Tag: Smart stock investment

  • แบบทดสอบ : คุณเป็น VI แค่ไหน ?

    แบบทดสอบ : คุณเป็น VI แค่ไหน ?

    เร็วๆนี้ผมไปทำ Quiz ของ Schroders บริษัทบริหารจัดการลงทุนในอังกฤษแล้วรู้สึกว่าสนุกดีก็เลยแปลบางส่วนมาให้ลองทำดูครับ

    1. สำหรับนักลงทุนสาย VI “ความเสี่ยง” สอดคล้องกับข้อใดต่อไปนี้ ?
      • ความผันผวนคือความเสี่ยง
      • หุ้นที่ราคาถูกมีความเสี่ยงสูงเสมอ
      • ความเสี่ยงคือโอกาสที่จะสูญเสียเงินต้นอย่างถาวร
    2. ถ้าอิงตามที่เรียนมาในห้องเรียน “ความเสี่ยง” มันจะวัดด้วยความผันผวน  แต่สำหรับนักลงทุนสาย VI แล้ว “ความเสี่ยง” คือโอกาสที่จะสูญเสียเงินต้นอย่างถาวรต่างหาก  โดยปกติแล้วมูลค่าที่แท้จริงของหุ้นไม่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ที่เราเห็นราคามีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วในระยะสั้นมันเป็นตัวบ่งชี้ถึงอารมณ์ของคนในตลาดมากกว่า  ที่จริงแล้วความผันผวนเป็นสิ่งที่สร้างโอกาสให้กับนักลงทุนระยะยาวด้วยซ้ำ
       

    3. เวลาตัดสินใจลงทุนในหุ้น  นักลงทุนสาย VI มองระยะยาวแค่ไหน
      • 1 เดือน
      • 1 ปี
      • 3-5 ปี
    4. การลงทุนในหุ้นแบบ VI คือมองหาหุ้นที่ราคาตอนนี้ต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง  ซึ่งโดยปกติมันต้องใช้เวลานานหน่อยกว่าตลาดจะเริ่มมองเห็นมูลค่าของบริษัทและราคาหุ้นเริ่มสูงขึ้นมาหามูลค่าที่แท้จริง
       

    5. ปัจจัยอะไรสำคัญต่อผลตอบแทนการลงทุนที่สุด
      • ราคาที่ซื้อ
      • โอกาสการเติบโตของบริษัท
      • สภาพเศรษฐกิจ
    6. ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการลงทุนมากที่สุดคือราคาที่ซื้อ  โอกาสการเติบโตของบริษัทกับสภาพเศรษฐกิจมันเป็นเรื่องที่นักลงทุนควบคุมไม่ได้  และต่อให้โอกาสการเติบโตของบริษัทไม่สูงกับสภาพเศรษฐกิจไม่ดีแต่ถ้าได้ซื้อในราคาที่ต่ำเพียงพอมันก็ยังเป็นการลงทุนที่ดีในระยะยาวได้
       

    7. เงินเฟ้อกับอัตราดอกเบี้ยสำคัญแค่ไหน
      • สำคัญเพราะปัจจัยพวกนี้เกี่ยวข้องกับสภาพเศรษฐกิจ
      • อัตราดอกเบี้ยสำคัญ  เงินเฟ้อไม่สำคัญ
      • ไม่สำคัญทั้งคู่
    8. ทั้งสองปัจจัยเป็นอะไรที่เราไม่สามารถรู้อะไรล่วงหน้าได้  การไปคิดถึงมันไม่เกิดประโยชน์อะไรและการตัดสินใจลงทุนของเราไม่ควรให้ปัจจัยพวกนี้มามีผลกระทบ
       

    9. บริษัทปรับคาดการณ์ผลประกอบการลง -10%  ราคาหุ้นของบริษัทเลยตกไป -30% สิ่งที่เราควรทำคือ …
      • ซื้อหุ้นทันทีเพื่อให้ได้ราคาใหม่ที่ถูกลงเยอะแล้วนี้
      • ขายหุ้นทันทีเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่ราคามันจะตกลงไปอีก
      • ศึกษาข้อมูลที่บริษัทประกาศและดูว่ามันทำให้พื้นฐานของบริษัทเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญหรือไม่
    10. นักลงทุน VI มองการลงทุนระยะ 3-5 ปี  การตอบสนองทันทีกับสิ่งที่อาจจะเป็นเรื่องระยะสั้นไม่สอดคล้องกับแนวการลงทุน  สิ่งที่ควรทำคือใจเย็นๆแล้วทำความเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นเพื่อประเมินว่าพื้นฐานของบริษัทมีการเปลี่ยนแปลงไปจากที่คาดรุนแรงหรือเปล่า  แล้วจึงค่อยคิดว่าต้องซื้อหรือขายอะไรมั้ย
       

    11. หุ้นขึ้นมา 30% ในช่วงเดือนเดียว  ตลาดคาดว่าบริษัทจะเติบโต 100% และราคาหุ้นปัจจุบันสะท้อนความคาดหวังนี้แล้ว  สิ่งที่เราควรทำคือ …
      • ซื้อหุ้นเนื่องจากมันมีโมเมนตัมชัดเจน
      • อย่าซื้อเพราะกรณีนี้ไม่เข้าข่ายหุ้นราคาถูก
      • ซื้อเพราะถ้ากำไรของบริษัททำได้ดีกว่าที่ตลาดคาดราคานี้ก็ถือว่าถูก
    12. หุ้นนี้ราคาสูงขึ้นมามากจากความคาดหวังว่าบริษัทจะทำได้ดีขึ้น 100% เป็นอะไรที่เยอะมากแล้ว  ไม่เข้าข่ายธุรกิจที่ราคาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง ไม่เหมาะกับการลงทุนสาย VI
       

    13. สมมติว่าธนาคารแห่งประเทศไทยบอกว่าจะขึ้นอัตราดอกเบี้ย  สิ่งที่เราควรทำคือ …
      • ปรับพอร์ตการลงทุนให้จะได้ประโยชน์จากการขึ้นอัตราดอกเบี้ย
      • ขายหุ้น  เพราะการขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะทำให้โดยรวมคนอยากลงทุนในหุ้นน้อยลง
      • ไม่สนใจ  ให้ความสำคัญกับการซื้อหุ้นในราคาถูกต่อไป
    14. ปัจจัยพวกนี้ไม่แน่นอนคาดเดาไม่ได้และไม่ควรให้มันมีผลต่อการตัดสินใจลงทุนของเรา

     

    เป็นไงบ้างครับ  เราเป็นนักลงทุน VI ขนาดไหนกันบ้างครับ ?

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

  • แล้วจะขายหุ้นเมื่อไหร่ดี ?

    แล้วจะขายหุ้นเมื่อไหร่ดี ?

    ผมก็ว่ามันไม่ได้มีอะไรตายตัวและคิดว่ามันแล้วแต่คนนะครับ  แต่ผมอธิบายจากมุมมองผมละกันว่าถ้าเป็นผมจะขายหุ้นเมื่อไหร่

    1. จำเป็นต้องใช้เงิน
    2. อันนี้ไม่มีอะไรต้องคิดมาก  ถ้ามันมีความจำเป็นฉุกเฉินที่ต้องใช้ยังไงก็ต้องขายแหละครับ  โดยจะเริ่มจากขายหุ้นบริษัทที่ชอบธุรกิจน้อยบวกกับราคาขึ้นไปสูงแล้วก่อน  ตามมาด้วยธุรกิจที่ชอบน้อยแต่ราคายังไม่ขึ้น แล้วค่อยเป็นธุรกิจที่ชอบมากและราคาขึ้นไปสูง  ท้ายสุดเป็นธุรกิจที่ชอบมากแต่ราคายังไม่ขึ้น

    3. คาดว่าธุรกิจจะทำได้แย่ลงต่อไปในอนาคต
    4. อันนี้ยุ่งยากตรงว่าเราเชื่อจริงๆมั้ยว่าธุรกิจผลประกอบการมันจะแย่กว่าที่คาดในระยะยาว  ถ้ามั่นใจก็คือดูต่อว่ามันแย่กว่าที่คาดเยอะมั้ย ถ้าไม่เยอะก็อาจจะรอให้มีโอกาสซื้ออันอื่นก่อนก็ได้ไม่ได้ต้องรีบขาย  แต่ถ้าดูแล้วแย่กว่าที่คาดเยอะผมก็จะขายเลยโดยไม่สนว่าตอนนั้นขาดทุนอยู่หรือกำไรอยู่

    5. มีโอกาสที่ดีกว่าโผล่มา
    6. อันนี้ก็ยุ่งยากตรงการวัดว่าดีกว่าแค่ไหนเนี่ยแหละ  โดยปกติถ้าผมเห็นว่ามีโอกาสที่ดีมากโผล่มา ผมจะขายหุ้นที่ชอบธุรกิจน้อยที่สุดและราคาขึ้นมาเยอะแล้วก่อนเลย  แต่กรณีนี้ผมจะไม่ค่อยขายบริษัทที่เพิ่งซื้อมาไม่นานและยังไม่รู้ผลลัพธ์เพราะผมว่ามันจะทำให้เรามีข้ออ้างในการรีบร้อนเปลี่ยนใจซึ่งเป็นอะไรที่ไม่เวิร์ค

     

    ส่วนการขายที่ผมเคยทำในอดีตและไม่ควรทำสุดๆเลยคือ

    1. ขายเพราะกำไรแล้วก็เลยอยากขายเฉยๆ  ไม่ได้จะเอาไปทำอะไรหรอก
    2. แบบนี้ไม่แนะนำ  บริษัทที่ดีและเราซื้อมาได้ในราคาถูกถือไว้ต่อไปมันก็จะยังเติบโตและให้ผลตอบแทนกับเรา  ไม่รู้จะเอาไปทำอะไรก็ไม่ต้องขาย ปล่อยไว้งั้นแหละ

    3. ขายเพราะคิดว่าเศรษฐกิจจะแย่ลง
    4. อันนี้เป็นอะไรที่อนาถมากเพราะเอาจริงๆคือเราเดาเศรษฐกิจไม่ได้หรอก  ส่วนใหญ่ทำแบบนี้คือมักจะพลาดแล้วก็กระโดดออกจากหุ้นที่ดีเพราะแค่เรากลัวอะไรก็ไม่รู้

    5. ขายเพราะคิดว่าจะรอมันตกแล้วค่อยกลับเข้าไปซื้อ
    6. อันนี้ก็เป็นอะไรที่อนาถมาก  ผมเคยคิดแบบนั้นและกระโดดออกจากหุ้นตอนกำไรแค่ 15% เพราะคิดว่ามันจะตกและจะได้ซื้อกลับเข้าไปใหม่  ปรากฎว่าหุ้นนั้นสูงขึ้นไป 5 เท่ากำไร 400% ช็อตนั้นเป็นอะไรที่โง่มากและจำจนถึงวันนี้เลยครับ

    7. ขายเพราะแค่ราคาหุ้นตกและรู้สึกว่ารอนานแล้ว
    8. อันนี้อนาถสุดละ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าบริษัทผลประกอบการดีขึ้นเรื่อยๆแต่แค่ตลาดยังไม่เห็นแล้วเรารอไม่ไหวละขายนะ  กรณีแบบนี้คือพลาดสุดๆละ นึกภาพดูว่ากว่าจะรอซื้อหุ้นดีราคาถูกได้ กว่าจะบริษัทพิสูจน์ตัวเองด้วยผลลัพธ์ที่ดีขึ้นจนชัดเจน  แต่เราดันหมดความอดทนขายไปก่อนนี่แบบ …

     

    ตอนนี้ที่นึกออกก็ประมาณนี้เลยครับ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

  • พื้นฐานเปลี่ยน สังเกตุจากอะไร ?

    พื้นฐานเปลี่ยน สังเกตุจากอะไร ?

    มีคนถามเราว่าบริษัทพื้นฐานเปลี่ยนไปจะสังเกตจากอะไร  ยอดขายหรือกำไรต้องตกเท่าไหร่ถึงจะเรียกว่าผิดปกติ เรามาตอบคำถามนี่กันครับ

    หลักๆแล้วสิ่งที่เราต้องการจะรู้มีอย่างเดียวเลยคือคนมันยังจะซื้อสินค้าหรือบริการของบริษัทอยู่หรือเปล่า  พื้นฐานเปลี่ยนมันก็คือคนจะไม่ซื้อน่ะครับ และนั่นคืออะไรที่เราไม่อยากให้เกิดกับบริษัทที่เราเป็นเจ้าของ

    ทีนี้แล้วเราจะสังเกตจากอะไร

    ถ้าเราจะเอาแบบรู้ก่อนที่ผลประกอบการจะเริ่มส่งสัญญาณได้ก็มีได้อย่างเดียวเราต้องเข้าใจธุรกิจและคลุกคลีอยู่ในวงการนั้นๆไม่ว่าจะเป็นทำงานอยู่หรือเป็นผู้บริโภคที่สนใจ  เราถึงจะเห็นว่าสาระสำคัญของธุรกิจนั้นกำลังมีความเปลี่ยนแปลงอะไรเข้ามาหรือมีคู่แข่งใหม่ที่ร้ายกาจเข้ามาหรือเปล่า เช่นอย่างเรื่องกล้อง ผมเริ่มเห็นว่าตัวเองและคนอื่นรอบตัวเริ่มขี้เกียจถือกล้องถ่ายรูปเวลาไปเที่ยวและใช้มือถือถ่ายรูปแทน

    ทีนี้สมมติเป็นธุรกิจที่เราไม่ได้คลุกคลีมาก  การจะไปรู้ล่วงหน้ามันเริ่มลำบากละ อาจจะต้องอาศัยตัวเลขบางตัวที่เป็นตัวบ่งชี้แทน  โดยปกติก็คือตัวเลขอะไรก็ได้ที่บอกเราเกี่ยวกับความนิยมของลูกค้าแหละเช่น ตัวเลขระดับความพึงพอใจ, จำนวนคน Google ชื่อยี่ห้อสินค้า, ยอดขายต่อพื้นที่, จำนวนผู้ใช้งานจริง, ตัวเลขการใช้งานต่อความจุ, เปอร์เซนต์ลูกค้าที่ต่อสัญญา, ฯลฯ

    และสุดท้ายสมมติเราไม่สามารถรู้ล่วงหน้าได้  เราก็จะมารู้ตอนมันเริ่มมีผลกับตัวเลขผลประกอบการละ  เช่นยอดขายตกหรือกำไรตก ทีนี้ผมก็แนะนำว่าพิจารณาตามนี้

    1. มันเกิดขึ้นนานยัง ?
    2. ถ้านี่เพิ่งไตรมาสเดียว  อย่าเพิ่งตัดสินครับ มันเร็วเกินไป  ปกติผมว่ามันก็ต้องเกิน 1 ปีนะ  

    3. มันเป็นเฉพาะบริษัทนี้หรือเปล่า ?
    4. ดูตัวเลขเทียบกับทั้งอุตสาหกรรม  ถ้ามันเติบโตแต่บริษัทที่เราดูอยู่นี่แย่ลงสวนทางคนอื่น  ต้องรีบหาเหตุผลละ เริ่มแข่งขันไม่ได้หรืออะไร หรือแค่มีปัญหาชั่วคราว

    5. ตกทั้งอุตสาหกรรม  เป็นปกติของอุตสาหกรรมนี้หรือเปล่า ?
    6. บางธุรกิจมันก็มีการขึ้นลงเป็นเรื่องปกติ  หรือบางทีอาจจะแค่เศรษฐกิจของประเทศ แต่ถ้าอุตสาหกรรมดูตกต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานก็อาจจะเป็นว่ามีสินค้าอื่นมาทดแทนและทำให้ขนาดอุตสาหกรรมลดลงหรือเปล่า

    จะสังเกตว่ายอดขายกับกำไรตกเยอะหรือน้อยไม่ได้เป็นประเด็นสำคัญ  สิ่งสำคัญสุดคือมันเป็นการตกที่มาจากเหตุอะไรมากกว่านะ

  • ระวังกับดัก Non-Recurring Items

    ระวังกับดัก Non-Recurring Items

    ปกติเวลาเราจะดูว่าบริษัทผลประกอบการเป็นยังไงบ้างเราก็จะดูว่ามันกำไรหรือขาดทุนเท่าไหร่ใช่มั้ยครับ  และเพื่อความสะดวกปกติเราก็จะไม่ได้ไปเปิดงบการเงินตัวจริงหรอก ส่วนใหญ่เราก็จะดูตัวเลขนี้บนหน้าเวปที่ทำการดึงตัวเลขสรุปออกมาอีกทีอย่างเวป SET หรือ Morningstar ถูกมั้ยครับ  ซึ่งมันก็ไม่ผิดอะไรนะเพราะผมก็ทำเหมือนกัน แต่ผมจะมาบอกว่าเวลาดูต้องใช้ความระมัดระวังอย่าประมาทเกินไป เพราะบางทีตัวเลขกำไรขาดทุนนั้นมันมีพวกรายการพิเศษอยู่

    รายการพิเศษหรือปกติผมจะเรียกว่า Non-recurring items คือรายได้หรือรายจ่ายที่มันไม่ใช่เรื่องปกติในธุรกิจของบริษัทและไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นอีก  อย่างเช่นรายได้จากประกันชดเชยความเสียหายน้ำท่วม, กำไรขาดทุนจากการขายบริษัทย่อย, ตัดจำหน่าย Goodwill, ฯลฯ

    โดยปกติรายการพิเศษนี่มันก็จะไม่ใหญ่และดังนั้นจะมีผลกับกำไรขาดทุนไม่เยอะ  แต่บางครั้งมันก็ใหญ่ซะจนทำให้ผลประกอบการเพี้ยนไปเลยก็มี พลิกจากขาดทุนเป็นกำไรเลยก็มี  หรือจากกำไรกลายเป็นขาดทุนเลยก็มี ดังนั้นเวลาเราอ่านงบการเงินเราควรตัดรายการพวกนี้ทิ้งไปเพราะมันจะให้ภาพของบริษัทดีหรือแย่ผิดปกติกว่าความเป็นจริง  คือมันเป็นกำไรขาดทุนที่เกิดขึ้นจริงแหละ แต่แค่ว่ามันไม่น่าจะเกิดขึ้นอีกเท่านั้นเอง

    ตัวอย่างเช่นกรณี TRUE ปี 2557, BH ปี 2558, CVS ปี 2561
     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

  • ทำไมเราอยากให้คุณเริ่มลงทุนในหุ้นต่างประเทศ

    ทำไมเราอยากให้คุณเริ่มลงทุนในหุ้นต่างประเทศ

    ตอนแรกๆที่เริ่มลงทุนในหุ้นต่างประเทศผมก็ไม่ค่อยแน่ใจว่ามันจะเวิร์คหรือเปล่า  แต่มาตอนนี้อยากแนะนำให้ทุกคนที่อ่านภาษาอังกฤษออกและมีเงินลงทุนพอสมควรพิจารณาลงทุนในหุ้นต่างประเทศ  ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

    1. เป็นการขยายโอกาสทำกำไร
    2. การขยายขอบเขตการลงทุนไปดูหุ้นต่างประเทศด้วย  ทำให้มีโอกาสซื้อหุ้นดีได้ในราคาถูกบ่อยขึ้น แทนที่จะรอแต่หุ้นไทยตกอย่างเดียว

    3. ลดความเสี่ยงที่บางครั้งเกิดกับเฉพาะประเทศไทย
    4. การลงทุนในหุ้นต่างประเทศก็เป็นการกระจายความเสี่ยงที่ดี  เพราะบางครั้งมันก็มีเหตุการณ์ที่ทำให้หุ้นตกเฉพาะตลาดหุ้นไทย  นึกถึงพวกเหตุการณ์หุ้นไทยตกอย่างตอนปี 2540 ถ้าเรามีเงินบางส่วนที่ลงทุนในหุ้นต่างประเทศเราก็จะไม่โดนเต็มๆ

    5. สามารถซื้อธุรกิจบางประเภทที่หาไม่ได้ในไทย
    6. ธุรกิจบางประเภทไม่มีให้ซื้อในตลาดหุ้นไทย  อย่างสมมติถ้าเราอยากถือหุ้นบริษัทเทคโนโลยีอย่าง Alphabet (Google), Tesla เราก็ต้องไปตลาดหุ้นอเมริกา

     

    ส่วนเหตุผลที่ทำให้บางคนไม่ได้เริ่มลงทุนในหุ้นต่างประเทศก็ไม่เป็นจริงเสมอไปเช่น

    1. หุ้นต่างประเทศความเสี่ยงสูง
    2. หุ้นในต่างประเทศก็เป็นบริษัทที่มีอยู่จริงเหมือนหุ้นในไทยนี่แหละครับ  ตราบใดที่เรารู้จักบริษัทรู้จักสินค้ามันก็ไม่ได้เสี่ยงกว่าการซื้อหุ้นไทยตรงไหน  นึกถึงอย่าง Starbucks, McDonald’s หรือ Coca-Cola ที่เราคุ้นเคยกับสินค้า การลงทุนในบริษัทพวกนี้ซึ่งอยู่ในต่างประเทศเผลอๆจะปลอดภัยกว่าซื้อหุ้นไทยหลายๆบริษัทที่เราจริงๆก็ไม่ได้เข้าใจ

    3. ลงทุนหุ้นต่างประเทศมันยาก
    4. มันไม่มีอะไรยากเลยครับ  เปิดบัญชีเหมือนหุ้นไทยและเวลาซื้อก็เหมือนหุ้นไทย

    5. เสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน
    6. อัตราแลกเปลี่ยนทำให้ผลตอบแทนไม่แน่นอนก็จริงและที่ผ่านมาเนื่องจากเงินบาทแข็งมันก็ทำให้ไปลงทุนต่างประเทศผลตอบแทนลดลง  แต่จริงๆแล้วมันก็ไม่ได้จำเป็นต้องแย่เสมอไป อัตราแลกเปลี่ยนมันก็มีทั้งทำให้ดีขึ้นหรือแย่ลง ไม่ใช่ว่ามันจะต้องไม่ดีเสมอไป

     

    ข้อเสียอย่างเดียวของการลงทุนในหุ้นต่างประเทศคือเรื่องค่าธรรมเนียมที่สูงขึ้นเท่านั้นเอง  แต่โดยรวมแล้วผมว่าข้อดีมีมากกว่าข้อเสียและอยากจะแนะนำให้พิจารณาลงทุนในหุ้นต่างประเทศเพิ่มเติมจากหุ้นไทยครับ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

  • หุ้นใหญ่หรือหุ้นเล็กดีกว่ากัน ? Large Cap vs. Small Cap

    หุ้นใหญ่หรือหุ้นเล็กดีกว่ากัน ? Large Cap vs. Small Cap

    มีคนถามว่าลงทุนในหุ้นใหญ่หรือหุ้นเล็กดีกว่ากัน

    ผมเคยอ่านบทความที่พูดถึงเรื่องนี้มาก่อน  เพื่อให้เข้าใจตรงกันคำว่าหุ้นใหญ่หรือเล็กนี่คือวัดจากมูลค่าตลาดของทั้งบริษัทไม่ได้วัดจากรายได้หรือผลประกอบการ  ไอเดียที่ผมเข้าใจคือบริษัทใหญ่โดยภาพรวมก็จะได้เปรียบเรื่องความปลอดภัยราคาหุ้นผันผวนน้อยกว่าบริษัทเล็ก แต่ผลตอบแทนก็จะน้อยกว่าเพราะด้วยความใหญ่การที่มันจะเติบโตเป็นหลายเท่าตัวก็จะยากเมื่อเทียบกับบริษัทเล็ก  ส่วนบริษัทเล็กอาจจะมีความเสี่ยงมากกว่าในแง่ที่มีความเสี่ยงเจ๊งเยอะกว่าแต่ถ้าบริษัททำได้ดีผลตอบแทนจะสูงกว่า แต่ผมก็ไม่เคยไปดูว่าตลาดหุ้นไทยเป็นแบบเดียวกันมั้ยนะ ในเมื่อมีคนถามก็ได้โอกาสไปเปิดดูครับ

    อย่างแรกที่ไปพยายามหาคือดัชนีของ SET ว่ามีแบ่งตามขนาดบริษัทมั้ย  ปรากฎว่าเจอของ FTSE ที่มีแบ่งครับ แบ่งเป็น Large, Mid, Small กับ Fledgling  แต่ผมจะตัด Fledgling ออกไปเพราะเมื่อไปเช็คดูแล้วมันเป็นพวก Property Fund กับ REIT ซะเยอะ

    ผลปรากฎว่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี Mid Cap ดีสุดและดีต่างกันเยอะด้วยนะ  ผิดคาดมากเพราะผมนึกว่าจะเป็นพวก Small Cap ที่ผลตอบแทนดีสุดแต่เอาเข้าจริง Small Cap ห่วยกว่า Large Cap อีก  แค่นั้นไม่พอตัว Volatility ของ Mid Cap ก็ดูไม่สูงกว่ามากซะด้วย ถ้าเห็นแบบนี้คือ Mid Cap นี่คือดีสุดละ แต่เพื่อความชัวร์เราเอาดูผลตอบแทนย้อนหลัง 10 ปีด้วย

    ผลตอบแทนเฉลี่ย (geometric mean) ย้อนหลัง 10 ปีของแต่ละอันจะเป็น

    • Large Cap  16.75%
    • Mid Cap  21.53%
    • Small Cap  18.82%

    อันนี้ก็ดูปกติขึ้นมาหน่อย  จะเห็นว่าหุ้นเล็กโดยรวมทำได้ดีกว่า Large Cap ทุกอัน  แต่อันที่ดีสุดก็ยังเป็น Mid Cap อยู่ดี

    กลับมาตอบคำถามว่าหุ้น Large Cap หรือ Small Cap ดีกว่ากัน  ถ้าเห็นตามหลักฐานแบบนี้แล้วเราก็คงต้องตอบว่า Mid Cap ครับ เพราะทั้งผลตอบแทนดีสุดและความผันผวนก็ต่างจาก Large Cap ไม่เยอะด้วย  แต่ถ้าเราให้ความสำคัญกับความมั่นคงไม่ชอบความผันผวนก็ควรจะลงทุนในหุ้น Large Cap ครับ หรือไม่งั้นก็ All-Share ไปเลย

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

  • ซื้อถัวเฉลี่ยต้นทุนตอนหุ้นตก ไม่ใช่ว่าจะดีเสมอไป

    ซื้อถัวเฉลี่ยต้นทุนตอนหุ้นตก ไม่ใช่ว่าจะดีเสมอไป

    ปกติผมจะบอกเสมอว่าถ้าหุ้นที่ผมซื้อมาราคาตกลงไปอีกผมจะซื้อเพิ่มตราบที่ยังเชื่อว่าบริษัทจะยังทำได้ดีใช่มั้ยครับ  แต่ต้องบอกให้เข้าใจว่าทำแบบนี้มันไม่ใช่ว่าจะดีเสมอไป

    เผื่อคนไม่คุ้น  ไอเดียมันคือแบบนี้  สมมติตอนแรกหุ้นบริษัท A ราคาหุ้นละ 1 บาท  เราซื้อด้วยเงิน 100 บาทได้หุ้นมา 100 หุ้น เวลาผ่านไปปรากฎว่าหุ้นมันราคาตกเหลือ 0.5 บาท  เราตัดสินใจซื้อเพิ่มอีกด้วยเงิน 100 บาทได้หุ้นมา 200 หุ้น รวมในเวลานี้เรามี 300 หุ้นใช้เงินซื้อไป 200 บาทคิดเป็นเฉลี่ยซื้อมาราคาหุ้นละ 0.67 บาท  สมมติเกิดหุ้นมันฟื้นกลับขึ้นมาอยู่ราคาหุ้นละ 0.8 บาท เรามี 300 หุ้นก็แปลว่ามูลค่าพอร์ตเราเป็น 240 บาท ขึ้นมาจาก 200 บาทถึง 20%

    สิ่งที่อยากให้สังเกตคือ  การซื้อถัวเฉลี่ยต้นทุนจริงๆมันไม่ได้ทำให้การซื้อครั้งแรกดีขึ้นหรืออะไรนะ  ที่พอร์ตเรากำไร 20% มันมาจากเงินก้อนแรกซื้อมา 1 บาทขาดทุน -20% ส่วนเงินก้อนที่สองซื้อมา 0.5 บาทได้กำไร 60%  จะเห็นว่าการซื้อครั้งที่สองมันไม่ได้ทำให้การซื้อครั้งแรกดีขึ้นนะ สองก้อนนี้มันทำงานแยกกัน

    ดังนั้นการซื้อถัวเฉลี่ยต้นทุนมันจะได้ผลก็ต่อเมื่อบริษัทนั้นจะทำได้ดีในอนาคตและราคามันฟื้นกลับขึ้นมาเท่านั้นซึ่งตรงนี้มันไม่ได้เป็นจริงเสมอไป  ไม่ว่าเราจะมั่นใจแค่ไหนก็พลาดได้ สถานการณ์ของบริษัทที่เราซื้อมาตอนแรกอาจจะเปลี่ยน อาจจะมีคู่แข่งใหม่เข้ามาหรือมีเทคโนโลยีใหม่มาทดแทน หรืออุตสาหกรรมนั้นอาจจะแย่ลงทั้งกลุ่มเลยก็ได้  แล้วถ้าผลประกอบการบริษัทมันแย่ลงแล้วราคาตกลงไปอีก การซื้อถัวเฉลี่ยต้นทุนก็เหมือนเอาเงินลงมาเผาเพิ่ม

    ปัญหาสำคัญอีกอย่างของการซื้อถัวเฉลี่ยต้นทุนตอนหุ้นตกคือมันมักจะทำให้เงินลงทุนเราไปกองอยู่กับหุ้นที่ตกนั้นมากกว่าหุ้นอื่นในพอร์ตเพราะเรามีการซื้อเพิ่ม  และดังนั้นมันเลยจะทำให้เวลาเราพลาดทีนึง ความเสียหายเกิดใหญ่กว่ากำไรจากหุ้นที่เราไม่พลาด

    และดังนั้นเวลาเราจะซื้อถัว  อย่าเผลอไปทำโดยอัตโนมัติและอย่าไปยึดติดว่าเราได้ลงทุนไปจำนวนหนึ่งก็เลยต้องซื้อเพื่อถัวหรืออะไรเพราะมันไม่เกี่ยวกัน  ผมเข้าใจแหละว่าในทางจิตวิทยาเราจะรู้สึกไม่อยากยอมรับว่าเราพลาดเพราะผมก็เป็น แต่เพื่อประโยชน์สูงสุดเราต้องตั้งสติครับ  มองการซื้อแต่ละครั้งแยกกัน ตัดสินใจแต่ละครั้งแยกกัน ถ้าเราจะซื้อเพิ่มเวลาหุ้นตกลงไปอีกก็เป็นเพราะเราเชื่อว่าที่ราคานั้นมันเป็นราคาที่ถูกเทียบกับคุณภาพของบริษัทและบริษัทจะยังทำได้ดีขึ้น  ไม่เกี่ยวกับที่เราซื้อไปก่อนหน้านี้แล้ว 

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

  • สรุปเหตุการณ์สำคัญที่มีผลกับหุ้น 2019

    สรุปเหตุการณ์สำคัญที่มีผลกับหุ้น 2019

    นี่ก็สิ้นปี 2019 แล้ว  สำหรับผมตลาดหุ้นปีนี้ก็เป็นปีที่มีอะไรตื่นเต้นเยอะอยู่  เรามามองย้อนกลับไปดูคร่าวๆว่าปีนี้มีอะไรเกิดขึ้นที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนอย่างเราบ้าง  เรื่องที่ไม่มีผลกับหุ้นผมละมันไว้นะครับ

    ประเทศไทยปีนี้หลักๆเป็นเรื่องค่าเงินบาทแข็ง  การท่องเที่ยวเติบโตช้าลง ส่งออกหดตัวลง แต่มันก็เข้าใจได้เพราะทั่วโลกก็มีเศรษฐกิจชะลอตัวเหมือนกันเข้าใจว่าหลักๆมาจากเรื่องสงครามการค้า  โดยรวม SET Index วิ่งขึ้นช่วงต้นปีแล้วก็ตกช่วงหลังของปี รวมแล้วเหมือนอยู่ที่เดิม

    เรื่องสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกา  สุดท้ายดูเหมือนจะคุยกันได้บ้าง ตัวสัญญาเห็นว่าจะไปเซ็นจริงตอนมกราคม  ตอนนี้อย่างน้อยที่เคยมีการขู่ว่าจะเพิ่มกำแพงภาษีขึ้นไปอีกก็ถูกยกเลิกไปและมีแผนที่ทยอยจะยกเลิกกำแพงภาษีที่มีผลไปแล้วด้วย  ส่วนจีนมีสัญญาว่าจะซื้อสินค้าเกษตรของอเมริกาไม่แน่ใจว่าเท่าไหร่แต่ Trump บอก 50 billion ซึ่งเป็นตัวเลขที่บ้ามาก ปีที่แล้ว 2018 จีนนำเข้าสินค้าเกษตรจากอเมริกาแค่ 8.6 billion เท่านั้นเอง

    ประท้วงในฮ่องกงที่รุนแรงกว่าที่คาด  ดูจะวุ่นวายกว่าไทยอีกนะ ยืดเยื้อจนเศรษฐกิจของฮ่องกงหดตัวลงชัดเจนในช่วงครึ่งปีหลัง

    Brexit ก็วุ่นวายทีเดียว  เลื่อนมาตั้งแต่ต้นปีจนถึงปลายปีแล้วก็ยังไม่จบ  แต่ล่าสุดมีการเลือกตั้งใหม่และกลุ่มของ Boris Johnson ที่มีนโยบายออกจาก EU ได้รับคะแนนเสียงชนะชัดเจน  ดูแล้วก็น่าจะออกจาก EU ตอนสิ้นเดือนมกราคมปี 2020

    ช่วงมีนาคมเครื่องบิน Ethiopian Airline ตก  ทำให้เครื่องบิน Boeing 737 Max ถูกสนามบินทั่วโลกสั่งห้ามบิน  หุ้น Boeing ก็ตก จนปัจจุบันก็ยังห้ามบินอยู่และ CEO ก็เพิ่งโดนให้ออกไป

    ช่วงเมษายนมีเรื่องธนาคารใหญ่ในสวีเดน Swedbank ยอมรับว่าพบการกระทำผิดของสาขาใน Estonia ที่ทำธุรกรรมฟอกเงินให้ลูกค้ารัสเซีย

    เดือนตุลาคมมีเรื่องเมืองเบอร์ลินออกกฎห้ามขึ้นค่าเช่าที่อยู่อาศัย  ทำหุ้นกลุ่มที่ทำอพาร์ทเม้นตกกันรุนแรง

    ผู้สมัครฝั่ง Democrat หลายคนประกาศว่าถ้าได้รับเลือกจะยกเลิกคุกที่ทำโดยเอกชน  ทำให้หุ้นบริษัทกลุ่มที่ทำคุกตกรุนแรงทีเดียว

    โดยรวมแล้วก็เป็นปีที่ดีนะ  มีอะไรให้ตื่นเต้นอยู่ทุกไตรมาสเลย  แล้วเจอกันใหม่ปีหน้าครับ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

  • สรุปที่ลงทุนไป ฝีมือเราทำได้กี่ % คิดยังไง ?

    สรุปที่ลงทุนไป ฝีมือเราทำได้กี่ % คิดยังไง ?

    วิธีคิดผลตอบแทนของพอร์ต

    มีคนถามเข้ามาอยากให้อธิบายวิธีคิดผลตอบแทนของพอร์ต  วีดิโอนี้ผมมาทำให้ดูบน Excel ครับ

    หลักการก็ทำเหมือนการคำนวณ IRR น่ะแหละ  สิ่งที่เราต้องเก็บข้อมูลคือ

    1. จำนวนเงินที่โอนเข้าหรือออกจากบัญชีซื้อขายหุ้น
    2. วันที่ของการโอนเหล่านั้น
    3. เงินทั้งหมดที่จะได้ถ้าขายทุกอย่างทิ้งในวันที่เราต้องการวัดผล

    ทำบน Excel แบบนี้
     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

  • ทำไมดัชนีตลาด หลังวิกฤติต้องฟื้นกลับมาสูงกว่าเดิม ?

    ทำไมดัชนีตลาด หลังวิกฤติต้องฟื้นกลับมาสูงกว่าเดิม ?

    ส่วนใหญ่เราจะเห็นแบบนั้นใช่  แต่จริงๆแล้วมันไม่ได้ต้องฟื้นกลับมาสูงกว่าเดิมครับ

    อยากให้เข้าใจว่าดัชนีตลาดหุ้นมันคือสะท้อนราคารวมหุ้นทุกหุ้นของทุกบริษัทที่จดทะเบียนอยู่ในตลาด  ซึ่งมันก็มาจากปัจจัยหลักสองอย่างก็คือ ผลกำไรของบริษัททั้งหมดที่ทำได้และระดับความนิยมโดยรวมของคนที่มีต่อการลงทุนในหุ้น (P/E ของทั้งตลาด)

    ที่เราเห็นว่าตอนมีวิกฤติดัชนีตลาดหุ้นตก  ก็เพราะตอนวิกฤติบริษัทผลประกอบการแย่ลงและผลกำไรของบริษัททั้งหมดในตลาดที่ทำได้น้อยลง  บวกกับตอนวิกฤติคนเกิดความกลัวก็เลยทำให้ระดับความนิยมโดยรวมของคนที่มีต่อการลงทุนในหุ้นน้อยลง

    แล้วหลังวิกฤติเศรษฐกิจหุ้นมันจะฟื้นกลับมา  เหตุผลก็เป็นเพราะผลกำไรของบริษัททั้งหมดที่ทำได้มันฟื้นกลับขึ้นมาหลังจากวิกฤติ  ระดับความนิยมโดยรวมที่คนมีต่อการลงทุนในหุ้นก็จะสูงขึ้นเพราะคนเริ่มหายกลัว

    แล้วที่ดัชนีตลาดไปสูงกว่าเดิมทำ New High  เหตุผลก็เพราะผลกำไรของบริษัททั้งหมดที่ทำได้มันโตสูงกว่าตอนก่อนเกิดวิกฤติก็เท่านั้นเองครับ  ตัวระดับความนิยมโดยรวมของคนที่มีต่อการลงทุนในหุ้นอาจจะมีผลบ้างแต่ปกติแล้วมันจะสูงขึ้นไปได้ถึงแค่จุดหนึ่งเท่านั้น  ดังนั้นเหตุผลหลักของการกลับมาสูงกว่าเดิมก็คือแค่เพราะผลกำไรที่บริษัททำได้มันสูงขึ้นกว่าเดิมเท่านั้นเองครับ ไม่มีอะไรซับซ้อนไปกว่านั้น

    ตัวผลกำไรของบริษัททั้งหมดที่อยู่ในตลาดเนื่องจากว่ามันกระจายอยู่ในทุกอุตสาหกรรมและมักเป็นบริษัทใหญ่ๆ  มันก็จะสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันกับเศรษฐกิจของประเทศน่ะแหละครับ

    ดัชนีตลาดหุ้นที่เจอวิกฤติแล้วจนตอนนี้ยังไม่ฟื้นสูงกว่าจุดเดิมก็มี  อย่างเช่นญี่ปุ่นที่ตัวเลข GDP หลังๆมานี้แทบไม่โต

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg