Tag: Smart stock investment

  • ปัจจัยเชิงคุณภาพของบริษัท อนาคตจะดีขึ้นไปอีก หรือจะหายไป ต้องดูยังไง ?

    ปัจจัยเชิงคุณภาพของบริษัท อนาคตจะดีขึ้นไปอีก หรือจะหายไป ต้องดูยังไง ?

    ก็เป็นคำถามที่ดีแหละ  แต่ในความเป็นจริงคือต้องเข้าใจก่อนว่ามันไม่มีกฎอะไรตายตัวหรือค่าตัวเลขอะไรซักอย่างที่แค่ดูตัวเลขนี้แล้วบอกได้  เพราะสถานการณ์ของบริษัทแต่ละบริษัทหรือธุรกิจแต่ละประเภทมันมีความหลากหลายและต่างกันเยอะเกินกว่าที่จะมีเกณฑ์ตายตัวได้  วีดิโอนี้เราพยายามอธิบายเรียบเรียงความคิดละกันว่าถ้าเป็นเราจะดูอะไรยังไงบ้าง

    ขั้นตอนแรกสุดเลยคือ  เราต้องเห็นภาพก่อนว่าบริษัทมันมีความได้เปรียบเพราะว่าอะไรตั้งแต่แรก  อันนี้สำคัญมากจริงเพราะถ้าไม่รู้ประเด็นนี้คือจบละ  เราไม่มีทางบอกได้ว่าบริษัทจะดีขึ้นหรือแย่ลงแน่นอน  โดยทั่วไปสิ่งที่ควรทำคือถามก่อนเลยว่า “มีเหตุผลอะไรที่คนต้องซื้อของจากบริษัทนี้ ?”  มันมีสินค้าบริการที่แตกต่างออกไปเหรอ  ต่างยังไง  ความต่างนั่นมันสำคัญเพราะอะไร  ทำไมไม่มีใครทำเลียนแบบล่ะ  หรือที่ต้องซื้อเพราะมันทำอยู่เจ้าเดียวเหรอ  ทำไมมันทำอยู่เจ้าเดียวได้ล่ะ  ทำไมไม่มีคนอื่นมาทำแข่ง  เรื่องตรงนี้เป็นอะไรที่เราต้องพยายามทำความเข้าใจแหละ  ไม่มีทางลัด

    เมื่อเราเข้าใจที่มาของความได้เปรียบแล้ว  สิ่งที่เราพยายามทำคือมองดูว่าความได้เปรียบตรงนั้นมันเข้มแข็งขึ้นหรือแย่ลงกว่าเดิม  หลักๆก็คือสังเกตไอตรงเหตุที่มันทำให้บริษัทได้เปรียบนั่นแหละ  ถ้าเป็นเรื่องสินค้าบริการที่แตกต่างก็ต้องคอยดูว่ามันยังแตกต่างอยู่  ถ้าเป็นเรื่องขายอยู่เจ้าเดียวก็ต้องคอยดูว่ามันยังจะขายอยู่เจ้าเดียวอยู่ต่อไปมั้ย

    ส่วนใหญ่ระหว่างเข้มแข็งมากขึ้น, เท่าเดิมกับเข้มแข็งน้อยลง  ที่มันจะมีปัญหากับเราคือกรณีที่มันเข้มแข็งน้อยลงมากกว่า  อาจจะเริ่มจากถามคำถามว่า “ถ้าไม่ซื้อของจากบริษัทนี้  มีทางเลือกอื่นอะไรบ้าง ?”  ทางเลือกอื่นเหล่านั้นมันดูน่าสนใจมากขึ้นกว่าแต่ก่อนมั้ย  หรือทางเลือกอื่นที่ว่านี่ก็ยังดูสู้ไม่ได้ทิ้งห่างเหมือนเดิม

    นอกเหนือจากนี้ก็มีตัวเลขที่ควรสังเกตอื่นๆที่ช่วยบ่งชี้ได้เช่น  ตัวเลขส่วนแบ่งการตลาด (ถ้ามีก็ช่วยได้  แต่บางบริษัทก็หาตัวเลขนี่ไม่ได้), Profit margin  โดยเฉพาะ Gross profit margin กับ Operating profit margin  แย่สุดคือแกว่งรุนแรง  และน่าสงสัยถ้าเห็นว่ามันบีบลงเรื่อยๆ, Customer retention  และอัตราส่วนอื่นๆที่บ่งชี้ว่าลูกค้าชอบบริษัท  ตัวเลขพวกนี้ช่วยได้  แต่จุดบอดของการพึ่งพาตัวเลขพวกนี้อย่างเดียวคือกว่าจะเห็นสัญญาณปัญหาก็คือปัญหาเริ่มเกิดไปซะละ

    มาถึงตรงนี้คุณน่าจะสังเกตได้แล้วแหละว่าการจะสังเกตเรื่องการเปลี่ยนแปลงในอนาคต  มันจะได้เปรียบมากถ้าเราคุ้นเคยกับสินค้าหรือบริการนั้นๆน่ะแหละ  อ่านบทความบนเน็ตมันก็ช่วยอ่ะนะ  แต่ไม่มีทางสู้คนใช้จริงที่ใกล้ชิดสินค้าบริการนั้นๆแน่นอน  ดังนั้นก็เลยเป็นเหตุผลที่เค้าย้ำกันนักหนาว่าลงทุนในบริษัทที่เราชอบและเห็นภาพดีกว่าครับ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • เปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส ด้วยอสังหาริมทรัพย์

    เปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส ด้วยอสังหาริมทรัพย์

    ฟังมุมมอง, แนวทางการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ ในหัวข้อ “เปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส ด้วยอสังหาริมทรัพย์” จากแขกรับเชิญ คุณพีช (เจ้าของเพจ PropCow)

    วิดีโอถ่ายทำเมื่อ 13 ตุลาคม 2563

    Link ไปยัง PropCow
    https://www.facebook.com/PropCow-345100986185732/

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • มีนักลงทุนที่มีชื่อเสียง ทำนายว่าจะเกิดวิกฤติครั้งใหญ่ที่สุดที่เคยมีมา เราแนะนำว่ายังไง ?

    มีนักลงทุนที่มีชื่อเสียง ทำนายว่าจะเกิดวิกฤติครั้งใหญ่ที่สุดที่เคยมีมา เราแนะนำว่ายังไง ?

    สำหรับผมก็มองว่าเราอ่านดูว่าเค้าให้เหตุผลว่าอะไรก็ไม่เสียหาย  แต่อย่าไปเครียดจริงจังอะไรกับมันมากเกินไป  เพราะว่า

    1. คนออกมาบอกว่าจะเกิดวิกฤติอะไรซักอย่างมันมีอยู่ตลอดทุกปี
    2. เอาจริงๆผมก็เชื่อว่าจะมีวิกฤติอะไรซักอย่างเกิดขึ้นซักวันแหละ  แต่ถ้าเราไม่มีทางรู้เลยว่าเมื่อไหร่  มันก็ไม่มีประโยชน์เท่าไหร่ป้ะ  จะให้หวาดระแวงไม่ทำอะไรเลยอยู่ตลอดก็ไม่ไหวนะ

    สรุปอีกทีนึงคือความคิดเห็นเหล่านี้เราฟังเหตุผลเค้าได้ไม่มีปัญหาอะไร  แต่เราต้องรู้ตัวอยู่เสมอว่ามันก็เป็นแค่ข้อคิดเห็น  และสุดท้ายไม่มีใครรู้อนาคต  แค่เพราะคนจำนวนมากเชื่ออะไรซักอย่างนึงก็ไม่ได้แปลว่าเรื่องนั้นจริง

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • ทำไมราคาหุ้นแต่ละบริษัทต่างกันเยอะ ทั้งที่บางบริษัทธุรกิจคล้ายกันมาก ?

    ทำไมราคาหุ้นแต่ละบริษัทต่างกันเยอะ ทั้งที่บางบริษัทธุรกิจคล้ายกันมาก ?

    คำถามนี้เข้าใจไม่ยาก  ผมอธิบายให้เห็นภาพด้วยตัวอย่างง่ายๆครับ

    สมมติมี 2 บริษัท A กับ B  ที่เหมือนกันเป๊ะเลย  ขายของเหมือนกันกำไรเท่ากันทุกอย่าง  มูลค่าของทั้งบริษัทสำหรับ A และ B ก็ควรเท่ากันถูกมะ  เพราะเหมือนกันเป๊ะนี่

    ในกรณีนี้สมมติว่ามูลค่าทั้งบริษัทของ A = B = 100 บาทละกัน

    สมมติบริษัท A ตัดสินใจออกหุ้นนะ  เค้าแบ่งบริษัทออกเป็นทั้งหมด 10 หุ้น  แต่ละหุ้นก็ควรจะราคา 10 บาทถูกมะ  เพราะ 1 หัุ้นเท่ากับเป็นความเป็นเจ้าของ 10% ของบริษัท (1 หุ้นจากทั้งหมด 10)

    ส่วนบริษัท B ออกหุ้นเหมือนกัน  เค้าแบ่งบริษัทออกเป็นทั้งหมด 100 หุ้น  แต่ละหุ้นก็ควรจะราคา 1 บาทถูกมะ  เพราะ 1 หัุ้นเท่ากับเป็นความเป็นเจ้าของ 1% ของบริษัท (1 หุ้นจากทั้งหมด 100)

    ก็แค่เนี้ยครับ  ราคาหุ้นต่างกันละไง  ขนาดว่าบริษัท A กับ B นี่เหมือนกันเป๊ะเลยนะ  ดังนั้นราคาหุ้นในตลาดจริงต่อให้ธุรกิจคล้ายๆกันก็ไม่จำเป็นต้องราคาเท่ากันเพราะ

    1. บริษัทคล้ายแค่ไหนแต่ในรายละเอียดจริงๆก็ทำกำไรหรือสถานะทางการเงินต่างกัน
    2. จำนวนหุ้นที่ออกไม่เท่ากัน

    นั่นคือเหตุผลที่เวลาคนดูว่าหุ้นแพงหรือเปล่า  เค้าก็จะไม่พูดถึงราคาหุ้นอย่างเดียว  เค้าจะดูราคาเทียบกับอะไรซักอย่าง  เช่นเทียบกับกำไรต่อหุ้น (P/E) หรือเทียบกับส่วนของผู้ถือหุ้นต่อหุ้น P/BV เพราะราคาเดี่ยวๆมันไม่ได้สื่ออะไรเท่าไหร่น่ะครับ

    ดังนั้นถ้าคุณเจอคนที่เค้าบอกรู้สึกว่าหุ้นบริษัทที่ราคาหลักร้อยแพง  หุ้นที่ราคาไม่ถึงบาทนี่ถูก  เพราะด้วยเงินเท่ากันซื้อได้จำนวนหุ้นเยอะกว่า  คุณต้องรีบอธิบายให้เค้าฟังเลยว่าเค้ากำลังเข้าใจผิดอยู่  หุ้นราคาหลักร้อยแค่ราคาสูงแต่ไม่ได้แปลว่าแพง  และหุ้นที่ราคาไม่ถึงบาทนี่ก็แค่ราคาต่ำไม่ได้แปลว่ามันถูก  จุดสำคัญมันอยู่ที่ว่าหุ้นหนึ่งหุ้นนั้นมันเท่ากับเราเป็นเจ้าของอะไรมากกว่าโอเคนะ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • อัพเดทสถานการณ์ ลงทุนยังไงต่อดี ? – 28 ก.ย. 2563

    อัพเดทสถานการณ์ ลงทุนยังไงต่อดี ? – 28 ก.ย. 2563

    โดยรวมก็คล้ายๆเดิม  สิ่งที่ต่างไปแล้วดูมีความเป็นไปได้ที่จะทำให้หุ้นตกลงมาก็เป็นเรื่องความเสี่ยงของ national lockdown ในยุโรป

    ช่วงก่อนเราก็เห็นอยู่แล้วว่าการระบาดใน US ยังสูงขึ้น  และเราก็เห็นว่าในยุโรปเริ่มกลับมาระบาด  บางประเทศมีการปิดธุรกิจเช่นอินเดีย, Melbourne, ฯลฯ  แต่ตอนนั้นคนก็ไม่ได้ตกใจอะไร  อาจจะเห็นมีหุ้นกลุ่ม Tech ที่ตกลงมาอยู่  แต่เนื่องจากก่อนหน้านี้ขึ้นไปเยอะมาก  ที่ลงมาก็ไม่ได้เป็นสาระอะไรเท่าไหร่

    มาตอนนี้ดูเหมือนการระบาดจะรุนแรงขึ้นเยอะ  ในสเปนกับฝรั่งเศสนี่คนติดเชื้อใหม่วันละเป็นหมื่นจนเค้าเริ่มมีสั่งจำกัดการทำธุรกิจหรือรวมตัวของคน  ซึ่งรอบนี้เป็นในเมืองใหญ่อย่าง Madrid, Paris, Marseille  ในอังกฤษเองรัฐบาลก็เริ่มส่งสัญญาณว่าอาจจะมี national lockdown นะ  แต่ตอนนี้แค่มีมาตรการเข้มงวดมากขึ้นก่อน  ทำให้หุ้นกลุ่มอื่นเริ่มตก  ไม่ใช่แค่หลักๆหุ้น Tech อย่างเดียว  เข้าใจว่ามาจากการที่ตอนแรกตลาดไม่ได้คิดว่าจะมีการปิดธุรกิจในวงกว้าง  แต่ตอนนี้ดูมีความเสี่ยงว่าจะเกิดขึ้น  แล้วเราก็รู้อยู่แล้วว่าผลกระทบมันเยอะ

    โดยภาพรวมแล้วผมมองเหมือนเดิมว่าโรคระบาดเป็นปัญหาชั่วคราว  อนาคตต่อจากนี้ในระยะสั้นก็เป็นไปได้ว่าราคาหุ้นจะตกลงไปอีกถ้ามีปิดเมืองมากขึ้นจนคนกลัวว่าจะกระทบเศรษฐกิจ  ก็เป็นโอกาสอันดีเผื่อใครจะหาซื้ออะไรเพิ่ม  เนื่องจากเวลาเราเลือกซื้อหุ้นเราก็ไม่ได้หวังว่าธุรกิจจะฟื้นตอนปลายปีนี้อยู่แต่แรกแล้ว  เราก็รู้ว่ามันต้องมีวัคซีนมันถึงเริ่มกลับมาปกติ  ดังนั้นเราก็เลือกที่เราคิดว่ามันทนพิษบาดแผลได้ไปถึงอย่างน้อยกลางปีหน้าอยู่แล้ว  สถานการณ์ตอนนี้ก็ไม่ได้เหนือความคาดหมายหรืออะไร  ถ้าหุ้นตกลงมาก็ยอดเยี่ยม  ไม่ตกลงมาก็ไม่เป็นไร

    หุ้นกลุ่มที่ดูน่าสนใจสำหรับผมก็ยังเหมือนเดิม  คือพวกที่มันได้รับผลกระทบทั้งหลาย  เราแค่ต้องระวังว่ามันรอดเท่านั้นเอง  ตัวอย่างเช่น

    • โรงแรม
    • สนามบิน
    • ที่มันเกี่ยวกับเครื่องบิน
    • รถเมล์, รถใต้ดินและการเดินทางสาธารณะต่างๆ
    • ห้าง
    • ธนาคาร, ปล่อยสินเชื่อ
    • ร้านอาหาร
    • คอนโดที่อยู่อาศัย
    • ตึกออฟฟิศ
    • ประกัน

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • บริษัทดีหรือเปล่า ? ฟังเสียงลูกค้าช่วยได้ !

    บริษัทดีหรือเปล่า ? ฟังเสียงลูกค้าช่วยได้ !

    หนึ่งในคำถามสำคัญที่เราควรมีในใจเวลาลงทุนในหุ้นอะไรก็แล้วแต่ก็คือว่าบริษัทมันเป็นบริษัทที่ดีจริงมั้ย  แล้วเราจะพิสูจน์จากอะไร

    วีดิโอหัวข้อนี้ผมนำเสนอหนึ่งในวิธีที่ผมชอบใช้ครับ  นั่นคือการเช็ค customer reviews  ดูว่าลูกค้าชอบสินค้าหรือบริการของบริษัทหรือเปล่า  ขั้นตอนนี้เป็นอะไรที่ผมทำทุกครั้งที่สามารถทำได้  โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามันเป็นบริษัทที่สินค้าหรือบริการสำหรับคนทั่วไปนี่จะยิ่งหา reviews ง่าย

    วิธีการทำก็ง่ายมากเลย  คือเรา Google คำว่า review คู่กับชื่อบริษัท  แล้วก็คำว่า review คู่กับชื่อยี่ห้อสินค้าหลักๆของบริษัท  แล้วก็อ่านดูว่าเป็นยังไง  โดยรวมคนชอบมั้ย  ถ้าคนชอบเค้าชอบเพราะว่าอะไร  ถ้ามีคนบ่นเค้าบ่นเรื่องอะไร  บ่นคล้ายๆกันหรือเปล่า  พยายามเข้าใจภาพโดยรวมว่าสินค้าของบริษัทนี้นี่คนใช้จริงเค้าว่าไงกัน  สรุปเป็นบวกหรือเป็นลบ

    ตอนที่ Google review คู่กับชื่อบริษัท  บางทีมันจะมี review จากมุมมองของพนักงานโผล่มาด้วย  เวปของ Indeed หรือ Glassdoor พวกนี้ก็สมควรอ่าน  อาจจะไม่ใช่ตัวสินค้าซะทีเดียว  แต่ก็ดูภาพรวมว่าพนักงานบริษัทมีมุมมองยังไงกับบริษัท

    ผมให้ดูตัวอย่าง case study อันนึง  เป็นของบริษัท Grenke Group  บริษัทนี้เป็นบริษัทเยอรมันทำลีสซิ่ง

    อันนี้ดูงบการเงินย้อนหลัง  ผมเอามาจาก Reuters เพราะ Morningstar เลขมันผิด  ก็ดูเหมือนทำดีขึ้นต่อเนื่องนะ

    https://www.reuters.com/companies/GLJn.DE

    และเมื่อเร็วๆนี้ราคาตกลงมาด้วย  น่าสนใจมะ ?

    ทีนี้ผมก็ไปอ่าน review ดูว่าลูกค้าว่าไง  นี่ของ Grenke Leasing อังกฤษ

    https://uk.trustpilot.com/review/grenkeleasing.co.uk

    และนี่ของ Grenke Leasing ที่ Denmark

    https://www.trustpilot.com/review/www.grenkeleasing.dk

    ผมนี่นึกในใจ “ไอเหี้ย  มันจะห่วยอะไรได้ขนาดนี้วะ  บริษัทมันรอดมานานขนาดนี้ได้ยังไง”  แล้วปัญหาที่สำคัญกว่านั้นคือถ้าเราอ่านเนี่ย  คนส่วนใหญ่ไม่ได้ด่าการบริการหรืออะไรนะ  ส่วนใหญ่ด่าว่ามันเป็น scam คือมาหลอกลวงเลย  บางคนนี่พูดถึงพวกเอกสารจากศาลแสดงว่าเรื่องวุ่นวายมาก

    จริงๆแล้วผมมีไปอ่านเจอด้วยว่าที่หุ้นตกเพราะมีบริษัทที่เน้นลงทุนแบบ Short ไปสืบแล้วออกมาประกาศว่าบริษัทนี้ต้องโกงแน่  ผมทิ้งลิ้งค์ไว้ให้  ว่าจะอ่านถ้าเบื่อๆ  https://viceroyresearch.org/wp-content/uploads/2020/09/Viceroy-Research-Grenke-AG-Sep-15-2020.pdf

    แต่เอาจริงๆผมก็ไม่สนใจว่ามันโกงจริงหรือเปล่าด้วยซ้ำนะ  แค่เห็น customer reviews แบบนี้สำหรับผมนี่คือจบละครับ  เลิกดูต่อ

    นี่ไงเวิร์คมั้ยวิธีนี้  ว่าแล้วอย่าลืมเช็ค customer reviews ทุกครั้งที่หาได้  โดยเฉพาะถ้ามันเป็นธุรกิจในต่างประเทศหรือกลุ่มที่เราไม่คุ้นเคยครับ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/courses

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • ขาย หรือ ถือต่อดี ? เราจะมีวิธีตัดสินใจยังไง ?

    ขาย หรือ ถือต่อดี ? เราจะมีวิธีตัดสินใจยังไง ?

    ขายหรือว่ารอดีก็เป็นคำถามที่มีคนถามบ่อย  และแน่นอนว่าสถานการณ์แต่ละคนก็ไม่เหมือนกันดังนั้นคำตอบมันก็ไม่ควรเหมือนกัน

    ผมก็มานึกดูนะว่าปกติถ้าเป็นผมจะคิดอะไรและตัดสินใจยังไง  สุดท้ายผมสรุปออกมาว่าในการตัดสินใจ  มันมีคำถามสำคัญอยู่ข้อเดียวที่ต้องถามกับตัวเองแล้วก็ตอบแบบไม่ใช้อารมณ์ครับ  นั่นคือถามว่า “ถ้าขายออกมาแล้ว  สามารถเอาเงินไปทำประโยชน์อื่นได้ดีกว่าถือเอาไว้หรือเปล่า ?”

    ถ้าคำตอบของเราคือ “ใช่” เราก็สมควรจะขาย  แต่ถ้า “ไม่ใช่” หรือ “ไม่รู้ไม่แน่ใจ” เราก็สมควรจะถือต่อครับ  แต่ย้ำอีกทีว่าระมัดระวังการใช้อารมณ์ในการตัดสิน  พิจารณาอย่าเผลอลำเอียงหรือมี bias ล่ะ

    ผมยกตัวอย่างให้นะ

    เคสล่าสุดที่มีคนถาม  เค้าบอกว่าถือหุ้นที่เป็นวัฎจักรอยู่แล้วตอนนี้ขาดทุน 50%  ควรขายหรือควรถือต่อรอดี  เราก็คิดก่อนเลยว่า “ถ้าขายออกมาแล้ว  สามารถเอาเงินไปทำประโยชน์อื่นได้ดีกว่าถือเอาไว้หรือเปล่า ?”  นึกดูก่อนว่าถ้าตอนนี้ขายออกมาจะเอาเงินไปทำอะไร  มีโอกาสอย่างอื่นที่ดูแล้วน่าจะซื้อได้มั้ย  แล้วคาดว่าผลตอบแทนจะดีขนาดไหนภายในระยะเวลาเท่าไหร่  แล้วก็เทียบกับกรณีที่ไม่ขายคือรอจนหุ้นวัฎจักรนั่นวนกลับมาอยู่ในช่วงที่บริษัททำได้ดี  มันน่าจะใช้เวลาอีกนานมั้ยแล้วคาดว่าจะได้ผลตอบแทนขนาดไหน

    สมมติถ้าคำตอบมันออกมาประมาณว่า  ขายออกมาเอาเงินไปซื้อหุ้นอื่นตอนนี้หาโอกาสดีๆได้อยู่เพราะโควิด  แล้วน่าจะกำไร 2 เท่าได้เมื่อโควิดผ่านไปตีซะภายในระยะเวลา 2 ปี  ส่วนถ้าถือต่อก็เชื่อว่าบริษัทวัฎจักรนี้จะวนกลับมาทำได้ดีใน 4-5 ปีข้างหน้าและก็น่าจะกำไร 2 เท่าเหมือนกัน  แบบนี้ก็แปลว่าสมควรขาย

    แต่ถ้าสมมติคำตอบออกมาว่า  ขายออกมาก็ไม่รู้เอาเงินไปทำอะไรดี  ตอนนี้ไม่มีหุ้นอะไรที่รู้สึกว่าเป็นโอกาสแล้วสบายใจที่จะลงทุน  น่าจะฝากธนาคารมั้ง  ส่วนถ้าถือต่อก็เชื่อว่าบริษัทนี่จริงๆไม่ได้มีปัญหา  แค่ว่าอยู่ในช่วงวัฎจักรที่ชะลอทั้งอุตสาหกรรม  เชื่อว่าใน 4-5 ปีข้างหน้าเมื่ออุตสาหกรรมฟื้นก็น่าจะกลับมาทำได้ดีและราคาสูงขึ้นมาเป็น 2 เท่าจากตอนนี้  แบบนี้ก็ควรจะถือต่อ

    หรืออีกเคสนึง  สมมติกรณีซื้อบริษัทนึงมาคาดว่าผลประกอบการจะทำได้ดี  แต่พลาดคือผลประกอบการแย่ลงต่อเนื่องมา 2 ปีละ  แล้วเมื่อพิจารณาอนาคตของธุรกิจก็น่าจะแพ้คู่แข่งไปยาวๆ  เวลาตัดสินใจก็ทำเหมือนเดิมคือถามตัวเองว่า “ถ้าขายออกมาแล้ว  สามารถเอาเงินไปทำประโยชน์อื่นได้ดีกว่าถือเอาไว้หรือเปล่า ?”

    ถ้าคำตอบคือ  ขายออกมาก็ไม่รู้เอาไปทำอะไรนะ  คงฝากธนาคารไว้ก่อน  ส่วนถ้าถือต่อไปแนวโน้มก็คือบริษัทจะทำได้แย่ลงและราคาก็มีแนวโน้มจะแย่ลงตาม  แน่นอนว่ามันอาจจะเกิดปาฏิหารย์ที่ราคาโดดขึ้นมาได้ไงไม่รู้แล้วทำให้เรามีโอกาสขาย  แต่นั่นมันคือฟลุคและไม่น่าจะเกิดขึ้น  แนวโน้มคือจะเละ  แบบนี้ก็ขายไง

    แล้วมันก็ทำแบบนี้กับกรณีที่กำไรแล้วสงสัยว่าควรจะขายหรือยังด้วยนะ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/courses

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • สับสน! ตอนนี้ยังจับแนวทางลงทุนในหุ้นไม่ถูก ทำไงดีครับ ?

    สับสน ตอนนี้ยังจับแนวทางลงทุนในหุ้นไม่ถูก ทำไงดีครับ ?

    อันนี้เป็นคำถามที่มีคนถามเข้ามาครับ  ผมตอบไล่ไปทีละเรื่อง

    อย่างแรกก่อนเลย  ปัญหาคืออะไร  เท่าที่ฟังหลักๆก็คือสับสนว่าจะลงทุนยังไงดีเท่านั้นแหละ  อาการแบบนี้ไม่ได้เป็นเป็นเรื่องแปลก  ไม่ได้เป็นอยู่คนเดียวแน่นอน  ผมว่าตอนเริ่มต้นลงทุนมันก็เป็นกันทุกคนน่ะครับ

    ที่บอกลงทุนในหุ้นมาเกือบปี  จริงๆเป็นระยะเวลาที่สั้นมากนะ  นึกดูสมมติเริ่มลงทุนกลางปี 2019 ลงทุนไปซักพักเจอโควิดปี 2020 พอดี  หุ้นที่ซื้อไว้มันก็ตกทุกคนน่ะ  แบบนี้จะไปวัดว่าวิธีการที่ใช้มันห่วยหรือไม่ได้ผลก็เร็วไปป้ะ  จริงๆสมมติบอกลงทุนในหุ้นนาน 2-3 ปีก็ยังเป็นระยะเวลาที่สั้นนะ  บางคนอาจเริ่มลงทุนหลังวิกฤติ 2008 แล้วช่วง 2-3 ปีนั้นก็หุ้นขาขึ้นตลอดซื้อมั่วก็กำไรก็เป็นไปได้  ดังนั้นถ้าบอกลงทุนมาแค่เกือบปีแล้วยังรู้สึกจับทางไม่ถูกก็ไม่ใช่เรื่องแปลก  ไม่ต้องเครียดหรือตกใจอะไร

    ส่วนเรื่องพยายามอ่านหนังสือและศึกษาหลายวิธีการก็เป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้วครับ  สมมติเราเริ่มมาใหม่กิ๊กไม่รู้อะไรเลย  ก็เหมาะสมแล้วที่จะเริ่มโดยการศึกษากว้างขวางก่อนดูว่ามันมีวิธีการลงทุนอะไรบ้าง  ไอเดียมันมีอะไรบ้างเพราะอะไร  แล้วพออ่านหลากหลายแนวทางปนๆกันมันก็จะสับสนเป็นธรรมดา

    ทีนี้สิ่งที่แนะนำคือ  ก่อนจะลงทุนอะไรต่อต้องตัดสินใจให้เรียบร้อยก่อนว่าสรุปจะลงทุนด้วยวิธีไหนอะไรยังไงกันแน่  เริ่มจากใจเย็นๆแล้วลองสรุปสิ่งที่เรียนรู้มาหลากหลายนั่นออกมาก่อนว่าวิธีการหลักๆมันมีอะไรบ้าง  โดยภาพรวมวิธีการที่มีอยู่ปัจจุบันมันก็แบ่งเป็น 3 กลุ่มหลักๆ

    1. สายพื้นฐาน  พวกนี้ก็คือเชื่อว่าบริษัทมีมูลค่าที่เหมาะสมอยู่  แล้วกลยุทธ์ก็คือซื้อถ้าราคาถูกกว่ามูลค่านั้น  ขายเมื่อราคาสูงกว่ามูลค่านั้น
    2. สายเทคนิค  พวกนี้คือเชื่อว่าวิธีการทำกำไรในตลาดหุ้นคือเดาสิ่งที่คนอื่นจะทำ  กลยุทธ์ก็จะเป็นการดูสัญญาณเกี่ยวกับราคาหรือปริมาณการซื้อขาย  หลักๆก็เพื่อเดาใจคนอื่น
    3. สายเฉลี่ย  พวกนี้คือในการกระจายความเสี่ยงและไม่พยายามเสียเวลาเดาตลาด  กลยุทธ์ก็จะเป็นการเลือก asset แล้วก็ซื้อเฉลี่ย  Dollar Cost Averaging ก็อยู่ในหมวดนี้

    คุณลองนึกว่าเห็นด้วยถูกจริตกับวิธีการไหนมากกว่ากัน  พอได้ทิศทางกว้างแล้ว  ก็เริ่มนึกจริงจังลงรายละเอียดอีกหน่อยว่าจะซื้อหรือขายตัดสินใจยังไง  เช่นอย่างสมมติผมบอกจะลงทุนแบบ Opportunistic VI นะ  ผมก็ต้องเริ่มนึกรายละเอียดว่าที่บอกบริษัทดีนี่จะเอาอะไรวัดดี  อะไรเงี้ย  คุณก็นึกของคุณนั่นแหละ  ไม่ต้องกลัวว่ามันจะถูกหรือผิดนะ  เพราะยังไงคุณต้องลองดูถึงจะรู้อยู่แล้ว  เอาที่มันสมเหตุสมผลที่สุดบนโลกของคุณก็ใช้ได้  ถ้ายังไม่สามารถลงรายละเอียดได้  ก็แสดงว่าที่ศึกษาน่ะไม่พอ  ไปศึกษาเพิ่มในประเด็นที่เราติดอยู่  เอาให้ได้รายละเอียดพอที่มันจะเป็นแผนให้คุณปฏิบัติตามได้น่ะ  แล้วหลังจากนั้นก็ลองดูเลย

    เวลาลองเนี่ย  ผมก็แนะนำว่าทดลองจำนวนหนึ่งและให้เวลาพอสมควรก่อนที่จะสรุป  อย่าเขวหรือลองอะไรหลายอย่างปนกันมั่ว  ให้มันได้ข้อสรุปแล้วก็ปรับไปน่ะครับ  อย่างของผมนี่ก็ต้องให้เวลาและลองอยู่นาน  ตอนแรกที่ทำก็รู้สึกว่ามันได้ผลบ้างพลาดบ้างน่ะนะ  หลังจากนั้นก็สังเกตเคสที่เราพลาดแล้วพยายามหาวิธีกันไม่ให้ตัดสินใจพลาดแบบเดิมอีก

    ผมแนะนำแบบนี้เลยครับ  ทดลองไปแหละอย่าไปเครียด  สุดท้ายผ่านไปนานมากถ้าไม่พบวิธีที่ก็ไม่ต้องเครียด  ในเวลานั้นคุณก็แค่ถามตัวเองว่ายังมีไอเดียอะไรอยากลองอยู่มั้ย  ถ้าไม่มีก็แค่รู้ตัวว่าการเลือกหุ้นอาจจะไม่ใช่เรื่องถนัดของคุณก็ได้  คุณก็จะไปใช้วิธีลงทุนแบบเฉลี่ย DCA หรือซื้อกองทุนก็ได้  จริงๆทำแบบนั้นคุณจะชนะนักลงทุนส่วนใหญ่ด้วยซ้ำ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/courses

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • ตลาดหุ้นตกส่งผลยังไงกับเศรษฐกิจ ทำไมภาครัฐต้องพยายามพยุงราคาหุ้นด้วย ?

    ตลาดหุ้นตกส่งผลยังไงกับเศรษฐกิจ ทำไมภาครัฐต้องพยายามพยุงราคาหุ้นด้วย ?

    มีคนถามว่าตลาดหุ้นตกมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างไร  คือประเด็นของคำถามนี่คือเค้ารู้แหละว่าเศรษฐกิจน่ะมีผลต่อตลาดหุ้น  และเค้าก็รู้ว่าที่ซื้อขายหุ้นกันอยู่ในตลาดส่วนใหญ่เป็นซื้อไปมาระหว่างนักลงทุนด้วย  ราคาหุ้นที่สูงขึ้นไม่ได้ทำให้บริษัทกำไรมากขึ้น  ราคาหุ้นที่ต่ำลงก็ไม่ได้ทำให้บริษัทกำไรน้อยลง  แล้วทำไมดูเหมือนภาครัฐเป็นกังวลเวลาตลาดหุ้นตก  อย่างเคส COVID-19 ที่ผ่านมาก็มีออก SSFX ออกมาเพื่อพยายามพยุงราคาตลาดหุ้น  แสดงว่าการที่ตลาดหุ้นตกมันก็ต้องมีผลต่อเศรษฐกิจสิไม่งั้นเค้าจะทำไปทำไม

    ตอบตามตรงผมก็ไม่รู้ว่าวัตถุประสงค์ของการที่เค้าออก SSFX มาเพื่อพยุงตลาดหุ้นนี่ทำไปเพราะอะไรนะ  แต่โดยภาพรวมแล้ว  การมีอยู่ของตลาดหุ้นมีประโยชน์ต่อเศรษฐกิจเพราะว่า

    1. สำหรับบริษัท  ตลาดหุ้นก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการระดมเงินทุน  ทำให้บริษัทมีโอกาสเติบโตมากขึ้นและเป็นประโยชน์กับเศรษฐกิจโดยรวม  ถ้าไม่มีตลาดหุ้นก็แปลว่าบริษัทพึ่งพาการยืมเงินธนาคารแค่ทางเดียว  หรือไม่งั้นก็อาจต้องหาคนมาร่วมทุนแต่ก็จะเป็นกลุ่มทุนขนาดใหญ่เท่านั้นซึ่งก็ทำได้จำกัด
    2. สำหรับคนทั่วไป  ตลาดหุ้นก็เป็นช่องทางที่ทำให้คนทั่วไปสามารถเข้าไปเป็นเจ้าของร่วมในธุรกิจต่างๆที่ประสบความสำเร็จได้ด้วยเงินที่ไม่เยอะ  มันก็เป็นการสร้างโอกาสในการกระจายความมั่งคั่งแบบนึง  ถ้าไม่มีตลาดหุ้นก็แปลว่าเราต้องเริ่มต้นธุรกิจด้วยตัวเองเท่านั้นซึ่งก็เป็นการจำกัดความเป็นไปได้สำหรับหลายๆคน  หรือไม่งั้นก็ลงทุนได้แค่ฝากธนาคารซึ่งเราก็เห็นอยู่ว่าผลตอบแทนแพ้เงินเฟ้อด้วยซ้ำ

    ดังนั้นถ้าสมมติตลาดหุ้นตกรุนแรงแล้วซึมอยู่เป็นเวลานาน  (ย้ำว่าซึมนานด้วยนะ  ตกแป๊บเดียวไม่น่าจะเป็นสาระ)  ก็อาจจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจได้ตรงที่

    1. ถ้าหุ้นตกต่ำอยู่นาน  มันก็แปลว่าคนจำนวนมากไม่อยากลงทุนในตลาดหุ้น  ดังนั้นถ้าสมมติในอนาคตมีบริษัทที่จะมาระดมทุนออก IPO หรือบริษัทที่อยู่เดิมต้องการจะระดมทุนเพิ่ม  ก็อาจจะทำได้ลำบากเพราะคนไม่ค่อยสนใจ  โดยรวมก็ไปทำให้ระดมทุนได้ยากหรือแพงขึ้น
    2. มีผลกระทบต่อจิตวิทยาของคน  ตลาดหุ้นตกมันก็มีผลกับเงินลงทุนของคน  อาจทำให้คนรู้สึกจนลงแล้วก็เลยกล้าใช้จ่ายน้อยลง  ถ้าเป็นแบบนั้นกันเยอะๆก็อาจจะมีผลต่อเศรษฐกิจ
    3. อาจมีผลกับพอร์ตของพวกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือเพื่อการเกษียณ  ทำให้คนที่กำลังจะเกษียณเดือดร้อน  แต่ประเด็นนี้ไม่น่าจะเป็นเรื่องหลัก

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/courses

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • ลงทุนแนว VI ควรถือยาวแค่ไหน ?

    ลงทุนแนว VI ควรถือยาวแค่ไหน ?

    มีคนสงสัยว่าปกติแล้วผมถือหุ้นยาวนานขนาดไหน  หรือจริงๆที่ว่าลงทุนระยะยาวนี่คือมันควรจะถือยาวขนาดไหน  แล้วสมมติถ้าเค้าอยากถือหุ้นระยะยาวมากเกิน 10 ปีเลยได้มั้ย  ผมรวมคำถามมาตอบครับ

     

    1. VI นี่มันควรถือยาวขนาดไหน ?

    ผมไม่คิดว่ามันมีกฎตายตัวและไม่น่าจะมีคำว่าควรหรือไม่ควรนะ  โดยรวมแล้วการลงทุนระยะยาวมันก็คือลงทุนโดยหวังผลในระยะยาวแหละ  ดังนั้นโดยทั่วไปมันก็จะถือหุ้นกันเป็นปี  แต่ทั้งนี้มันขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์เหตุผลที่เราซื้อหุ้นนั้นมาตั้งแต่แรก

    สมมติเราซื้อมาเพราะเราต้องการปันผล  เรามองว่าบริษท dividend yield มันดีและน่าจะมีกำไรและจ่ายปันผลได้สม่ำเสมอ  แบบนี้จะถือยาวไปเรื่อยก็ถูกต้องแล้ว

    หรือสมมติซื้อมาเพราะตั้งใจจะขายเมื่อราคากลับมาอยู่สภาพปกติ  เช่นเรามองว่าตอนนี้ราคาหุ้นมันตกต่ำเว่อร์เกินไปอาจจะเพราะปัญหาชั่วคราว  จริงๆด้วยคุณภาพธุรกิจบริษัทน่าจะทำได้ดีและขึ้นราคามันน่าจะฟื้นกลับขึ้นมา  แบบนี้ก็ขายเมื่อมันฟื้นกลับมา  ซึ่งอาจจะ 1 ปี หรือ 5 ปีก็แล้วแต่

    2. แล้วปกติวิธีที่ผมใช้นี่ถือยาวแค่ไหน ?

    ไม่เคยเก็บสถิติจริง  แต่คาดว่าอยู่ประมาณ 3 ปีครับ

    มันมีทั้งเคสที่ซื้อมาเพราะเหตุการณ์ชั่วคราวแต่ไม่ได้ชอบธุรกิจเท่าไหร่แล้วพอเหตุการณ์หายไปผมก็ขาย  อันนี้บางที 1-2 ปีหรือน้อยกว่าปีก็มี  หรือพวกที่กะถือไปยาวโลดเพราะผมชอบธุรกิจแล้วก็มีความมั่นใจว่ามันทำได้ดีมากอย่างต่อเนื่องก็มี

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/courses