Tag: Smart stock investment

  • อ่านงบบัญชีอย่างเดียว โดยไม่ศึกษาธุรกิจได้มั้ย ??

    อ่านงบบัญชีอย่างเดียว โดยไม่ศึกษาธุรกิจได้มั้ย ??

    โดยปกติผมจะบอกว่าเวลาเรามองธุรกิจที่ยอดเยี่ยมให้ดูที่ลักษณะธุรกิจที่เค้าทำแล้วพยายามทำความเข้าใจว่าบริษัทนั้นมีอำนาจในการบังคับผู้บริโภคหรือเปล่าก่อน  หลังจากคิดว่าบริษัทนั้นมีอำนาจแล้วค่อยไปดูผลการดำเนินงานอีกทีว่ามันสอดคล้องกับสิ่งที่เราคิดมั้ย ซึ่งถ้ามันเป็นธุรกิจที่ยอดเยี่ยมจริงมันจะต้องผ่านทั้งสองเรื่องแหละ  เพราะธุรกิจที่มีอำนาจบังคับผู้บริโภคได้ก็จะทำกำไรได้ดีด้วย

    แต่ทีนี้มีคนถามว่าเค้าไม่ถนัดการดูลักษณะธุรกิจ  สมมติใช้วิธีดูงบการเงินอย่างเดียว เช่นดูเทรนด์ของรายได้กับกำไรย้อนหลัง 10 ปีแทนการดูลักษณะธุรกิจเลยได้มั้ย  เพราะยังไงธุรกิจที่ดีมันก็ต้องมีผลการดำเนินงานที่ดีอยู่แล้วนี่ เราก็ดูตัวเลขไปเลยไม่ดีกว่าเหรอ ซึ่งเป็นคำถามที่ดีมากเลยนะครับ  ต้องชมคนถามจริงๆ

    ตอบตามตรงเลยคือถ้าเปิดดูงบการเงินเพื่อใช้กรองดูว่าน่าสนใจจะไปศึกษาจริงจังต่อมั้ยอันนี้ผมว่าโอเคไม่มีปัญหา  แต่ถ้าสมมติจะซื้อหุ้นเลยโดยที่ไม่ทำความเข้าใจลักษณะธุรกิจให้ดีก่อนผมแนะนำว่าอย่าดีกว่าครับ เพราะผมก็เคยทำแบบนั้นมาก่อนเหมือนกันครับ   แต่ผมพบว่าทำแบบนั้นมันยังมีช่องโหว่ทำให้เกิดความพลาดได้อยู่ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ครับ

    1. บริษัทอาจจะไม่มีอำนาจ  แต่ช่วงที่ผ่านมาบังเอิญเป็นช่วงอุตสาหกรรมนั้นบูมพอดี

    เราอาจจะโดนหลอกได้  อันนี้เป็นอะไรที่ไม่ได้เจอบ่อยโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าดูย้อนหลัง 10 ปี  แต่ก็เป็นไปได้อยู่นะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (2009-2018) มันเป็นช่วงฟื้นตัวจากวิกฤติเศรษฐกิจดังนั้นหลายบริษัทก็จะดูเป็นทิศทางขาขึ้น

    ตัวอย่างเช่น Trucking ในอเมริกาตอนนี้ดูดีมากทุกบริษัทเพราะ E-Commerce บูม

    หรืออย่างกลุ่มธนาคารในจีนก็จะดูดีมาก  เพราะช่วงที่ผ่านมาเศรษฐกิจจีนเติบโต ธนาคารไหนก็ดูดี

    1. ธุรกิจบางประเภทจะถูกตัดออกไปเพราะตัวเลขอัตราส่วนทางบัญชีดูไม่ดี  หรือบางบริษัทก็จะดูดีมากทั้งที่มันก็ธรรมดาในธุรกิจประเภทนั้น

    ต้องเข้าใจว่าธรรมชาติของธุรกิจที่ต่างกันจะทำให้ตัวเลขอัตราส่วนทางบัญชีบางตัวต่างกันมาก  เอาง่ายๆอย่าง Net Profit Margin ที่ต่ำไม่ได้แปลว่ามันจะต้องไม่ดีเสมอไป อย่าง Makro อยู่ 3%  หรือ Costco อยู่ 1% พวกนี้ธุรกิจเข้มแข็งมากแทบไม่มีคู่แข่งที่ทำแบบเดียวกัน

    ธุรกิจธนาคารก็เป็นอีกตัวที่ต่างมาก  ROE ธนาคารมันสูงกว่าธุรกิจอื่นดังนั้นจะดูดีมาก  แต่ถ้าดูพวกอัตราส่วนเกี่ยวกับหนี้ก็จะบอกว่าบริษัทบ้าอะไรเสี่ยงมาก  ROA ก็จะต่ำมากโดยปกติเกิน 1% ก็เยี่ยมละ

    1. บางบริษัทที่มีอำนาจผลประกอบการขึ้นลงเพราะใหญ่จัด

    บางบริษัทที่เข้มแข็งมากก็มีผลประกอบการแกว่งขึ้นลงตามสภาพเศรษฐกิจหรืออุตสาหกรรมนั้นๆ  อย่าง Thor

    1. และที่เลวร้ายสุดเลยคือเจอบริษัทที่ทำงบบัญชีหลอก

    สุดท้ายบริษัทมันก็โดนจับได้แหละ  แต่เราอาจจะโดนหลอกไปก่อนแล้ว

    ผมเคยเจอบริษัทในอินเดียที่ผลประกอบการดูดีมาก  เป็นทิศทางเติบโตสม่ำเสมอ แต่ที่เอะใจคือมันเป็นบริษัทขายข้าว  ซึ่งในหัวผมคือมันเป็นไปไม่ได้เลยที่มันจะสม่ำเสมอขนาดนี้ในเมื่อเราก็รู้อยู่ว่าสินค้าเกษตรราคาเปลี่ยนแปลงทุกปีผลผลิตเปลี่ยนแปลงทุกปี  บริษัทมันจะสม่ำเสมออะไรขนาดนั้น ก็เลยไม่ได้ซื้อหรือดูต่อ แล้วผ่านไปซักพักก็ได้ข่าวบริษัทนี้ผู้บริหารโดนจับครับ

     

    ดังนั้นกล่าวโดยสรุปคือผมแนะนำว่ายังไงก็ต้องดูพิจารณาตัวธุรกิจครับ  คือถ้าจะกรองหยาบๆด้วยการเปิดงบการเงินย้อนหลังดูนี่ผมโอเคนะ ไม่มีปัญหาเลยทำตามสบาย  แต่เหนื่อยหน่อยเพราะถ้าเริ่มด้วยการดูงบการเงินมันก็จะกลายเป็นว่าต้องเปิดดูทุกตัวใช่มั้ยครับ  แทนที่จะเป็นเริ่มจากธุรกิจที่เราคิดว่าน่าสนใจมีอำนาจแล้วค่อยไปดูงบการเงินคอนเฟิร์มเฉพาะตัวที่เราสนใจ  แต่ถ้าจะตัดสินใจซื้อหุ้นเลยแบบเอาเงินจริงไปลงทุนในบริษัทเลยแต่ไม่ได้พยายามทำความเข้าใจลักษณะธุรกิจนี่ผมไม่เห็นด้วยครับ  เคยทำละครับไม่เวิร์คครับ เตือนด้วยความหวังดี

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

  • เค้าจะแตกพาร์หุ้นไปเพื่ออะไร ??

    เค้าจะแตกพาร์หุ้นไปเพื่ออะไร ??

    หลายคนทราบอยู่แล้วว่าการแตกพาร์หุ้นมันก็เหมือนการแบ่งก้อนเค้กก้อนเดิมถี่ขึ้น  ซึ่งมันไม่มีผลอะไรกับผู้ถือหุ้นไม่ได้มีอะไรดีขึ้นหรือแย่ละ โดยรวมมูลค่าของหุ้นที่ถืออยู่ก็เหมือนเดิม  สัดส่วนความเป็นเจ้าของก็เท่าเดิม แค่ว่าดูเหมือนมีหลายหุ้นมากขึ้นเท่านั้นเอง ก็เลยมีคนถามขึ้นมาว่ามันจะทำไปเพื่ออะไร

    เหตุผลหลักคือต้องการให้มันซื้อขายคล่องมากขึ้นเท่านั้นเองครับ  นึกภาพแบบหุ้นโรงพยาบาลรามคำแหงเป็นต้น (RAM) ช่วงก่อนที่เค้าจะแตกพาร์ราคาหุ้นเคยอยู่ 3,000 กว่าบาท  มันเลยทำให้นักลงทุนที่เงินไม่เยอะมากซื้อหุ้นนี้ลำบาก เพราะซื้อทีต้องเป็นล็อต 50 หุ้น (หุ้นเกิน 500 บาท) คิดเป็นเงินก็เกิน 150,000 บาทละ  ภายหลังจากแตกพาร์จากพาร์ 10 บาทเป็นพาร์ 0.5 บาทหรือก็คือแตกจาก 1 หุ้นเดิมเป็น 20 หุ้น ก็เหลือหุ้นละ 150 บาทงี้ ทำให้มีนักลงทุนรายย่อยเข้าถึงได้มากขึ้นครับ

    จากการที่คนเข้าถึงได้มากขึ้น  ทำให้ความต้องการหุ้นเพิ่มมากขึ้น  และอาจจะส่งผลทำให้ราคาหุ้นที่ปรับพาร์แล้วสูงขึ้นได้เหมือนกัน  อย่างหุ้นโรงพยาบาลรามคำแหงก็เป็นหนึ่งตัวอย่างของหุ้นที่เมื่อแตกพาร์แล้วปรากฎว่าราคาหุ้นสูงขึ้นกว่าที่ควรจะเป็นหลังปรับพาร์

    แต่อย่าไปเข้าใจว่าแตกพาร์หุ้นแล้วมูลค่าโดยรวมมันจะสูงขึ้นนะ  ปกติแล้วมันก็จะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงหรอกครับเพราะสุดท้ายมันก็เป็นบริษัทเดิมที่ผลประกอบการเหมือนเดิมและสัดส่วนความเป็นเจ้าของที่เราถือก็เหมือนเดิ

     
    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

  • ลงทุนหุ้นต่างประเทศ ค่าธรรมเนียมแพงมั้ย ??

    ลงทุนหุ้นต่างประเทศ ค่าธรรมเนียมแพงมั้ย ??

    โดยรวมก็แพงกว่านะครับ  เท่าที่ดูตลาดส่วนใหญ่มันก็จะแพงกว่าตลาดหุ้นไทยแหละ  ไม่รู้ว่าเพราะอะไรเท่าที่ดูเหมือนว่าแต่ละโบรกเกอร์จะมีความแตกต่างกันบ้างเหมือนกันนะครับ  คร่าวๆมันเป็นประมาณนี้

     

    อเมริกา

    SCB 8 Cent/share ขั้นต่ำ 30 USD

    KS 8 Cent/share ขั้นต่ำ 20 USD

    Kim Eng 0.32% ขั้นต่ำ 600 บาท

    ** มีเพิ่มค่าธรรมเนียมตอนขายอีกนิดหน่อย  ประมาณ 0.002% แต่ก็งงว่าทำไมแต่ละเจ้าต่างกันนิดหน่อย

    ลองคิดคร่าวๆว่าสมมติซื้อ 500,000 บาทซึ่งคือประมาณ 16,436 USD  

    ถ้าหุ้นละ 50 USD ก็จะเป็น 328 หุ้น  เราก็จะโดนขั้นต่ำ 30 USD หรือคิดเป็นค่าธรรมเนียมประมาณ 0.1825%  แต่ถ้าเป็นของ KSecurities จะเป็น 26.24 USD หรือคิดเป็นค่าธรรมเนียมประมาณ 0.1596%

    จะเห็นว่าไม่ได้แพงต่างกับหุ้นไทยเท่าไหร่

     

    โซนยุโรป (ฝรั่งเศส, เยอรมนี, อิตาลี, เดนมาร์ก, ฯลฯ)

    SCB 0.25% ขั้นต่ำ 35 EUR

    KS 0.25% ขั้นต่ำ 20 EUR

    Kim Eng 0.55% ขั้นต่ำ 1,000 บาท

    ** บางประเทศมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมเช่น  อังกฤษมีตอนซื้อ 0.5% ฝรั่งเศสมีตอนซื้อ 0.3%

     

    จีน

    SCB 0.3% ขั้นต่ำ 200 RMB

    KS 0.3% ขั้นต่ำ 150 RMB

    Kim Eng 0.43% ขั้นต่ำ 1,000 บาท

    ** มีเพิ่มค่าธรรมเนียมตอนขายอีกนิดหน่อย  ประมาณ 0.1%

     

    ฮ่องกง

    SCB 0.2% ขั้นต่ำ 200 HKD

    KS 0.2% ขั้นต่ำ 150 HKD

    Kim Eng 0.32% ขั้นต่ำ 600 บาท

    ** มีเพิ่มค่าธรรมเนียมอีก  ประมาณ 0.11%

     

    ญี่ปุ่น

    SCB 0.3% ขั้นต่ำ 2,000 Yen

    KS 0.3% ขั้นต่ำ 3,000 Yen

    Kim Eng 0.43% ขั้นต่ำ 1,000 บาท

     

    ตลาดหุ้นที่แพงมากเป็นพิเศษก็จะมีเช่น

    เกาหลีใต้ 

    SCB 0.6% ขั้นต่ำ 60,000 KRW

    KS 0.65% ขั้นต่ำ 60,000 KRW

    Kim Eng 0.43% ขั้นต่ำ 1,000 บาท

    ** มีเพิ่มค่าธรรมเนียมตอนขายอีก  ประมาณ 0.3%

     

    จากที่ผมสังเกต SCB จะเด่นเวียดนาม  KS จะเด่นแคนาดา Kim Eng เด่นเกาหลีครับ

    สรุปคือถ้าจะไปซื้อขายเก็งกำไรระยะสั้นอาจจะไม่ค่อยเวิร์คยกเว้นตลาดหุ้นอเมริกาที่ดูค่าธรรมเนียมเท่าๆกับไทย  แต่ถ้ามองว่าจะลงทุนระยะยาวไม่ได้ซื้อขายบ่อยๆก็ไม่น่าจะเป็นปัญหาอะไร ถ้าใครต้องการรายละเอียดสามารถไปอ่านเพิ่มเติมได้บนเวป

    SCB  http://www.scbs.com/en/product/product-offshore/

    KS  https://www.kasikornsecurities.com/ksec/upload/ContentEditor/09_30_2019_163056028.pdf

    Kim Eng  https://www.maybank-ke.co.th/en/products-services/products-services/offshore-trading/

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

  • ลงทุนหุ้นต่างประเทศ เปิดบัญชียังไง ??

    ลงทุนหุ้นต่างประเทศ เปิดบัญชียังไง ??

    ขั้นตอนการเปิดบัญชีซื้อขายหุ้นต่างประเทศทำยังไง ?

    ตอนแรกก็ว่าจะไม่ทำวีดิโอหัวข้ออะไรประมาณนี้แล้วนะ  แต่เห็นมีคนถามหลายคนก็เลยจะทำวีดิโออธิบายไว้ให้สมบูรณ์ไปเลยทีเดียวครับ

    เท่าที่ผมทราบตอนนี้บริษัทหลักทรัพย์ที่มีบริการซื้อขายหุ้นต่างประเทศจะมี SCB Securities, KSecurities  แล้วก็ Kim Eng แต่ละโบรกเกอร์จะมีความแตกต่างกันบ้างในรายละเอียดปลีกย่อยเช่นเรื่องค่าธรรมเนียมกับไปได้บางประเทศไม่เหมือนกัน  แต่ตลาดต่างประเทศหลักๆอย่างอเมริกา, ยุโรป, จีน, ญี่ปุ่น, ฯลฯ ไปได้เหมือนกันหมด

    เปิดบัญชีของ SCB Securities

    ปัจจุบันผมใช้ของที่นี่เป็นหลักเพราะตอนนั้นเจอเป็นเจ้าแรกที่ทำได้

    วิธีการเปิดบัญชีปัจจุบันของ SCB Securities เค้ามี 2 ทางคือ

    1. เปิดผ่านแอพ SCB Easy

    ซึ่งเป็นอะไรที่ดีมากครับ  แต่ก่อนไม่มี สะดวกมากและเราแนะนำให้ทำผ่านทาง SCB Easy นี่แหละครับ

    ขั้นตอนคือ

    • เปิด SCB Easy
    • เลือก “การลงทุน”
    • เลือก “ลงทุนกับ  SCBS”
    • ใส่ PIN
    • เลือก “เปิดบัญชี”
    • เลือก “อนุญาต”
    • ตรงนี้เค้าจะบอกว่าทำการเปิดบัญชีครั้งนี้ครั้งเดียว  ได้หมดเลยทั้งหุ้นไทย, ต่างประเทศ, กองทุน
    • ดูว่าคุณสมบัติเราผ่าน
    • ใส่หมายเลขที่อยู่ด้านหลังบัตรประชาชน
    • เช็คข้อมูลส่วนตัวว่าถูกต้องมั้ย
    • ที่อยู่ดูให้เรียบร้อย
    • สถานภาพสมรส
    • ใส่ข้อมูลอาชีพ
    • ใส่ข้อมูลเรื่องวัตถุประสงค์การลงทุน
    • กำหนดวงเงิน  เลือกหักภาษี ณ ที่จ่าย
    • เลือกลักษณะที่เราลงทุน  โดยปกติหุ้นต่างประเทศก็อาจจะต้องรับความเสี่ยงได้ระดับหนึ่ง
    • ทำประเมินการรับความเสี่ยงซะ
    • ตรงที่ถาม  รับความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนได้มั้ย  ต้องตอบว่า “ได้” ไม่งั้นน่าจะเปิดบัญชีหุ้นต่างประเทศไม่ได้
    • เลือกบัญชี SCB ที่ผูกกับบัญชีหุ้น
    • ตรวจสอบข้อมูลอีกที
    • เลือก “ยอมรับ”
    • ยืนยันเบอร์โทร
    • จบละ

    ง่ายมากและเร็วมากจริงๆครับ  หลังจากทำเสร็จปุ๊บผมยังนึกว่าต้องใช้เวลาซัก 1 วัน  แต่ปรากฎว่าอนุมัติทันทีและเค้าส่ง Username และ Password มาทันที  ที่เหลือคือไปตั้งรหัสของตัวเองแล้วก็ก่อนซื้อขายต้องโอนเงินเข้าไปในบัญชีก่อนครับ

    Login ของบัญชีหุ้นต่างประเทศมันจะอยู่ล่างๅ

    2. เปิดโดยการกรอกเอกสาร

    โทรไปหาเค้าแล้วแจ้งว่าจะเปิดบัญชีซื้อขายหุ้นต่างประเทศ  แจ้งที่อยู่ให้เค้าส่งมาให้

    SCB Securities เค้าจะมีเอกสารอธิบายว่าต้องทำอะไรเตรียมอะไรอยู่แล้ว

    ส่วนตรงข้อมูลส่วนตัวพวกเรื่องรายได้, รายได้อื่นกับข้อมูลการติดต่อกับสถาบันการเงินต่างๆ  ตรงนี้ปกติไว้ใช้พิจารณาวงเงิน ซึ่งบัญชีซื้อขายหุ้นต่างประเทศเป็น Cash Balance อยู่แล้ว ดังนั้นจึงไม่มีความสำคัญอะไรไม่ได้ต้องซีเรียส

    พวกประวัติฟอกเงินหรือเคยถูกปฏิเสธการรับทำธุรกรรมทางการเงิน  พวกนี้เราก็ตอบไปตามจริงซึ่งโดยปกติผมว่าไม่น่าจะมีใครมีปัญหาอยู่แล้ว

    เรื่องการรับความเสี่ยง  ตรงคำถามว่าท่านสามารถรับความเสี่ยงจากการลงทุนได้ระดับใด  ถ้าตอบว่าน้อยที่สุดก็อาจจะเปิดไม่ได้ ส่วนสำหรับการลงทุนในต่างประเทศ  ถ้าตอบว่าไม่ได้นี่คือเปิดบัญชีไม่ได้แน่ๆ ตอบว่าได้นี่คือชัวร์สุด ผลรวมถ้าคะแนน 30 คะแนนขึ้นไปก็คือเปิดได้ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร

    เรื่องข้อมูลธนาคารในการรับเงิน  E-Dividend หรือการหักเงินบัญชีธนาคารโดยตรง  จะไม่มีถ้าเป็นหุ้นต่างประเทศเพราะเป็นระบบ Cash Balance อย่างเดียว

    เลือกเปิดบัญชี  เลือกทั้งสั่งคำสั่งผ่านระบบ Internet และผ่านผู้แนะนำการลงทุน  

    ที่เหลือคือกรอกเอกสารตามความเป็นจริงและเซ็นให้เรียบร้อย

    FATCA ตอบตามความเป็นจริง  ถ้าไม่ใช่ชาวอเมริกันก็คือตอบ No ทุกข้ออยู่แล้ว

    W-8BEN อันนี้เรื่องภาษีของ US เพื่อกลับมาเสียภาษีที่ไทย

    Globe Tax ประหยัดภาษีปันผลจาก 30% เหลือ 15% มีค่าบริการ

    ของ SCB เค้าจะไม่มีกำหนดว่าต้องมีเงินเท่าไหร่ในบัญชี

    ส่วนเรื่องค่าธรรมเนียมเวลาเอาเงินออกหรือกลับประเทศไทย  ล่าสุดเค้าบอกว่าโอนออกไม่เสียเงินแล้ว แต่ตอนโอนเข้ากลับมาจะมีเสีย 500 บาทต่อครั้ง

    เปิดบัญชีของ KSecurities

    ของเจ้านี้ผมสนใจขึ้นมาเพราะเกิดสนใจอยากจะลงทุนในหุ้นตุรกี  การเปิดบัญชีของ KSecurities ต้องเปิดด้วยการกรอกเอกสารเท่านั้น  ดังนั้นก็โทรไปขอเค้าเลยครับ

    เอกสารไม่ได้มาเป็นเล่มเหมือนของ SCB Securities แต่การกรอกก็คล้ายๆกันครับ

    ของที่นี่ผมตอนผมโทรไปเค้าให้ข้อมูลพยายามช่วยเหลือดีมากเลยครับ  เค้าแจ้งว่าของ KSecurities จะมีบทวิเคราะห์ของ S&P Capital IQ แล้วก็สามารถช่วยหาข้อมููลทาง Bloomberg ได้

    แต่ที่ผมแปลกใจคือเค้าบอกว่าเรื่องการโอนเงินออกหรือเข้าประเทศไทยมีค่าใช้จ่ายทั้งตอนออกและเข้าครั้งละ 1,300 บาท  ซึ่งก็แปลกว่าทำไมไม่เหมือนของ SCB

    และอีกอย่างที่ต่างคือต้องมีการโอนเงินเข้าไปในบัญชี 500,000 บาทก่อน  ถึงจะส่งรหัสมาให้เราเริ่มใช้งานได้ 

    เปิดบัญชีของ Kim Eng

    ต้องเปิดด้วยการกรอกเอกสาร

    ข้อมูลที่กรอกก็เหมือนๆเจ้าอื่น  แต่ต้องมีเปิดบัญชีหุ้นไทยด้วยถึงจะเปิดบัญชีซื้อขายหุ้นต่างประเทศได้  ซึ่งก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรเปิดไปทั้งคู่แหละครับ

    ไม่มีขั้นต่ำ

    ที่เค้าบอกว่าต้องมี Statement ย้อนหลัง 3 เดือนเข้าใจว่าไว้กำหนดวงเงิน  แต่ถ้าเราเปิดบัญชี Cash Balance อย่างเดียวเลยก็ไม่น่าจะต้องใช้

    ของที่นี่มีค่าเปิด 90 บาท  อันนี้น่าจะแล้วแต่มาร์เก็ตติ้ง  จริงๆของหลักทรัพย์อื่นก็มีแหละ แต่แค่ว่าตัวมาร์เก็ตติ้งบางคนหรือตัวโบรกเกอร์เค้าออกให้เท่านั้นเอง

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • กลยุทธ์ในการซื้อของเราเป็นยังไง ? ซื้อกี่ไม้ ? ฯลฯ

    กลยุทธ์ในการซื้อของเราเป็นยังไง ? ซื้อกี่ไม้ ? ฯลฯ

    กลยุทธ์ในการซื้อของผมเป็นยังไง ?

    หัวข้อนี้มีคนถามผมอยู่หลายครั้ง  เช่นแบ่งไม้ซื้อยังไง  ถ้าซื้อแล้วราคาตกไปอีกซื้อเพิ่มไหม  มีจำกัดมั้ยว่าจะถือหุ้นไม่เกินกี่ตัว  มี Stop Loss มั้ย  ผมก็เลยว่าจะมาตอบอธิบายทั้งหมดนี้ในวีดิโอเดียวไปเลยครับ

    แต่ก่อนอื่นผมพูดให้ชัดก่อนว่า  ส่วนตัวผมคิดว่ากลยุทธ์ในการซื้อไม่ได้เป็นเรื่องสำคัญอะไรมาก  ใครอยากจะทำแบบไหนก็ทำเถอะ  ไอที่ผมทำอยู่ก็ไม่ได้แปลว่าดีหรือสมควรเลียนแบบหรืออะไร  สิ่งที่สำคัญที่สุดคือตรงที่การเลือกสิ่งที่จะซื้อมากกว่า  ถ้าเราซื้อหุ้นมาถูกต้องแล้วธุรกิจมันทำได้ดีขึ้นในอนาคต  ยังไงเราก็จะทำได้ดีไม่ว่าจะซื้อกี่ไม้ยังไง  แต่ถ้าเราพลาดแล้วธุรกิจมันผิดทำได้แย่ลงเรื่อยๆ  ซื้อท่าไหนยังไงก็ไม่ได้ช่วยล่ะครับ

     

    ซื้อครั้งแรกซื้อเยอะแค่ไหน ?

    ส่วนตัวผมจะขึ้นอยู่กับสองเรื่องคือระดับความไว้วางใจที่มีต่อธุุรกิจที่บริษัททำและเหตุผลที่ทำให้หุ้นมันตก  โดยรวมแล้วถ้าผมชอบลักษณะธุรกิจมากไว้ใจมากก็ซื้อเยอะหน่อย  และถ้าเหตุผลที่ทำให้หุ้นมันตกไม่เกี่ยวกับผลประกอบการของธุรกิจก็จะซื้อเยอะกว่ากรณีที่เหตุผลที่ตกเกี่ยวข้องกับผลประกอบการ

    ผมซื้อโดยถือคติว่าจะซื้อครั้งแรกให้เยอะในระดับที่จะ “ไม่มานั่งเสียดายทีหลัง” ครับ  เพราะเคยซื้อแบบกั๊กๆหวังว่าจะซื้อเพิ่มเวลามันตกลงมาอีก  แล้วผลคือไม่ได้ซื้อเพิ่มซื้อได้มาแค่นิดเดียว  ก็จะมานั่งเสียดายทีหลังว่าโอกาสไม่ได้มาบ่อยๆดันซื้อมาน้อยไป  ซึ่งโดยปกติจะประมาณ 10% ของพอร์ต

     

    ถ้าราคาตกลงไปอีกซื้อเพิ่มมั้ย ? ตกเท่าไหร่ถึงซื้อเพิ่ม ?

    ผมซื้อเพิ่มนะ  ตราบเท่าที่ผลประกอบการของบริษัทยังทำได้ดีหรือผมเชื่อว่าบริษัทจะยังทำได้ดีขึนในอนาคต 3-5 ปีข้างหน้า

    เพื่อไม่ให้ตื่นเต้นซื้อเยอะจนเกินไป  ปกติผมจะรอให้ตกกว่าตอนที่ซื้อมาตอนแรกซัก -15% ค่อยซื้อเพิ่ม  แต่ก็ไม่ได้ว่าเข้มงวดมาก  เคยตกลงมาเพิ่มอีก -10% ก็ซื้อเพิ่มแล้วก็มีครับ  ขึนอยู่กับว่าผมเชื่อในธุรกิจนั้นขนาดไหน  และโดยปกติแล้วมันก็ไม่ใช่ว่าซื้อมาปุ๊บ 2 วันจะราคาตกไป -15% ใช่มั้ยครับ  ส่วนใหญ่แล้วมันก็จะนานซักระยะหนึ่งและปกติเราก็จะมีข้อมูลเพิ่มเติมมากขึ้นจากงบไตรมาสอยู่แล้วครับ

     

    แล้วแบ่งไม้ซื้อยังไง ? ซื้อกี่ครั้ง ?

    ปกติผมไม่ได้แบ่งไม้อะไรเป็นพิเศษ  และไม่มีจำกัดจำนวนครั้งที่ซื้อเพิ่มด้วยครับ

    ส่วนตัวผมคือ  ตราบเท่าที่เรายังเชื่อว่าผลประกอบการของบริษัทยังทำได้ดีอยู่  ก็จะทำการทยอยซื้อเพิ่มตามโอกาสที่หุ้นตกลงมา  ซึ่งโดยปกติแล้วก็จะไม่ได้เยอะเท่าที่ซื้อตอนแรกน่ะครับ  อาจจะแค่ครึ่งเดียวของที่ซื้อตอนแรกครับ

    แต่สมมติว่าซื้อไปเยอะแค่ไหนก็แล้วแต่  แล้วมาพบว่าพลาด  บริษัทที่ซื้อมาทำได้แย่ลงแบบผิดปกติต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานเกินปี  ผมก็ยอมรับความผิดพลาดและขายทิ้งทันที  ที่ว่าผิดปกติก็อย่างเช่น

    • อุตสาหกรรมก็ปกติดี คู่แข่งคนอื่นก็ทำได้ดี  มีบริษัทนี้ทำได้ยอดขายตกอยู่คนเดียวเสียส่วนแบ่งการตลาดเยอะๆต่อเนื่องและดูแล้วจะไม่ใช่อะไรชั่วคราว
    • ถ้าผลประกอบการแย่ลงเป็นกันทุกคนเพราะปัจจัยของอุตสาหกรรมนั้น แต่ผู้บริหารดันพยายามพูดให้ดูดี  แบบนี้ผมจะขายแน่นอน  ทันทีหรือรอก็แล้วแต่  แต่ขายแน่นอน

     

    มี Stop Loss มั้ย ?

    ไม่มีลักษณะที่ว่าตกต่ำจากราคาที่ซื้อตอนแรกกี่ % แล้วจะขาย  ล่าสุดมีหุ้นที่ตก -50% จากตอนแรกที่ซื้อผมก็ยังซื้อเพิิ่มอยู่เพราะเชื่อว่าเป็นผลกระทบจากปัจจัยชั่วคราวครับ  ขายก็ต่อเมื่อเชื่อว่าเข้าใจธุรกิจมันผิดคลาดเคลื่อนไปรุนแรงเท่านั้นและถ้าแบบนั้นคือขายหมดไม่สนว่าราคาตอนนั้นอะไรเท่าไหร่

     

    ถ้าราคาหุ้นไม่ขึ้นเลย  จะรอไปนานมั้ย ?

    ถ้าธุรกิจทำได้ดีขึ้นตามที่คาดนี่ผมสบายใจละ  แบบนี้รอไปได้นานมากเลยครับ  อย่างน้อย 5 ปีนี่เป็นอะไรที่สบายมากไม่มีปัญหาอะไรทั้งสิ้นหรือจะนานกว่านั้นก็ได้  ขอให้ธุรกิจมันทำได้ดีขึ้นจริงๆต่อเนื่องปกติมันไม่ได้ต้องรอนานอะไรขนาดนั้นหรอกครับ  แต่ที่ต้องรอ 3-4 ปีผมก็เคยเกิดขึ้นนะ  ไม่ได้ผิดปกติแต่อย่างใด

     

    ที่รอนานๆนี่คือจำเป็นต้องเป็นุหุ้นที่มีปันผลมั้ย ?

    ก็ไม่ได้เกี่ยวนะครับ  คือจะมีหรือไม่มีปันผลก็รอได้  เพราะการที่มันไม่ได้มีปันผลออกมาให้เลยในระหว่างที่รอเลยไม่ได้หมายความว่ามันจะไม่ได้อะไรเลยนะ

    ถ้าบริษัทไม่ได้ปันผลกำไรออกมาแต่เก็บเอาไว้ลงทุนอย่างอื่นต่อแล้วทำให้กำไรบริษัทเติบโตขึ้นได้  สุดท้ายมันก็จะออกมาเป็นกำไรต่อหุ้นที่ดีขึ้นและก็จะทำให้เราได้กำไรจากราคาหุ้นที่สูงขึ้น  เพราะสมมติในอนาคต P/E ของหุ้นนี้คงที่แต่กำไรต่อหุ้นที่สูงขึ้นก็จะทำให้ราคาหุ้นสูงขึ้น  ดังนั้นแปลว่ากำไรที่บริษัททำได้  ไม่ว่าจะจ่ายออกมาเป็นปันผลหรือไม่ได้จ่ายแล้วเก็บไว้ลงทุนต่อทำให้กำไรดีขึ้น  มันก็จะมาถึงมือเราในที่สุดอยู่ดีครับ

     

    แล้วถ้ากำไรล่ะ  ซื้อเพิ่มมั้ย ?

    กำไรปกติจะไม่ได้ซื้อเพิ่มครับ  ก็มันแพงขึ้นแล้วอ่า

    สรุปมันก็ประมาณนี้ครับ  จะบอกว่าที่ราคาตกแล้วซื้อเพิ่มแล้วตอนจบกำไรโคตรดีก็มี  อันที่พลาดต้องขายขาดทุน -50% ก็มี  สำคัญสุดมันขึ้นอยู่กับตัวธุรกิจนะผมว่า  ถ้าเราเดาถูกว่าบริษัทในอนาคตจะทำได้ดีทุกอย่างมันจะดีเองครับ  ซื้อ strategy ยังไงก็ได้แหละแล้วแต่คนชอบเลย

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

  • เลือกกองทุนรวม Step-by-Step โคตรง่าย + ไม่เยอะ

    เลือกกองทุนรวม Step-by-Step โคตรง่าย + ไม่เยอะ

    จะเลือกกองทุนยังไงดี ?

    บอกตรงๆว่าไม่ใช่หัวข้อถนัดผมที่ผ่านมาเลยไม่ค่อยพูดถึงเท่าไหร่  แต่เนื่องจากคนถามเยอะเหลือเกิน  ในวีดิโอนี้ผมจะพยายามแนะนำวิธีการให้ได้มากที่สุดเท่าที่ผมนึกออกละกันครับ

    ก่อนอื่นต้องเข้าใจลักษณะสำคัญที่สุดของกองทุนรวมก่อนว่า  กองทุนรวมคือเราจ้างให้คนอื่นเป็นคนบริหารจัดการเงินและเลือกตัดสินใจลงทุนแทนเรา  เราสูญเสียความควบคุมแลกกับความง่ายที่ไม่ต้องตัดสินใจในรายละเอียดด้วยตัวเอง  และดังนั้นการเลือกกองทุนรวมสิ่งที่เราเลือกได้คือแค่ทิศทางภาพกว้างๆเท่านั้น  ส่วนรายละเอียดเราควบคุมไม่ได้  ต้องเข้าใจตรงนี้ก่อน

     

    เลือกประเภททรัพย์สินก่อน

    อย่างแรกเลยคือเลือกว่าจะเป็นกองทุนที่ไปลงทุนในสินทรัพย์แบบไหนก่อน  ซึ่งมันก็ขึ้นอยู่กับเรื่องหลักคือ

    1. มันผลตอบแทนสอดคล้องกับเป้าหมายชีวิตเรามั้ย
    2. สถานการณ์เรารับระดับความเสี่ยงได้ขนาดไหน

    ดังนั้นผมแนะนำให้ดูก่อนว่าตัวเรามีเป้าหมายอะไรยังไงแล้วน่าจะต้องลงทุนให้ได้ผลตอบแทนประมาณกี่ % ต่อปี  ใช้ Link ข้างล่างนี้ไปเครื่องคิดเลขเลยครับ  https://www.fncalculator.com/financialcalculator?type=tvmAdvancedCalculator

    ทีนี้เมื่อได้มาแล้วว่าผลตอบแทนเพื่อให้ไปถึงเป้าหมายของใครของมันนี่คือกี่ %  เราก็ค่อยมาดูว่ากองทุนแบบไหนที่มันดูเป็นไปได้บ้าง  โดยไปดูเวปของ AIMC สมาคมบริษัทจัดการลงทุนเลยครับ

    https://www.aimc.or.th/

    ดูด้วยว่ามันสอดคล้องกับความสามารถในการรับความเสี่ยงของเราหรือเปล่า

     

    ต่อด้วยเรื่องค่าธรรมเนียม

    ในกองทุนรวมผลตอบแทนเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอนการันตีไม่ได้  แต่สิ่งที่แน่นอนคือค่าธรรมเนียม  ดังนั้นเวลาเราเลือกจึงควรเลือกเริ่มจากสิ่งที่เราควบคุมได้ก่อนนั่นคือค่าธรรมเนียมครับ  เพื่อความง่ายในการเปรียบเทียบผมแนะนำให้ดูบน www.morningstarthailand.com

    ก็ไม่ได้ว่าต้องค่าธรรมเนียมถูกที่สุดก็ได้  แต่ก็ดูให้มันอยู่ในกลุ่มที่ไม่แพงไว้ก่อนละกัน

     

    แล้วก็ดูเรื่องผลการดำเนินงานกองทุน

    ถึงผลการดำเนินงานของกองทุนในอดีตจะไม่ได้เป็นเครื่องบ่งชี้ผลการดำเนินงานในอนาคตแต่ก็ควรจะดูไว้อยู่ดี  อย่างน้อยมันก็ไม่ควรทำได้แย่กว่าค่าเฉลี่ยนัก  โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าดูผลตอบแทนเฉลี่ยเป็นระยะเวลานานๆ  ดูได้บน www.morningstarthailand.com อีกเช่นกัน

    ไม่ได้จำเป็นต้องเลือกที่เคยทำได้ผลตอบแทนสูงสุดเพราะยังไงอนาคตก็ไม่แน่นอน  แต่ก็ดูว่าไม่ใช่ทำได้แย่กว่าค่าเฉลี่ย

     

    คำแนะนำเรื่องจิปาถะอื่นๆ

    ผมว่าเรื่องหลักๆเราก็ทำไปแล้ว  ที่เหลือเป็นรายละเอียดปลีกย่อยละครับ

    1. Rating ของ Morningstar
    2. เรื่องความเสี่ยง Volatility
    3. เลือกสไตล์ที่ตัวเองชอบ  เช่น Value, Growth, ESG, มีปันผลหรือไม่มีปันผล etc.
    4. ส่วนตัวแนะนำกองทุนดัชนี  และทำการซื้อแบบเฉลี่ย (Dollar Cost Averaging)
    5. อาจจะลงทุนในกองทุนมากกว่าหน่ึงกอง

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

  • มาพิสูจน์กัน ! ลงทุนในบริษัทนิสัยดี (ESG สูง) ให้ผลตอบแทนดีกว่าจริงเหรอ?

    มาพิสูจน์กัน ! ลงทุนในบริษัทนิสัยดี (ESG สูง) ให้ผลตอบแทนดีกว่าจริงเหรอ?

    ช่วงหลังมานี้ผมเริ่มได้ยินกระแสการลงทุนในบริษัท ESG สูง  ซึ่งคือบริษัทที่มีการดำเนินงานโดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม (Environment), สังคม (Social) และธรรมาภิบาล (Governance) บ่อยมากขึ้น  จากเดิมที่ดูเรื่องกำไรขาดทุนอย่างเดียว  ปัจจุบันเริ่มเห็นดัชนีที่เลือกบริษัทจดทะเบียนต่างๆจากคะแนน ESG หรือกองทุนรวมที่ลงทุนเน้นบริษัท ESG สูงเยอะขึ้นกว่าในอดีตมาก  และมีพี่ที่ทำงานเก่าท่านนึงเคยพูดถึงกองทุน UOBCG ว่าผลตอบแทนดีมาก

    ฝ่ายที่บอก ESG สูงจะมีผลตอบแทนดีกว่าก็ให้เหตุผลประมาณว่า

    • เป็นการผลักดันให้บริษัทมองหาวิธีการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดการสิ้นเปลือง
    • การที่บริษัททำดีต่อผู้คน ทำให้พนักงานในบริษัททำงานอย่างมีความสุขมากขึ้น  ผลลัพธ์ดีขึ้น
    • การที่บริษัทปฏิบัติต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายอย่างเป็นธรรม ทำให้ได้รับการเชื่อใจจากผู้บริโภคและสังคมมากขึ้น
    • บริษัทที่มีเวลาและเงินมาสนใจเรื่อง ESG ก็ต้องเป็นบริษัทที่ทำได้ดีอยู่แล้ว

    ฝ่ายที่บอก ESG สูงจะมีผลตอบแทนต่ำกว่าหรือไม่เกี่ยวให้เหตุผลประมาณว่า

    • คนเห่อบริษัท ESG สูง ทำให้ราคามันสูงกว่าปกติ
    • ESG สูงเป็นค่าใช้จ่าย อย่างเช่น Environment จะให้สะอาดมันทำได้  ปัจจุบันเทคโนโลยีมันมีหมดแล้วแต่มันเป็นการเพิ่มต้นทุน
    • ผู้บริโภคปลายทางเวลาซื้อสินค้า มีใครถามเรื่อง ESG บ้าง
    • วิธีการวัด ESG ปัจจุบันไม่มีมาตรฐาน

    Source: Financial Times by  Kate Allen on December 6, 2018

     

    ผมเลยเกิดความอยากรู้ว่าการลงทุนในบริษัทที่มี ESG สูงผลตอบแทนดีกว่าลงทุนในบริษัทธรรมดาหรือเปล่า  เราจะมาพยายามหาหลักฐานพิสูจน์เรื่องนี้กันครับ

     

    ESG มันวัดจากอะไร ?

    Environment สิ่งแวดล้อม  หัวข้อนี้ก็จะให้คะแนนจากปัจจัยที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมต่างๆเช่น

    • การปล่อยก๊าซเรือนกระจก, นโยบายที่จะลดการปล่อยก๊าซ, ฯลฯ
    • การกำจัดขยะอุตสาหกรรม, ขยะเคมี, ขยะมีพิษต่างๆ และการรีไซเคิล
    • ผลกระทบต่อแหล่งน้ำ การใช้น้ำ
    • ใช้พลังงานไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานสะอาด
    • ใช้เทคโนโลยีที่ลดการใช้พลังงาน ออฟฟฺิศและตึกอาคารประหยัดพลังงาน
    • การให้ความร่วมมือกับหน่วยงานกำกับดูแลสิ่งแวดล้อม
    • นโยบายจิปาถะอื่นๆ เช่นสนับสนุนให้พนักงานปั่นจักรยานมาทำงาน, ฯลฯ

    Social สังคม  หัวข้อนี้จะพิจารณาเรื่องวัฒนธรรมองค์กรที่เกี่ยวกับคน  ทั้งกับคู่ค้า, พนักงาน  และคนในสังคมเช่น

    • การตอบแทนพนักงาน
    • การพัฒนาอบรมพนักงาน
    • ความปลอดภัยในที่ทำงาน, การป้องกันเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศ
    • ให้ความสำคัญกับความหลากหลายของคน โอกาสความก้าวหน้าที่ไม่จำกัดกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง  ความเท่าเทียมในการปฏิบัติ
    • ไม่ใช้แรงงานเด็ก, กำกับดูแลคู่ค้าหรือ Supplier ว่าปฏิบัติตามกฎหมายแรงงาน, ไม่ใช้แรงงานบังคับ
    • ดูแลลูกค้าเมื่อเกิดปัญหา, การตอบสนองเวลาถูกฟ้องร้องโดยพนักงานหรือลูกค้า
    • นโยบายโดยรวมด้านสังคม

    Governance การกำกับดูแล  อันนี้ก็จะดูว่าบริษัทมีการกำกับดูแลที่โปร่งใสแยกออกจากตัวผู้บริหารมั้ย  รักษาผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นมั้ยเช่น

    • การให้ตอบแทนผู้บริหารมีเกณฑ์อย่างไร สอดคล้องกับผลประกอบการระยะยาวของบริษัทมั้ย
    • มี Golden Parachute มั้ย
    • ในกลุ่มคณะกรรมการบริษัทมีคนนอกมั้ยหรือครอบครัวมิตรสหายที่มีผลประโยชน์ร่วมทั้งนั้น
    • ประธานคณะกรรมการบริษัทกับ CEO เป็นคนเดียวกันมั้ย
    • มีนโยบายที่ทำให้ยากต่อการถอดถอนกรรมการบริษัทหรือไม่
    • บริษัทมีหุ้นหลายระดับชั้นหรือเปล่า
    • การสื่อสารกับผู้ถือหุ้น, การให้ข้อมูลเวลามีกรณีฟ้องร้อง, ฯลฯ
    • การให้ความร่วมมือกับหน่วยงานกำกับดูแล

     

    แล้วการลงทุนใน ESG ได้ผลตอบแทนดีกว่าหรือเปล่า ?

    เท่าที่หาข้อมูลผมพบว่ามีทั้งคนสรุปว่าดีและมีคนสรุปว่าไม่เกี่ยว  ดังนั้นเพื่อความเป็นกลางและไม่สับสน  ผมจะใช้วิธีการเปรียบเทียบผลลัพธ์ระยะยาวของดัชนีที่เน้นหุ้น ESG สูงเทียบกับดัชนีที่ไม่สนใจ ESG ที่ดึงตัวอย่างบริษัทมาจากบริษัทกลุ่มเดียวกัน  ถ้า ESG สูงมีผลจริง  เราก็ควรจะเห็นผลตอบแทนระยะยาวของดัชนีที่เน้นหุ้น ESG สูงดีกว่าดัชนีที่ไม่สนใจ ESG อย่างมีนัยสำคัญ  เรามาดูผลลัพธ์ที่ผมเจอกันเลยครับ

     

    เริ่มจากกลุ่มดัชนี S&P ก่อนเลย

    S&P Global 1200  vs.  S&P Global 1200 ESG

    ESG ชนะอยู่เฉลี่ย 0.12% ต่อปี

    Source: https://eu.spindices.com

     

     

    ต่อมา  มาดูดัชนีของ FTSE กันบ้าง

    FTSE Developed  vs.  FTSE4Good Developed

    ESG ชนะอยู่เฉลี่ย 0.03% ต่อปี

    Source: FTSE Russell as of 30 August 2019

     

     

    FTSE Emerging  vs.  FTSE4Good Emerging

    ESG ชนะอยู่เฉลี่ย 0.53% ต่อปี

    Source: FTSE Russell as of 30 August 2019

     

     

    มาดูของกลุ่มดัชนี MSCI กันบ้าง

    MSCI World  vs.  MSCI World ESG Universal

    ESG แพ้อยู่เฉลี่ย -0.18% ต่อปี

    Source: https://www.msci.com

     

     

    และสุดท้ายคือกลุ่มดัชนี STOXX กันบ้าง

    STOXX Global 3000  vs.  STOXX Global 3000 ESG-X

    ESG ชนะอยู่เฉลี่ย 0.05% ต่อปี

     

     

    เราจะเห็นว่าโดยรวมแล้วถ้าวัดกันที่ระยะเวลา 5 ปี ESG สูงเหมือนจะดีกว่าเล็กน้อยมากๆคือประมาณ 0.1% ต่อปีหรือน้อยกว่านั้น  ซึ่งถือได้ว่าไม่เป็นสาระ  ส่วนที่น่าเชื่อถือที่สุดเพราะนานกว่าคนอื่นก็มีแค่ของ MSCI ซึ่งมีข้อมูลเกือบ 10 ปี  ได้ผลว่า ESG สูงห่วยกว่าด้วยซ้ำ  แต่ก็ไม่เป็นสาระอีกเช่นกันเพราะแย่กว่าแค่ -0.18% ต่อปีเท่านั้นเอง

    ดังนั้นผมสรุปจากหลักฐานได้ว่าปัจจัยเรื่อง ESG ไม่มีผลอะไรกับผลตอบแทนการลงทุน  ลงทุนเอาสบายใจได้เต็มที่เลย  เพราะไม่ได้มีผลให้ผลตอบแทนแย่ลงแต่อย่างใด  แต่แค่อย่าไปคาดหวังว่ามันจะดีกว่าเท่านั้นเองครับ

     

    จะลงทุน ESG ได้ยังไง

    สำหรับคนที่สนใจจะลงทุนแบบหุ้น ESG สูง  ก็ทำได้ 2 ทางคือ

    1. ลงทุนผ่านกองทุน

    อันนี้น่าจะง่ายสุด  กองทุนที่มีนโยบายลงทุนแบบ ESG ผมก็ไม่ได้รู้จักอะไรเยอะเพราะส่วนตัวไม่ได้ลงทุนแนวนี้  เท่าที่ทราบก็จะมี

    • กองทุนเปิดบรรษัทภิบาลหุ้นระยะยาว (CG-LTF) ของ UOB
    • กองทุนรวมคนไทยใจดีี (BKIND) กับ กองทุนเปิดบัวหลวงสิริผลบรรษัทภิบาล (BSIRICG) ของหลักทรัพย์บัวหลวง
    • กองทุนเปิดทิสโก้ ESG หุ้นไทยยั่งยืน ของ TISCO
    1. ลงทุนเอง

    ผมเจอ Link อันนึงของบริษัทที่จัดอันดับบริษัทที่เป็นผู้นำด้าน ESG ในหมวดธุรกิจต่างๆ  ในนั้นมีบริษัทไทยเราอยู่เหมือนกันนะ  เป็นอะไรที่ผมแปลกใจทีเดียวเพราะเข้าใจว่านี่คือแข่งกันทั่วโลกเลยครับ

    https://www.robecosam.com/csa/csa-resources/industry-leaders.html

    ส่วนอีกที่นึงคือ Thailand Sustainability Investment จัดทำโดย SET

    https://www.set.or.th/sustainable_dev/en/sr/sri/files/THSI_2018_eng.pdf

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

  • ถ้าตลาดหุ้นตกแรง ใช้เวลานานมั้ยกว่าหุ้นจะฟื้น ??

    ถ้าเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ จะใช้เวลานานมั้ยกว่าหุ้นจะฟื้น ??

    ช่วงนี้เริ่มเห็นข่าวทั้งไทยและต่างประเทศพูดถึงเศรษฐกิจชะลอตัวบ่อยขึ้น บวกกับว่าเราไม่ได้มีหุ้นตกรุนแรงมาซักพักแล้วเลยเริ่มมีคนพูดกันว่าอาจจะใกล้มีวิกฤติเศรษฐกิจอะไรซักอย่างแล้ว

    ซึ่งเราก็บอกทุกคนอยู่เสมอว่าเหตุการณ์ที่หุ้นตกรุนแรงเป็นโอกาสดีที่จะได้ซื้อหุ้นราคาถูกเพราะเดี๋ยวมันก็ฟื้นกลับขึ้นมา แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังกลัว วันนี้เราเลยมานำเสนอข้อมูลว่าที่ผ่านมาเวลาตลาดหุ้นตกรุนแรง มันใช้เวลานานมั้ยกว่าหุ้นจะฟื้นกลับมา

    ตลาดหุ้นไทย
    เริ่มจากตลาดหุ้นไทยก่อน วิธีการทำก็ไม่ยากเพราะเราสามารถหาดาวน์โหลด Excel ตัวเลขดัชนี SET รายเดือนย้อนหลังได้ถึงเมษายน 1988 จากเวปของตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งก็คือย้อนหลัง 31 ปี 4 เดือน
    หลังจากนั้นสิ่งที่ทำก็คือเอาข้อมูลมาดูว่ามีช่วงไหนบ้างที่เรียกว่าตลาดตกรุนแรง เรานับเดือนที่ SET ต่ำกว่าจุดที่สูงสุดที่เคยมีอย่างน้อย 10% เป็นจุดเริ่มต้น แล้วดูว่าเดือนไหนที่ SET กลับมาอย่างน้อยเท่ากับจุดสูงสุดในอดีตเราก็นับเดือนนั้นเป็นจุดสิ้นสุดของตลาดตก ในแต่ละช่วงเราจะดูด้วยว่าตลาดหุ้นใช้เวลากี่เดือนเป็นขาลงถึงจุดต่ำสุดและใช้เวลากี่เดือนเป็นขาขึ้นฟื้นกลับขึ้นมาจนถึงระดับก่อนตลาดตก

    สิ่งที่เราสังเกตได้จากที่เราได้จากผลลัพธ์นี้คือ
    1. วิกฤติต้มยำกุ้งรุนแรงมากและกินเวลานานมากซะจนการทดลองนี้แทบไม่เห็นอะไรเพราะกินช่วงเวลาไปเกือบ 23 ปี 10 เดือน จากช่วงที่เราพิจารณาทั้งหมด 31 ปี 4 เดือน ดังนั้นตัวเลขเฉลี่ยอาจจะไม่มีประโยชน์อะไรเท่าไหร่
    2. จากประวัติศาสตร์ ช่วงที่เป็นขาลงที่นานที่สุดคือ 56 เดือน นี่คืออย่างมากที่เราต้องรอหลังจากนั้นตลาดจะเริ่มเข้าช่วงฟื้น
    3. ดูเหมือนหุ้นจะตกถึงจุดต่ำสุดอย่างเร็ว แล้วใช้เวลานานกว่าตอนฟื้น
    4. ถ้าไม่นับวิกฤติต้มยำกุ้ง หุ้นตกไม่ถึึงปีก็ถึงจุดต่ำสุดและจะเริ่มฟื้นละ
    Link to ข้อมูลตลาดหุ้นไทย : https://www.set.or.th/th/market/market_statistics.html

    ตลาดหุ้นอเมริกา
    เรามาลองดูตลาดหุ้นต่างประเทศดูบ้าง ปกติผมจะใช้ตลาดหุ้นอเมริกาเป็นหลักเพราะเป็นตลาดที่ใหญ่, มักจะหาข้อมูลง่ายและที่สำคัญมีประวัติศาสตร์นานกว่าเรา ผมเจอสองเวปที่มีการวิเคราะห์ข้อมูลและตอบคำถามที่เราอยากรู้ พวกนี้ใช้ S&P 500 แทนตลาดทั้งคู่
    อันแรกเป็นบทความของ CNBC เมื่อปี 2018 โดย Thomas Franck และ Kate Rooney ผมทิ้งลิ้งค์ไว้เผื่อใครไปดู https://www.cnbc.com/2018/10/26/the-stock-market-loses-13percent-in-a-correction-on-average.html
    เค้าได้ข้อสรุปแบ่งเป็นการตก 2 ประเภทคือแบบที่เป็น Corrections คืือตกแบบเบาๆตั้งแต่ 10% ขึ้ไปแต่น้อยกว่า 20% จนถึงแบบ Bear Markets คือตกตั้งแต่ 20% ขึ้นไป

    ส่วนอีกบทความนึงเป็นของ Towards Data Science โดย Tony Yiu https://towardsdatascience.com/the-anatomy-of-a-stock-market-downturn-6527e31406f0
    คนนี้แบ่งความรุนแรงในการตกละเอียดขึ้น ผลที่ได้คือ

    เท่าที่ดูถึงแม้ว่าผลลัพธ์ของทั้งสองคนนี้จะไม่เหมือนกัน ซึ่งผมคาดว่ามาจากวิธีทำอะไรซักอย่างที่นับต่างกัน แต่สาระสำคัญที่สรุปได้จากการดูผลลัพธ์ของทั้งสองคนนี้คือ
    1. ยิ่งหุ้นตกรุนแรงก็ยิ่งกินเวลาฟื้นนาน ซึ่งอันนี้ก็ปกติ เป็นเหมือนหุ้นไทย
    2. กรณีรุนแรงสุดของตลาดเค้าดูเหมือนใช้เวลาน้อยกว่าเรามาก เพราะตกกับฟื้นตัวรวม 77 เดือนซึ่งคือ 6 ปี 5 เดือนเอง ในขณะที่ของเราซัดไป 23 ปี 10 เดือน
    3. ช่วงตกตอนขาลงของเค้านานสุด 31 เดือน (อิงตาม CNBC)
    4. โดยรวมแล้วถ้าไม่นับ Bear Markets คือตลาดตกมากกว่า 20% ขึ้นไป ก็ฟื้นตัวภายในระยะเวลาปีเดียวหรืออย่างมากก็ปีนิดๆ

    สรุป
    ดังนั้นเราควรจะฉวยโอกาสได้ไม่ยาก ก็ดูเอาง่ายๆว่าที่ตลาดหุ้นตกนั้นเป็นเรื่องมาจากปัจจัยโดยตรงของเศรษฐกิจในประเทศเราหรือเปล่า ถ้าไม่ใช่ก็สบายใจได้ว่ามีผลไม่นานซื้อได้อย่างสบายใจและกำไรอย่างเร็วด้วย ส่วนถ้าเป็นวิกฤติเศรษฐกิจในไทยเราเลยก็ไม่น่าจะไม่รู้ได้เพราะมันต้องมีข่าวธนาคารล้มหรืออะไรที่รุนแรงชัดเจน กรณีแบบนั้นเราก็ใจเย็นหน่อยไปรอช้อนซื้อธุรกิจที่น่าจะไม่ล้มละลายตอนมันตกเกิน 50% ก็ยังได้ ไม่ได้ต้องถึงกับเล็งต่ำที่สุดเราก็น่าจะกำไรเยอะมากในระยะยาว เพราะสุดท้ายเราก็เห็นว่าเศรษฐกิจมันก็จะค่อยๆฟื้นกลับมาอยู่ดั

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

  • เลือกหุ้นปันผลยังไงให้ปันผลโตทุกปี + ไม่ติดดอย ?

    เลือกหุ้นปันผลยังไงให้ปันผลโตทุกปี + ไม่ติดดอย ?

    เหตุผลหลักที่คนลงทุนในหุ้นปันผลก็เพราะอยากได้กระแสเงินสดสม่ำเสมอที่ดีกว่าเงินฝากประจำเป็นหลัก ส่วนเป้าหมายรองถ้าเป็นไปได้ก็อยากมีโอกาสได้ผลตอบแทนในรูปของราคาหุ้นที่สูงขึ้น ถ้าทำได้แบบนั้นก็คือสุดยอดเลยครับ แต่หลายครั้งที่พอซื้อหุ้นไปแล้วพบว่าได้ปันผลอยู่ทีเดียวบ้าง หรือปันผลลดลงเรื่อยๆทุกปีบ้าง และหนักกว่านั้นคืออาการแบบนี้มักจะถูกซ้ำด้วยราคาหุ้นตกลงไปกว่าตอนซื้ออีก ผิดวัตถุประสงค์ถึงขั้นรู้งี้ฝากธนาคารดอกเบี้ย 1% ยังดีกว่า

    วันนี้ผมมาแนะนำวิธีการเลือกหุ้นปันผลยังไงให้ได้ปันผลเติบโต และยากจะขาดทุนจากราคาหุ้นตกกันครับ (จะบอกราคาหุ้นไม่มีทางตกก็เป็นไปไม่ได้)

    1. เลือกบริษัทที่เข้มแข็งและกำไรสม่ำเสมอ
    เลือกหุ้นปันผลก็เหมือนเลือกหุ้นธรรมดาตรงที่ยังไงก็ต้องเลือกบริษัทที่มีความเข้มแข็ง เพราะอย่าลืมว่าปันผลสุดท้ายมันจ่ายมาจากกำไร ถ้าบริษัทกำไรไม่ดีหรือขาดทุนต่อให้วันนี้จ่ายปันผลสูง สุดท้ายก็จะไม่มีเงินจ่ายปันผลในที่สุดอยู่ดี อย่าไปคิดว่าแค่เพราะวันนี้บริษัทจ่ายปันผลสูงจะแปลว่ามันจะจ่ายแบบนั้นตลอดไป
    วิธีดูว่าบริษัทไหนเข้มแข็งและกำไรสม่ำเสมอแบบง่ายๆเริ่มจากพิจารณาว่าบริษัทนั้นเป็นบริษัทที่มีอำนาจบังคับผู้บริโภคให้ซื้อสินค้าได้หรือเปล่า แล้วก็ไปเปิดดูผลประกอบการแบบสรุปบนเวป SET ดููว่าที่ผ่านมาถ้ากำไรไม่เพิ่มก็อย่างน้อยให้มันคงที่

    2. เลือกที่ Dividend Yield สูงพอสมควร
    Yield ต่ำเกินไปเช่น 0.5% ก็ไม่ใช่เรียกว่าหุ้นปันผล แต่ถ้าสูงเกินไปเช่นหุ้น Yield เกิน 5% ก็อาจจะมีผลประกอบการอะไรผิดปกติทำให้คนไม่อยากซื้อราคามันเลยต่ำเลยทำให้ Yield สูง ส่วนตัวผมมองว่า Dividend Yield ประมาณ 2.5-5% นี่กำลังดี

    3. มองหาบริษัทที่มีช่องทางเติบโต
    สองข้อก่อนหน้านี้คือเพื่อให้อย่างน้อยเราได้ปันผลสม่ำเสมอ แต่ถ้าเราจะให้อนาคตปันผลเยอะขึ้นและราคาหุ้นสูงขึ้นด้วยเราก็ต้องหาบริษัทที่มีการเติบโต
    วิธีดูว่าบริษัทจะเติบโตหรือไม่ก็อาจจะต้องใช้การศึกษาเพิ่มเติมบ้าง หลักๆเลยคือดูว่าบริษัททำธุรกิจอะไร อยู่ในอุตสาหกรรมที่มีความต้องการเพิ่มขึ้นหรือไม่ แล้วปัจจุบันบริษัทมีแผนทำอะไรใหม่ๆบ้าง

    4. เลือกที่ Payout Ratio ต่ำ
    Payout Ratio ว่าง่ายๆคือทุกกำไร 100 บาท บริษัทจ่ายออกมาเป็นปันผลเท่าไหร่
    บริษัทที่ปัจจุบัน Payout Ratio ต่ำได้เปรียบเพราะว่า
    ● ในอนาคตถ้ากำไรไม่โต ก็อาจจะเพิ่มปันผลได้อยู่โดยการเพิ่ม Payout Ratio ในขณะที่บริษัทที่ Payout Ratio สูงมากแล้วก็จะทำได้แค่ปันผลคงที่
    ● Payout Ratio ที่น้อยแปลว่าบริษัทมีการกันเงินเก็บไว้ สามารถเอาไปลงทุนเพิ่มทำให้กำไรเติบโตได้ในอนาคต

    และนี่คือหลักการเลือกหุ้นปันผล จะสังเกตว่ายังไงการเลือกหุ้นก็ต้องดูคุณภาพของกิจการเป็นหลัก ถ้าทำได้ตามวิธีการที่ให้ไว้นี้ผมมั่นใจว่าเราจะได้หุ้นปันผลที่เราจะถือกินปันผลไปได้ยาวๆแน่นอนครับ

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

  • วิธีประเมินมูลค่าหุ้นด้วย Discounted Cash Flow (DCF) : ตอน 3 Discounted FCFF

    วิธีประเมินมูลค่าหุ้นด้วย Discounted Cash Flow (DCF) : ตอน 3 Discounted FCFF

    มีคนถามผมว่า “Free Cash Flow to the Firm คืออะไร? แตกต่างจาก Free Cash Flow to Equity และ Discounted Dividend อย่างไร?”

    วันนี้ผมเลยมาทำวีดิโอ อธิบายถึง Free Cash Flow to the Firm (FCFF) ว่ามีจุดเด่น จุดด้อย และวิธีการคำนวณอย่างไร เพื่อให้ทุกท่านได้นำไปปรับใช้กันครับ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg