Tag: Smart stock investment

  • หุ้น … น่าลงทุนมั้ย ??

    หุ้น … น่าลงทุนมั้ย ??

    ช่วงนี้มีคำถามแนวนี้บ่อยมาก  ผมเลยอยากจะทำวีดิโอตอบคำถามในลักษณะนี้ซักนิดนึง

    ผมอยากจะบอกความจริงแบบตรงไปตรงมาให้เห็นภาพจากมุมมองคนตอบที่เป็นสายพื้นฐานนะ

    อย่างแรกคือมันไม่มีใครรู้หุ้นทุกตัวหรือถนัดทุกตัวหรอกครับ  อย่างผมก็จะถนัดแค่เฉพาะกลุ่มบริษัทที่เป็นสายการเงินหรือไม่งั้นก็บริษัทที่ทำสินค้าที่เราเห็นจับต้องได้หรือใช้อยู่ในชีวิต  ถ้าเป็นอย่างอื่นผมก็ไม่รู้เรื่อง ซึ่งจะเห็นได้ว่ามันแคบมากเมื่อเทียบกับหุ้นทั้งหมดที่มี และดังนั้นเวลาเราถามใครไปว่าหุ้น … น่าลงทุนมั้ยนี่คือส่วนใหญ่เค้าก็ไม่รู้จักหรือไม่รู้รายละเอียดเกี่ยวกับไอหุ้น … ที่คุณถามหรอกครับ  ดังนั้นเค้าก็มีสามทางเลือกหลักๆคือ ตอบว่าไม่รู้, ตอบเท่าที่รู้ หรือไม่ก็ไปหาข้อมูลอย่างละเอียดแล้วมาตอบ ซึ่งเอาจริงๆนะมันไม่มีใครจะไปหาข้อมูลอย่างละเอียดในหุ้นที่ตัวเองไม่ได้สนใจเพื่อมาตอบคนแปลกหน้าที่ไม่ได้มีผลประโยชน์ร่วมอะไรกันหรอกครับ  ถ้าเค้าจริงใจก็จะตอบว่าไม่รู้แล้วแนะนำให้เราไปศึกษา หรือถ้ากลัวดูไม่ดีเค้าก็จะตอบสั้นๆว่า “ดี/ไม่ดี” ซึ่งมาจากการเดาเท่านั้นแล้วก็อาจจะทิ้งท้ายว่าอย่างไรก็ตามเราควรไปศึกษาด้วยตัวเอง

    ต่อมา  สมมติว่าคนที่โดนถามเค้ารู้เรื่องเกี่ยวกับบริษัทที่เราถามถึงเป็นอย่างดีแล้วเค้าเทพมากเลยนะ  แต่เนื่องจากคำถามเรามันคือน่าลงทุนมั้ย เป็นคำถาม yes/no สรุปความคิดเห็นบวกกับเราก็ไม่แสดงออกว่าได้ทำการศึกษาข้อมูลอะไรมาเลย  และมันก็ไม่มีใครที่อยากจะเสียเวลามานั่งตอบคนที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียร่วมกันอย่างยืดยาวถึงเหตุผลอะไรอย่างไรเกี่ยวกับบริษัทนั้น ดังนั้นคนตอบมันก็จะตอบง่ายๆสั้นๆที่สุดที่เป็นไปได้ซึ่งเป็นไปได้สองแบบคือ  เค้าบอกเราว่าไม่รู้แล้วให้เราไปศึกษาเองดีกว่า หรือไม่ก็ตอบสรุปสั้นๆว่า “ดี/ไม่ดี” และอาจทิ้งท้ายว่ายังไงเราควรศึกษาด้วยตัวเอง

    จะเห็นว่าไม่ว่ากรณีไหนเราก็จะได้คำตอบเหมือนกัน  และมันไม่มีประโยชน์อะไรกับเราทั้งสิ้นเพราะคำตอบนึงก็คือให้เราไปศึกษาเอง  ส่วนคำตอบ “ดี/ไม่ดี” ก็ไม่มีประโยชน์เพราะเราไม่รู้ว่าไอคนที่ตอบเรานี่มันคือรู้เรื่องหรือไม่รู้เรื่อง

    ดังนั้นเพื่อประโยชน์สูงสุดของตัวคุณเอง  สิ่งที่ผมแนะนำว่าคุณควรจะทำคือ

    1. ศึกษาด้วยตัวเองถึงเรื่องต่อไปนี้
      • บริษัททำอะไร
      • ที่ผ่านมาทำได้เป็นไง
      • แล้วเค้ากำลังจะทำอะไรต่อ
      • ถ้าช่วงนี้ราคาตกอย่างมีนัยสำคัญ  ทำไมถึงตก ?
      • มีเหตุผลอะไรมั้ยที่ทำให้เราเชื่อได้ว่าบริษัทจะยังทำได้ดีต่อไปในอนาคต
      • แล้วก็ตัดสินใจจากสิ่งที่เราพบ
    2. แล้วถ้าคุณรู้สึกว่าจะต้องถามความเห็นคนแปลกหน้าจริงๆเนี่ย
      • ถามก่อนเลยว่าเค้ารู้เรื่องบริษัท … มั้ย
      • ถามอย่างมีรายละเอียดและถามถึงเหตุผลประกอบ  เพื่อให้เค้ารู้ว่าเค้ากำลังคุยอยู่กับคนที่ทำการบ้านมาและได้คำตอบกลับมาที่มันมีสาระตรงประเด็น

     

    โอเคนะ  สรุปคือคำถามประเภทหุ้น … น่าลงทุนมั้ยนี่คืออย่าเสียเวลาถามเลยดีกว่าครับ  เอาเวลาไปศึกษาด้วยตัวเองแล้วตัดสินใจเลยจะเข้าท่ากว่ามาก
     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

  • ทำไมเราถึงอยากให้คุณลงทุนระยะยาว

    ทำไมเราถึงอยากให้คุณลงทุนระยะยาว

    วีดิโอหัวข้อสำหรับคนที่ลงทุนระยะยาวอยู่แล้วก็ดีแล้ว  แต่สำหรับคนที่ไม่ได้ลงทุนระยะยาวผมจะมาพยายามโน้มน้าวให้คุณมาลงทุนระยะยาวครับ

    เหตุผลที่ทำให้การลงทุนระยะยาวได้เปรียบการลงทุนระยะสั้นคือ

    1. ผลตอบแทนการลงทุนระยะยาวไม่ได้แพ้การลงทุนระยะสั้น
    2. บางคนมีความเข้าใจผิดว่าลงทุนระยะยาวผลตอบแทนสู้การลงทุนระยะสั้นไม่ได้ซึ่งมันไม่จริง  บางทีเราเคยได้ยินว่ามีคนลงทุนระยะสั้นซื้อวันเดียวได้กำไร 20% ซึ่งมันก็อาจจะจริง แต่มันก็จะมีวันที่เค้าพลาดแล้วขาดทุนวันเดียว 20% เช่นกัน  สุดท้ายมันต้องวัดกันยาวๆว่าผ่านไป 10 ปีเงินต้นเราโตเป็นเท่าไหร่ กำไรบ้างขาดทุนบ้างไปมาก็อาจจะธรรมดาก็ได้ คนลงทุนระยะสั้นทำได้เทพมากก็มีห่วยแตกมากก็มี  คนลงทุนระยะยาวเทพมากก็มีและห่วยแตกมากก็มีเช่นกัน

    3. พลาดโอกาสเพราะโดยรวมแล้วตลาดหุ้นมันเป็นทิศทางขาขึ้น
    4. โดยภาพรวมอยากจะให้เข้าใจว่าภาพรวมของตลาดหุ้นก็คือหุ้นบริษัทจำนวนมากจากอุตสาหกรรมที่หลากหลายในประเทศไทยรวมกัน  และที่ผ่านมาภาพระยะยาวเศรษฐกิจของประเทศไทยก็เป็นทิศทางขาขึ้น ดังนั้นตลาดหุ้นโดยรวมก็เลยมีทิศทางเป็นขาขึ้นถึงแม้ว่ามันจะดูแกว่งรุนแรงเพราะมันขึ้นอยู่กับอารมณ์ของคนในตลาดซะเยอะก็ตาม  

      ดังนั้นหมายความว่าโดยเฉลี่ยถ้าเงินเราอยู่ในหุ้นเราจะกำไร  ลงทุนระยะยาวเลยได้เปรียบลงทุนระยะสั้นเพราะมีช่วงเวลาที่เงินอยู่ในหุ้นมากกว่า

    5. ลดผลกระทบของจิตวิทยาตลาด
    6. เวลาเราลงทุนระยะยาวเราจะให้ความสนใจกับผลประกอบการของบริษัทซึ่งอย่างมากก็ออกรายงานไตรมาสละครั้ง  เราจะไม่มาจับตามองหุ้นเราทุกวัน ซึ่งมีผลดีต่อสภาวะจิตเรา ราคาหุ้นในแต่ละวันมันก็ขึ้นๆลงๆน่ะแหละไม่เกี่ยวกับผลประกอบการของบริษัท  นั่งดูไปก็ตื่นเต้นตระหนกตกใจเปล่าๆ หนักกว่านั้นคือเดี๋ยวเราเผลอไปซื้อหรือขายตามอารมณ์ตลาดอีกต่างหาก

    7. ไม่ต้องสิ้นเปลืองเงินกับค่าคอมมิชชั่นซื้อขาย
    8. แล้วเวลาซื้อขายบ่อยๆนี่มันก็มีต้นทุนนะ  อย่างเวลาซื้อขายของ SCBS ของผมมันจะมีค่าธรรม 0.15% ของมูลค่าการซื้อขาย  ซึ่งถ้าดูแบบนี้มันเหมือนจะน้อย แต่สมมติเราลงทุนซื้อขายปีละหลายครั้งรวมกันมันก็จะเยอะอยู่  คำนวณง่ายๆถ้าซื้อและขาย 1 ครั้งก็จะเท่ากับ 0.3% ถ้าซื้อและขายเดือนละครั้งก็เป็น 3.6% แล้ว เยอะนะครับนั่นน่ะ  นึกภาพว่าเราเสียค่าธรรมเนียมตรงนี้ไปฟรีๆ ดังนั้นการลงทุนระยะยาวที่ซื้อขายนานๆทีก็เลยได้เปรียบลงทุนระยะสั้นแล้วซื้อขายบ่อยๆ

    9. ไม่ต้องมานั่งเฝ้า
    10. อันนี้สำคัญที่สุดเลย  การลงทุนระยะยาวทำให้คุณไม่ต้องมาคอยดูราคาขึ้นลงอยู่ตลอดเวลา  ถ้าคุณลงทุนเพราะชอบความตื่นเต้นและสนุกกับมันก็แล้วไป แต่ถ้าไม่เป็นแบบนั้นการลงทุนระยะยาวทำให้คุณมีเวลาเอาไปทำเรื่องอย่างอื่นที่สำคัญกับชีวิตแทนที่จะมานั่งดูจอตัวเลขขึ้นลงทั้งวัน

     

    และด้วยเหตุผลเหล่านี้  ลงทุนระยะยาวเถอะครับ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

  • มาเดากันดีกว่า SET จะโตปีละกี่ %

    มาเดากันดีกว่า SET จะโตปีละกี่ %

    มีคนถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่ในอนาคต SET50 จะให้ผลตอบแทนเฉลี่ยไม่ถึง 10% ต่อปี

    ถ้าตามความเห็นผมก็คิดว่าเป็นไปได้มากที่ SET50 และ SET TRI ผลตอบแทนเฉลี่ยจะไม่ถึง 10%

    ดูอย่างผลตอบแทนกองทุนดัชนี SET50 (Source: AIMC) จะเห็นว่าถ้านับเฉลี่ยช่วง 10 ปีผลตอบแทนมันอยู่ประมาณ 11.42% ต่อปีก็จริง  แต่เฉลี่ยช่วง 5 ปีผลตอบแทนมันอยู่แค่ 2.88% ต่อปีเท่านั้นเอง ตัวเลขที่แตกต่างกันเยอะมากแสดงว่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมากำไรเยอะมันอยู่ที่ 5 ปีแรก  ซึ่งก็เข้าใจได้เพราะเป็นช่วงปีหลังวิกฤติเศรษฐกิจที่ตลาดหุ้นฟื้นอย่างรวดเร็ว ดังนั้นในอนาคตข้างหน้าเราก็ไม่ควรคาดหวังว่าผลตอบแทนของ SET50 มันจะสูงถึง 10-11%

    ส่วน SET TRI สามารถไปดาวน์โหลดข้อมูลจากเวป SET มาจะได้ข้อมูลย้อนหลัง 5 ปี  ซึ่งคำนวณผลตอบแทนเฉลี่ยได้อยู่ที่ 3.55% ต่อปี https://www.set.or.th/set/fetchfile.do?filename=roi/market.xls

    ดูแล้วไม่น่าเป็นไปได้ที่อนาคตผลตอบแทนจะเป็นเฉลี่ยปีละ 10% เหมือนที่ผ่านมา

     

    ทีนี้คำถามต่อมาคือถ้าอย่างนั้นเราควรจะคาดหวังผลตอบแทนจาก SET ซักประมาณกี่ % ต่อปีดี ?

    เอาจริงๆคือไม่มีใครรู้อนาคตหรอกครับ  แต่ถ้าต้องเดา ผมก็นำเสนอวิธีการเดาครับ  เราลองจินตนาการง่ายๆว่า

    ผลตอบแทนของหุ้นทั้งตลาด (Total return)

    =~ Dividend Yield ของหุ้นทั้งตลาด + ราคาที่เพิ่มขึ้นของหุ้นทั้งตลาด

    =~ Dividend Yield ของหุ้นทั้งตลาด + การเติบโตของกำไรของหุ้นทั้งตลาด + การเปลี่ยนแปลงของ P/E ตลาด

    ตัวเลขปัจจุบันของพวกนี้เราสามารถหาได้บนเวปตลาดหลักทรัพย์  ส่วนตัวเลขการที่เป็นการเปลี่ยนแปลงในอนาคตเราต้องเดาเอาเอง

    กำไรของบริษัทในตลาด 5 ปีล่าสุดเท่าที่มีโตเฉลี่ย 6.2%  เอาตัวเลขกำไรสุทธิของทุกบริษัทใน SET ของปี 2017 เทียบกับ 2012  ดาวน์โหลดได้บนเวป SET เช่นกัน

    GDP ของช่วงปีเดียวกันโตเฉลี่ย 2.84%  https://data.worldbank.org/indicator/NY.GDP.MKTP.KD.ZG?locations=TH

    สมมติเราเดาว่ากลางๆระหว่างสองเลขนี้ละกันคือกำไรของหุ้นในตลาดจะโตปีละ 4% ในช่วง 5 ปีข้างหน้า

    • การเปลี่ยนแปลงของ P/E ตลาดก็ต้องเดาเช่นกัน

    ตัวเลขปัจจุบันคือ 19.5 เท่า  เอามาจากไฟล์เดียวกันกับ Dividend Yield

    สมมติเราเดาว่ามันน่าจะเป็น 20 เท่าใน 5 ปีนะ  นั่นก็คือเท่ากับการเปลี่ยนแปลงของ P/E ตลาดคือปีละ 0.51%

    ดังนั้นรวมทุกอย่างเข้าด้วยกันเราก็จะคาดว่า 5 ปีข้างหน้าผลตอบแทนโดยรวมของหุ้นทั้งตลาดน่าจะประมาณ  3.14%+4%+0.51% = 7.65% ต่อปี

    จะเห็นว่าจริงๆคอนเซปต์มันก็ไม่ได้เข้าใจยาก  แต่มันยากตรงการเดาตัวแปรนี่แหละ และดังนั้นเอาจริงๆก็คือไม่มีใครรู้หรอกครับ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

  • List หุ้น P/E ต่ำ หาได้จากที่ไหน ??

    List หุ้น P/E ต่ำ หาได้จากที่ไหน ??

    มีคนสนใจอยากเริ่มดูหุ้นจากกลุ่มที่ P/E ต่ำ  ก็เลยมีคำถามว่าเราจะหารายชื่อหุ้นที่เรียงจาก P/E ต่ำไปสูงได้จากที่ไหน  ซึ่งจริงๆตอนแรกผมก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่พอไปหาดูก็เจออยู่นะ

    1. ใช้ของ Investing.com
    2. ปกติผมใช้เวปนี้ตั้ง alert อยู่แล้ว  www.investing.com

      • เปิดเข้าไปตรง Tools > Stock Screener
      • เลือกเป็นประเทศไทย
      • กด add criteria ที่ชื่อ P/E Ratio
      • เลือก tab Fundamental
      • กดให้มันเรียงตาม P/E Ratio

       

    3. ใช้ของ Siamchart.com
    4. ที่ผ่านมาผมไม่เคยใช้  แต่เจอเวปนี้ตอนหาเรื่องนี้แหละ  www.siamchart.com

      • เปิดเข้าไปตรง Stock > Stock List
      • กดให้มันเรียงตาม P/E Ratio

     

    ส่วนตัวผมจะนิยม investing.com มากกว่า  หลักๆเพราะ investing.com มันจะมีหุ้นทั่วโลก  ดังนั้นถ้าเราต้องการเรียง P/E แบบนี้กับตลาดหุ้นประเทศอื่นเราก็ทำได้บนเวปเดียวจบ  ในขณะที่ siamchart ก็มีแค่ของไทยเท่านั้น แต่โดยรวมถ้าจะดูหุ้นไทยผมก็ว่าใช้ของเวปไหนก็น่าจะเหมือนๆกันแหละ  ยังไงเราก็แค่ต้องการไอเดียไว้สำหรับศึกษาต่อแค่นั้นเองนี่ เอาตามที่เราสะดวกเลยครับ
     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

  • ลงทุนในสินทรัพย์แบบไหน ไม่ต้องกลัวเงินเฟ้อ

    ลงทุนในสินทรัพย์แบบไหน ไม่ต้องกลัวเงินเฟ้อ

    หัวข้อเงินเฟ้อนี่เราทุกคนน่าจะคุ้นเคยอยู่บ้างแล้ว  มันเป็นอะไรที่หลีกเลี่ยงไม่ได้แล้วก็มีผลทำให้เงินของเราลดค่าลงไป  โชคดีที่ช่วงที่ผ่านมาเงินเฟ้อประเทศไทยไม่ได้สูง หลังปี 2014 มาเงินเฟ้อเราไม่เคยสูงกว่า 2% ไม่เหมือนช่วงก่อน  แต่อนาคตก็ไม่แน่ ในวีดิโอนี้เรามาคุยว่าจะลงทุนยังไงให้ไม่ต้องกลัวเงินเฟ้อกันครับ

    ก่อนไปต่อเราคุยเรื่องผลกระทบของเงินเฟ้ออย่างเร็วเผื่อใครไม่เคยทราบมาก่อน  เงินเฟ้อนี่หลักๆก็คือการที่ของแพงขึ้นน่ะแหละ มันไม่ได้ทำให้เงินเรามีน้อยลงนะจริงๆเรามีเงินเท่าเดิมแหละแต่มันทำให้เงินเราซื้อของได้น้อยลง  เช่นสมมติแต่ก่อนบะหมี่ 1 ชาม 20 บาท เรามีเงิน 100 บาทเราซื้อบะหมี่ได้ 5 ชามดูละเหลือเฟือ แต่วันนี้บะหมี่ชามละ 40 บาทละ เงิน 100 บาทที่เรามีเหมือนเดิมตอนนี้ซื้อบะหมี่ได้ไม่ถึง 3 ชามละ  เงินเราซื้อของได้น้อยลงนี่แหละคือผลของเงินเฟ้อ

    แต่ทีนี้เงินเฟ้อมันจะไม่เป็นปัญหาถ้าเงินเราสามารถโตได้ด้วยอัตราเร่งอย่างน้อยเท่าๆเงินเฟ้อ  เช่นตัวอย่างตะกี้ถ้าบะหมี่แพงขึ้นจากชามละ 20 เป็นชามละ 40 ก็จริง แต่เงิน 100 บาทเราที่ฝากไว้ในธนาคาร (หรือลงทุนอะไรก็แล้วแต่) โตเป็น 200 บาทมันก็ไม่เป็นไรไง  เพราะเราก็จะยังซื้อบะหมี่ได้ 5 ชามอยู่ดี ดังนั้นในเมื่อเราควบคุมเงินเฟ้อไม่ได้สิ่งที่เราทำได้ก็คือพยายามลงทุนเงินเราให้อย่างน้อยโตเท่ากับเงินเฟ้อ

    ณ เวลานี้ด้วยความที่เงินเฟ้อต่ำกว่า 1%  การจะชนะเงินเฟ้อก็ไม่ยากเพราะเท่าที่ดูดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 1 ปีให้ผลตอบแทน 1.5% ก็หาได้อยู่  แต่ถ้าสมมติมันกลับไปเป็น 3% เหมือนแต่ก่อนเงินฝากก็จะไม่ตอบโจทย์ละ

    โดยไอเดียคือสินทรัพย์อะไรก็ตามที่ผลตอบแทนคงที่ล็อคเอาไว้ก็จะมีความเสี่ยงจากเงินเฟ้อหมด  พวกนี้ก็เช่นเงินฝากประจำ, หุ้นกู้, ตราสารหนี้ ถ้าเราจะลงทุนให้ไม่ต้องกลัวเงินเฟ้อเราก็ต้องไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ผลตอบแทนมันสามารถปรับตามเงินเฟ้อได้เช่น

    1. พันธบัตรชดเชยเงินเฟ้อ (ILB, Inflation Linked Bond)
    2. พวกนี้คือพันธบัตรรัฐบาลนี่แหละ  แต่ลักษณะการจ่ายดอกเบี้ยมันจะคำนวณผลของเงินเฟ้อเข้าไปด้วยทำให้เราไม่ต้องกังวลเรื่องเงินเฟ้อเลย  ไม่ว่าจะเกิดเงินเฟ้อรุนแรงแค่ไหนก็ตามเราก็จะไม่เดือดร้อนเพราะเราจะได้ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นเป็นการชดเชยผลของเงินเฟ้อเสมอ  แต่แน่นอนถ้ากลับเป็นเงินเฟ้อติดลบหรือเงินฝืดเราก็จะได้ดอกเบี้ยน้อยลง สรุปคือผลตอบแทนที่แท้จริงก็จะคงที่

    3. สินทรัพย์อื่นที่ขึ้นราคาตามเงินเฟ้อได้
    • อสังหาริมทรัพย์ปล่อยเช่า, REIT ที่คนต้องง้อ
    • หุ้นบริษัทที่ปรับราคาขึ้นได้

    ยกตัวอย่างบริษัทนึงที่ผมเคยเห็นชัดๆเลยว่าปรับราคาสินค้าได้

    นี่เป็นเงินเฟ้อในตุรกี  https://tradingeconomics.com/turkey/inflation-cpi

    และบริษัทที่ผมเจอว่าไม่เดือดร้อนคือ Ulker Biskuvi ที่ทำพวกขนม  ในปี 2018 ยอดขายเพิ่มขึ้น 25% แต่มาจากจำนวนขนมที่ขายเพิ่มขึ้นแค่ 1.5% ที่เหลือเป็นราคาที่ปรับขึ้น  กำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 24.6% ส่วนปี 2019 ที่ผ่านมา 9 เดือนยอดขายเพิ่มขึ้น 35% มาจากจำนวนขนมที่เพิ่มขึ้นแค่ 4% ที่เหลือเป็นราคาที่ปรับขึ้น  กำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 41.3% จะเห็นได้ว่าบริษัทนี้และผู้ถือหุ้นไม่เดือดร้อนอะไรเลยจากเงินเฟ้อ

    http://ulkerbiskuviinvestorrelations.com/media/917/download.aspx

    http://ulkerbiskuviinvestorrelations.com/media/964/download.aspx

    แต่ก็ไม่ใช่ทุกบริษัทหรือทุกอสังหาริมทรัพย์จะทำแบบน้ันได้  เราต้องเลือกดีๆ แต่ถ้าเราเลือกออกมาถูกปุ๊บแปลว่าเราไม่ต้องกลัวเงินเฟ้ออะไรทั้งนั้นเลยครับ

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

  • ทอง ให้ฟรี – เอา! ให้ซื้อลงทุน – NO NO!

    ทอง ให้ฟรี – เอา! ให้ซื้อลงทุน – NO NO!

    ช่วงนี้มีคนตื่นเต้นเรื่องการลงทุนในทองคำ แต่โดยส่วนตัวแล้ว ผมคิดว่าเป็นสินทรัพย์ที่ไม่น่าสนใจครับ เพราะว่า

    1. ผลตอบแทนไม่สูง
    2. เสี่ยงสูง

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

  • Digitalization ส่งผลยังไงกับหุ้นบ้าง ??

    Digitalization ส่งผลยังไงกับหุ้นบ้าง ??

    ผมเข้าใจว่าคนถามเค้าตั้งใจถามว่าบริษัทที่มีการลงทุนทำโปรเจค Digitalization เช่นเอา Chatbot มาตอบลูกค้า, ฯลฯ  ทำให้ผลทำให้บริษัทดีขึ้นมั้ย มีผลต่อราคาหุ้นหรือเปล่า ซึ่งเป็นคำถามที่ยากมากผมก็ไม่รู้เหมือนกัน ตอนแรกว่าจะไม่ตอบละแต่ปรากฎว่าพอลองหาๆดูปรากฎว่ามีคนทำวิจัยหัวข้อประมาณนี้อยู่ครับ  ผมเลยเอาผลของงานวิจัยอันนึงที่ผมอ่านเจอมาเล่าให้ฟังคร่าวๆครับ

    อันนี้เป็น working paper ของ Wilbur Chen กับ Suraj Srinivasan จาก Harvard Business School

    เค้าทำการศึกษากลุ่มบริษัทที่ไม่ใช่สายเทคโนโลยี ที่กำลังมีโปรเจค digital เทียบกับบริษัทกลุ่มที่ไม่ได้มีโปรเจคแล้วมาดูว่ามีผลกระทบอะไรกับบริษัทหรือมีอะไรแตกต่างออกไปบ้าง  

    วิธีการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างคือเอาบริษัทมหาชนทั้งหมดช่วงปี 2010-2017 ในอเมริกามา  แล้วมาคัดพวกที่เป็นกลุ่ม IT หรือเทคโนโลยีออกไปโดยดูจากหมวดอุตสาหกรรม หลังจากนั้นก็มาหาคำที่เกี่ยวกับโปรเจค digital บนรายงานประจำปี 10-K และพวก presentation ตอนรายงานผลรายไตรมาส  บริษัทที่ใช้คำศัพท์กลุ่มพวก Analytics, AI, Big Data, Cloud, Machine Learning มากขึ้นเค้าก็นับว่าเป็นพวกทำโปรเจค ซึ่งเค้าพบว่ามีบริษัทที่พูดถึงโปรเจค digital เยอะขึ้นกว่าเดิมเยอะมาก  จากตอนปี 2010 มีบริษัทแค่ 4% ที่พูดถึง แต่ตอนปี 2017 มีบริษัทถึง 22% ที่พูดถึง

    สิ่งที่เค้าพบคือบริษัทที่ทำโปรเจค digital

    1. โดยรวมเป็นบริษัทที่ใหญ่กว่า, อายุน้อยกว่า, มีการทำ R&D เยอะกว่า และมีการลงทุน CapEx น้อยกว่า  เมื่อเทียบกับบริษัทกลุ่มที่ไม่ได้ทำ แล้วเค้าก็เจอว่าบริษัทที่ผลประกอบการไม่ดีมีแนวโน้มจะทำโปรเจคพวกนี้มากกว่าบริษัทที่ผลประกอบการดี  เข้าใจว่าเป็นเพราะสถานการณ์บังคับมีผลให้ทำ
    2. ROA ลดลงเล็กน้อย  แม้ว่าจะผ่านไป 3 ปี
    3. Net Margin และ Sales Growth ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ  เดาว่าอาจจะเป็นเพราะโปรเจคพวกนี้ใช้เงินลงทุนทำให้ผลการดำเนินงานลดลงในช่วงแรกแต่อาจจะดีขึ้นในระยะยาว  หรืออาจเป็นเพราะคู่แข่งก็เริ่มทำโปรเจคคล้ายๆกันดังนั้นประโยชน์ที่ได้จากโปรเจคพวกนี้เลยหายไป หรืออาจจะเป็นเพราะการทำโปรเจคพวกนี้ต้องใช้ผู้บริหารที่รู้เรื่องเทคโนโลยีถึงจะทำได้สำเร็จเพราะเค้าพบว่าบริษัทที่ทำโปรเจค digital โดยที่มีผู้บริหารที่ถนัดเทคโนโลยีจะมี ROA สูงกว่าคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกันประมาณ 60% ได้
    4. Asset Turnover ดีขึ้น
    5. อัตราส่วน Price/Book ที่สูงมากขึ้นเมื่อเทียบกับหุ้นในอุตสาหกรรมเดียวกันหลังจากที่มีการทำโปรเจคไป  คาดว่าเป็นเพราะนักลงทุนมองว่าโปรเจคประเภทนี้เป็นเรื่องดี
    6. การเพิ่มขึ้นของ Price/Book ทยอยเกิด  ไม่ใช่ขึ้นพรวดเดียวตอนที่บริษัทประกาศว่าจะทำโปรเจค  หมายความว่าถ้าเราซื้อหุ้นบริษัทที่ประกาศว่าจะทำโปรเจคทันทีตอนที่ประกาศ  โดยเฉลี่ยแล้วเราจะกำไรมากกว่าปกติ เค้าบอกว่าพอร์ตจำลองที่ใช้วิธีการนี้ได้ผลตอบแทนมากกว่าปกติถึงปีละ 5% โดยเฉลี่ย

    ประมาณนี้เลยครับ  ผมทิ้งลิ้งค์ไว้ให้เผื่อใครอยากไปอ่านเอง  ใน working paper เค้าจะมี reference งานวิจัยคนอื่นๆที่ทำหัวข้อเกี่ยวข้องกันด้วย  ถ้าสนใจมากก็ไปต่อยอดอ่านเอาเองเลยครับ http://www.hbs.edu/faculty/pages/download.aspx?name=19-117.pdf

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

  • ไอเดียหุ้นปันผลสม่ำเสมอ

    ไอเดียหุ้นปันผลสม่ำเสมอ

    ก่อนหน้านี้เราเคยมีทำวีดิโอวิธีเลือกหุ้นปันผลไปก็ปรากฏว่าผลตอบรับดีมีคนสนใจเยอะ  ภายหลังก็มีคนถามเพิ่มเข้ามาว่าหุ้นที่ Dividend Yield เกิน 5% มีอะไรบ้างซึ่งเราก็ทำวีดิโอให้ดูไปแล้วว่าสามารถไปหาดูเองได้จากที่ไหน  รอบนี้ก็มีคำถามใหม่เข้ามาว่าอยากหาหุ้นปันผลที่เน้นจ่ายปันผลสม่ำเสมอไว้ก่อนไม่ต้องปันผลสูงมากก็ได้ แต่เค้าไม่รู้จะเริ่มจากไหน เรามีไอเดียมั้ยว่ามันมีหุ้นอะไรบ้าง ?

    ตอบตามตรงคือผมก็ไม่รู้เหมือนกัน  แต่ในเมื่อมีคำถามเข้ามาผมก็ไปลองหาดู

    ในหุ้นอเมริกาผมจำได้ว่ามันจะมีคนจัดกลุ่มหุ้นที่มีการจ่ายปันผลเพิ่มขึ้นทุกปีอยู่ซึ่งเค้าจะเรียกว่าเป็นกลุ่ม Dividend Aristocrats  แต่เท่าที่ Google หาดูเหมือนตลาดหุ้นไทยจะไม่ได้มีการจัดกลุ่มอะไรลักษณะนี้

    เท่าที่เจอก็จะมีดัชนี SETHD (SET High Dividend 30 Index)

    ข้อมูลเพิ่มเติม – https://www.set.or.th/en/products/index/SETHD.html

    ซึ่งเป็นดัชนีที่เอาหุ้น 30 ตัวที่มีขนาดใหญ่มีสภาพคล่องการซื้อขายและมีการจ่ายปันผล Dividend Yield ที่สูงสม่ำเสมอ (ไม่รู้เค้าใช้ย้อนหลังกี่ปีถึงเรียกว่าสม่ำเสมอ)  อันนี้เป็นลิ้งค์เข้าไปดูว่าหุ้น 30 ตัวที่ว่านี่มีอะไรบ้าง https://www.set.or.th/en/market/constituents.html

    แต่ของ SETHD นี่คงต้องเลือกดีๆนิดนึงนะ  เพราะเท่าที่ดูผลตอบแทนย้อนหลังของดัชนีนี้สู้ดัชนีหุ้นปกติโดยรวมไม่ได้

    https://www.set.or.th/th/products/index/files/2019/2019_10_SETHD_Index_MthlyReport.pdf

    แล้วก็อีกอันที่เจอแล้วดูน่าสนใจจะเป็นบทความของตลาดหลักทรัพย์เช่นกัน  เขียนโดยคุณฐิติเมธ โภคชัย  บทความเก่านิดนึงแต่ในบทความเค้ามีพูดถึงหุ้นที่มีการจ่ายปันผลตลอดตั้งแต่ปี 2535-2560  อาจจะไม่ได้จ่ายเพิ่มขึ้นตลอดนะแต่อย่างน้อยๆก็มีการจ่ายปันผลบ้างมาโดยตลอดแม้บางปีจะเป็นช่วงปีวิกฤติเศรษฐกิจ  ลองดูก็ดีในรายชื่อบริษัทพวกนี้อาจจะมีอะไรน่าสนใจ https://www.set.or.th/set/education/knowledgedetail.do?contentId=5246&type=article

    เสร็จเรียบร้อย  ผมก็ช่วยได้ประมาณนี้แหละนะครับ  ที่เหลือคงต้องไปดูเอาเองและอย่าลืมว่าสุดท้ายหุ้นปันผลจะจ่ายปันผลได้มั้ยมันขึ้นอยู่กับผลประกอบการ  ดังนั้นควรจะดูว่าบริษัททำอะไรแล้วลักษณะธุรกิจสม่ำเสมอมั้ยเป็นหลัก อย่าไปคิดว่าแค่มันอยู่ในดัชนี SETHD หรือจ่ายปันผลมาตลอดจะแปลว่าอนาคตมันจะดีเสมอไป

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

  • 5 นิสัย ที่นักลงทุนต้องระวัง !!

    5 นิสัย ที่นักลงทุนต้องระวัง !!

    การจะลงทุนให้ได้ดีผมพบว่ามันจะมีอุปสรรค์สำคัญอีกอย่างที่มาขวางเรานั่นคือธรรมชาติของเรานั่นเองครับ  วีดิโอหัวข้อนี้ผมมาพูดถึงนิสัยที่เป็นอุปสรรค์ต่อการลงทุนให้ได้ดีซึ่งผมว่าเป็นอะไรที่เราต้องหัดควบคุมมันครับ

     

    1. คิดและทำอะไรเหมือนกันเป็นหมู่คณะ (Herd Mentality)
    2. อันนี้เป็นอะไรที่ปกติมาก  คนเราเป็นสัตว์สังคมน่ะครับ  เราวิวัฒนาการมาให้อยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มเพื่อความอยู่รอดดังนั้นโดยปกติการที่ทำอะไรไปในทิศทางเดียวกับคนอื่นก็คือปลอดภัย  เวลาทำกิจกรรมอะไรสังเกตว่าเราก็มักจะไปเป็นกลุ่ม

      แต่พอมาเป็นเรื่องการลงทุนในหุ้นมันไม่ได้ไง  เพราะหุ้นที่คนสนใจเยอะหรือพูดกันทั้งประเทศว่าดีมันก็จะแพงไป  แล้วเวลาเราจะซื้อเมื่อหุ้นตกมันก็จะฝืนสัญชาตญาณว่าคนอื่นเค้าขายกันหมดต้องมีอะไรไม่ดีสิทำให้ถึงเวลาเราไม่ได้ทำตามแผน  อย่าลืมว่าสิ่งที่คนจำนวนมากบอกว่าดีไม่ได้แปลว่ามันต้องดีเสมอไป

       

    3. มั่นใจเกิน (Overconfidence) กับ การเลี่ยงความสูญเสีย (Loss Aversion)
    4. สองอันนี้นี่เป็นอะไรที่ต้องคอยระวังอยู่ตลอด  ทั้งคู่นี่ทำให้หลายครั้งเราถือหุ้นบริษัทที่ผลประกอบการแย่ลงไว้นานเกินไปจนขาดทุนเยอะ  อันนึงคือมั่นใจในการเลือกของตัวเองเกินไปซึ่งอันนี้ผมเป็นบ่อยถึงขนาดว่าบางทีแม้ว่าหลักฐานจะตรงกันข้ามกับที่เราคาดบ่งชี้ว่าบริษัทที่เราเชื่อว่าดีมันมีปัญหาเราก็ยังไม่ขายมันแล้วเผลอๆซื้อเพิ่มอีกด้วย  ส่วนอีกอันนึงคือไม่ชอบความรู้สึกสูญเสียซึ่งทำให้เราไม่อยากขายขาดทุนและดังนั้นเลยถือต่อหวังว่าราคามันจะกลับขึ้นมาแล้วไม่ขาดทุนซึ่งมันเป็นไปได้ยากมากถ้าธุรกิจเค้าทำได้แย่ลง

      สองอันนี้ต้องระวังจริงๆครับ

       

    5. รู้สึกว่าต้องทำอะไรซักอย่าง  อยู่เฉยๆไม่ค่อยได้
    6. เวลาหาโอกาสไม่เจออะไรที่เหมาะกับเราก็ไม่ต้องทำอะไรก็ได้  แต่พอไม่ได้ทำอะไรนานไปก็มักจะรู้สึกว่าต้องซื้อหรือขายอะไรซักอย่าง  อาการแบบนี้ทำให้เราใจร้อนรีบซื้อหรือรีบขายซึ่งก็ทำให้พลาดง่ายขึ้น

       

    7. Home bias
    8. บางทีเราจะรู้สึกว่าหุ้นที่ตัวเองคุ้นเคยปลอดภัยกว่าทั้งที่มันไม่จริง  อย่างอันนี้ผมเห็นหลายคนเป็นแปลกมากเลย บางคนรู้สึกสบายใจยินดีที่จะถือหุ้นเกี่ยวกับน้ำมันหรือเกี่ยวกับวัสดุก่อสร้างทั้งที่ตัวเองไม่รู้เรื่องอะไรเลยแค่เพราะมันเป็นหุ้นในไทย  ส่วนหุ้นอะไรที่เป็นต่างประเทศรู้สึกเสี่ยงหมดทั้งที่เป็นบริษัทที่รู้จักดีอย่าง McDonald’s หรือ Nike

     

    พวกนี้มันเป็นอาการที่เราต้องระมัดระวังนะครับ  จริงๆก็เป็นกันทุกคนแหละ แต่อยู่ที่ใครระมัดระวังควบคุมสติได้ดีกว่ากันเท่านั้นเองครับ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

  • ลงทุนในหุ้น ROE สูง จะให้ผลตอบแทนสูงกว่าจริงหรือเปล่า ?

    ลงทุนในหุ้น ROE สูง จะให้ผลตอบแทนสูงกว่าจริงหรือเปล่า ?

    ลงทุนในหุ้น ROE สูงให้ผลตอบแทนดีกว่าจริงมั้ย ?

    เป็นคำถามที่น่าสนใจอยู่นะ  คือเรารู้กันอยู่แล้วว่า ROE หรือ Return On Equity เป็นอัตราส่วนที่เปรียบเทียบระหว่างกำไรที่บริษัททำได้กับส่วนของผู้ถือหุ้น  บริษัทที่ ROE สูงกว่าก็แปลว่าด้วยเงินลงทุนของผู้ถือหุ้นเท่าๆกันบริษัทสามารถทำกำไรได้เยอะกว่า ดังนั้นโดยความหมายคือ ROE ที่สูงแปลว่าเป็นบริษัทที่ดีกว่าแน่นอนละ

    แต่ปัญหาคือบริษัทที่ ROE สูงจะเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าด้วยจริงหรือเปล่า  เพราะคนส่วนใหญ่ก็รู้อยู่แล้วว่า ROE สูงแปลว่าดีและดังนั้นหุ้นที่ ROE สูงก็จะเป็นหุ้นที่มักจะราคาสูงด้วย  ซึ่งถ้าตามทฤษฎีแล้วมันควรจะผลตอบแทนออกมาพอๆกัน

    ส่วนตัวผมก็เชื่อว่าบริษัทที่ ROE สูงจะทำกำไรดีกว่าและดังนั้นในระยะยาวจะให้ผลตอบแทนดีกว่าแหละ  แต่เพื่อตอบคำถามแบบนี้ให้ชัวร์ผมเลยไปหาดูว่ามีคนทำวิจัยเรื่องนี้แล้วได้ผลว่าไงบ้าง

    โดยรวมดูเหมือนจะมีหลายงานวิจัยที่บ่งชี้ว่าปัจจัยเรื่องคุณภาพของบริษัทมีผลต่อผลตอบแทนอย่างมีนัยสำคัญ

    Article จาก Blackrock

    https://www.blackrockblog.com/2019/05/10/us-stocks-outperformance/

    ผมเจอบทความของ Blackrock เขียนโดย Russ Koesterich, CFA ที่เชื่อว่า ROE ที่สูงทำให้ผลตอบแทนสูงกว่า  เค้าเทียบผลตอบแทนโดยรวมของหุ้นอเมริกา (S&P 500) กับหุ้นประเทศอื่นทั่วโลก (MSCI All Country World Index excluding-US) พบว่าตั้งแต่ปี 1990-2009 หุ้นอเมริกากับหุ้นอื่นทั่วโลกไม่ได้ต่างกันเท่าไหร่  หุ้นอเมริกาผลตอบแทนสูงกว่าหุ้นอื่นทั่วโลกอยู่โดยเฉลี่ย 0.22% ต่อเดือน ถ้าใช้ค่ากลางที่ตัดผลของค่าที่สูงหรือต่ำมากออกก็จะได้ว่าหุ้นอเมริกาผลตอบแทนสูงกว่าหุ้นอื่นทั่วโลกอยู่แค่ 0.08% ซึ่งก็คือเรียกว่าแทบไม่ต่างกัน  แต่ตั้งแต่ปี 2010 มาถึงตอนนี้ปรากฎว่าหุ้นอเมริกาให้ผลตอบแทนสูงกว่าหุ้นประเทศอื่นอยู่ 0.7% ต่อเดือนโดยเฉลี่ยซึ่งถือว่าสูงอยู่และสูงกว่าเดิมมาก

    ผู้เขียนก็ตั้งคำถามว่าทำไมหุ้นอเมริกาถึง outperform หุ้นอื่นทั่วโลกเยอะขนาดนั้น  เค้าเชื่อว่าเป็นเรื่องความสามารถในการทำกำไรของบริษัท เค้าพบว่าส่วนต่างของ ROE เฉลี่ยของหุ้นในอเมริกากับหุ้นอื่นทั่วโลกในช่วงก่อน 2010 อยู่ที่ 1.5% ซึ่งคือต่างกันนิดเดียวและที่สำคัญช่วงก่อนปีก่อนถึงวิกฤติเศรษฐกิจและช่วงวิกฤติ ROE ของหุ้นในอเมริกาต่ำกว่าหุ้นอื่นทั่วโลก  แต่สถานการณ์เปลี่ยนไปหลังวิกฤติเศรษฐกิจนับตั้งแต่ปี 2010 ROE เฉลี่ยของหุ้นอเมริกาสูงกว่าหุ้นอื่นทั่วโลกถึง 3.7% และไม่มีเดือนไหนเลยที่หุ้นอเมริกา ROE เฉลี่ยต่ำกว่าหุ้นอื่นทั่วโลก คนเขียนเชื่อว่าความสามารถในการทำกำไรนี่แหละที่ทำให้ผลตอบแทนจากการลงทุนสูง

     

    Discussion note ของ Norges Bank (ธนาคารกลางของ Norway)

    https://www.nbim.no/contentassets/0660d8c611f94980ab0d33930cb2534e/nbim_discussionnotes_3-15.pdf

    อันนี้ผมว่าอ่านง่ายดี  ธนาคารกลางของ Norway เอางานวิจัยและหลักฐานว่าปัจจัยเรื่องคุณภาพของธุรกิจมีผลต่อผลกำไรของการลงทุนมาเขียนสรุปใจความและวิเคราะห์เหตุผลหรือข้อโต้แย้งให้เราอ่าน

    โดยรวมคือมันมีคนทำวิจัยหัวข้อนี้หลายคน  แต่เค้าวัดคำว่าคุณภาพของธุรกิจต่างกัน บางคนก็ใช้ Profitability ความสามารถในการทำกำไรเช่น Gross Profit / Total Assets, ROE, ROA  บางคนใช้ตัวเลขเรื่องความเสี่ยงจากหนี้สินเช่น Debt / Assets หรือบางคนก็วัดเรื่องคุณภาพของกำไรเช่นความผันผวนของกำไรต่อหุ้น, ส่วนต่างของรายการเกณฑ์เงินสดกับเกณฑ์คงค้าง

    และผลที่ได้ในหลายงานวิจัยคือคุณภาพของธุรกิจมีผลและดูเหมือนเรื่อง Profitability จะมีผลชัดเจน  โดยหุ้นที่คุณภาพของธุรกิจดีดูจะทำได้ดีกว่าอย่างชัดเจนในช่วงตลาดขาลง

    เค้ายกตัวอย่างช่วงมกราคม 1994 ถึงมิถุนายน 2015  จากตัวอย่างหุ้นทั่วโลกที่ความสามารถในการทำกำไรสูงสุด 20% แรก (กำไรขั้นต้นเทียบกับทรัพย์สิน) ให้ผลตอบแทนสูงกว่าหุ้นที่ความสามารถในการทำกำไรต่ำ 20% สุดท้ายอยู่มากกว่า 6 เท่า

     

    จริงๆในบทความก็จะมีพูดถึงผลงานวิจัยของคนอื่นๆว่าวัดอะไรแล้วได้ผลว่าอะไร  ส่วนใหญ่จะได้ผลออกมาชัดเจนว่าบริษัทที่มีคุณภาพดีให้ผลตอบแทนสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ  โดยผลตอบแทนที่มากกว่านี้ไม่สามารถถูกอธิบายด้วยปัจจัยที่เคยศึกษามาใน four-factor model ของ Carhart  แล้วตัว Norges Bank ก็มีทำการวิจัยเองด้วยซึ่งเค้าอธิบายวิธีการและผลลัพธ์ของเค้าอย่างละเอียดไว้ในบทความนี้  ซึ่งก็สรุปออกมาว่าปัจจัยเรื่องคุณภาพโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องความสามารถในการทำกำไรมีผลชัดเจน ส่วนพวกเรื่องความเสี่ยงขนาดหนี้สินดูมีผลน้อย  เค้ามีคุยด้วยว่าทำไมผลมันถึงออกมาแบบนี้ มีคนโต้แย้งผลงานวิจัยด้วยเหตุผลอะไร มีคนวิจัยแล้วพยายามอธิบายไว้ยังไงบ้างอ้างอิงจากอะไร ถ้าสนใจก็ลองไปอ่านดูเองละกันเพราะยาวอยู่  แต่น่าสนใจอยู่ผมก็แนะนำให้อ่านครับ

     

    ดังนั้นสรุปคือ  การลงทุนในหุ้น ROE สูงให้ผลตอบแทนดีกว่าจริงครับ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg