายหุ้นมันก็คือเราซื้อหุ้นมาแล้วหวังว่าราคามันจะขึ้นแล้วก็ขายทำกำไรถูกมะซึ่งกรณีแบบนี้มันจะกำไรก็ต่อเมื่อหุ้นราคาขึ้น  แต่สมมติมันมีหุ้นที่เราคิดว่าเดี๋ยวราคามันต้องตกแน่ล่ะ  การซื้อก็ไม่มีประโยชน์เพราะซื้อไปแล้วราคาตกเราขาดทุนถูกมะ  ก็เลยเป็นที่มาของการ short  ยืมหุ้นคนอื่นมาก่อนแล้วพอเวลาผ่านไปถ้าราคาตกไปเราก็ไปซื้อมาคืนให้ทีหลัง  มันก็จะทำกำไรได้ในเวลาหุ้นตกละ
    2. หุ้น Gamestop เป็นหุ้นที่มีคน short เยอะ  เพราะคนมองว่าร้านขายเกมเดียวนี้ลำบากแล้ว  คนซื้อเกมทางออนไลน์ได้แล้วโหลดลงเครื่องได้เลย  ไม่ต้องไปซื้อที่ร้านแล้ว  เข้าใจว่าช่วงนึงมี short interest ถึง 200%
    3. นักลงทุนรายย่อยบนบอร์ด Reddit เห็นว่า Gamestop มีคน short เยอะ  และด้วยเหตุผลอะไรซักอย่างสร้างกระแสช่วยกันซื้อหุ้นผลักให้ราคาสูงขึ้นไปเยอะ  เพราะรู้ว่ามีคนทำ short อยู่เยอะดังนั้นถ้าทำมากพอยังไงถึงจุดหนึ่งก็ต้องขายได้มีคนยอมซื้อแน่นอน
    4. ถ้าราคามันสูงถึงจุดนึง  คนที่ทำ short ก็โดนบีบด้วยสองอย่างหลักๆ  หนึ่งเลยคือขาดทุนที่ยังไม่รับรู้มันก็ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆและดังนั้นโบรกเกอร์ก็จะเริ่มกังวลว่ามันจะมีเงินมาซื้อหุ้นคืนที่ยืมไปจริงป่าว  โบรกเกอร์ก็จะเริ่มบังคบให้คน short วางเงินหลักประกันเยอะขึ้น  สองคือเจ้าของหุ้นที่ถูกยืมไปก็อาจจะเรียกร้องเอาหุ้นคืนเพราะราคาสูงขึ้นมาเค้าก็อาจจะอยากขาย  โดยปกติโบรกเกอร์ก็จะไปยืมจากคนอื่นมาแทนที่ให้  แต่ถ้าหาไม่ได้จริงๆขึ้นมาคน short ก็จะโดนบังคับให้ซื้อคืนมาได้
    5. อย่างที่เห็นในข่าว  มี short seller ที่เป็นกองทุนขาดทุนเละ  ส่วนนักลงทุนรายย่อยที่ขายไปให้พวกนี้ที่ถูกบังคับซื้อหรือขายไประหว่างที่หุ้นสูงขึ้นก็กำไร
    6. อันนี้จริงๆมันก็คล้ายการปั่นหุ้นเลยแหละ  แต่ต่างกันตรงที่มันชัวร์ว่ามีคนซื้อตอนท้าย  ปั่นหุ้นนี่คือการที่มีคนจงใจซื้อเก็บหุ้นจำนวนมากดันราคาหุ้นให้สูงขึ้นไปโดยหวังว่านักลงทุนคนอื่นจะตื้นเต้นแล้วเข้ามาซื้อต่อ  ถ้าทำสำเร็จมีคนมาซื้อต่อๆกันเก็งกำไรหรืออะไรก็แล้วแต่คนปั่นหุ้นก็จะขายทิ้งเอากำไร  แต่อย่าง short squeeze นี่คือมั่นใจว่ามีคนมาซื้อต่อแน่นอนเพราะมันสัญญาไว้แล้ว  อันนี้คือ key ของ short squeeze เลย
    7. การกระทำลักษณะนี้ถ้าตีความตามกฎหมายก็ต้องถือเป็น price manipulation ซึ่งผิด

    ทีนี้ก็มีคนถามอื่นๆต่อ  ผมไล่ตอบทีละอัน

    Gamestop จะเป็นไงต่อ

    ในระยะยาวแล้วก็จะตามผลประกอบการแหละไม่มีไรมาก  ล่าสุดตามข่าวคือราคาตกลงมาเยอะละ  ช่วงก่อนที่จะตกลงมาก็มีข่าวว่ามีคนเข้าไป short เพิ่มนะ  แต่การ squeeze ต่อเนื่องมันยากขึ้นเยอะเพราะคนบางส่วนก็กำไรไปแล้วออกไปแล้ว + ต้องใช้เงินเยอะขึ้นกว่ารอบแรกเยอะแล้วไง

    ทำไม short interest ถึงเกิน 100% ได้

    ได้เช่น B ยืมหุ้นจาก A มาขายไปให้ C  แล้ว D ก็มายืมหุ้นจาก C ต่อขายไปให้ E  แล้ว F ก็มายืม E ต่อ  แบบเนี้ยครับ  จากหุ้นเดียวก็ short position กันหลายหุ้นได้แล้วไง

    หุ้นแบบไหนถึงทำ short squeeze ได้

    สำคัญสุดเลยคือต้องมีจำนวนที่ short อยู่เยอะๆเทียบกับจำนวนหุ้นทั้งหมดหรือปริมาณการซื้อขาย  เพราะมันแปลว่ามีคนสัญญาว่าจะซื้ออยู่เยอะ  รองลงมาก็ปัจจัยสนับสนุนอื่นๆเช่นเป็นหุ้นขนาดเล็ก, free float ต่ำ

    ทำในไทยได้มั้ย SETBET 

    ไม่คิดว่าได้นะ  เพราะในไทยการ short มีคนทำน้อย  และถ้าจำไม่ผิดหุ้นที่ short ได้นี่ก็หุ้นใหญ่ทั้งนั้น

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • ลงทุนในหุ้นยั่งยืนดีมั้ย ?

    ลงทุนในหุ้นยั่งยืนดีมั้ย ?

    ช่วงหลังมานี้กระแสการลงทุนในหุ้นยั่งยืนซึ่งคือหุ้นที่รักษาสิ่งแวดล้อม, ช่วยเหลือสังคมและมีธรรมาภิบาลเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นจริงจัง  ในต่างประเทศก็มีกองทุนที่เน้นลงทุนในหุ้นยั่งยืนมากขึ้น  ในไทยก็เริ่มมีบทความพูดถึงเยอะขึ้น

    โดยคอนเซปต์ผมก็ว่ามันก็ดีนะการสนับสนุนบริษัทที่ทำดี  แต่การลงทุนหุ้นยั่งยืนก็ยังมีประเด็นที่ผมยังสงสัยอยู่

    1. สรุปผลตอบแทนมันดีกว่าหรือเปล่า

    จริงๆถ้าผลตอบแทนเอาแค่ไม่ต่างกันก็โอเคละนะ  แต่ที่กลัวคือผลตอบแทนมันจะห่วยกว่าหรือเปล่า  ส่วนนึงเพราะคนนิยมกันเยอะขึ้นก็เลยทำให้หุ้นแพงขึ้น  แล้วมันก็จะจำกัดโอกาสแทนที่จะสามารถลงทุนได้ทุกบริษัททุกธุรกิจก็อาจจะลงทุนได้แคบลงเหลือพวกที่คะแนนดีโดยอัตโนมัติเช่นการเงิน,   บวกกับว่าการทำให้ไม่กระทบสิ่งแวดล้อม, ดีกับสังคมพวกนี้ก็อาจจะเป็นค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นของบริษัท

    โดยรวมเท่าที่เคยอ่านเจอส่วนใหญ่จะบอกว่าดีขึ้น  แต่ผมเคยเทียบดัชนีที่เป็น ESG กับไม่เป็นแล้วเหมือนว่าจะแทบไม่มีความแตกต่างหรือจริงๆอาจจะแย่กว่าเล็กน้อยด้วยซ้ำ

    2. ใครเป็นคนตัดสินเรื่อง ESG  มีเกณฑ์ชัดเจนหรือยัง

    เคยอ่านเจอว่าปัจจุบันการให้คะแนน ESG นี่มันยาก  นักลงทุนคงไม่ไปนั่งสืบด้วยตัวเองดังนั้นก็ต้องอาศัยคนกลางซักคนไปให้คะแนน

    แต่ทีนี้ปรากฎว่ามันต่างคนต่างทำมีหลายเจ้า  อย่างพวกบริษัทอย่าง S&P, MSCI, FTSE, etc. ที่ทำดัชนีหุ้นเค้าก็พยายามทำเอง  และผมก็อ่านเจอว่ามีคนลองสุ่มเอาบริษัทจำนวนนึงไปดูคะแนน ESG  ปรากฎว่า rating ต่างกันกระจัดกระจายแล้วแต่ค่ายไหนให้คะแนน

    3. บริษัทควรจะถูกตัดสินเทียบมาตรฐานเดียวกันทั้งตลาด  หรือเทียบเฉพาะอุตสาหกรรมเดียวกันพอ

    เท่าที่เข้าใจตอนนี้คือตัดสินด้วยมาตรฐานเดียวกัน  ดังนั้นหุ้นบางธุรกิจก็เสียเปรียบมาก  ดัชนี ESG ปัจจุบันได้ข่าวว่าก็จะถือหุ้นหนักไปที่บริษัทเทคโนโลยี, ซอฟท์แวร์  แล้วก็เลี่ยงพวกธุรกิจพลังงาน, บุหรี่  ซึ่งอันนี้มันดูไม่แฟร์หรือเปล่า  บริษัทที่มีโรงงานอุตสาหกรรมผลิตนู่นนี่มันก็ต้องเสียเปรียบพวกซอฟท์แวร์อยู่แล้วป้ะ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • ลงทุนตามนักวิเคราะห์ ให้ผลดีกว่าหรือเปล่า ?

    ลงทุนตามนักวิเคราะห์ ให้ผลดีกว่าหรือเปล่า ?

    ที่ผ่านมาผมมีความเชื่อมาตลอดว่าพวกบทวิเคราะห์ที่ออกโดยโบรกเกอร์นี่เชื่อถือไม่ค่อยได้  และโดยส่วนตัวคือผมก็ไม่อ่านเลยไม่สนใจเลยด้วย  ที่เชื่อแบบนั้นส่วนนึงเป็นเพราะรู้สึกว่าบทวิเคราะห์มันมักจะมีมุมมองระยะสั้นซึ่งส่วนตัวไม่ค่อยสนระยะสั้นเท่าไหร่  บวกกับมีความรู้สึกว่าโบรกเกอร์นี่เค้าได้รายได้จากการที่เราซื้อขายบ่อยๆดังนั้นบทวิเคราะห์ก็น่าจะออกมาเพื่อกระตุ้นให้เราซื้อขายบ่อยเป็นหลัก  และยิ่งไปกว่านั้นผมก็เคยมีเพื่อนที่เค้าทำงานเป็นนักวิเคราะห์แล้วเล่าให้ฟังว่าเคยต้องเขียนบทวิเคราะห์ที่ยังไงก็ได้แต่ต้องเป็นแนะนำให้ “Buy”  โดยรวมก็เลยมีมุมมองแบบไม่เชื่อ

    แต่ล่าสุดบังเอิญไปอ่านเจองานวิจัยอันนึงที่เค้าทดสอบดูว่าคำแนะนำของบทวิเคราะห์มีประโยชน์หรือเปล่า  และผลปรากฎออกมาผิดคาดกับที่ผมคิดคือดูเหมือนมันจะมีประโยชน์ครับ

    อันนี้เป็นงานวิจัยจัดทำโดยคุณ Vitor Azevedo กับ Sebastian Müller ของ Technical University of Munich  ผมทิ้งลิ้งค์ไว้เผื่อคนสนใจไปอ่าน  https://papers.ssrn.com/sol3/papers.cfm?abstract_id=3705141

    ประเด็นหลักของงานวิจัยก็คือต้องการจะศึกษาเกี่ยวกับบทวิเคราะห์ของนักวิเคราะห์ดูว่ามีประโยชน์อะไรมั้ย, ทำตามแล้วผลตอบแทนดีกว่าหรือเปล่า, หรือว่าแย่กว่า, ดีกว่าจากอะไร alpha มั้ยหรือแค่เป็น rewarded factor อะไรซักอย่าง, แต่ละประเทศเหมือนกันมั้ย, ฯลฯ  โดยเค้าใช้ข้อมูลจาก 45 ประเทศตั้งแต่ปี 1994-2019  ในรายละเอียดวิธีการที่เค้าทำก็น่าสนใจอยู่ถ้าเป็นไปได้ควรไปอ่าน

    ผลที่ได้สรุปคร่าวๆประมาณนี้

    1. เค้าพบว่าบทวิเคราะห์ของอเมริกานี่ไม่ได้เรื่องจริง (เป็นไปตามข้อสรุปงานวิจัยของคนอื่นก่อนหน้านี้)  ซื้อหรือขายตามไม่ได้ทำให้ผลตอบแทนดีขึ้น  เผลอๆจะแย่ลงนิดนึงด้วยซ้ำ
    2. บทวิเคราะห์ในประเทศอื่นที่ไม่ใช่อเมริกามีผลดี
    3. บทวิเคราะห์มีประโยชน์เป็นพิเศษในประเทศที่กำลังพัฒนา  และประเทศที่ไม่ให้ทำ short selling  ซึ่งโดยรวมก็คือตรงกับทฤษฎีที่บอกว่าในตลาดของประเทศที่กำลังพัฒนาจะมีราคาที่ผิดปกติกว่าที่ควรจะเป็นเยอะกว่า
    4. ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นนี้  ดูเหมือนจะมาจาก alpha จริงๆ  ไม่ใช่แค่ว่านักวิเคราะห์แนะนำหุ้นตาม rewarded factor อะไรซักอย่างเช่น Momentum หรือ Value เฉยๆ
    5. นักวิเคราะห์ในตลาดอเมริกา  ดูเหมือนจะชอบแนะนำหุ้นที่แพงมากกว่านักวิเคราะห์ประเทศอื่น
    6. ปัจจุบันประโยชน์ของบทวิเคราะห์ดูจะน้อยลงเมื่อเทียบกับอดีต

    เลยดูเหมือนว่าผมควรจะต้องเปลี่ยนวิธีคิดซะละ  ต้องหัดอ่านบทวิเคราะห์ซะแล้วครับ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • เราจะมีวิธีประเมินคุณภาพผู้บริหารอย่างไร ?

    เราจะมีวิธีประเมินคุณภาพผู้บริหารอย่างไร ?

    มีคนถามว่าเรื่องตัวผู้บริหารเราจะมีวิธีการประเมินว่าดีหรือไม่ดีอย่างไร  อันนี้ก็เป็นคำถามที่ดีและต้องบอกว่าเรื่องนี้ผมก็ไม่ได้ถนัดเพราะที่ผ่านมาไม่ได้เน้นมาก  แต่จะพยายามให้ไอเดียจากสิ่งที่ปกติผมทำหรือจากที่ได้ยินว่าคนอื่นทำละกัน  เริ่มจากที่ผมทำก่อน

    1. โครงการหรือสิ่งที่เคยบอกว่าจะทำสุดท้ายได้ทำมั้ย
    2. วิธีการก็ไม่ยากคือไปอ่านรายงานประจำปีฉบับเก่าๆย้อนหลังไป  แต่เอาที่มันเป็นผู้บริหารคนเดียวกันนะ  แล้วก็ดูว่าในเวลานั้นเค้ามีโครงการทำอะไรหรือมีการซื้อกิจการอะไรพวกนี้หรือเปล่า  แล้วก็มาเทียบกับปัจจุบันว่าเป็นไงบ้างแผนหรือโครงการนั้นยังอยู่มั้ยทำได้ดีหรือเปล่า  หรือว่าอยู่ๆก็เลิกพูดถึงหายไปเฉยๆ

      ส่วนตัวนี่ผมก็ไม่ได้คาดหวังว่าทุกอย่างที่ทำจะประสบความสำเร็จนะ  แต่คาดหวังให้มีการลงมือทำตามที่พูดและมีการสื่อสาร  ถ้าสุดท้ายซื้อกิจการมาแล้วไม่เวิร์คหรืออะไรผมก็อยากได้ยินเค้าพูดถึงว่าทำไมไม่ใช่แบบหายเงียบไป

    3. เวลาผลประกอบการออกมาไม่ดี  เค้าพยายามไม่พูดถึงหรือพยายามให้ฟังดูดีหรือเปล่า
    4. อันนี้ปกติถ้าเป็นหุ้นอเมริกาหรือยุโรปจะทำง่ายพิเศษเพราะหลายบริษัทจะมีคล้าย opportunity day ดังนั้นเราจะมีโอกาสฟังว่าเค้าอธิบายยังไง  เวลาผลประกอบการดีทุกคนก็พูดคล้ายๆกันไม่มีอะไร  แต่เวลาที่ผลประกอบการแย่ลงนี่จะทำให้เราเห็นชัดขึ้น

      หลักๆคือเราเข้าใจว่าบริษัทมันก็มีปัญหาได้เป็นระยะแหละไม่ใช่เรื่องแปลก  สิ่งที่เราต้องการจากผู้บริหารคือสื่อสารให้ตรงไม่หลบหรืออ้อมค้อมและอธิบายตัวปัญหาอย่างละเอียด  โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นปัญหาสำคัญอย่างโควิด  เป็นไปได้เราต้องการจะรู้ว่า worst case เลยบริษัทจะยังรอดได้นานเท่าไหร่  ซึ่งตรงนี้หลายบริษัทก็ไม่พูดขยายความ

    ส่วนอันนี้คือเป็นสิ่งที่คนอื่นทำแล้วผมได้ยินมาอีกที

    1. รวมกลุ่มเข้าไปคุยกับผู้บริหารเลย
    2. อันนี้ก็มีคนทำแน่  แต่ผมไม่เคยทำนะ  วิธีนี้ก็น่าจะเข้าท่าเพราะมีโอกาสเจอตัว, ถามคำถามแล้วฟังเค้าตอบ

    3. ดูพวกเรื่องเงินเดือนค่าตอบแทนอื่นๆ
    4. หลักๆก็คือดูว่ามันเยอะหรือเปล่าโดยอาจจะเทียบกับผู้บริหารบริษัทที่มันคล้ายๆกัน  ถ้าเป็นไปได้เราอยากจะรู้ว่ารายได้ที่ไม่ใช่รายได้คงที่อย่างโบนัสหรือ stock option อะไรพวกนี้กติกาคืออะไรเกณฑ์ที่จะวัดผลงานว่าได้หรือไม่ได้นี่คือยังไง

      ถ้าให้ดีก็คือเราอยากจะเห็นกติกาที่มันทำให้ตัวผลตอบแทนดีก็ต่อเมื่อบริษัททำได้ดีด้วยและแย่ถ้าผลประกอบการของบริษัทแย่

      ตัวพวก stock option หรือให้หุ้นแนวๆนี้นี่ถ้าเป็นไปได้ควรจะดูว่ามันจำนวนหุ้นเท่าไหร่  คิดเป็นกี่ % ของหุ้นทั้งหมด

    5. มีเอื้อประโยชน์กับญาติพี่น้องหรือเปล่า
    6. ดูตรงส่วนที่เค้าแจกแจงรายการที่ทำกับธุรกิจที่มีความเกี่ยวข้องกัน  ดูอันที่มันเป็นจำนวนเงินเยอะๆว่าคืออะไรแล้วมันดูเว่อร์ไปป่าว

      อีกอย่างที่มีคนเสนอให้ดูคือดูว่าคนที่เป็นกรรมการบริษัทกับทีมผู้บริหารนี่ครอบครัวเพื่อนสนิทกันทั้งนั้นเลยหรือเปล่า  ถ้าใช่ก็มีความเสี่ยงละ  บางทีเราก็ต้องสงสัยว่าคนพวกนี้มีฝีมือจริงมั้ยหรือมีตำแหน่งอยู่เพราะเป็นญาติกันเฉยๆ  แล้วคนที่เป็นกรรมการบริษัทคอยดูแลผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นซี้กับผู้บริหารนี่มันดีสำหรับผู้ถือหุ้นหรือเปล่า

    7. เอาชื่อไป Google ดูว่าเคยมีข่าวทุจริตหรืออะไรมั้ย
    8. ถ้าเคยมีหรือบริษัทที่ผ่านมาเละทุกบริษัทนี่ก็สยองนิดนึงละ

    เท่าที่ผมรู้ก็ประมาณนี้แหละ  ยากอยู่นะเรื่องการจะตัดสินว่าผู้บริหารดีหรือไม่ดีเนี่ย

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • ไบเดน มีผลยังไงกับตลาดหุ้น ?

    ไบเดน มีผลยังไงกับตลาดหุ้น ?

    เอาจริงๆก็ไม่มีใครรู้อนาคตหรอก  อย่างมากที่ผมทำได้ก็คือช่วยเดาจากที่เค้าบอกว่าจะทำเท่านั้นแหละ

    อย่างในระยะสั้นนี่ก็น่าจะดีนะ  คือเค้าบอกว่าจะพยายามเร่งกระจายวัคซีนใช่มะ  ซึ่งมันก็สมควรทำแล้วและยิ่งถ้าปัญหาโควิดจบเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดีกับเศรษฐกิจและดีกับตลาดหุ้น

    ส่วนในระยะยาวมันก็มีนโยบายที่เค้าบอกว่าจะทำอยู่

    1. เรื่องที่บอกจะเพิ่มภาษี

    ในสมัย Trump สิ่งที่ทำคือลดภาษีนิติบุคคลจากสูงสุด 35% มาเหลือ 21%  Biden บอกว่าจะเพิ่มภาษี  ไม่รู้ว่าเพิ่มยังไงเท่าไหร่  แต่จะเพิ่มเท่าไหร่ก็ตามยังไงก็ต้องทำให้บริษัทกำไรน้อยลงแน่นอนอยู่แล้ว  หุ้นก็ควรจะราคาตกนะ

    2. เรื่อง Healthcare

    Biden พยายามจะให้ความคุ้มครองของโครงการรัฐบาล Medicare, Medicaid ไปกว้างมากขึ้น  แต่เค้าไม่ได้สนับสนุนโครงการ Medicare for all ของผู้สมัคร Democrat คนอื่น  ดังนั้นก็ไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงถึงขั้นประกันสุขภาพเอกชนหายไป  ผลกระทบต่อหุ้นในกลุ่ม healthcare หรือประกันสุขภาพก็ไม่น่าจะเยอะ

    3. เรื่องการค้ากับจีน

    ดูเหมือนเค้าก็บอกว่าจะต้องให้จีนค้าขายแบบแฟร์นะ  เท่าที่ดูพวกกำแพงภาษีก่อนหน้านี้ก็น่าจะดำเนินต่อ  กับการจะอยู่ๆไปเปลี่ยนเป็นมิตรกับจีนไม่น่าเป็นไปได้เพราะฐานเสียงคนอเมริกาก็จะไม่ชอบ  ไม่แน่ใจว่าจะมีผลอะไรกับตลาดหุ้น

    4. เรื่องสิ่งแวดล้อม

    จุดยืนเค้าสนับสนุนพลังงานสะอาดชัดเจน  จะกลับเข้าไป Paris accord เรื่องโลกร้อนแล้วด้วยนี่  เค้ามีนโยบายจะไม่ให้ทำพวกการขุดน้ำมันเพิ่ม  แล้วก็ยกเลิก Keystone XL pipeline ที่ต่อท่อก๊าซจากแคนาดามาอเมริกาแล้วด้วย  โดยรวมหุ้นกลุ่มน้ำมันก็คงอนาถเร็วขึ้นแหละจากเดิมที่อนาคตก็คงอนาถอยู่แล้ว ส่วนบริษัทที่เป็นพลังงานสะอาดก็น่าจะได้รับการสนับสนุน

    5. เรื่องค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ

    อันนี้เค้าบอกว่าจะทำแต่ไม่รู้รายละเอียดตอนนี้  โดยรวมก็จะไม่ดีกับเศรษฐกิจแหละ  เกิด inefficiency  คนที่มีงานก็ได้ประโยชน์แต่บริษัทก็จ้างคนน้อยลงแน่นอนก็แปลว่าบางส่วนซวย  โดยรวมกับตลาดหุ้นก็น่าจะทำให้บริษัทต้นทุนสูงขึ้น

    เท่าที่รู้ก็ประมาณนี้ป้ะ  สรุปคือโดยรวมเราก็คงไม่มีทางรู้อย่างชัดเจนว่าจะเกิดอะไรขึ้น  ผมว่ารอดูว่าเค้าทำอะไรจริงๆแล้วค่อยคิดดีกว่าว่ามีโอกาสอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • จะศึกษาหุ้นซักบริษัทนึงจริงจัง ต้องดูอะไรบ้าง ?

    จะศึกษาหุ้นซักบริษัทนึงจริงจัง ต้องดูอะไรบ้าง ?

    จริงๆหัวข้อนี้คือมีคนถามต่อเนื่องจากวีดิโอก่อนหน้า (https://youtu.be/uuc50G_1HZc) ที่เราพูดถึงวิธีกรองอย่างเร็ว  คนถามเค้าอยากรู้ว่าหลังจากผ่านกรองอย่างเร็วแล้วสมมติมีหุ้นที่เราสนใจคือเราต้องดูอะไรต่อ  เอาจริงๆมันก็คือหาข้อมูลพยายามทำความเข้าใจเกี่ยวกับบริษัทให้เยอะที่สุดที่เป็นไปได้แล้วก็ตัดสินใจว่าจะซื้อมั้ยหรือจะทำอะไรน่ะครับ  แต่โอเคเข้าใจว่าบางคนมือใหม่มากอาจจะไม่เห็นภาพว่ามันคืออะไรประมาณไหน  วีดิโอนี้เราจะพยายามอธิบายให้เห็นภาพครับ

    1. ทำความเข้าใจเกี่ยวกับบริษัท
      • ขายอะไร
      • ขายให้ใคร
      • ขายแบบไหน
      • รูปแบบรายได้เป็นแบบไหน
      • สิ่งที่ขายมีความเด่นอะไรยังไง
      • ทำไมคนอยากซื้อของจากเจ้านี้ล่ะ
      • ความนิยมมากขึ้นหรือน้อยลง
      • ความได้เปรียบบริษัทมันอยู่ตรงไหน
      • ที่ผ่านมาผลประกอบการเป็นไง
      • ยอดขายเป็นไง
      • กำไรเป็นไง
      • เก็บเงินได้มั้ย
      • มีหนี้สินเยอะมั้ย
      • เติบโตมั้ย
      • โตจากอะไร
      • อัตราส่วนทางการเงินต่างๆ
      • ทีมผู้บริหารเป็นใคร  อยู่มานานยัง
      • บริษัทมีแผนจะทำอะไรต่อ
      • ฯลฯ
    2. ทำความเข้าใจสภาพแวดล้อมอุตสาหกรรมที่บริษัทแข่งอยู่
      • ธุรกิจนี้แข่งกันยังไง
      • การแข่งขันรุนแรงมั้ย
      • มีคู่แข่งเยอะมั้ย
      • บริษัทเป็นเจ้าใหญ่มั้ย
      • ส่วนแบ่งการตลาดเป็นไง
      • การเติบโตและอัตราส่วนทางการเงินอื่นๆเทียบกับคู่แข่งเป็นไง
      • ธุรกิจนี้ที่ผ่านมาเป็นไง
      • ธุรกิจนี้มีธุรกิจอื่นมาแข่งอยู่ด้วยหรือเปล่า
      • ธุรกิจนี้ขึ้นลงตามเศรษฐกิจมั้ย
      • หรือขึ้นลงตามอุตสาหกรรมอื่นหรือเปล่า
      • ถูกกำกับดูแลโดยรัฐบาลหรือเปล่า
      • อนาคตน่าจะเป็นยังไงต่อ
      • ฯลฯ
    3. เมื่อทำดีที่สุดแล้ว  ก็เอาทุกอย่างมาประกอบกัน
      • สรุปเราไว้ใจบริษัทนี้มั้ย
      • เราคิดว่าอนาคตมันจะเป็นไงต่อ
      • ปัจจัยเสี่ยงหลักๆน่าจะมาจากอะไรได้บ้าง
      • แล้วด้วยราคาตอนนี้ผลตอบแทนคาดหวังดูคุ้มเสี่ยงหรือเปล่า

    ไอเดียคร่าวๆก็ประมาณนี้  ไม่ได้จำกัดว่าต้องรู้เท่านี้นะ  เอาทุกอย่างที่เราคิดว่ามันสำคัญต่อการตัดสินใจของเรานั่นแหละ  ผมแนะนำว่าอย่างน้อยที่สุดเลยเริ่มจากอ่านรายงานประจำปีล่าสุด, งบไตรมาสล่าสุดก็จะช่วยเรื่องข้อมูลเบื้องต้นของบริษัทได้

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • ห๊า งบการเงิน ? ทำไมต้องดูงบการเงิน / ผลประกอบการด้วย

    ห๊า งบการเงิน ? ทำไมต้องดูงบการเงิน / ผลประกอบการด้วย

    มีคนสงสัยว่าจำเป็นต้องดูผลประกอบการของบริษัทด้วยเหรอ  เพราะเท่าที่เห็นคือบริษัทกำไรหรือขาดทุนก็ไม่ได้เกี่ยวกับเราเท่าไหร่  ราคาหุ้นมันก็ขึ้นหรือลงไปคนละทางกับผลประกอบการได้  และสุดท้ายประเด็นสำคัญคือเงินลงทุนเรากำไรหรือเปล่ามากกว่ามั้ย  วีดิโอนี้ผมจะพยายามโน้มน้าวว่าเราสมควรต้องดูผลประกอบการของบริษัทครับ

    ก็จริงอยู่ครับ  สุดท้ายจริงๆที่เราสนใจคือผลตอบแทนในการลงทุนของเราแหละ  ถ้าสมมติผมจะซื้อหุ้นบริษัทอะไรซักบริษัทนึงแล้วขายได้กำไร 100% แน่นอนนะ  มันก็ยอดเยี่ยมเลยป้ะ  ผมก็ไม่สนใจหรอกว่าบริษัทผลประกอบการจะแย่มากขาดทุนหนักขึ้นเรื่อยๆหรือเปล่าถูกมะ  แต่ปัญหาคือในชีวิตจริงมันไม่รู้แบบนั้นไง  

    ในชีวิตจริงลองคิดดูนะ  การซื้อหุ้นของเรานี่กำไรที่เราจะได้มาจากอะไรได้บ้าง  มันก็มาได้อยู่ 2 แบบซึ่งคือเงินปันผลที่ได้ระหว่างที่ถือกับตอนขายหุ้นขายได้ราคาสูงกว่าที่ซื้อมาถูกมะ  ถ้าเราจะลงทุนแล้วได้กำไรเยอะเราก็ต้องคาดหวังอันใดอันหนึ่งหรือทั้งสองอย่างใช่มะ

    ประเด็นก็คือผลประกอบการบริษัทมันมีผลกระทบต่อทั้งปันผลและราคาขายไง  เงินปันผลมันก็จ่ายออกมาจากกำไร  ดังนั้นถ้าเราคาดหวังเงินปันผลที่ดีเติบโตมันก็ต้องมาจากบริษัทผลประกอบการมีกำไรเติบโตน่ะครับไม่งั้นมันจะเอาเงินมาจากไหน  ส่วนราคาขาย  คุณว่าระหว่างบริษัทที่ผลประกอบการห่วยและแย่ลงๆกับบริษัทผลประกอบการดีและดีขึ้นเรื่อยๆ  อันไหนคนจะอยากได้มากกว่ากัน  มันก็แน่นอนอยู่แล้วป้ะ  คนก็จะอยากได้บริษัทที่ผลประกอบการดีขึ้นอยู่แล้ว  และในเมื่ออยากได้คนก็ถึงจะยินดีซื้อในราคาที่แพงขึ้นน่ะครับ  คือการที่เราจะคาดหวังว่าให้คนมาซื้อหุ้นต่อจากเราในราคาที่สูงขึ้นทั้งที่บริษัทผลประกอบการห่วยแตกมันก็เกิดขึ้นได้นะ  แต่นั่นมันคือฟลุค  นักลงทุนในตลาดคนอื่นเค้าก็ไม่ได้โง่หรือบ้านะ

    ดังนั้นสรุปแล้วนะ  จริงๆเราสนใจแค่ผลตอบแทนในการลงทุนของเราแหละ  แต่พอดีว่าผลประกอบการของบริษัทมันดันมีผลกระทบโดยตรงต่อผลตอบแทนในการลงทุนของเรา  เราก็เลยพลอยต้องดูผลประกอบการของบริษัทไปด้วยก็เท่านั้นเองครับ
    เพื่อให้ชัดเจนมากขึ้น  เราสุ่มตัวอย่างจากรายชื่อ SET100 ย้อนดูเปรียบเทียบผลประกอบการบริษัทกับราคาหุ้นดูว่ามันไปในทางเดียวกันมั้ยนะ

    1. ADVANC

    2. BDMS

    3. CPF

    4. HMPRO

    5.LH

    6.IRPC

    7. STA

    อย่างที่เห็น  ผมก็ว่าโดยรวมมันไปในทิศทางเดียวกันชัดเจนนะ

    ต่อให้เราบอกกะจะลงทุนระยะสั้นเลย  ผมว่ายังไงถ้าซื้อหุ้นที่เทรนด์ระยะยาวมันขึ้นยังไงก็มีโอกาสกำไรมากกว่าเทรนด์ระยะยาวมันลงอยู่ดีมั้ยครับ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • อัตราดอกเบี้ย ทำไมมีผลต่อราคาหุ้น ?

    อัตราดอกเบี้ย ทำไมมีผลต่อราคาหุ้น ?

    มีคนมีคำถามว่าทำไมอัตราดอกเบี้ยต่ำลงแล้วหุ้นมันต้องขึ้นด้วย  เกี่ยวกันยังไง

    จริงๆเหตุผลมันก็ไม่ได้มีอะไรซับซ้อนครับ  หลักๆแล้วการที่อัตราดอกเบี้ยมีผลกับราคาหุ้นเป็นเพราะ 2 อย่างคือ

    1. คนเปรียบเทียบผลตอบแทนของการลงทุนแบบต่างๆ
    2. ลองนึกภาพง่ายๆ  สมมติวันนี้อยู่ๆอัตราดอกเบี้ยเงินฝากซึ่งรับประกันโดยรัฐบาลบางส่วนด้วยนะให้ดอกเบี้ย 15%  เป็นคุณจะทำยังไง  คุณก็จะงงว่าคุณจะซื้อหุ้นได้ปันผล 2-3% แล้วเสี่ยงไปเพื่ออะไร  คุณก็จะรีบขายหุ้นแล้วไปฝากธนาคารเลยป้ะ  แล้วทุกคนมันก็จะคิดแบบนี้เหมือนกันหมดใช่มั้ยครับ  พอเป็นแบบนั้นมันก็ทำให้ราคาหุ้นต่ำลงไงเพราะคนอยากได้น้อยลง  ราคาหุ้นมันต้องต่ำไปจนถึงจุดที่ผลตอบแทนคาดหวังจากการถือหุ้นนี่สูงกว่า 15% พอสมควรคนถึงจะยอมซื้อหุ้นถูกมะ  ไม่งั้นใครซื้อก็โง่ละ

      กลับกันสมมติวันนี้จากดอกเบี้ยที่ต่ำอยู่แล้วเกิดต่ำไปอีก  เช่นสมมติเป็น -5% แทน  คนที่แต่เดิมฝากเงินอยู่หรือคนที่กำลังจะฝากก็หนีเลยป้ะ  ไปลงทุนอย่างอื่นเช่นหุ้นดีกว่ามั้ย  มันก็ดันให้ราคาหุ้นสูงขึ้นเพราะคนอยากได้เยอะขึ้นน่ะครับ

      ดังนั้นขอให้นึกภาพว่าอัตราดอกเบี้ยมันเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการลงทุนแทนหุ้น  ถ้าผลตอบแทนมันดีหุ้นคนก็อยากได้น้อยลง  ถ้าผลตอบแทนมันต่ำคนอยากได้หุ้นเพิ่มขึ้น  เท่านั้นเองครับ

    3. อัตราดอกเบี้ยมีผลต่อต้นทุนการกู้เงินของธุรกิจ
    4. คนในตลาดหุ้นจะมองว่า  ถ้าอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นบริษัทต่างๆก็จะกู้ยืมเงินได้น้อยลงและขยายน้อยลงเศรษฐกิจก็จะโตช้าลง  ดังนั้นผลตอบแทนจากหุ้นก็น่าจะต่ำลงคนก็เลยไม่ค่อยอยากซื้อหุ้น  ถ้าอัตราดอกเบี้ยต่ำลงบริษัทต่างๆก็จะกู้ยืมเงินได้มากขึ้นและขยายมากขึ้นเศรษฐกิจก็จะเติบโตเร็วขึ้น  ผลตอบแทนจากหุ้นก็น่าจะสูงขึ้นคนก็เลยอยากซื้อหุ้นมากขึ้น

    ด้วย 2 ปัจจัยนี้อัตราดอกเบี้ยจึงมีผลกับราคาหุ้นครับ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี