Tag: Smart stock investment

  • กรองหุ้นอย่างเร็วใน 10 นาที

    กรองหุ้นอย่างเร็วใน 10 นาที

    มีคนถามว่าหุ้นมีเยอะไปหมด  จะไปอ่านหรือศึกษาอย่างละเอียดทั้งหมดก็ไม่น่าเป็นไปได้  ปกติผมมีเกณฑ์ในการกรองยังไงว่าหุ้นไหนน่าสนใจ  วีดิโอนี้เราตอบคำถามเรื่องนี้ครับ

    เดี๋ยวสิ่งที่ผมจะทำคือไล่ให้ฟังว่าสมมติผมเห็นบริษัทหรือหุ้นอะไรซักอันเป็นครั้งแรก  ผมมองยังไงว่าน่าสนใจดูต่อหรือเปล่า  แต่คุยให้เข้าใจตรงกันไว้ก่อนว่านี่มันคือเอาไว้สำหรับกรองขั้นแรกอย่างรวดเร็วเท่านั้น  มีประโยชน์ในการตัดบริษัทที่ดูไม่เข้าท่าชัดเจนออกไป  ไม่ได้แปลว่าบริษัทที่ผ่านการกรองมานี่คือซื้อเลย  ไม่ใช่ทำแค่นี้แล้วตัดสินใจนะยังไงก็ต้องไปศึกษาจริงจังอยู่ดี

    1. ดูว่าบริษัททำอะไรก่อนเลย  แล้วก็พิจารณาว่า
      • ชอบธุรกิจเค้ามั้ย  ถ้าต้องถือยาวอย่างน้อย 3 ปีสบายใจที่จะถือหรือเปล่า
      • ดูแล้วน่าจะมีความได้เปรียบหรือเปล่า
    2. มีกำไรหรือยัง
    3. ผลประกอบการดูสม่ำเสมอหรือแกว่ง
    4. กระแสเงินสดจากการดำเนินงานเป็นบวกหรือเปล่า
    5. ROE ไม่ต่ำเกินไป
    6. ช่วงที่ผ่านมาราคาตกอยู่หรือเปล่า

    ประมาณนี้เลย  ปกติแล้วถ้าสมมติมันผ่านเกณฑ์ทั้งหมดนี้นะ  ผมก็จะรีบดูต่อละ  ถ้าครบหมดขาดข้อสุดท้ายก็ยังดูใช้ได้นะ  แต่แค่ไม่ได้ต้องรีบดูตอนนี้  ผมก็จะเก็บชื่อมันไว้เผื่อราคาตกหรือว่างจริงๆค่อยกลับมาดูครับ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • Cash Flow (กระแสเงินสด) กับ Free Cash Flow (กระแสเงินสดอิสระ) คืออะไร ? ต่างกันยังไง ?

    Cash Flow (กระแสเงินสด) กับ Free Cash Flow (กระแสเงินสดอิสระ) คืออะไร ? ต่างกันยังไง ?

    มีคนถามเกี่ยวกับ cash flow (กระแสเงินสด) และ free cash flow (กระแสเงินสดอิสระ) ว่ามันคืออะไร  ต่างกันยังไงชื่อฟังคล้ายๆกัน

    เริ่มจาก cash flow ก่อน  ความหมายมันก็ตามชื่อเลยคือเงินสดเข้าหรือออกจากบริษัท  ซึ่งมันเป็นอะไรที่สมควรให้ความสำคัญมากเพราะว่าสุดท้ายแล้วบริษัทจะรอดแล้วทำธุรกิจต่อไปได้ก็ต้องมีเงินสดเข้ามามากกว่าออกไปถูกมะ

    ขอให้เข้าใจว่าในการบันทึกกำไรขาดทุนเค้าบันทึกแบบเกณฑ์คงค้าง (accrual basis)  ซึ่งก็คืออิงตามกิจกรรมทางธุรกรรมทางธุรกิจเป็นหลักไม่ได้อิงตามเงินสด  เวลาบริษัทขายของได้บริษัทจะบันทึกว่ามีรายได้เกิดขึ้นมีกำไรเกิดขึ้นทันทีไม่ว่าจะได้รับเงินจากลูกค้าหรือยังไม่ได้รับ  และดังนั้นสมมติเราดูงบกำไรขาดทุนอย่างเดียวแล้วไม่ได้ดูตัว cash flow เลยมันก็จะมีจุดบอดเพราะว่าต่อให้บริษัทบันทึกว่ามีกำไรเยอะแค่ไหนแต่ถ้าบริษัทไม่เคยเก็บได้เลยซักบาทมันก็เจ๊งอยู่ดีป้ะ

    ทีนี้ตัว cash flow นี่มันแบ่งออกเป็น 3 ประเภทตามเหตุคือ

    1. กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน (cash flow from operating activities)
    2. กระแสเงินสดจากกิจกรรมการลงทุน (cash flow from investing activities) 
    3. กระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงิน (cash flow from financing activities)

    อันที่เค้าให้ความสำคัญมากสุดก็จะเป็นกระแสเงินสดจากการดำเนินงานแหละ  หลักๆที่ควรจะต้องสังเกตก็คือที่บอกขายของได้มีกำไรนี่เก็บเงินได้หรือเปล่า  เงินสดไม่ได้ไปจมอยู่กับสินค้าคงเหลือที่เพิ่มขึ้นพรวดใช่มั้ย  ส่วนกระแสเงินสดจากกิจกรรมการลงทุนก็ไว้สังเกตว่าบริษัทมีการใช้เงินไปซื้อที่ดิน, อาคารอุปกรณ์, เครื่องจักร, ฯลฯ อะไรพวกนี้เยอะมั้ย  ถ้าเยอะโดดขึ้นมาก็ต้องถามว่านั่นคือทำอะไร  ส่วนกิจกรรมจัดหาเงินก็ดูว่ามีการกู้เงินหรืออะไรพรวดขึ้นมาหรือเปล่า  เช่นกันถ้าเยอะขึ้นมาก็ต้องถามว่านั่นมันเอาไปทำอะไรเหรอ

    ทีนี้มาตัว free cash flow ละ  free cash flow นี่เค้าหมายถึงเงินสดที่สามารถเอาออกมาจากบริษัทได้โดยที่บริษัทไม่กระทบและยังเติบโตต่อได้ตามปกติ  หรือพูดอีกแบบนึงก็คือเป็นเงินสดที่เหลือจากการที่บริษัทดำเนินธุรกิจได้มาแล้วหักส่วนที่ต้องใช้ในการลงทุนเพิ่มเติมในธุรกิจไปแล้ว  มันเป็นเงินสดส่วนที่บริษัทมีอิสระที่จะเอาไปทำอะไรก็ได้  จะเก็บไว้สำรองก็ได้, จ่ายชำระคืนเงินกู้ที่ยืมมาก็ได้, จ่ายเป็นปันผลให้กับผู้ถือหุ้นก็ได้หรือจะเอาไปซื้อหุ้นคืนก็ได้  

    Free cash flow มันก็เลยสำคัญมากเพราะการที่ตั้งบริษัทมาก็เพื่อสร้างให้เกิด free cash flow เยอะๆไง  และดังนั้นเวลาที่เราได้ยินคนพูดถึงวิธีประเมินมูลค่าบริษัท  เราก็จะเคยได้ยินคนพูดถึงการคิดลดตัว free cash flow ก็เพราะเหตุผลนี้ครับ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • จำนวนการยื่นล้มละลายใน US ปี 2020 น้อยกว่า 2019 ทั้งที่มี COVID

    จำนวนการยื่นล้มละลายใน US ปี 2020 น้อยกว่า 2019 ทั้งที่มี COVID

    วีดิโอนี้ผมอยากจะมาเล่าสิ่งที่ผมไปอ่านเจอแล้วรู้สึกประหลาดใจมากให้ฟังครับ

    เมื่อปีที่แล้วที่มี COVID ระบาด  เราได้ข่าวธุรกิจได้ผลกระทบเยอะมาก  มีโรงงานปิดตัว, บริษัทปิด, ปลดคนงาน, ฯลฯ  ดังนั้นมันก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องแปลกถ้าเราจะเห็นตัวเลขบริษัทที่ยื่นล้มละลาย  แต่ปรากฎว่าผิดคาด  ผมไปอ่านเจอว่าจำนวนบุคคลและบริษัทขนาดเล็กที่ยื่นล้มละลายในอเมริกาดันลดลง

    อันนี้เป็น working paper ของ Harvard Business School ทำโดย Jialan Wang, Jeyul Yang, Benjamin Iverson, Raymond Kluender  ผมทิ้งลิ้งค์ไว้ให้เผื่อใครสนใจอ่าน https://www.hbs.edu/faculty/Publication%20Files/21-041_a9e75f26-6e50-4eb7-84d8-89da3614a6f9.pdf  แล้วก็เผื่อใครสนใจอ่านรายงานที่เกี่ยวกับการว่างงานในอเมริกาอันนี้ผมก็ทิ้งลิ้งค์ไว้ให้เช่นกัน https://fas.org/sgp/crs/misc/R46554.pdf

    คร่าวๆคือ  ปกติแล้วเหตุการณ์ในอดีตที่ผ่านมาเวลามีช่วงเศรษฐกิจไม่ดี  ตัวเลขการล้มละลายของบุคคลและบริษัทก็จะเยอะ  ดังนั้นช่วง COVID ปีที่แล้วก็คาดหมายได้ว่าจะต้องเยอะเช่นกัน  แต่สิ่งที่เค้าเจอคือมันต่างออกไปจากปี 2019  โดยรวมเค้าพบว่าตั้งแต่ช่วงเดือนมกราคม 2020 ถึงสิงหาคม 2020 จำนวนคนและบริษัทที่ยื่นล้มละลายน้อยลง 27% เมื่อเทียบกับปี 2019  ถ้าดูในรายละเอียดเค้าพบว่าที่ทำให้น้อยลงคือจำนวนล้มละลายของบุคคล  ส่วนในภาคธุรกิจมียื่น chapter 11 (แบบปรับโครงสร้างหนี้) เพิ่มขึ้นแต่ยื่นแบบ chapter 7 (แบบขายทรัพย์สิน) น้อยลงโดยรวมแล้วเลยน้อยลง

    อีกเรื่องที่แปลกคือเค้าพบว่ารัฐที่การว่างงานสูงเพิ่มขึ้นเยอะสุด  ดันมีการยื่นล้มละลายลดลงมากสุดด้วย  ซึ่งมันควรจะกลับกันหรือเปล่า

    คนเขียนเค้าก็พยายามเดาว่าอะไรเป็นสาเหตุ  สิ่งสำคัญสุดน่าจะเป็นความช่วยเหลือด้วยนโยบายการคลังจากรัฐบาลเช่น CARES act ที่มีให้เงินช่วยเหลือกับเพิ่มผลประโยชน์คนว่างงาน, PPP ที่เป็นสินเชื่อธุรกิจให้บริษัทยังสามารถจ่ายเงินเดือนพนักงานได้, ห้ามไม่ให้ไล่คนไม่จ่ายค่าเช่าออกจากที่พัก, ฯลฯ  เรื่องพวกนี้น่าจะได้ผลดีระดับนึงทีเดียว

    สาเหตุอื่นก็อาจจะเป็นเพราะว่าศาลปรับขั้นตอนการทำงานเป็นให้ยื่นออนไลน์เพื่อหลีกเลี่ยงการระบาดแล้วคนที่ล้มละลายเค้าไม่สามารถทำได้หรือเปล่า  หรืออาจจะเป็นเพราะความไม่แน่นอนของโควิดที่ทำให้คนกับธุรกิจไม่แน่ใจว่ามันจะจบเมื่อไหร่หรือจะเกิดอะไรขึ้น  ก็เลยทำให้เค้าลังเลที่จะยื่นหรือเปล่า  เพราะในอเมริกามันมีกฎหมายว่ายื่นล้มละลายได้จำกัดครั้งในช่วงกี่ปีๆ

    โดยรวมก็เป็นอะไรที่ผิดคาดดีเลยมาเล่าให้ฟัง  เป็นเครื่องเตือนสติผมเลยว่าอย่าด่วนสรุปอะไรเร็วไปและบางทีเราเห็นข่าวอะไรก็อย่าเชื่อว่าต้องจริงเสมอไปนะ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • ราคาพาร์ คืออะไร ? มีประโยชน์อะไรรึเปล่า ?

    ราคา Par คืออะไร ? มีประโยชน์อะไรรึเปล่า ?

    มีคนถามว่าราคา par คืออะไร  เค้าเห็นว่ามันต่างจาก IPO มากและบางบริษัทก็ 1 บาทบ้าง 0.5 บาทบ้าง

    เอาจริงๆในอดีตมันอาจจะมีประโยชน์อะไรซักอย่าง  แต่ในเวลานี้คือมันไม่มีสาระอะไรครับ  มันเป็นตัวเลขหน่วยที่กำหนดขึ้นมาเฉยๆเหมือนแค่ให้ทุนจดทะเบียนกับจำนวนหุ้นมันสอดคล้องกัน  อย่างสมมติผมบอกผมมีเงิน 100 บาทอยู่ในรูปเหรียญสิบก็จะรู้ทันทีว่าผมมีเหรียญอยู่ 10 เหรียญถูกมะ  แต่ถ้าบอกอยู่ในรูปเหรียญบาทก็แปลว่าผมมีเหรียญบาทอยู่ 100 เหรียญ  อารมณ์มันประมาณนั้นแหละ  ถ้าบริษัทบอกว่ามีทุนออกและชำระแล้ว 1 ล้านบาท  หุ้นราคาพาร์ 1 บาทก็คือมีจำนวน 1 ล้านหุ้น  แต่ถ้าหุ้นราคาพาร์ 10 บาทก็คือมีจำนวน 1 แสนหุ้น  มีประโยชน์แค่นี้แหละ

    แล้วมันก็ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องอะไรกับราคา IPO เลยนะ  คือราคา IPO นี่คือตอนที่บริษัทระดมทุนเป็นครั้งแรกขายหุ้นให้กับสาธารณะ  ซึ่งเค้าก็ตั้งให้สูงที่สุดที่คิดว่าจะขายได้แหละ  ไม่ได้ตั้งราคา IPO อิงตามราคาพาร์หรืออะไร

    และแน่นอนก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับราคาหุ้นในปัจจุบันหรือมูลค่าของหุ้นเลย  เพราะราคาพาร์นั่นมันตั้งมาตั้งแต่แรกตอนเริ่มบริษัท  เมื่อเวลาผ่านไปบริษัททำได้ดีไม่ดีมูลค่าเปลี่ยนไป  ก็ยิ่งไม่เกี่ยวอะไรกับราคาพาร์นั่นเข้าไปใหญ่

    สรุปคือ  ไม่มีสาระอะไรและไม่ต้องไปสนใจมันครับ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • หุ้น Growth กับ หุ้น Value คืออะไร ? ต่างกันยังไง ?

    หุ้น Growth กับ หุ้น Value คืออะไร ? ต่างกันยังไง ?

    มีคนที่เค้าไปอ่านเจอบทความหรือข่าวที่พูดถึงหุ้น Growth กับหุ้น Value แล้วเค้าไม่เข้าใจว่าหมายถึงอะไรก็เลยถามเรา  วันนี้ผมเลยจะพูดถึงว่ามันคืออะไรก่อน  แล้วก็ที่บางทีเห็นในข่าวหรือบทความพูดถึงนี่คือเค้าพูดถึงอะไรกันอยู่

    โดยไอเดียแล้วมันเริ่มมาจากความพยายามที่จะหาว่าปัจจัยอะไรบ้างมีผลต่อผลตอบแทนของหุ้น  หุ้นลักษณะแบบไหนให้ผลตอบแทนดีสุด

    Growth กับ Value ก็เป็นหนึ่งในลักษณะของหุ้นที่เค้าพบว่าที่ผ่านมาในอดีตผลตอบแทนดีกว่าค่าเฉลี่ย

    ลักษณะของหุ้น Growth มีคนให้รายละเอียดต่างกันไปแต่ในสาระสำคัญก็คือหุ้นที่มีแนวโน้มที่จะเติบโตได้เร็วกว่าเฉลี่ยในอนาคต  ความเชื่อก็คือหุ้นที่อนาคตมีการเติบโตสูงกว่าก็จะให้ผลตอบแทนดีกว่าค่าเฉลี่ยของตลาด  ซึ่งก็อาจจะวัดจากอัตราการเติบโตของรายได้หรือกำไรหรือกระแสเงินสดในอดีต  หรือไม่ก็อาจจะใช้อัตราการเติบโตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น  โดยรวมหุ้น Growth จะเป็นหุ้นที่ P/E สูง, P/BV สูง, Dividend yield ต่ำ

    ลักษณะของหุ้น Value ก็คือเน้นหุ้นที่ราคาถูก  ความเชื่อก็คือการซื้อหุ้นที่ราคาถูกจะให้ผลตอบแทนดีกว่าการซื้อหุ้นราคาแพงในระยะยาว  ซึ่งการจะวัดว่าราคาถูกหรือเปล่าก็มักจะใช้ว่า P/E ต่ำ, P/BV ต่ำ, PEG ต่ำกว่า 1, Dividend yield สูงหรืออื่นๆ

    ทีนี้ที่บางทีเราได้ยินคนพูดถึงหุ้น Growth กับหุ้น Value ในข่าวหรืออ่านเจอในบทความ  เป็นเพราะว่า 2 อันนี้มันเป็นอันที่ได้รับความนิยมมากสุด  และในช่วงที่ผ่านมาเค้าคุยกันเรื่องว่าหุ้น Value จะกลับมาชนะหุ้น Growth มั้ย  หรือว่าจะหมดยุคของหุ้น Value แล้ว

    อดีตที่ผ่านมาคือถ้านับช่วงยาวมากๆหลายปี  โดยรวมแล้วหุ้น Value ชนะหุ้น Growth อยู่  แต่ถ้านับช่วง 5 ปีที่ผ่านมาหุ้น Growth ชนะมาตลอด  ก็เลยเป็นอะไรที่คนพูดถึงกันมาตั้งแต่ก่อนโควิดแล้วว่าหุ้น Value จะกลับมาชนะมั้ยหรือว่าโลกมันเปลี่ยนไปแล้ว  กับช่วงที่ผ่านมาตอนตลาดตกจากโควิด  หุ้นที่ฟื้นก่อนก็เป็นหุ้น Growth โดยเฉพาะพวกหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่คนมองว่าได้ประโยชน์หรืออย่างน้อยไม่ได้รับผลกระทบจากโรคระบาดเท่าไหร่  แต่หลังจากนั้นช่วง Q4 หุ้นกลุ่ม Value ก็เริ่มฟื้นบ้างตอนที่มีข่าววัคซีน  ตอนนี้ที่คนเค้าคุยกันก็เลยจะเป็นประมาณว่าหุ้น Value น่าจะผลตอบแทนดีกว่า (outperform) ตามเศรษฐกิจที่จะฟื้นตัวกลับขึ้นมา

    ประมาณนี้แหละครับที่เค้าคุยกันน่ะ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • ซื้อหุ้นตามนักลงทุนที่มีชื่อเสียงหรือกองทุน ไปเลยดีมั้ย ?

    ซื้อหุ้นตามนักลงทุนที่มีชื่อเสียงหรือกองทุน ไปเลยดีมั้ย ?

    คนถามว่าเราลอกการบ้านพวกนักลงทุนเก่งๆซื้อตามเค้าไปเลยได้มั้ย  จะได้ไม่ต้องเหนื่อยและที่สำคัญผลตอบแทนก็น่าจะดีด้วย

    ส่วนตัวผมก็ไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไหร่  หลักๆเลยคือผมสงสัยว่าในทางปฏิบัติมันจะทำได้จริงเหรอ  คือเราจะรู้ได้ไงว่านักลงทุนที่มีชื่อเสียงที่เราจะซื้อตามนี่เค้าซื้ออะไร  ปกติเค้าก็ไม่ได้ต้องแจ้งหรือบอกต่อสาธารณะนี่  ดังนั้นแล้วเราจะซื้อตามยังไงน่ะ

    แล้วสมมติว่าเราซื้อตามได้นะ  เช่นอย่าง Berkshire Hathaway เค้าก็ต้องรายงานทุกไตรมาสว่าถือหุ้นอะไรบ้างใช่มะ  หรือกองทุนที่เราชอบเค้าก็มีต้องแจ้งว่าถือหุ้นหลักๆมีอะไรบ้าง  เราก็อาจจะซื้อตามได้จากข้อมูลที่เปิดเผยเหล่านี้  มันก็มีปัญหาอื่นอีกคือ

    1. นักลงทุนที่มีชื่อเสียงก็พลาดได้  ขนาด Warren Buffett ที่ว่าเป็นระดับโลกก็มีที่ซื้อ IBM แล้วสุดท้ายก็บอกว่าผิดพลาดแล้วขายไปในภายหลัง  หรือเร็วๆนี้ก็มีที่ซื้อสายการบินแล้วก็ขายขาดทุนไปช่วง 2020 ที่มีโควิด
    2. เราจะทำใจถือตามได้ตลอด 100% จริงเหรอ  ตอนซื้อตามคงไม่ยาก  แต่สมมติซื้อตามไปแล้วขาดทุน -20~30% ล่ะ  ด้วยความที่ตอนซื้อมาไม่ได้ทำการบ้านเข้าใจด้วยตัวเอง  ในใจจะไม่มีความลังเลสงสัยถือตามได้ตลอดจริงหรือเปล่า

    สุดท้ายสมมติว่าบอกว่าทำได้หมด  ยอมรับว่ามีพลาดได้และทำใจถือตาม 100% ได้  ผมก็สงสัยว่าถ้างั้นไม่ซื้อหุ้น Berkshire Hathaway ไปเลย  หรือลงทุนในกองทุนที่เราชอบนั้นไปเลยไม่ง่ายกว่าหรือ  ถ้าจะตามเป๊ะๆโดยที่ไม่ตัดสินใจเองเลยแบบนั้นก็น่าจะง่ายกว่าหรือเปล่า

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • โควิดระบาดรอบ 2 นี่ นับเป็นโอกาสหรือเปล่า ?

    โควิดระบาดรอบ 2 นี่ นับเป็นโอกาสหรือเปล่า ?

    มีคนถามความเห็นว่าสมมติ COVID เวฟสองนี้ระบาดรุนแรงขึ้นมาจนต้องมี lockdown อีกรอบ  แบบนี้ผมยังมองว่าเป็นโอกาสอยู่หรือเปล่า

    อันนี้คือตอบแบบมองจากมุมของการลงทุนในหุ้นล้วนๆไม่นับความเสียหายต่อเศรษฐกิจหรือชีวิตคน  มันก็ขึ้นอยู่กับว่าตลาดหุ้นตกด้วยมั้ย  ถ้าไม่ตกก็ต้องไม่ใช่โอกาสแน่  แต่สมมติตลาดหุ้นตกรุนแรงผมก็เชื่อว่าเป็นโอกาสนะ

    โดยภาพรวมสิ่งที่ผมมองคือแบบนี้

    • การจะให้ปัญหาจบสมบูรณ์การท่องเที่ยวกลับสู่ปกติ  ยังไงก็ต้องใช้วัคซีนหรือยา  ซึ่งประเด็นตรงนี้ก็ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงไป  ที่จริงแล้วดูจะดีขึ้นกว่าที่คาดด้วยซ้ำไปด้วยความที่มีวัคซีนที่ใช้ได้หลายอัน  ทดลองเสร็จเร็วกว่าที่คาด  และหลายประเทศก็เริ่มดำเนินการฉีดวัคซีนให้กับประชาชนแล้ว
    • การระบาดรอบสอง  ไม่ว่าจะทำการ lockdown หรือไม่  มันเป็นการทำให้ระหว่างทางที่จะไปถึงสภาพปกติเปลี่ยนไปเท่านั้นเอง  คือเปลี่ยนจากที่ธุรกิจพึ่งพาการกินใช้ของคนในประเทศได้ค่อนข้างปกติเพราะไม่มีการระบาดกลายเป็นการกินใชัของคนในประเทศก็อาจจะจำกัดไปด้วย  ดังนั้นก็เป็นการเพิ่มความเสี่ยงจริงๆเพราะมันก็จะมีผลกระทบกับผลประกอบการบริษัทในตลาด  จากบางบริษัทที่ตอนแรกเราคิดว่ารอดแน่นอนแล้วเพราะไม่ได้พึ่งพานักท่องเที่ยวอาศัยแค่คนในประเทศก็ยังกำไรพวกนี้ก็จะเสี่ยงเพิ่มขึ้นแน่ๆ
    • แต่ก็เป็นโอกาสด้วยเช่นกัน  เพราะอย่างที่บอกคือสุดท้ายจะจบได้ก็ต้องมีวัคซีนหรือยาอยู่ดี  และการที่ระบาดรอบสองก็แค่ทำให้ระหว่างทางลำบากมากขึ้นเท่านั้น  ภาพรวมยังเหมือนเดิม

    ดังนั้นสิ่งที่่ควรทำผมก็แนะนำเหมือนเดิม  ก็มองภาพไกลหน่อยแล้วเห็นมันเป็นโอกาส  มองหาบริษัทที่มันได้รับผลกระทบแล้วราคาตกแต่เราเชื่อว่ามันจะทนได้นานพอแล้วรอดนั่นแหละ  แล้วก็อย่าตกใจเกินไป  สิ่งที่เราควรจะตกใจคืออะไรก็ตามที่ทำให้ปัญหาลากยาวออกไปกว่าที่คาดเยอะๆน่ะครับ  เช่นวัคซีนใช้ไม่ได้แล้ว

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • ทำไมราคาหุ้นถึงวิ่ง ขึ้นๆ ลงๆ อยู่ตลอด ?

    ทำไมราคาหุ้นถึงวิ่ง ขึ้นๆ ลงๆ อยู่ตลอด ?

    อยากให้นึกภาพว่าตลาดหุ้นมันเหมือนเป็นตลาดที่มีคนจำนวนมากมาประมูลซื้อขายหุ้นอยู่  ใครอยากขายอะไรเท่าไหร่ก็ส่งคำสั่งไป  ใครอยากซื้ออะไรที่ราคาเท่าไหร่ยังไงก็ส่งคำสั่งไป  ตลาดระบบมันก็จับที่ราคามันได้ทั้งสองฝ่ายก็ถือว่าเกิดการซื้อขาย

    ทีนี้เวลาที่มีคนอยากซื้อเยอะกว่าอยากขาย  ราคามันก็สูงขึ้นเพราะมีคนเสนอซื้อเยอะ  คนที่อยากได้ก็ต้องยอมซื้อที่ราคาสูงขึ้นมันจะได้มีคนอยากขายให้  กลับกันถ้าคนอยากขายมีเยอะกว่าอยากซื้อ  คนขายก็ต้องยอมขายที่มันถูกลงจะได้มีคนยอมซื้อไม่งั้นก็ขายไม่ได้ไม่มีคนซื้อ

    ดังนั้นในแต่ละวันมันก็จะมีราคาขึ้นๆลงๆนิดหน่อย  เพราะคนที่อยู่ในตลาดหุ้นมันมีเยอะไปหมด  แล้วเค้าก็อยากซื้อหรือขายไม่พร้อมกัน  ก็เท่านั้นเองครับ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • หุ้น คืออะไร ?

    หุ้น คืออะไร ?

    มันแบบเดียวกับเวลาเราหุ้นกันกับเพื่อนทำธุรกิจหรือซื้อของมาขายเลยครับ  คือเราเข้าไปเป็นเจ้าของร่วมกันในธุรกิจแล้วก็กำไรแบ่งกัน  ถ้าหุ้นกันแล้วขายของได้ดีเราก็กำไร  ถ้าหุ้นกันแล้วเจ๊งขายของไม่ได้เราก็ขาดทุน  หุ้นมันก็คือเป็นหุ้นส่วนแบบนั้นแหละ

    หุ้นในตลาดก็แบบนั้นเลย  ถ้าเราซื้อหุ้น CPALL ก็คือเราเข้าไปเป็นเจ้าของร่วมใน CPALL  ถ้าเราซื้อหุ้น Central Pattana ก็คือเราเข้าไปเป็นเจ้าของร่วมใน Central Pattana  ถ้าในอนาคตบริษัทพวกนี้ทำธุรกิจได้กำไรดี  กำไรบางส่วนก็จ่ายออกมาให้เราอันนี้ก็คือที่เค้าเรียกว่าเงินปันผล  บางส่วนก็เก็บไว้ลงทุนขยายกิจการต่อก็ยิ่งทำให้อนาคตบริษัทกำไรเยอะขึ้นไปอีกและมีเงินมาปันผลให้เราเยอะขึ้นไปอีก  และถ้าเกิดในอนาคตนั้นเราเกิดอยากขายหุ้นขึ้นมาก็มีแนวโน้มที่จะมีคนอื่นยินดีซื้อจากเราในราคาที่สูงขึ้นเพราะเค้าก็เห็นว่าบริษัททำได้ดีขึ้นมีค่ามากขึ้น  แต่ถ้ากลับกันบริษัทพวกนี้เจ๊ง  ก็ไม่มีกำไรจ่ายปันผลให้เรา  และถ้าในตอนนั้นเราเกิดอยากขายหุ้นขึ้นมา  ก็มีแนวโน้มที่จะขายได้ในราคาที่ต่ำลงเพราะคนอื่นก็เห็นว่าบริษัททำได้แย่ก็ไม่มีใครอยากได้

    และดังนั้นผมก็เลยอยากจะฝากและย้ำกับคนใหม่ว่าเมื่อคุณเข้าใจแบบนี้แล้วว่าหุ้นคือการเป็นเจ้าของร่วมในธุรกิจ  สิ่งที่คุณควรทำเวลาซื้อหุ้นก็คือพิจารณาตัวธุรกิจเป็นหลัก  ถามดูว่ามันเป็นธุรกิจที่คุณอยากจะเป็นเจ้าของจริงๆหรือเปล่า  อย่าไปสับสนประเด็นมัวแต่มองกราฟราคาหรือพยายามเล่นเกมนั่งเดาทิศทางตลาด  พวกนั้นมันเรื่องปลีกย่อย  สาระสำคัญคือคุณกำลังจะเป็นเจ้าของร่วมในธุรกิจ  ถ้าธุรกิจทำได้ดีเงินลงทุนคุณก็จะดีด้วย  ถ้าธุรกิจทำได้แย่เงินลงทุนคุณก็จะแย่ไปด้วย  หลักๆมันเท่านั้นเองครับ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • ทำไมเศรษฐกิจก็ยังไม่ดี แต่หุ้นดันขึ้น

    ทำไมเศรษฐกิจก็ยังไม่ดี แต่หุ้นดันขึ้น

    อันนี้ก็เป็นอะไรที่มีคนถามผมหลายครั้ง  วันนี้ผมจะพยายามอธิบายเรื่องนี้ครับ  หลักๆแล้วผมเชื่อว่าเป็นเพราะ 2 เหตุผล

    1. ตลาดหุ้นกับเศรษฐกิจ  มีความเกี่ยวข้องกัน  แต่มันไม่ใช่อันเดียวกัน
    2. อย่าลืมว่าบริษัทที่อยู่ในตลาดหุ้นได้เป็นบริษัทขนาดใหญ่  ดังนั้นตลาดหุ้นก็จะสะท้อนภาพของบริษัทขนาดใหญ่เป็นหลัก  มันไม่ได้เป็นตัวแทนของบริษัทร้านค้าขนาดเล็กขนาดกลางทั้งหมดที่อยู่ในประเทศ

      ดังนั้นเวลาเราเห็นตลาดหุ้นฟื้นมาแล้ว  อย่างของไทยนี่ 1,400 จุดเกือบเท่าก่อนโควิด  หรือบางประเทศดัชนีสูงกว่าก่อนโควิด  มันก็แค่สะท้อนภาพของบริษัทขนาดใหญ่ในประเทศที่มีกำไรมีเงินทุนสะสมหรือมีแหล่งเงินทุนที่ดีกว่า  มันไม่ได้สะท้อนภาพของเศรษฐกิจทั้งประเทศ

    3. นักลงทุนในตลาดหุ้นมองไปในอนาคต  ไม่ได้มองที่ปัจจุบันอย่างเดียว
    4. อย่างที่เค้าบอกกันคือตลาดหุ้นนี่มัน forward looking หมายความว่าคนที่มาลงทุนในตลาดหุ้นพยายามที่จะมองไปในอนาคตว่าจะเกิดอะไรขึ้นแล้วตัดสินใจลงทุน

    ในเวลานี้ถ้าตลาดหุ้นจะฟื้นก็เข้าใจได้  เพราะวัคซีนทดสอบเฟส 3 สำเร็จแล้วและกำลังเริ่มกระจายไปประเทศต่างๆ  เราเริ่มเห็นบางประเทศเริ่มฉีดวัคซีนให้กับประชาชนแล้ว  ดังนั้นนักลงทุนก็เริ่มเห็นภาพว่าสถานการณ์จะกลับสู่ปกติได้เมื่อไหร่ยังไง  ซึ่งอันนี้แตกต่างจากภาพตอนต้นปีที่ตลาดตกรุนแรงมาก  ในเวลานั้นเรายังคุยกันอยู่เลยว่ากว่าจะได้วัคซีนอาจจะต้องเป็นปีๆอย่างเร็วอาจจะเป็น 2021  ดังนั้นเทียบกันแล้วในตอนนี้ถ้าตลาดหุ้นจะฟื้นขึ้นมาก็ไม่แปลกเท่าไหร่

    ที่สำคัญอีกอย่างน่าจะเป็นเพราะคนเห็นว่านอกเหนือจากการท่องเที่ยวที่โดนเต็มๆแล้ว  ธุรกิจประเภทอื่นยังอยู่ในสภาพที่มีกำไรอยู่  โอเคแหละปีนี้อาจจะขายได้น้อยลงกำไรน้อยลง  แต่ก็มีกำไรนะ  ดังนั้นความเสี่ยงว่าจะถึงกับเจ๊งไปเลยก็น้อยลงไป