Tag: Smart stock investment

  • ความแตกต่างระหว่าง “ราคา” กับ “มูลค่า”

    ความแตกต่างระหว่าง “ราคา” กับ “มูลค่า”

    สำหรับคนที่ลงทุนสายพื้นฐานหลักการคือเราพยายามซื้อหุ้นเมื่อราคาหุ้นต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงของมันใช่มั้ยครับ  ทีนี้ผมพบว่าบางทีก็มีคนสับสนระหว่างคำว่าราคากับมูลค่า  เพราะโดยทั่วไปแล้วคำสองคำนี้มันใช้คล้ายๆกันและหลายครั้งมักจะเป็นเลขเดียวกันด้วย

    นึกภาพว่าราคาคือเงินที่เราต้องจ่ายไปเพื่อซื้อของ  ส่วนมูลค่าคือประโยชน์ที่เราได้รับจากของนั้น  ซึ่งสองอย่างนี้มันก็ไม่เหมือนกันถูกมะ  ลองดูตัวอย่างง่ายๆ

    สมมติมีคนขาย iPhone 12 ราคา 15,000 บาท (ซึ่งเป็นราคาที่ถูกมากแบบไม่มีอยู่จริงเพราะตอนที่พูดวีดิโอนี้อยู่มันยังไม่ออก)  มันก็จะมีทั้งคนซื้อและคนไม่ซื้อ

    • คนที่เป็นสาวก Apple ก็จะว้าวมาก  ปกติ iPhone รุ่นใหม่เค้าก็พร้อมจะซื้อราคาเกิน 20,000 บาทอยู่แล้ว  เค้ารู้สึกว่า iPhone มันปลอดภัย, คุณภาพสูง, ฯลฯ  ดังนั้นเค้าซื้อทันทีเพราะรู้สึกราคาถูกมาก
    • ส่วนบางคนที่ไม่ชอบ iOS  คือยังไงก็ไม่อยากใช้  รู้สึกว่า App อะไรก็ต้องเสียเงิน, ใช้ร่วมกับอุปกรณ์อื่นก็ยาก, ฯลฯ  ประโยชน์ที่ได้รับจาก iPhone 12 สำหรับคนกลุ่มนี้อาจจะแค่ 10,000 บาทดังนั้นที่ราคา 15,000 บาทเค้าก็จะไม่ซื้อเพราะรู้สึกว่าแพงอยู่

    สิ่งที่อยากให้สังเกตคือ

    1. คนเราจะซื้ออะไรก็ต่อเมื่อเรารู้สึกว่าประโยชน์ที่เราจะได้รับจากของนั้นสูงกว่าราคาเท่านั้น
    2. ของแต่ละอย่างก็มีมูลค่ากับแต่ละคนไม่เท่ากัน
    3. ราคากับมูลค่าเป็นคนละอย่างกัน  แต่มักจะไปในทิศทางเดียวกัน
    4. สำคัญที่สุดเลยคือราคาที่สูงขึ้นหรือต่ำลง  ไม่ได้มีผลต่อมูลค่า

    ทีนี้ในบริบทของหุ้น

    มูลค่าของหุ้นก็คือประโยชน์ที่เราได้รับจากหุ้นนั้น  พูดง่ายๆก็คือปันผลที่เราจะได้รับในอนาคตกับราคาขายที่เราจะได้รับในอนาคตในกรณีที่เราตัดสินใจจะขาย  ซึ่งพอดีมันไม่เหมือนสินค้าปกติเพราะเราไม่รู้อย่างชัดเจนว่ามันจะเป็นเท่าไหร่  มันมีความไม่แน่นอนเข้ามาเกี่ยว  ดังนั้นมูลค่าของหุ้นในสายตาของคนแต่ละคนก็จะไม่เหมือนกัน

    ส่วนราคาหุ้นก็คือราคาที่เราต้องจ่ายเพื่อซื้อหุ้นนั้น  ถ้ามองในรายละเอียดราคาหุ้นในขณะหนึ่งเป็นเท่าไหร่ก็มาจากความต้องการซื้อขายของคนในตลาดในเวลานั้น  ซึ่งก็มาจากการตีความมูลค่าของหุ้นเฉลี่ยของคนทั้งตลาดโดยรวม  ถ้าตลาดโดยรวมมองว่าราคาหุ้นตอนนี้ต่ำกว่ามูลค่าก็จะมีคนอยากเข้าไปซื้อหุ้นมากกว่าขายทำให้ราคามันสูงขึ้นมาจนมันพอๆกัน  ถ้าตลาดโดยรวมมองว่าราคาหุ้นตอนนี้สูงกว่ามูลค่าก็จะมีคนอยากขายหุ้นมากกว่าซื้อทำให้ราคามันต่ำลงจนมันพอๆกัน

    ทีนี้ที่สายพื้นฐานบอกว่าให้ซื้อหุ้นเมื่อราคาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงของมันคือเค้ากำลังสื่อว่าอนาคตจริงๆก็ไม่มีใครรู้  ดังนั้นการตีความมูลค่าขอหุ้นโดยเฉลี่ยของคนทั้งตลาดก็ไม่ได้แปลว่าจะถูกต้อง บางทีคนทั้งตลาดโดยรวมก็ตีความมูลค่าของหุ้นพลาดต่ำกว่าหรือสูงกว่าความเป็นจริงคลาดเคลื่อนไปเยอะได้  ให้เราฉวยโอกาสซื้อในเวลาที่มันคลาดเคลื่อนไปทางต่ำกว่าความเป็นจริงเยอะ  ถ้าทำได้ตามนั้นเราก็จะกำไร  แต่จะทำแบบนั้นได้ผลก็คือเราต้องตีความมูลค่าที่แท้จริงของหุ้นได้ถูกต้องและแม่นยำกว่าตลาดโดยรวมเท่านั้นนะ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/courses

  • อ่าน 56-1 ยังไง ?

    อันนี้ก็เป็นคำถามที่มีคนถามหลายทีละ และยอมรับว่าที่ผ่านมาก็ไม่เคยทำวีดิโอตอบนะ หลักๆเพราะผมไม่รู้ว่าคนถามนี่มันต้องการอะไรกันแน่ แต่โอเควีดิโอนี้ผมลองพยายามตอบโดยอธิบายให้ครอบคลุมที่สุดละกัน เออกับบอกไว้อีกอย่างว่าปกติผมจะนิยมอ่าน 56-2 (รายงานประจำปี) นะไม่ได้อ่าน 56-1

    เอามาจากไหน ?

    โหลดจากเวป www.sec.or.th หรือไม่ก็เวปของบริษัทที่เราสนใจ

    อ่านยังไง ?

    อ่านเหมือนหนังสือหรือเอกสารภาษาไทยปกติ อ่านจากบนลงล่าง จากซ้ายไปขวา จะมีที่อาจเป็นปัญหาก็ตรงส่วนที่พูดถึงงบการเงินซึ่งคนอ่านก็ควรจะรู้ โดยรวมมันไม่ได้อ่านยากอะไรนะแต่คนเห็นอาจจะตกใจเพราะมันหลายหน้าเท่านั้นเอง

    เรื่องอะไรสำคัญบ้าง ?

    อันนี้ผมพูดจากความเห็นส่วนตัวละ รายงาน 56-1 โหลดมามันจะแบ่งเป็นหัวข้อให้อยู่แล้ว

    1. การประกอบธุรกิจ
    2. หัวข้อนี้สำคัญสุด อ่านเพื่อให้เข้าใจว่าสรุปบริษัททำธุรกิจอะไรกันแน่ จะได้รู้ว่าคู่แข่งเป็นใครลูกค้าเป็นใคร

      สมมติอ่านส่วนนี้แล้วรู้สึกว่าไม่รู้เรื่อง ไม่เห็นภาพอยู่ดีว่าบริษัททำอะไร อาจจะเป็นสัญญาณว่าควรจะเลิกอ่านแล้วไปอ่านบริษัทอื่นดีกว่าครับ ไม่ใช่แปลว่าเราโง่หรือไม่ดีแค่ว่าเราอาจจะไม่คุ้นเคยกับอุตสาหกรรมนี้เท่าไหร่ ไม่มีความจำเป็นต้องดันทุรัง ธุรกิจประเภทอื่นและโอกาสอื่นๆมีเยอะแยะ

      ตรงส่วนนี้มีเรื่องปัจจัยความเสี่ยงด้วย คือมันจะดูเยอะนี่ก็อย่าไปกังวลมาก ทุกบริษัทต้องเขียนประมาณนี้หมดเพราะมันมีกฎบังคับ กวาดตามองผ่านๆดูว่ามีเรื่องอะไรน่าเอะใจมั้ย เช่นบริษัทพึ่งพาลูกค้าอยู่เจ้าเดียวไรงี้

      รายชื่อบริษัทลูก, บริษัทร่วมทุนพวกนี้ก็ดูไว้ก็ดี

    3. การจัดการและการกำกับดูแลกิจการ
    4. หมวดนี้ก็พวกเรื่องมีทุนออกชำระแล้วกี่หุ้น, ผู้ถือหุ้นใหญ่เป็นใคร, คณะกรรมการกับทีมผู้บริหารมีใครบ้าง, ค่าตอบแทนผู้บริหาร, ผู้บริหารกับกรรมการถือหุ้นเท่าไหร่, ฯลฯ

      ส่วนใหญ่ส่วนนี้ผมไม่ค่อยสนเท่าไหร่ ผมดูผ่านๆมาก อย่างมากที่ดูคือพวกเรื่องค่าตอบแทนผู้บริหาร ดูทั้งที่เป็นตัวเงินแล้วก็พวก stock option ดูว่ากติกาของการได้โบนัสหรือได้หุ้นคืออะไร วัดผลงานผู้บริหารยังไง แล้วก็รายการระหว่างกันที่บริษัทอาจจะมีขายของหรือซื้อของจากบริษัทที่มีความเกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นด้วยการมีหุ้นหรือมีกรรมการเป็นคนเดียวกัน

      เคยได้ยินบางคนเค้า Google ชื่อผู้บริหารหลักโดยเฉพาะ CEO กับ CFO ดูว่ามีประวัติโกงหรืออะไรป่าว บางคนก็อ่านด้วยว่าประวัติการทำงานมาจากบริษัทไหน ก็เป็นไอเดียที่ดีนะ แต่ตรงส่วนนี้ผมไม่ได้ทำ

    5. ฐานะการเงินและผลการดำเนินงาน
    6. หมวดนี้ก็แน่นอนสำคัญ อาจมีต้องใช้ความเข้าใจเรื่องบัญชีบ้าง แต่ถึงไม่เคยเรียนมาก่อนเลยก็ไม่ได้แปลว่าจะไม่รู้เรื่องแต่อาจจะรู้เรื่องไม่ครบ ที่เคยเห็นบน 56-1 มันไม่ใช่งบการเงินตัวเต็ม แต่ก็จะมีสาระสำคัญอยู่บนนั้นและมักจะมีพวกอัตราส่วนทางการเงินต่างๆด้วยซึ่งบนงบการเงินจะไม่มี ผมแนะนำว่าไปอ่านงบการเงินตัวเต็มด้วย เพราะมันจะครบกว่าและมีหมายเหตุประกอบที่มีสาระสำคัญอย่างนโยบายการรับรู้รายได้และอื่นๆ

      อ่านดูว่าบริษัททำธุรกิจแล้วสรุปเป็นไงบ้าง มันจะมีคำอธิบายประกอบด้วยว่าตัวเลขแต่ละอันที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้ามาจากเรื่องอะไร

    คำแนะนำอื่นๆ

    1. พิมพ์ออกมาเป็นกระดาษแล้วอ่านไปด้วยจดไปด้วย
    2. อ่านเป็นครั้งแรกอาจจะรู้สึกนานเพราะไม่คุ้น อ่านหลายๆครั้งไปมันจะเร็วขึ้นเยอะ
    3. อ่านไปถ้าเจอคำเฉพาะที่ไม่รู้ว่าคืออะไรอย่าไปตกใจ Google ซะ

     

    ที่นึกออกก็ประมาณนี้นะ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ ?

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/courses

  • จะเริ่มลงทุนในหุ้น ควรลงทุนด้วยตัวเอง หรือผ่านกองทุนรวมดี ?


    จะเริ่มลงทุนในหุ้น ควรลงทุนด้วยตัวเอง หรือผ่านกองทุนรวมดี ?

    อันนี้คือเราพูดถึงกองทุนหุ้นและไม่พูดถึงสิทธิในการลดหย่อนภาษีนะ ผมว่าระหว่างสองทางเลือกนี้มันก็มีข้อดีข้อเสียแล้วแต่ความชอบและสถานการณ์แต่ละคน จะให้บอกว่าอันไหนดีกว่าอย่างชัดเจนคงยาก ผมแจกแจงประเด็นความได้เปรียบของแต่ละทางเลือกให้ฟังคร่าวๆก่อนละกัน

    กองทุนได้เปรียบเรื่อง

    1. การกระจายความเสี่ยงได้ง่ายด้วยเงินที่น้อย
    2. หนึ่งกองทุนมันซื้อหุ้นหลากหลาย ปกติเค้าจะมีกำหนดไม่ให้ถือหุ้นใดหุ้นหนึ่งมากเกินหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมากเกิน ดังนั้นมันเป็นการกระจายความเสี่ยงโดยอัตโนมัติอยู่แล้ว สมมติเราเลือกหุ้นเองเราก็กระจายความเสี่ยงเองได้แหละโดยการไปเลือกซื้อหุ้นหลายตัว แต่มันก็วุ่นวายกว่าและเพื่อให้ได้การกระจายเท่าๆกองทุนก็ต้องใช้เงินเยอะกว่าเพราะปกติซื้อหุ้นมันซื้อเป็น lot ละ 100 หุ้น

    3. สบายสุดๆ
    4. ซื้อกองทุนคือการให้คนอื่นบริหารเงินลงทุนให้เรา ดังนั้นมันมาพร้อมความสะดวกสบายสุดๆแบบที่เราไม่ต้องดูเลย ในขณะที่เลือกหุ้นด้วยตัวเองต่อให้ทำแบบ DCA เลย ยังไงมันก็ต้องมีการตัดสินใจว่าจะ DCA หุ้นอะไรและยังไงก็ต้องคอยตามผลประกอบการบริษัทที่เราเลือกนั้น

     

    ลงทุนในหุ้นเองได้เปรียบเรื่อง

    1. ตัดสินใจเองได้
    2. ตัดสินใจเองได้ก็มีความยืดหยุ่นมากกว่า บางคนอาจจะต้องการซื้อหุ้นเพื่อให้ได้ปันผลสูงระดับหนึ่งและสม่ำเสมอ ถ้าซื้อกองทุนมันก็อาจจะกระจายเกินไปและเลือกไม่ได้ว่าจะ dividend yield กี่ %

    3. คาดหวังผลตอบแทนได้ต่างจากค่าเฉลี่ย
    4. ถ้าเราต้องการผลตอบแทนดีกว่าค่าเฉลี่ยก็คงต้องลงทุนเองแหละ คือซื้อกองทุนรวมก็อาจจะดีกว่าค่าเฉลี่ยได้นะ แต่นั่นมันคือเราแค่โชคดีเฉยๆเพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่ากองทุนไหนจะทำได้ดี ถ้าจะเอาแบบดีกว่าค่าเฉลี่ยแบบไม่ฟลุคก็คือต้องทำเอง

      แต่ผมย้ำนิดนึง ลงทุนเองนี่เราคาดหวังผลตอบแทนที่แตกต่างจากค่าเฉลี่ย สังเกตตรงคำว่าต่างนะ ต่างคืออาจจะดีกว่าค่าเฉลี่ยหรือแย่กว่าก็ได้ มันขึ้นอยู่กับฝีมือเรา อย่าไปเข้าใจว่าลงทุนเองแล้วจะดีกว่าค่าเฉลี่ย

    5. ไม่โดนค่าธรรมเนียมการบริหารจัดการ
    6. กองทุนมีค่าใช้จ่าย อย่างต่ำๆที่ผมเคยเห็นเป็นกองทุนดัชนี SET50 ค่าธรรมเนียมประมาณ 0.6% ต่อปี ลองนึกดูสมมติปีนึงกองทุนทำผลตอบแทนได้ 5% ค่าธรรมเนียมนี่ก็กินเข้าไปในผลตอบแทนที่ทำได้เกิน 10% ละนะ (0.6%/5% = 12%)

      คิดง่ายๆถ้าสมมติเราฝีมือทำได้เท่ากองทุนรวมเลย ผลลัพธ์สุดท้ายเราจะออกมาดีกว่าเพราะลงทุนเองไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม

     

    ช่วยตัดสินใจ

    ฟังถึงตรงนี้ บางคนก็จะยังมีความลังเลอยู่ดีว่าเอาไงดีวะ ดังนั้นผมช่วยตัดสินใจโดยการแยกประเด็นสำคัญที่เราต้องพิจารณาตัวเองออกมาทำให้ตัดตัวเลือกออกง่ายขึ้นครับ

    1. คาดหวังผลตอบแทนสูงกว่าค่าเฉลี่ยหรือมีโจทย์ในการซื้ออะไรเป็นพิเศษหรือเปล่า ?
    2. ถ้าคาดหวังผลตอบแทนสูงกว่าค่าเฉลี่ย อันนี้แปลว่าคงต้องเลือกลงทุนด้วยตัวเองละ จะด้วยวิธีการแบบไหน DCA หรือไม่ก็แล้วแต่

      หรือถ้ามีโจทย์การซื้อหุ้นอะไรที่เจาะจง ชอบบริษัทอะไรเป็นพิเศษ พวกนี้ก็ต้องลงทุนด้วยตัวเองละ จะด้วย DCA หรือเลือกซื้อด้วยวิธีอะไรก็แล้วแต่

    3. มีเวลาศึกษาหรือไม่มี ?
    4. ถ้ามั่นใจว่าไม่มีเวลามาศึกษาอ่านรายละเอียดบริษัท, ทำการประมาณการผลตอบแทน, ติดตามสถาวะอุตสาหกรรมการแข่งขัน, ฯลฯ อย่างนั้นแปลว่าทางเลือกตัดออกเหลือแค่เลือกหุ้นด้วยตัวเองแต่ลงทุนแบบซื้อเฉลี่ยด้วยเงินเท่ากันสม่ำเสมอไปเลย (DCA)

    หวังว่าจะตัดสินใจง่ายขึ้นครับ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ ?

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ

    https://www.adisonc.com/courses

  • อัพเดทสถานการณ์และกลยุทธ์ลงทุน – กรกฎาคม 2563

    อัพเดทสถานการณ์และกลยุทธ์ลงทุน – กรกฎาคม 2563

    จากครั้งล่าสุดเราคุยกัน  จนกว่าจะมียาหรือวัคซีนที่แก้ปัญหา COVID-19 แบบขาด  เศรษฐกิจกับตลาดหุ้นในระหว่างนี้ก็จะยังไม่ฟื้น 100% และจะอยู่ในสภาพแบบไหนขึ้นอยู่กับว่าโรคระบาดควบคุมได้ขนาดไหนจำเป็นต้องปิดธุรกิจอีกหรือเปล่ากับระดับความมั่นใจจับจ่ายใช้สอยของคนในสถานการณ์ไม่ปกติ  ถ้าต้องปิดธุรกิจอีกรอบหรือถ้าต่อให้ไม่ต้องปิดแต่คนระมัดระวังจัดไม่ซื้อไม่ใช่เงินเราก็จะอยู่ในสภาพลำบากละ

    เมื่อตอนเดือนมิถุนายนข้อมูลมันยังไม่ค่อยชัดเพราะหลายประเทศรวมถึงไทยเพิ่มเริ่มเปิดธุรกิจกลับมาตอนพฤษภาคม  แต่ตอนนี้ดูเหมือนชัดเจนมากขึ้นแล้ว  เราพูดถึงทีละเรื่อง

    1. ควบคุมโรคระบาดได้หรือเปล่า
    2. คำตอบคือไม่ได้  นอกเหนือจากบางประเทศจริงๆอย่างเช่นไทยก็ดูเหมือนจะคุมไม่ได้นะ  บางประเทศที่รอบที่แล้วเราดูว่ายังอาการหนักอยู่อย่าง US ก็หนักขึ้นชัดเจน  ประเทศที่ดูเหมือนคุมได้แล้วก็มีที่เริ่มระบาดกลับขึ้นมาจนบางที่ต้องมีการ lockdown อีกรอบเช่นเยอรมณี, สเปน, ออสเตรเลีย, ญี่ปุ่น, อินโดนีเซีย, ฯลฯ

      รอบนี้เท่าที่ดูคือเค้าพยายามจะไม่ปิดเฉพาะบางส่วนให้เร็วก่อนที่จะลามในวงกว้าง  และบางประเทศก็ดูเหมือนจะลังเลที่จะปิดธุรกิจอีกรอบ  แต่ลังเลยังไงถึงจุดหนึ่งถ้าระบาดขึ้นมาเยอะก็ดูเหมือนรัฐบาลก็ไม่มีทางเลือกต้องหยุดธุรกิจ  หรือถ้ายังไงก็จะไม่ปิดก็จะเหมือนบราซิลที่ระบาดรุนแรงและก็มีผลต่อเศรษฐกิจอยู่ดี

       

    3. ประเทศที่คุมสถานการณ์ได้  คนกลับมาจับจ่ายใช้สอยขนาดไหน
    4. โดยรวมหลังจากเปิดธุรกิจกลับมากิจกรรมทางเศรษฐกิจก็โดดกลับขึ้นมาแหละ  และเท่าที่ดูหลายที่ก็ฟื้นกลับขึ้นมาเร็วกว่าที่คาดทั้งนั้น  เช่นฝรั่งเศสกับอิตาลีที่ตัวเลขการผลิตเทียบเดือนเมษายนมาเดือนพฤษภาคมกระโดดขึ้นมาเยอะกว่าที่คาด

      ความเชื่อมั่นผู้บริโภคในไทยเองก็สูงขึ้นชัดเจน

      ค้าปลีกในอังกฤษก็ฟื้นขึ้นมาหลังจากเปิด

      แต่หลังจากที่ฟื้นกระโดดขึ้นมาในตอนแรก  เท่าที่ดูก็ไม่น่าจะฟื้นกลับไปใกล้เคียงเดิม  อันนี้คือดูจากเมือง Wuhan ของจีนที่มีการปิด lockdown ไปแล้วเปิดกลับมาก่อนเพื่อน  จะเห็นว่าค้าปลีก (เส้นสีฟ้า) ฟื้นขึ้นมาจริงแต่ก็ยังห่างกับปีก่อนอยู่มาก  ลบอยู่เกือบ -40% ได้  ต้องคอยดูต่อไปว่าจะฟื้นกลับมาได้เป็นปกติขนาดไหนและใช้เวลานานมั้ย

     

    สรุปปิดด้วยคำถามสุดท้ายที่คนชอบถามคือคิดว่าตลาดหุ้นจะตกมั้ย  เอาเป็นว่าผมก็ไม่รู้อนาคต  แต่ถ้าเห็นแบบนี้คือการระบาดยังคุมไม่ได้ยังต้องมีการปิดธุรกิจอีกรอบกับเมืองที่เปิดกลับมาคนก็จะยังไม่กลับมาใช้ชีวิตปกติ  ผลกระทบทางเศรษฐกิจน่าจะรุนแรงกว่าที่ตลาดคาดไว้ตอนแรก  ถ้ากำลังการซื้อไม่กลับมาหรือมีต้องปิดธุรกิจอีกก็คาดว่าจะมีธุรกิจขนาดเล็กขนาดกลางอีกจำนวนพอสมควรที่ปิดกิจการ  แล้วยิ่งตอนนี้กำลังจะรายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ที่ยังไงก็ต้องดูเละด้วย  ตลาดหุ้นก็มีโอกาสสูงที่จะตกนะ  แต่คิดว่าคงไม่ใช่ตกแบบ panic นะผมว่า

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/courses

  • ที่บอกต้องเข้าใจธุรกิจ สรุปนี่คือต้องรู้ประมาณไหน ?

    ที่บอกต้องเข้าใจธุรกิจ สรุปนี่คือต้องรู้ประมาณไหน ?

    โอเคอันนี้ก็เป็นคำถามที่ดี  ที่ผ่านผมก็ไม่เคยพูดให้ชัดเจนว่าที่บอกสิ่งสำคัญคือการทำความเข้าใจธุรกิจนี่มันคือต้องรู้เรื่องอะไรนะ

    เอาจริงๆคือยิ่งเข้าใจมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดีแหละ  ถ้าเราเข้าใจเหมือนคน inside ในอุตสาหกรรมนั้นเลยก็ยิ่งยอดเยี่ยม  แต่ทีนี้วีดิโอนี้ผมพูดถึงขั้นต่ำที่สุดที่ต้องรู้ละกันนะ

    ไอเดียหลักคือ  เราต้องการจะรู้ว่าบริษัทจะยังทำได้ดีต่อไปในอนาคตหรือเปล่า  จริงๆสุดท้ายเราต้องการรู้เพื่อให้ได้ข้อสรุปแค่นี้แหละ  แม้แต่ที่ผมเคยบอกว่าธุรกิจกลุ่มดีหรือแย่วัดกันที่มีอำนาจในการบังคับผู้บริโภคก็คือต้องการจะดูว่าบริษัทจะยังทำได้ดีต่อไปในอนาคตหรือเปล่า  ดังนั้นองค์ประกอบหลักที่เรายังไงก็ต้องรู้

    1. บริษัทนี่สรุปเค้าขายอะไร  ขายยังไง
    2. คนซื้อเป็นใคร  ซื้อไปทำอะไร  ตัดสินใจซื้อจากอะไร
    3. มีเหตุผลอะไรมั้ยที่คนต้องมาซื้อจากบริษัท  มีหลักฐานอะไรมั้ยว่าคนชอบสินค้าบริษัทมากกว่า  หรือบริษัททำได้ดีกว่าคู่แข่ง
    4. สภาพของอุตสาหกรรมโดยรวมเป็นไงบ้าง  มีเรื่องอะไรที่จะมีผลต่อบริษัทได้บ้าง
    5. บริษัทเร็วๆนี้มีการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างและกำลังวางแผนจะทำอะไรอยู่

    หลักๆที่นึกออกก็ประมาณนี้  ที่เหลือคือมันจะไปยากตอนทำจริงละว่าจะหาข้อมูลได้ขนาดไหน  ถึงได้บอกว่าถ้าเป็นไปได้ลงทุนในธุรกิจที่เราคุ้นเคยและเห็นภาพจะดีกว่าเพราะเราได้เปรียบในการทำความเข้าใจน่ะครับ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/courses

  • อันไหนดีกว่ากัน ซื้อหุ้นดีมาก ราคาตกนิดเดียว กับ ซื้อหุ้นพอใช้ได้ ราคาตกเยอะ ?

    อันไหนดีกว่ากัน ซื้อหุ้นดีมาก ราคาตกนิดเดียว กับ ซื้อหุ้นพอใช้ได้ ราคาตกเยอะ ?

    อันนี้ยากจริง  ตอบตามตรงเลยคือผมก็ไม่รู้ครับว่าทำแบบไหนผลสุดท้ายจะออกมาดีกว่ากัน

    ผมเองก็มีลังเลนะ  คือถ้าเลือกบริษัทที่เข้มแข็งมากและดูแล้วรอดจากวิกฤติแน่นอนอาจเพราะจริงๆไม่ค่อยได้รับผลกระทบตั้งแต่แรก  ข้อดีมันก็คือรอดแน่นอนซึ่งก็หมายความว่ากำไรแน่นอนด้วย  แต่จุดที่เสียเปรียบมีอยู่นิดนึงคือส่วนใหญ่หุ้นพวกนี้มันจะตกไม่เยอะตั้งแต่แรก  ดังนั้นในระยะสั้นช่วงที่มันฟื้นจากวิกฤติก็จะไม่ได้กำไรเยอะเท่าไหร่เทียบกับอีกทางเลือกนึง  แต่ถ้ามองในระยะยาวหลายปีแล้วมันก็จะดีกว่าแน่นอนเพราะบริษัทที่เข้มแข็งมากกว่าปกติมันก็จะเติบโตดีกว่าด้วย

    แต่ถ้าเลือกพวกบริษัทที่เข้มแข็งกลางๆแต่ราคาตกเยอะ  ความได้เปรียบมากอย่างนึงคือคือถ้ามันรอดช่วงวิกฤติมาเราก็จะกำไรกระโดดพรวดขึ้นเลยในช่วงสั้นๆจากการที่ราคามันวิ่งกลับมาที่เดิมก่อนวิกฤติ  แต่ข้อที่ต้องระวังคือไม่รู้จะรอดมั้ยหรือรอดมาแบบบอบช้ำขนาดไหน  และจุดบอดสำคัญคือในระยะยาวหลายปีแล้วมันจะแพ้เพราะบริษัทมันเข้มแข็งสู้ไม่ได้ปกติการเติบโตมันก็จะสู้ไม่ได้ไปด้วย

    โดยสรุปก็คือเลือกระหว่าง  ชอบชัวร์กว่าแล้วก็ซื้อไปไม่ต้องทำอะไรเยอะถือยาวไปเลย  กับชอบความตื่นเต้นซื้อไปเสร็จซักพักผ่านวิกฤติอาจจะต้องขายออกมาไปลงทุนในอย่างอื่น

    หรืออีกแบบนึงถ้าไม่ได้ว่าต้องเลือกซื้อแค่แบบใดแบบหนึ่ง  มองในเชิงกลยุทธ์ที่จะกำไรสูงสุดนะ  ก็คือต้องซื้อแล้วขายออกมาตามลำดับประมาณนี้

    1. ซื้อบริษัทที่เข้มแข็งมากแต่ตกไม่เยอะก่อน  เพราะพวกนี้โดยปกติจะฟื้นเร็วกว่า  ขายเมื่อฟื้นมาแล้ว
    2. ซื้อบริษัทที่กลางๆแต่ราคาตกเยอะต่อ  พวกนี้มักจะโดนผลกระทบจังๆหรือไม่งั้นก็ไม่เข้มแข็งเท่าดังนั้นโดยปกติราคาจะฟื้นช้ากว่า  แล้วก็ขายเมื่อฟื้นมาแล้วเช่นกัน
    3. กลับไปซื้อบริษัทที่เข้มแข็งมากอีกที  ในเวลานี้สถานการณ์น่าจะปกติละดังนั้นระยะยาวบริษัทพวกที่เข้มแข็งมากได้เปรียบ

    แต่นี่คือในอุดมคติสุดๆจังหวะดีสุดๆ  ในความเป็นจริงมันก็จะไม่ง่ายขนาดนี้แน่นอน

    จากประสบการณ์ส่วนตัวที่ผ่านมาคือซื้อที่เข้มแข็งมากไว้ก่อนมักจะออกมาดีกว่า  เพราะเวลาไปซื้อกิจการที่เข้มแข็งกลางๆนี่มันมักจะมีอะไรผิดคาดมา surprise เราบ่อย  แล้วมักจะ surprise ในทางไม่ดีด้วยนะ  แล้วมันก็จะมาถ่วงพอร์ตเรา  ดังนั้นถ้าเป็นผมแนะนำก็ซื้อกิจการที่มันเข้มแข็งมากไว้ก่อนดีกว่าครับ  แต่อันนี้ก็ยอมรับว่าผมก็มีลงทุนในบริษัทที่ชัดเจนว่าเสี่ยงมากกว่าเพราะคาดหวังผลตอบแทนสูงกว่าอยู่เหมือนกันครับ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/courses

  • นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจแบบไหน เหมาะกับสถานการณ์แบบโควิด (นโยบายการเงิน vs นโยบายการคลัง) ?

    นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจแบบไหน เหมาะกับสถานการณ์แบบโควิด (นโยบายการเงิน vs นโยบายการคลัง) ?

    ช่วงนี้กำลังเป็นช่วงที่มีเหตุการณ์โรคระบาดและเศรษฐกิจหดตัว  หลายประเทศก็จะมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาเพื่อช่วยลดผลกระทบจากโรคระบาด  เป็นโอกาสดีที่เราจะทำความรู้จักกับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจให้ละเอียดขึ้นอีกนิดนึง  วันนี้ผมมาอธิบายความแตกต่างระหว่างนโยบายการเงิน (Monetary policy) กับนโยบายการคลัง (Fiscal policy) กันครับ  เผื่อคนที่ยังไม่รู้เรื่องนี้มาก่อนจะได้เข้าใจภาพรวมมากขึ้นและเห็นภาพว่านโยบายที่เค้าพยายามทำกันอยู่มันมีที่มาที่ไปยังไงและทำไมเค้าถึงทำ

    Monetary policy เป็นนโยบายที่ทำงานผ่านปริมาณเงิน (money supply) ในระบบเศรษฐกิจ  โดยมีคนบริหารจัดการเป็นธนาคารแห่งประเทศไทย  เวลาที่เราได้ยินข่าวบอกว่าลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายหรือมีการซื้อพันธบัตร (bond buying) พวกนี้คือ monetary policy  ทำไปเพื่อกระตุ้นให้ธนาคารปล่อยสินเชื่อมากขึ้น, ให้ภาคธุรกิจกู้ยืมเงินได้ถูกลงจะได้ลงทุนเยอะขึ้น, ให้คนเอาเงินออกมาใช้จ่าย

    Fiscal policy เป็นนโยบายที่ทำงานผ่านภาษีและการใช้จ่ายของรัฐบาล  คนที่เป็นคนทำก็จะเป็นรัฐบาล  การกระตุ้นเศรษฐกิจก็ทำได้ทั้งโดยการลดภาษีเพื่อให้คนมีรายได้เยอะขึ้นจะได้ใช้จ่ายได้เยอะขึ้น  หรือไม่ก็ใช้จ่ายกับโครงการต่างๆเยอะขึ้นซึ่งโดยปกติแล้วจะเป็นการใช้จ่ายกับ public goods (สินค้าสาธารณะ) เช่นซ่อมถนน, ทำโรงเรียน, ปรับปรุงระบบประปา, ทำทางรถไฟความเร็วสูง, ฯลฯ  แต่สองแบบนี้มันมักจะระยะยาวและไม่ได้เกิดผลทันที  บางครั้งเพื่อให้เกิดผลอย่างรวดเร็วก็จะมี fiscal policy ที่ใช้จ่ายกับโครงการระยะสั้นเพื่อให้กระตุ้นเศรษฐกิจทันทีเช่น ช็อปช่วยชาติ, ให้เงินช่วยเหลือคนที่ตกงานช่วงโรคระบาด, ฯลฯ

    สังเกตว่าวิธีการของ monetary policy พยายามกระตุ้นเศรษฐกิจโดยให้เอกชนเป็นคนใช้จ่าย  ส่วน fiscal policy คือรัฐบาลเป็นคนใช้จ่ายก่อนเลย

    ทีนี้อย่างกรณีของ COVID-19  นโยบายที่จะได้ผลมากกว่าจะเป็น fiscal policy  เพราะในเวลานี้ต่อให้ใช้ monetary policy ปรับอัตราดอกเบี้ยต่ำลงธนาคารก็ไม่ได้อยากจะปล่อยกู้อะไรนักหนาเพราะตัวเองก็ต้องระวัง NPL ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นแน่นอน  บริษัทก็ไม่มีใครอยากลงทุนอะไรเพิ่มเยอะเพราะสถานการณ์ไม่ปกตินักท่องเที่ยวไม่มี, ช่วงก่อนห้างร้านอะไรก็ถูกสั่งปิด  และคนเองก็ไม่พร้อมจะออกมาใช้จ่ายเพราะบางคนก็ขาดรายได้ไปช่วงนึงและบางส่วนก็ยังใช้จ่ายระมัดระวังไม่ซื้ออะไรใหญ่ๆ  

    แต่ถ้าเป็น fiscal policy ก็ไม่เป็นปัญหาเพราะรัฐบาลเป็นคนใช้จ่ายโดยตรง  และโครงการอย่างการให้เงินช่วยเหลือคนที่ตกงานจากโรคระบาดก็เป็นการช่วยพยุงให้คนยังสามารถใช้จ่ายซื้อสินค้าจำเป็นได้อยู่  ช่วยบรรเทาปัญหาได้ชั่วคราวแล้วก็ภาวนาว่าเมื่อเปิดเศรษฐกิจกลับมาคนจะกลับมาใช้จ่ายปกติ

    ล่าสุดอย่างนโยบายที่ออกมาสนับสนุนให้คนไปท่องเที่ยวแล้วรัฐบาลช่วยออก  ผมก็เห็นด้วยนะ  มันก็คือรัฐบาลพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจแบบที่รัฐไม่ได้ออกเงินอยู่คนเดียวแล้วให้คนทั่วไปช่วยออกเงินด้วย  ถือว่าฉลาดดีอยู่  ในเวลาปกติผมอาจจะด่าเพราะมองว่า fiscal policy แบบนี้มันได้ผลอยู่แวบเดียวไม่เหมือนพวกที่ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานอย่างอื่น  แต่ตอนนี้มันสถานการณ์ผิดปกติจริงๆครับ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/courses

  • ธนาคารจะถูกแทนที่หรือเปล่า ?

    ธนาคารจะถูกแทนที่หรือเปล่า ?

    มีนักเรียนถามว่าคิดว่าธนาคารจะแพ้พวก fintech แล้วหายไปหรือเปล่า

    อันนี้ผมก็คงไม่รู้อนาคต  แต่ผมก็ไม่คิดว่าธนาคารจะหายไปนะ  บริการบางอย่างที่เคยผูกขาดอาจจะถูกคู่แข่งเข้ามาทำให้เสียรายได้ค่าธรรมเนียมไป  แต่เรื่องหลักซึ่งคือการปล่อยสินเชื่อก็ยังคิดว่าธนาคารได้เปรียบอยู่

    อย่าง trend ที่เราเห็นชัดๆคือพวกรายได้พวกที่เป็นค่าบริการจะลดลงเพราะถูกคนเข้ามาแข่ง  อย่างพวกเรื่อง payment นี่เห็นชัด  ปัจจุบันเราก็เห็นแล้วว่าการโอนเงินต่างธนาคารก็กลายเป็นฟรีหมดละ  และเราก็เห็นตัวอย่างในจีนที่จ่ายด้วยมือถือผ่าน Alipay กับ Wechat ไม่ได้ผ่าน app ของธนาคาร  อย่างอื่นนอกจาก payment ก็อย่าง Travel card งี้ก็ออกมาแข่งกับพวกร้านแลกเงิน  ในอนาคตโดยรวมก็น่าจะมีการแข่งขันในธุรกิจที่เคยเป็น fee business ของธนาคารเยอะขึ้นเรื่อยๆ

    แต่เรื่องที่คิดว่ายังไงก็มีคนเข้ามาแข่งยากคือเรื่องการปล่อยสินเชื่อ  หลักๆแล้วมันเป็นการแข่งกันว่าใครประเมินความเสี่ยงแม่นยำกว่ากัน  คนที่ปล่อยสินเชื่อหละหลวมปล่อยมั่วก็จะตายไป  ซึ่งแน่นอนรวมถึงธนาคารที่ประมาทด้วย  ดังนั้นผมก็ไม่เชื่อว่าพวกที่ไม่ใช่สถาบันการเงินอย่าง cloud lending หรือ P2P lending จะเข้ามาแทนที่ธนาคารได้  เพราะ platform พวกนี้ได้รายได้จากค่าธรรมเนียมที่เก็บจากคนยืมและคนที่ปล่อยกู้  เค้าไม่ได้เดือดร้อนอะไรเวลาเกิดหนี้เสียขึ้น  ตอนเศรษฐกิจดีไม่มีปัญหามันก็ดูดีแหละ  แต่เดี๋ยวพอดอกเบี้ยไม่ได้และเงินต้นหายด้วยเรามาดูกันอีกทีครับว่าคนที่ปล่อยกู้จะยังยินดีปล่อยกู้อยู่หรือเปล่า

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/courses

  • หุ้นไทยฟื้นมาเยอะแล้ว เราจะหาหุ้นถูกได้อยู่มั้ย ?

    หุ้นไทยฟื้นมาเยอะแล้ว เราจะหาหุ้นถูกได้อยู่มั้ย ?

    อันนี้ก็เป็นคำถามที่มีคนถามผมหลายทีละ  ล่าสุดที่ดูคือ SET index อยู่แถว 1,340 จุดซึ่งเทียบกับก่อนจะตกรุนแรงจากโรคระบาดที่แถว 1,500 กว่า  โดยรวมก็ยังถูกกว่าช่วงต้นปีอยู่นะ  แสดงว่าราคาหุ้นโดยรวมก็ยังไม่ได้ฟื้นแบบสมบูรณ์  ดังนั้นถ้าพูดถึงโอกาสโดยรวมแบบไม่เดาทิศทางระยะสั้น  ถ้าเราเชื่อว่าสุดท้ายโรคระบาดจะจบและสถานการณ์จะกลับสู่ปกติก็ต้องบอกว่ายังโอกาสให้ซื้อได้อยู่นะ  ที่แน่ๆซื้อตอนนี้ก็ยังดีกว่าซื้อตอนต้นปี  แต่ทีนี้วีดิโอนี้เรามาลองดูไล่หุ้นรายกลุ่มอุตสาหกรรมกันว่า sector ไหนดูฟื้นตัวน้อยสุดครับ

    ก่อนอื่นเพื่อเป็น benchmark เราจะวัด index ช่วงก่อนวิกฤติเป็นวันที่ 14 กุมภาพันธ์ละกันเพราะมันประมาณกลางเดือนพอดี  SET index ก่อนวิกฤติจะเป็น 1,526.30  และปัจจุบันตอนที่ผมดูอยู่ (เช้าของวันที่ 1 กรกฎาคม) index อยู่ที่ 1,346.69  ก็คือ -11.77% จากก่อนวิกฤติ

    ทีนี้มาดู index ไล่ไปทีละอุตสาหกรรม  เริ่มจากอันแรก SET Agro (agriculture, food)  ก่อนวิกฤติอยู่ที่ 435.02  ตอนนี้อยู่ 423.55  ก็คือ -2.64% เทียบกับก่อนวิกฤติ  นี่แสดงว่าหุ้นกลุ่มนี้ฟื้นกลับมาเยอะกว่าหุ้นกลุ่มอื่นโดยเฉลี่ย

    SET Consump (fashion, home, personal) ก่อนวิกฤติอยู่ที่ 92.61  ตอนนี้อยู่ 82.85  คิดเป็น -10.54% เทียบกับก่อนวิกฤติ  แสดงว่าหุ้นกลุ่มนี้ฟื้นกลับมาเยอะกว่าหุ้นกลุ่มอื่นโดยเฉลี่ย

    SET Fincial (bank, finance, insurance) ก่อนวิกฤติอยู่ที่ 167.89  ตอนนี้อยู่ 124.50  คิดเป็น -25.84% เทียบกับก่อนวิกฤติ  แสดงว่าหุ้นกลุ่มนี้ยังไม่ค่อยฟื้นเทียบกับหุ้นกลุ่มอื่นโดยเฉลี่ย

    SET Indus (auto, material, machinery, paper, petrochemical, packaging, steel) ก่อนวิกฤติอยู่ที่ 92.56  ตอนนี้อยู่ 87.33  คิดเป็น -5.65% เทียบกับก่อนวิกฤติ  ดูเหมือนหุ้นกลุ่มนี้ก็ฟื้นมาเยอะแล้วเทียบกับหุ้นกลุ่มอื่นโดยเฉลี่ย

    SET Propcon (material, developer, PF&REIT, construction) ก่อนวิกฤติอยู่ที่ 119.68  ตอนนี้อยู่ 103.35  คิดเป็น -13.64% เทียบกับก่อนวิกฤติ  หุ้นกลุ่มนี้ก็ฟื้นมาน้อยกว่าเทียบกับหุ้นกลุ่มอื่นโดยเฉลี่ย

    SET Resourc (energy, utilities, mining) ก่อนวิกฤติอยู่ที่ 213.01  ตอนนี้อยู่ 191.68  คิดเป็น -10.01% เทียบกับก่อนวิกฤติ  หุ้นกลุ่มนี้ฟื้นมาเยอะกว่าเทียบกับหุ้นกลุ่มอื่นโดยเฉลี่ย

    SET Service (commerce, health, media, tourism, transport) ก่อนวิกฤติอยู่ที่ 479.18  ตอนนี้อยู่ 439.48  คิดเป็น -8.28% เทียบกับก่อนวิกฤติ  หุ้นกลุ่มนี้ทั้งที่มีการท่องเที่ยวก็ฟื้นมาเยอะกว่าเทียบกับหุ้นกลุ่มอื่นโดยเฉลี่ย

    SET Tech (electronics, ICT) ก่อนวิกฤติอยู่ที่ 158.37  ตอนนี้อยู่ 145.44  คิดเป็น -8.16% เทียบกับก่อนวิกฤติ  หุ้นกลุ่มนี้ก็ฟื้นมาเยอะกว่าเทียบกับหุ้นกลุ่มอื่นโดยเฉลี่ย

    สรุปคือถ้าดูแบบนี้จะเห็นว่าหุ้นกลุ่มที่ดูน่าสนใจเป็นพิเศษก็คือกลุ่ม financial กับ property&construction  เพราะฟื้นตัวน้อยกว่าเทียบกับกลุ่มอื่น  ส่วนพวกที่น่าสนใจน้อยสุดคือ agriculture&food กับ industrial

    Agro -2.64%
    Indus -5.65%
    Tech -8.16%
    Service -8.28%
    Resourc -10.01%
    Consump -10.54%
    All -11.77%
    Propcon -13.64%
    Fincial -25.84%

    แต่แน่นอนว่าเราก็ควรจะต้องไปดูว่าหุ้นในกลุ่มพวกนี้มีอะไรบ้างแล้วค่อยเลือกที่น่าสนใจอีกที  เราสามารถเข้าไปดูได้ในเวป SET ครับ  https://marketdata.set.or.th/mkt/sectorialindices.do?language=th&country=TH

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/courses

  • แบบไหนบนงบการเงิน เรียกว่า “ผิดปกติ”

    แบบไหนบนงบการเงิน เรียกว่า “ผิดปกติ”

    มีคนถามเข้ามาว่ากำไรเพิ่มขึ้นขนาดไหนเรียกว่าผิดปกติ  หรือหนี้สินลดลงเยอะแค่ไหนคือผิดปกติมั้ย  และอีกหลากหลายคำถามที่เป็นแนวๆนี้  ดังนั้นวีดิโอนี้ผมจะมาพูดถึงสิ่งที่เราควรต้องสังเกตบนงบการเงินเท่าที่ผมนึกออกตอนนี้ครับ

    โดยไอเดียภาพรวมก่อน  สิ่งที่บันทึกอยู่บนงบการเงินมันควรจะสอดคล้องกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับบริษัท  เวลาเราเห็นอะไรที่เราสงสัยบนงบการเงิน  มันเป็นสัญญาณเตือนให้เราไปดูว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวธุรกิจ  แล้วมันก็จะทำให้เราเข้าใจสถานการณ์ของบริษํทมากขึ้น

    ทีนี้สิ่งที่เราต้องเอะใจถ้าเห็นบนงบการเงินก็จะมี

    1. หนี้สินพวกเงินกู้ธนาคารหรือหุ้นกู้ที่เพิ่มขึ้นเยอะๆ
    2. รายได้กับกำไรดูไม่ค่อยสัมพันธ์กัน
    3. รายได้น้อยลงต่อเนื่องหลายปี
    4. ค่าใช้จ่ายอื่นที่ดูใหญ่
    5. กระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงานเป็นลบต่อเนื่อง
    6. ลูกหนี้การค้ากับสินค้าคงเหลือเพิ่มขึ้นไม่เป็นสัดส่วนกับรายได้
    7. จำนวนหุ้นที่ออกและชำระแล้วเพิ่มขึ้น
    8. มี Capital expenditure ขนาดใหญ่หรือมีการซื้อกิจการด้วยเงินจำนวนเยอะ

    เท่าที่นึกออกก็ประมาณนี้นะ  ถ้าเราเจอเรื่องพวกนี้สิ่งที่ควรทำก็คือไปดูว่าเกิดอะไรขึ้นกับบริษัทแล้วค่อยตัดสิน  ถ้าดูแล้วเป็นเหตุทีเข้าใจได้มีที่มาที่ไปแล้วเราสบายใจก็ไม่มีปัญหาอะไร  แต่ถ้าหาเหตุผลไม่ได้หรือรู้สึกผิดปกติอยู่ดีก็คอยจับตาดูต่อหรือข้ามมันไปก็ได้ครับแล้วแต่

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/courses