Tag: Smart stock investment

  • วิธีดูว่าบริษัท … จะรอดจากโควิด (หรือวิกฤติอื่นๆ) มั้ย ?

    วิธีดูว่าบริษัท … จะรอดจากโควิด (หรือวิกฤติอื่นๆ) มั้ย ?

    เร็วๆนี้มีนักเรียนคนหนึ่งถามว่าบริษัทที่เค้าถืออยู่จะรอดจาก COVID-19 มั้ยเพราะเห็นผลประกอบการไตรมาส 1 ออกมาขาดทุนเยอะเหลือเกิน

    ในความเป็นจริงก็คงไม่มีใครตอบได้อย่างชัดเจน  เพราะตอนนี้เราก็ไม่รู้ว่าที่เริ่มผ่อนคลายมาตรการ lockdown แล้วจะกลับมาระบาดรุนแรงมั้ย  หรือต่อให้คุมการระบาดได้ผู้บริโภคจะมีการจับจ่ายใช้สอยเป็นปกติแค่ไหน  จะมีผลกระทบต่อบริษัทที่เราสนใจอยู่ขนาดไหน

    สิ่งที่ผมเสนอคือไปดูว่าบริษัทที่เราสนใจมันน่าจะรอดได้นานแค่ไหนโดย

    1. กะคร่าวๆว่าน่าจะค้าขายมีกำไรอยู่มั้ย  ถ้าไม่กำไรจะขาดทุนขนาดไหน  ต้องเสียเงินสดเพิ่มเยอะขนาดไหน
    2. ดูว่ามีหนี้สินอะไรต้องจ่ายใน 1 ปีนี้บ้าง  มี commitment อะไรมั้ย
    3. น่าจะสามารถมีเงินสดเท่าไหร่
    4. เทียบดูว่าทนได้กี่ปี

    ขั้นตอนที่ 1

    เปิดงบการเงินทั้งปีของปี 2019 ซึ่งเป็นปีปกติดูก่อนว่ามันเป็นยังไง  ถ้าเป็นไปได้เปิดดูหมายเหตุประกอบงบการเงินส่วนที่มีการแจกแจงค่าใช้จ่ายตามลักษณะ

    พิจารณาว่าบริษัทน่าจะยอดขายลดลงไปขนาดไหน  ถ้าเป็นไปได้ดูหรือหาข้อมูลจากรายงานไตรมาส 1 ที่ของบางบริษัทจะออกมาแล้วว่ารายได้หดไปขนาดไหน  คำนึงด้วยว่าส่วนใหญ่ผลกระทบของไตรมาส 1 มันจะเริ่มตอนเดือนมีนาคมที่เริ่มมีการห้ามขายของกับห้ามเดินทาง  ถ้าไม่มีรายละเอียดก็คงต้องกะสุ่มเอา

    เอารายได้ที่ลดลงเป็น % นั้นไปทาบกับผลประกอบการปีที่แล้ว  และพยายามเดาว่าค่าใช้จ่ายตรงส่วนไหนที่น่าจะเท่าเดิมและส่วนไหนที่น่าจะลดลงได้ตามรายได้  สุดท้ายดูว่าน่าจะอาการเป็นไง

    บวกกลับพวกค่าเสื่อมหรือค่าใช้จ่ายที่ไม่ใช่เงินสดกลับเข้าไป

    เลขนี้ก็จะให้ไอเดียเราว่าบริษัทอาจจะมีความจำเป็นต้องใช้เงินสดเพิ่มอีกเท่าไหร่

    ขั้นตอนที่ 2

    เปิดงบการเงินล่าสุดที่มี  อย่างตอนนี้บางบริษัทจะเป็นไตรมาส 1 ออกแล้ว  เอาหนี้สินหมุนเวียนก่อนเราจะได้รู้ว่ามีหนี้สินที่ต้องจ่ายใน 1 ปีเท่าไหร่  แล้วถ้าเป็นไปได้ไปดูตัวหนี้สินระยะยาวพวกเงินกู้ดูว่ามีที่จะต้องชำระในปีถัดไปอีกมั้ย

    นอกเหนือจากนั้นถ้าให้ดีก็ไปดูเรื่องแผนการลงทุนหรือ CAPEX อะไรมั้ย

    ขั้นตอนที่ 3

    เงินสด + ลูกหนี้การค้า + การระดมทุนอื่นๆ

    ขั้นตอนที่ 4

    เทียบดูว่าน่าจะรอดอยู่ได้นานขนาดไหน

     

    ประมาณนี้แหละครับที่เราทำได้  แน่นอนว่ามันก็เป็นการกะคร่าวๆแหละครับ  แต่ดีกว่านั่งเดาเฉยๆแน่นอนครับ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/courses

  • ตัวบ่งชี้เศรษฐกิจ (Economic Indicator) ที่เราควรรู้ หลักๆคืออะไร หาได้จากไหน ?

    ตัวบ่งชี้เศรษฐกิจ (Economic Indicator) ที่เราควรรู้ หลักๆคืออะไร หาได้จากไหน ?

    มีนักเรียนอยากให้เราพูดถึง “การมองจังหวะเข้าซื้อ กรณี Top Down Approach ว่าควรมองยังไง สังเกตอะไรเป็นสัญญาณ/ตัวชี้วัด หรือดูค่ากราฟของเศรษฐกิจยังไง”

    คุยกันให้ชัดเจนก่อนเลยคือเวลาที่ผมลงทุนเงินของตัวเอง  ผมไม่ได้ใช้ Top Down approach และก็ไม่ได้ใช้สัญญาณหรือตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจอะไรในการตัดสินใจก็เลยไม่ได้มีสอนเรื่องนี้บน Online Course  แต่เนื่องจากเคยเรียนเศรษฐศาสตร์มาและในเมื่อนักเรียนอยากให้พูดถึงผมก็จะอธิบายเท่าที่รู้ให้ฟังในวีดิโอนี้  แต่ผมอธิบายได้แค่ว่า Economic indicator แต่ละอย่างคืออะไรและบอกอะไรกับเราได้เท่านั้น  จะเอามันไปใช้มองจังหวะเข้าซื้อยังไงคุณคงต้องไปคิดเองละผมช่วยไม่ได้เพราะตัวผมไม่ได้ใช้

    1. GDP Growth
    2. อันแรกที่คนพูดถึงบ่อยสุดก็คือเลขการเติบโตของ GDP (Gross domestic product) หรือผลผลิตมวลรวมของประเทศ

      อันนี้ก็ตรงไปตรงมา  ถ้าตัวเลขนี้เป็นตัวเลขติดลบก็คือเศรษฐกิจโดยรวมหดตัว  หรือถ้าเลขนี้เป็นบวกนะแต่น้อยลงเรื่อยๆในช่วงปีที่ผ่านๆมาก็มักเป็นสัญญาณว่าเศรษฐกิจโตใกล้ถึงจุดสูงสุดแล้ว

      จุดบอดอย่างหนึ่งของตัวเลขนี้คือมันต้องเก็บข้อมูลเยอะมันก็จะอัพเดท real-time ไม่ได้  ดังนั้นเลขส่วนใหญ่ที่รู้ชัดเจนก็คือสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้ว  ถ้าจะเอาไว้ดูอนาคตมันก็จะไม่มี  มีแต่เลขคาดการณ์  ซึ่งไปดูได้ของ Bank of Thailand กับของ IMF

      https://www.bot.or.th/Thai/MonetaryPolicy/MonetPolicyComittee/MPR/Pages/default.aspx

      https://www.imf.org/external/datamapper/NGDP_RPCH@WEO/OEMDC/ADVEC/WEOWORLD

       

    3. อัตราการว่างงาน
    4. โดยปกติเลขนี้สูงขึ้นก็คือคนว่างงานเยอะขึ้น  มันก็เป็นสัญญาณว่าไม่ดีแหละ

      แต่สำหรับประเทศไทยเลขนี้ผมรู้สึกว่าไม่ค่อยมีประโยชน์เท่าไหร่เพราะประเทศไทยเราอัตราการว่างงานต่ำมาก  เข้าใจว่าเป็นเพราะประเทศไทยเรามี informal sector ใหญ่  แต่สมมติใครอยากดูตัวเลขนี้ก็ไปดูได้ที่เวปธนาคารแห่งประเทศไทยอีกเช่นกัน

      https://www.bot.or.th/Thai/Segmentation/Business/Pages/UnemploymentRate.aspx

       

    5. เงินเฟ้อ
    6. สูงไปไม่ดี  ต่ำไปก็ไม่ดี  ต้องมีแบบอ่อนๆกำลังดี

      https://www.bot.or.th/App/BTWS_STAT/statistics/BOTWEBSTAT.aspx?reportID=409&language=TH

       

    7. ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค
    8. อันนี้มันเป็นตัวเลขจากการสุ่มสอบถามความคิดเห็นคนว่าคิดว่าจะจับจ่ายซื้อของเพิ่มขึ้นหรือเท่าเดิมหรือว่าลดลง  เค้ารวมเอาคำตอบมาทำเป็น index  ถ้าตัวเลขเกิน 50 ก็คือคนตอบว่าเพิ่มขึ้นมีเยอะกว่า  ก็แปลว่าคนเชื่อมั่นและน่าจะมีการบริโภคมากขึ้น  เลข 50 พอดีคือเท่าเดิม  ส่วนเลขต่ำกว่า 50 คือคนตอบว่าน้อยลงมีเยอะกว่า

      ผมเห็นมีตัวเลขนี้อยู่ที่เวปของกระทรวงพาณิชย์

      http://www.indexpr.moc.go.th/PRICE_PRESENT/cbi/cbi_index.asp?list_year=2563&type_index=cci&lu=t

       

    9. ความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ
    10. คล้ายๆกับของผู้บริโภคแต่เปลี่ยนเป็นถามผู้ประกอบการแทน

      หาได้บนเวปของธนาคารแห่งประเทศไทย  “ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจ”

      https://www.bot.or.th/Thai/MonetaryPolicy/EconomicConditions/EconomicIndices/Pages/default.aspx

       

    11. ตัวเลขการซื้อสินค้าทุน, ยอดขายเครื่องจักรและตัวเลขที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน
    12. พวกนี้ก็เป็นตัววัดความต้องการของคนในตลาดแบบหนึ่ง  ถ้าผู้บริโภคซื้อของ  ผู้ผลิตก็จะซื้อของและมีผลิตซึ่งสะท้อนในตัวเลขเหล่านี้

      หาได้บนเวปของธนาคารแห่งประเทศไทยเช่นกัน  “ดัชนีการลงทุนภาคเอกชนและองค์ประกอบที่ปรับฤดูกาล”

      https://www.bot.or.th/Thai/MonetaryPolicy/EconomicConditions/EconomicIndices/Pages/default.aspx

     

    และจะเห็นว่ามีข้อมูลอื่นๆอีกมาก  ก็ขอให้ไปดูเองละกันครับ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/courses

  • เวลาเฉลี่ย เราต้องตัดปีผิดปกติออกหรือเปล่า ?

    เวลาเฉลี่ย เราต้องตัดปีผิดปกติออกหรือเปล่า ?

    อันนี้เป็นคำถามต่อเนื่องจากหัวข้อ valuation  คือมีคนถามว่าเวลาทำการเฉลี่ยตัวเลขเช่นแบบ ROE เฉลี่ยของหลายปีหรือ Net Profit Margin เฉลี่ยหลายปีเนี่ย  สมมติว่ามันมีบางปีที่ตัวเลขต่างจากปีอื่นเยอะเราควรที่จะตัดมันออกไปจากการคำนวณมั้ย

    ถ้าเป็นความเห็นผมโดยคอนเซปต์ก่อน  เนื่องจากวัตถุประสงค์ของเราคือคำนวณตัวเลขเฉลี่ยเพื่อคาดการณ์อนาคต  โจทย์ของเราคือต้องการจะรู้ว่าถ้าบริษัททำธุรกิจปกติไม่ได้มีเหตุการณ์แปลกๆเกิดขึ้นผลประกอบการน่าจะเป็นเท่าไหร่  ดังนั้นเราก็ควรที่จะต้องตัดปีที่ผิดปกติออก

    ทีนี้ปัญหาคือแล้วยังไงมันถึงเรียกว่าผิดปกติ  โดยส่วนตัวก็คือผมจะเข้าไปดูในรายละเอียดของปีนั้นๆว่ามีรายการอะไรผิดปกติบนงบการเงินหรือเปล่า  หรือพยายามหารายละเอียดว่าในปีนั้นๆมีเหตุการณ์อะไรพิเศษที่สมควรถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นอีกมั้ย  อย่างถ้าสมมติอ่านเจอว่าผลประกอบการเลวร้ายเพราะโรคระบาดแล้วรัฐบาลสั่งให้หยุดขายงี้  ปีนั้นก็ควรจะตัดไปเพราะเราไม่คิดว่ามันสะท้อนผลประกอบการปกติของบริษัทและไม่มีประโยชน์ในการประมาณอนาคต  แต่สมมติอ่านเจอว่าปีนั้นผลประกอบการไม่ดีเพราะราคาขายของสินค้าของบริษัทตกต่ำเพราะมีคู่แข่งขายตัดราคา  อย่างนี้ไม่เกี่ยวละเพราะมันก็อาจจะเกิดขึ้นได้อีกเป็นปกติของธุรกิจ  ดังนั้นผลประกอบการปีนี้ก็ควรจะรวมอยู่ในการทำการเฉลี่ย

    คือสุดท้ายมันก็ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของคนทำแหละ  และผมก็เข้าใจที่บางคนไม่ happy เพราะอยากได้กติกาที่มันตายตัว  แต่มันช่วยไม่ได้จริงๆครับมันก็ต้องทำแบบนี้แหละ  การที่จะไปอยู่ๆตัดปีเยอะสุดน้อยสุดแล้วเฉลี่ยที่เหลือหรือวิธีอะไรแบบนั้นผมก็ว่าไม่เวิร์คนะ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/courses

  • หุ้นในตลาดมีอุตสาหกรรมไหนบ้าง? มีหุ้นอะไรบ้าง? ดูยังไง?

    หุ้นในตลาดมีอุตสาหกรรมไหนบ้าง? มีหุ้นอะไรบ้าง? ดูยังไง?

    อยากกระจายตามรายกลุ่มสัก 8 กลุ่มๆละหุ้น มีกลุ่มใหนบ้างครับ ?

    อันนี้มีคนถามเข้ามาครับ  เห็นบอกว่าเพิ่มเริ่มต้นลงทุน

    มีหุ้นกลุ่มไหนบ้าง ?  เวปตลาดหลักทรัพย์มีแบ่งกลุ่มให้อยู่แล้วเลยครับ

    ทีนี้จะลงทุน 8 กลุ่มเลือกจากในทั้งหมดนั้นเพื่อการกระจายความเสี่ยง  ถ้าเอาแบบตามหลักการเลยมันก็ต้องเป็นอุตสาหกรรมที่ไม่เกี่ยวกันเลยมันถึงจะกระจายความเสี่ยงได้ดีสุด

    แต่ผมก็ยังสงสัยว่ามันจะ practical ขนาดไหน  ถ้าจะเอาอุตสาหกรรมที่ต่างกันมากๆ 8 กลุ่มมันก็จะไปมีปัญหาตรงที่จริงๆแล้วเราอาจจะไม่ได้มีความคุ้นเคยหรือเข้าใจมันทุกกลุ่ม  ดังนั้นในความเห็นส่วนตัวผมก็คิดว่าเอาแบบหุ้น 8 ธุรกิจที่ต่างกันในระดับหนึ่งก็น่าจะโอเคละมั้งครับ  เน้นลงทุนในธุรกิจที่เราเข้าใจมันดีกว่า

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/courses

  • เราจะมีวิธีเดา Free Cash Flow ในอนาคตยังไงได้บ้าง?

    เราจะมีวิธีเดา Free Cash Flow ในอนาคตยังไงได้บ้าง?

    มีคนถามว่าเราจะทำการประมาณตัวเลข Free cash flow ไปในอนาคตได้ยังไง

    เอาจริงๆเลยคือมันก็ต้องเดาแหละ  และคนที่จะเดาได้ดีสุดก็คือคนที่เข้าใจตัวบริษัทและมีความใกล้ชิดกับธุรกิจที่บริษัททำ

    หลักๆมันก็มี 2 วิธี

    1. เดา growth rate ตรงๆ
    2. วิธีนี้ก็คือเดา growth rate แล้วก็ใช้กับ Free cash flow ปีล่าสุดที่ทำการปรับแล้วตรงๆเลย  ตัว growth rate ก็อาจจะเดามาจากการเติบโตในอดีตหรือไม่ก็คาดการณ์คร่าวๆของอนาคต

      วิธีการนี้มันก็จะเหมาะในกรณีที่เราคาดว่าความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยพื้นฐานต่างๆของบริษัทกับ Free cash flow จะไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงรุนแรง

      Growth rate ที่เดานี่ก็จะเป็นแบบโตอัตราเท่าเดิมไปเรื่อยๆหรือเป็น 2-stage, 3-stage ก็แล้วแต่เราพิจารณาความเหมาะสมเลย

    3. เดาองค์ประกอบย่อยแต่ละอย่างแยกกัน
    4. จะใช้วิธีการนี้ก็ต่อเมื่อเราเชื่อว่าอัตราส่วนความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยพื้นฐานของบริษัทกับ Free cash flow มันจะมีการเปลี่ยนแปลง  วิธีการนี้เราก็กำหนดสมมติฐานเอาเองเลย

      ปกติเค้าก็จะประมาณตัวเลขโดยอ้างอิงกับตัวยอดขายเป็นหลัก  สิ่งที่ต้องกะก็จะมี

      • การเติบโตของยอดขาย
      • operating profit margin ไว้ประมาณตัว EBIT  
      • ความสัมพันธ์ระหว่างยอดขายที่เพิ่มขึ้นกับ Capital expenditure ที่ต้องลงทุนเพิ่ม (capital expenditure – depreciation)
      • ความสัมพันธ์ระหว่างยอดขายที่เพิ่มขึ้นกับ Net working capital ที่เพิ่มขึ้น
      • กรณีที่จะหา FCFE ก็ต้องมีสัดส่วนการใช้เงินกู้

      ส่วนใหญ่แล้วการเดาพวกนี้ก็เอามาจากสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตนั่นแหละ  แล้วก็เพิ่มเติมมุมมองของเราเกี่ยวกับอนาคตเข้าไป

    เพื่อให้เห็นภาพ  ผมลองทำตารางยกตัวอย่างการประมาณ FCFF ให้ดูกับบริษัทสมมติโดยมีสมมติฐานดังต่อไปนี้

    1. ยอดขายโตปีละ 10%
    2. Operating profit margin ค่อยๆลดลงจากปัจจุบันปีละ 15% ลงไปเรื่อยจนถึง 13%
    3. ภาษี 20%
    4. ไม่มี non-cash charge อื่นนอกจากค่าเสื่อม
    5. Capital expenditure ที่เพิ่มขึ้นเป็น 40% ของยอดขายที่เพิ่มขึ้น
    6. Net working capital ที่เพิ่มขึ้นเป็น 10% ของยอดขายที่เพิ่มขึ้น

     

    Year 0 1 2 3 4
    Sales 100 110 121 133.1 146.41
    EBIT margin 15% 14.50% 14% 13.50% 13%
    EBIT 15.95 16.94 17.9685 19.0333
    EBIT(1-tax) 12.76 13.552 14.3748 15.22664
    Increase in sales 10 11 12.1 13.31
    Incremental CAPEX 4 4.4 4.84 5.324
    Incremental NWC 1 1.1 1.21 1.331
    FCFF 7.76 8.052 8.3248 8.57164

     

    ถ้าเป็น FCFE ก็จะคล้ายๆกันแต่เปลี่ยนตรงที่เริ่มจาก Net income ดังนั้นก็เอา net profit margin มาใช้แทน  และตอนสุดท้ายมีสมมติฐานเรื่องการกู้ยืมเงินซึ่งปกติก็คืออ้างอิงเป็นสัดส่วนของเงินลงทุนที่ต้องใช้ (Incremental CAPEX + Incremental NWC)

    จะสังเกตว่าไม่ว่าวิธีไหนก็ต้องอาศ้ยการเดาเยอะมาก  แบบแรกก็คือเดาแบบเหมาภาพรวมส่วนแบบที่สองคือเดาตัวแปรต่างๆของบริษัท  ส่วนตัวผมมีคำแนะนำเพิ่มเติมคือ

    1. เลือกที่จะเดากับเฉพาะบริษัทที่มีอำนาจในการบังคับผู้บริโภค
    2. ทำความเข้าใจภาพรวมอุตสาหกรรม  และจุดเด่นของบริษัท
    3. เดาไว้ทั้งแบบกรณีกลางๆกับแย่

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/courses

  • REIT Dividend Yield สูง ผลตอบแทนจริงอาจไม่ใช่ ดูด้วยว่าเป็น Leasehold หรือ Freehold

    REIT Dividend Yield สูง ผลตอบแทนจริงอาจไม่ใช่ ดูด้วยว่าเป็น Leasehold หรือ Freehold

    เร็วๆนี้มีลูกศิษย์ผมคนนึงเค้าเล่าให้ฟังว่ามีไปซื้อ REIT อันนึงที่คาดหวัง dividend yield 10%  พอดีผมจำได้ว่า REIT อันนั้นมันเป็น leasehold และน่าจะมีสิทธิ์ได้รับรายได้อีกประมาณ 13 ปีเลยต้องรีบบอกเค้าว่า REIT นี้อาจจะไม่ได้คาดหวังผลตอบแทน 10% อย่างที่เค้าคิดครับ

    Leasehold กับ freehold มันมีความแตกต่างกันตรงที่ leasehold เป็นเจ้าของสิทธิการเช่า  ซึ่งมันมีวันสิ้นสุดตามสัญญาดังนั้นแปลว่าถ้าเราถือ REIT leasehold ไปจนสิ้นสุดสัญญาตัวมูลค่าสุดท้ายมันจะเป็น 0  แต่ freehold คือเป็นเจ้าของตัวทรัพย์สินเลย  แปลว่าก็จะมีสิทธิ์รับรายได้ไปตลอดจนกว่าทรัพย์สินนั้นเสื่อมซึ่งโดยปกติอายุนานกว่า leasehold มาก  ดังนั้นถึงแม้ว่าจะถือ REIT freehold ไปหลายปีแต่ถ้าทรัพย์สินยังสภาพดีอยู่มูลค่าของมันก็จะไม่เป็น 0

    ดังนั้นเวลาคำนวณผลตอบแทนของ REIT leasehold ก็ต้องคิดเผื่อว่าเราได้ผลตอบแทนจากปันผลจริงแต่ตัวราคาของ REIT ก็จะลดลงเรื่อยๆด้วยเมื่อใกล้หมดสัญญา

    เราจะแสดงวิธีคิด real yield ให้ดูครับ

    Case 1: เราทำให้ดูกรณีที่ไม่มี growth ก่อน

    Case 2: เราสมมติว่ามี growth

    สิ่งที่อยากให้สังเกตคือ dividend yield ของ leasehold ไม่ใช่ real yield  และ leasehold เสียเปรียบ freehold เสมอถ้าปันผลเท่ากันเติบโตเท่ากัน

    สรุปสุดท้ายคือผมไม่ได้จะบอกว่าต้องลงทุน freehold เท่านั้นหรืออะไรนะ  เพราะปกติแล้ว dividend yield ของ freehold ก็จะต่ำกว่า leasehold สะท้อนความได้เปรียบตรงนี้อยู่แล้ว  วีดิโอนี้คือต้องการให้เห็นภาพว่าผลตอบแทนของ REIT สองแบบนี้ไม่เหมือนกันและมีวิธีการคำนวณยังไงเท่านั้นเอง

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/courses

  • ลงทุนระยะยาว ยิ่งถือยาว ยิ่งดีหรือเปล่า ?

    ลงทุนระยะยาว ยิ่งถือยาว ยิ่งดีหรือเปล่า ?

    เร็วๆนี้มีคนถามว่าเราควรจะถือหุ้นยาวไปตลอดแบบไม่ขายเลยมั้ย  เพราะเค้าเคยได้ยินว่า Warren Buffett บอกว่า “our favorite holding period is forever”

    คำตอบของผมคือจะทำแบบนั้นก็ได้  แต่จริงๆแล้วไม่ได้จำเป็น

    เอาเรื่อง Warren Buffett ก่อน  เพราะแต่ก่อนผมก็เคยงงจากคำพูดอันนี้ของเค้าเหมือนกัน

    1. จริงๆแล้ว Warren Buffett มีการขายหุ้น
    2. Warren Buffett เคยออกมาอธิบายแล้วว่าบริษัท Berkshire Hathaway ไม่ได้บอกว่าจะต้องถือหุ้นตลอดไป  เค้าแค่บอกว่าไม่มีความคิดที่จะขายบริษัทที่ทำได้ดีและลังเลมากที่จะขายบริษัทที่ทำได้ไม่ดีเท่าไหร่ตราบใดที่เค้าคาดว่ามันจะอย่างน้อยสามารถที่จะสร้างกระแสเงินสดได้อยู่

    3. คน US มี Capital Gain tax  แต่คนไทยไม่มี
    4. สาเหตุสำคัญอันหนึ่งที่ทำให้ Warren Buffett ไม่นิยมขายหุ้นผมคิดว่าเป็นเพราะมันโดนภาษี  ซึ่งสูงถึง 15-20%  ดังนั้นถ้าไม่ใช่ว่าดูแล้วขายออกมาเอาไปลงทุนในอย่างอื่นคุ้มกว่ากันมากจริงๆ  มันก็ไม่คุ้มที่จะขายออกมาตราบใดที่บริษัทยังทำได้พอใช้ได้

      แต่ประเทศไทยไม่มี Capital Gain tax  ดังนั้นมันก็จะคุ้มถ้าขายออกมาแล้วสามารถเอาเงินไปลงทุนในอย่างอื่นที่ผลตอบแทนดีกว่า  ดีกว่าแค่นิดเดียวก็ดีกว่าละเพราะตอนขายเราไม่เสียอะไร

     

    ดังนั้นในมุมมองผมการจะถือยาวๆไปเลยมันก็เป็นเรื่องดี  ถ้า

    1. บริษัทยังทำได้ดีอยู่  เราก็ไม่รู้จะขายออกมาทำไมให้พลาดโอกาส
    2. เราขี้เกียจหาโอกาสอื่น

     

    แต่ก็อย่างที่บอกว่าไม่ได้จำเป็นต้องถือยาวไปตลอดถ้า

    1. บริษัทดูมีแววจะทำได้เลวร้ายลง
    2. เห็นโอกาสอื่นที่คิดว่าน่าจะให้ผลตอบแทนดีกว่าถือต่อพอสมควร

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/courses

  • Adjusted Net Profit คืออะไร? ต่างยังไงกับ Net Profit ปกติ?

    Adjusted Net Profit คืออะไร? ต่างยังไงกับ Net Profit ปกติ?

    ล่าสุดมีนักเรียนถามเข้ามาว่า Adjusted Net Profit นี่มันคืออะไร

    บางบริษัทจะมีรายงานตัวเลข Adjusted แบบนี้เพราะผู้บริหารมองว่าตัวเลขที่รายงานตามมาตรฐานบัญชีอาจจะไม่สะท้อนผลประกอบการจริงของบริษัท  ดังนั้นตัวเลข Adjusted นี่มันก็ไม่ได้มีกฎตายตัวว่าจะต้องปรับยังไงบ้างและแต่ละบริษัทก็ไม่เหมือนกัน  กฎในการรายงานก็คือแค่ว่าต้องมีคำอธิบายว่าตัวเลข Adjusted นี้มาได้ยังไงเท่านั้นเอง

    ข้อดีมันก็มีอยู่  คือบางทีบริษัทก็มีรายการในงบการเงินบางอันที่น่าจะเกิดครั้งเดียวจริงๆ  และดังนั้นตัวเลข Adjusted ที่ตัดพวกนั้นออกมันก็ช่วยให้นักลงทุนเปรียบเทียบผลประกอบการได้ง่ายขึ้น

    แต่ข้อเสียคือถ้าเราประมาทก็อาจจะโดนหลอกให้รู้สึกว่าบริษัทดีเกินจริงได้  บางบริษัทก็อาจจะพยายามเสนอตัว Adjusted เพราะมันดูดีกว่า

    หลักๆคือต้องตามดูว่ามัน Adjusted มายังไงบ้าง  แล้วเราก็ตัดสินใจเอาว่าสมควรดูเลขไหน

    บางบริษัทก็ไม่ได้ใช้คำว่า Adjusted แต่มันก็เหมือนกัน  อย่างบริษัทในอังกฤษนิยมใช้คำว่า Underlying

    เวลาบริษัทรายงาน EPS หรือจ่ายปันผลก็จะคำนวณมาจากตัวปกติตามมาตรฐานบัญชี  ไม่ใช่ตัวเลข Adjusted

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/courses

  • จำนวนหุ้นเพิ่มขึ้น เพิ่มมาจากไหน จะรู้ได้ยังไง?

    จำนวนหุ้นเพิ่มขึ้น เพิ่มมาจากไหน จะรู้ได้ยังไง?

    มีคนถามเกี่ยวกับจำนวนหุ้นว่าเราจะไปดูได้ที่ไหนว่าจำนวนหุ้นมันเพิ่มขึ้นมาจากอะไร

    ก่อนอื่นอธิบายนิดนึงก่อนว่าทำไมเรื่องนี้เราถึงควรต้องรู้  คือจำนวนหุ้นที่เพิ่มขึ้นบางกรณีมันทำให้เกิดการเจือจางความเป็นเจ้าของของหุ้นที่เราถืออยู่ (dilution effect) ซึ่งไม่เป็นผลดีกับเราครับ

    นึกภาพง่ายๆคือสมมติตอนแรกบริษัท A มีเจ้าของ 2 คนคือผมกับคุณถือหุ้นอยู่คนละ 1 หุ้น  บริษัทกำไรปีละ 200 บาท  ผมกับคุณก็หารกันได้กำไรคนละ 100 บาทใช่มั้ย  ทีนี้สมมติว่าเรามีการเพิ่มทุนเอาหุ้นส่วนเข้ามาเพิ่มอีกคน  บริษัทเติบโตเป็นกำไรปีละ 270 บาทเลย  แต่ตอนนี้เราหารกันสามคนก็เหลือกำไรแค่คนละ 90 บาท  จะเห็นว่าเราสองคนแย่ลงกว่าเดิม  การที่มันมีคนเข้ามาหารเพิ่มเนี่ยคือ dilution effect  คุณกับผมก็ถือคนละหุ้นเท่าเดิมนะ  แต่ 1 หุ้นจากเดิมที่มันเป็นความเป็นเจ้าของ 50% ตอนนี้เหลือเท่ากับความเป็นเจ้าของแค่ 33.33% ละ  ดังนั้นก็เลยเป็นที่มาว่าทำไมเวลาเราเห็นจำนวนหุ้นมันเพิ่มขึ้นเยอะๆเราก็เลยควรจะอยากรู้ว่ามันเพิ่มมาจากไหนครับ

    วิธีดูคือไปเปิดรายงานประจำปีหรือ 56-1 ก็ได้แล้วดูที่ “งบแสดงการเปลี่ยนแปลงส่วนของผู้ถือหุ้น”  มันจะอยู่รวมๆกันแถวงบการเงิน

    โดยไอเดียคือมันจะมีการเจือจางเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีคนเข้ามาร่วมถือหุ้นเพิ่ม  ถ้าจำนวนหุ้นเพิ่มแบบไม่ได้มีคนมาแจมเพิ่มก็ไม่มีผล  เช่นถ้าเป็นเพราะแตกพาร์หรือปันผลเป็นหุ้นอันนี้ไม่มีผลอะไร  เพราะถึงจำนวนหุ้นเพิ่มขึ้นแต่สัดส่วนความเป็นเจ้าของที่เราถือรวมทั้งหมดก็เท่าเดิม  แต่ถ้าเขียนแบบเพิ่มหุ้นสามัญแบบนี้มีผลละ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/courses

  • สัดส่วนหุ้น / ตราสารหนี้ ควรเป็นเท่าไหร่ ?

    สัดส่วนหุ้น / ตราสารหนี้ ควรเป็นเท่าไหร่ ?

    หัวข้อนี้จริงๆแล้วตอบยากเพราะสถานการณ์และเป้าหมายของแต่ละคนไม่เหมือนกัน

    แต่สมมติเราพูดถึงคนปกติที่ไม่มี preference อะไรเป็นพิเศษแล้วก็กำลังพูดถึง asset allocation สำหรับพอร์ตที่จะลงทุนไปยาวๆเพื่อการเกษียณ  ผมเคยอ่านไอเดีย “120-อายุ” และคิดว่าอันนี้ดูเข้าท่าสุดครับ

    วิธีการคือจัดพอร์ตโดยมีทรัพย์สินลงทุนแค่ 2 ประเภทคือกลุ่มหุ้นกับกลุ่มตราสารหนี้  120-อายุนี่คือได้เลขเท่าไหร่ก็เลขนั้นคือ % ของกลุ่มทรัพย์สินที่เป็นหุ้นครับ

    สมมติอายุ 30 ก็คือจัดพอร์ตเป็นกลุ่มหุ้น 90% กับตราสารหนี้ 10%

    พออายุเยอะขึ้นเป็น 60 ก็จัดพอร์ตเป็นกลุ่มหุ้น 60% กับกลุ่มตราสารหนี้ 40%

    ข้อดีของวิธีการนี้คือผมว่ามันง่ายดีดังนั้นคนก็จะทำตามได้ง่ายกว่า  กับมันก็ค่อยๆหุ้นน้อยลงกับตราสารหนี้เยอะขึ้นเมื่อเราใกล้เกษียณมากขึ้นสอดคล้องกับที่มันควรจะเป็นพอดี

    มันจะมีอีกแบบนึงสำหรับคนที่ชอบเสี่ยงน้อยมากหน่อยคือ “100-อายุ”  แต่ส่วนตัวผมว่ามัน conservative ไปในยุคที่ผลตอบแทนตราสารหนี้กับอัตราดอกเบี้ยต่ำ  ถ้าใช้ “100-อายุ” คนอายุ 20 ปีก็คือลงทุนหุ้น 80% ตราสารหนี้ 20% ซึ่งส่วนตัวผมว่ามันไม่น่าจะเหมาะ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/courses