Blog

  • หุ้นธุรกิจบริหารจัดการกองทุน

    หุ้นธุรกิจบริหารจัดการกองทุน

    อันนี้เป็นอีกธุรกิจที่ผมมีความเข้าใจ  และเป็นธุรกิจที่ผมชอบด้วยเพราะที่ผ่านมาผมพบว่าบริษัทในกลุ่มนี้กำไรดีมาก  ขนาดว่าบางบริษัทที่ค่อนไปทางห่วยแล้วของกลุ่มนี้ก็ยังดูผลประกอบการดีมาก  ดังนั้นจึงเป็นกลุ่มธุรกิจที่เราควรรู้จักเอาไว้

    ธุรกิจรายได้มาจากอะไร

    บริษัทพวกนี้เป็นคนบริหารจัดการเงินลงทุนของลูกค้าที่มาลงทุนในกองทุน  รายได้หลักก็จะมาจาก Management Fee ซึ่งคิดเป็น % จากจำนวนเงินที่บริหารให้ลูกค้า  ดังนั้นการทำกำไรของบริษัทก็จะขึ้นอยู่กับขนาดของเงินที่อยู่ภายใต้การบริหารจัดการเป็นหลัก

    ธรรมชาติธุรกิจนี้

    ธุรกิจนี้โดยภาพรวมเป็นธุรกิจที่ economies of scale ดีมาก  ยิ่งจำนวนสินทรัพย์ภายใต้การบริหารยิ่งเยอะรายได้ยิ่งเยอะ  ในขณะที่ค่าใช้จ่ายหลักซึ่งคือค่าจ้างพนักงานไม่ได้สูงขึ้นตาม  สินทรัพย์ภายใต้การบริหารเพิ่มขึ้นสองเท่าก็ไม่ได้จำเป็นต้องใช้คนเพิ่มขึ้นสองเท่าตาม  แปลว่ารายได้ที่เพิ่มขึ้นเกือบจะตกไปเป็นกำไรตรงๆได้เลย  เลยเป็นเหตุผลที่ธุรกิจนี้ Margin ดีมาก Net profit margin 20% นี่หาได้ทั่วไป  บางบริษัทอาจถึง 30-40%

    แล้วแค่นั้นไม่พอธุรกิจนี้คู่แข่งใหม่ๆจะเข้ามาแข่งก็ยากอีก  เพราะกว่าจะสร้างกองทุนซักกองมันใช้เวลา  ต้องมีสะสมชื่อเสียงให้มี track record ดึงคนมาลงทุนจนมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารเยอะๆมันไม่ใช่เรื่องง่ายและไม่ใช่จะทำได้ในระยะเวลาสั้น  บริษัทที่มี scale อยู่แล้วสามารถที่จะเริ่มสร้างกองทุนใหม่ได้ง่ายกว่ามาก  และยังสามารถบีบคู่แข่งด้วยค่าธรรมเนียมที่ต่ำกว่าได้ด้วย

    ประเภทกองทุนจริงๆก็จะมีหลากหลาย  แต่แบ่งกว้างๆได้เป็นกองทุน passive กับ active  กอง passive คือกองที่เน้นลงทุนตามดัชนีอะไรซักอย่าง  เป้าหมายคือให้ผลตอบแทนตามดัชนีนั้นให้ได้มากที่สุดไม่ได้เน้นทำได้ดีกว่าดัชนีหรืออะไร  ส่วนกอง active คือกองที่ผู้บริหารกองทุนเลือกหุ้นด้วยตัวเองและพยายามทำให้ดีกว่าดัชนีหรือตัววัดบางตัว

    วิธีสังเกตว่าบริษัทไหนดี

    เรื่องที่สำคัญที่สุดในธุรกิจนี้คือสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร AUM (asset under management)  ตัวเลขนี้เป็นเครื่องบ่งชี้ที่ดีที่สุดว่าบริษัททำได้ดีขึ้นหรือแย่ลง  โดยปกติแล้วในช่วงตลาดหุ้นขาขึ้น AUM มันจะเพิ่มโดยตัวมันเองอยู่แล้วเพราะมูลค่าเงินที่บริหารมันสูงขึ้น  แต่สิ่งที่เราต้องสังเกตคือที่มาของ AUM  ถ้าเป็นไปได้เราต้องการบริษัทที่มี Net inflows  และในทางกลับกันถ้าเราเห็น Net outflows ต่อเนื่องหลายปีเราต้องสงสัยละ

    นอกเหนือจาก AUM แล้วเรื่องอื่นที่แนะนำให้มองหาคือ

    • เป็นผู้นำในตลาด  บริษัทที่ใหญ่และเป็นผู้นำในตลาดก็อย่างที่บอกว่ามี economies of scale มีประวิติผลงานการบริหารกองทุนมายาวนานได้เปรียบมาก  ไม่ว่าจะเป็นบริษัทที่เน้นกองทุน passive หรือ active  การเป็นผู้นำตลาดอยู่และมี scale ยังไงก็ได้เปรียบมาก  ยิ่งถ้าแบบมีชื่อเสียงเฉพาะด้านมีผลงานโดดเด่นต่อเนื่องยิ่งดี  เช่นแบบดังเรื่องกองทุนอสังหาริมทรัพย์ต่างประเทศ  หรือกองทุนที่ลงทุนใน distressed assets อะไรงี้  พวกกองทุนที่มันคนทำไม่เยอะปกติก็จะค่าธรรมเนียมสูงกว่า
    • กองทุนควรจะมีหลากหลาย  ความที่มีกองทุนหลากหลายทำให้บริษัทไม่ได้รับผลกระทบเยอะเกินเวลามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นกับซักตลาดนึง  นึกภาพถ้าสมมติบริษัทมีกองทุนหุ้นอย่างเดียว  เวลาตลาดหุ้นตก  ลูกค้าอาจจะย้ายเงินลงทุนออกจากบริษัทไป  แต่ถ้าบริษัทมีกองทุนหลากหลายลูกค้าก็อาจจะย้ายจากกองหุ้นไปกองตราสารหนี้ในบริษัทเดียวกันได้
    • ประเภทลูกค้าที่ลงทุนยาว  แต่ละบริษัทที่มาของลูกค้าก็ไม่เหมือนกัน  บริษัทที่มีลูกค้าประเภทที่ไม่ย้ายหนีง่ายๆไม่ตกใจง่ายก็จะได้เปรียบ  โดยปกติลูกค้าสถาบันหรือลูกค้าที่เป็นกองทุนบำนาญของพนักงานหรืออะไรพวกนี้ก็จะไม่ค่อยย้ายเพราะมีความสัมพันธ์กับบริษัทผู้บริหารกองทุน  หรือลูกค้าพวก high-net-worth ก็เช่นกันมักจะไม่ค่อยย้ายเพราะมักจะมี wealth manager ดูแลอยู่  หรือไม่ก็กองทุนอย่าง RMF ที่โดยธรรมชาติคนลงทุนกันยาวๆไม่ขาย  มีลูกค้าพวกนี้อยู่เยอะๆคือดี

    โดยปกติหุ้นของบริษัทประเภทนี้จะผูกกับสภาพตลาดหุ้นมาก  ซึ่งเป็นเรื่องดีสำหรับเรา  เหตุผลเพราะในเวลาที่ตลาดหุ้นตกนอกจากปัจจัยเรื่องคนตกใจแล้ว  การที่หุ้นในตลาดตกก็จะทำให้ผลการดำเนินงานของกองทุนไม่ดีไปด้วย  และก็จะมีลูกค้าบางส่วนที่ตกใจอาจจะขายออกมาหรือย้ายจากกองทุนหุ้นไปกองทุน money market ซึ่งค่าธรรมเนียมต่ำกว่ามาก  ก็ยิ่งทำให้ผลประกอบการของบริษัทต่ำลง  และนักลงทุนทั่วไปก็รู้ว่ามันจะเป็นแบบนี้ดังนั้นก็เลยมักจะทำให้หุ้นตกมากขึ้นไปอีก

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • หุ้นกลุ่มประกันชีวิต

    หุ้นกลุ่มประกันชีวิต

    จากครั้งที่แล้วที่ผมพูดถึงประกันภัย  วีดิโอนี้ผมจะพยายามอธิบายภาพรวมของธุรกิจประกันชีวิต  :ซึ่งโดยส่วนตัวผมว่ามันมีความใกล้เคียงกันอยู่นะ

    ธุรกิจทำกำไรจากอะไร

    สินค้าหลักของบริษัทประกันชีวิตคือสัญญาที่จะจ่ายเงินตามที่ตกลงกันไว้ในกรณีที่ผู้เอาประกันภัยเสียชีวิตในระหว่างระยะเวลาของสัญญาและกับการได้รับเบี้ยประกัน  ในภายหลังบริษัทประกันชีวิตก็มีสินค้าหลากหลายมากขึ้นนอกจากแค่คุ้มครองกรณีการเสียชีวิตอย่างเดียวเช่นมีการพ่วงประกันสุขภาพ, ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์, ประกันชีวิตแบบบำนาญ, ฯลฯ

    บริษัทประกันชีวิตจะกำไรก็คือต้องหวังว่าเบี้ยประกันที่ได้รับรวมกับกำไรที่ทำได้จากการเอาเบี้ยไปลงทุนจะต้องมีมากพอให้หักค่าสินไหมหรือผลประโยชน์ใดๆที่สุดท้ายต้องจ่ายกับค่าบริหารจัดการอื่นๆแล้วเหลือ

    ธรรมชาติธุรกิจประกันชีวิต

    ก็เป็นธุรกิจที่ยากอีกเช่นกัน  เผลอๆจะยากกว่าประกันวินาศภัยด้วย

    อย่างแรกก่อนเลยก็คือสินค้าซึ่งคือตัวสัญญามันเป็นอะไรที่เลียนแบบกันได้ง่ายมาก  ใครทำออกมาก็เหมือนๆกัน  มันก็เลยแข่งกันที่ราคากับผลประโยชน์เป็นหลัก

    กับที่ทำให้มันยากจริงๆคือสัญญาประกันชีวิตมันจะยาวนานหลายปี  และดังนั้นมันก็เลยยากมากที่จะเดาตัวแปรต่างๆในอนาคต  ตัวแปรที่มีผลกระทบกับผลประกอบการของบริษัทประกันชีวิตก็เช่นผลกำไรจากการลงทุนที่คาดว่าจะทำได้, life expectancy, อัตราการยกเลิกกรมธรรม์, ถ้ามีประกันสุขภาพด้วยก็อาจจะมีเรื่องอัตราเงินเฟ้อของค่ารักษาพยาบาลเพิ่มไปด้วย  บริษัทประกันชีวิตเค้าก็พยายามเต็มที่แหละ  แต่มันยากเพราะมันต้องเดาไปในอนาคตหลายปีจัด  ทำให้วันนี้ที่เค้าขายประกันชีวิตจริงๆเค้าก็ไม่ชัวร์ว่าที่ขายไปนั่นมันจะกำไรหรือเปล่ากว่าจะรู้ก็อีกหลายปีต่อมา  ในอดีตก็เคยมีบริษัทเจ๊งมาแล้วเพราะประมาณผลตอบแทนจากเงินลงทุนผิด

    ส่วนใหญ่ความสามารถในการเติบโตหรือ ROE ธุรกิจนี้ก็จะเฉยๆไม่น่าตื่นเต้น  การเติบโตนี่ถ้าไม่นับว่ามีซื้อกิจการก็จะโตแบบช้าๆ  ส่วน ROE ก็จะไม่สูงอยู่ประมาณหลักสิบต้น

    วิธีสังเกตว่าบริษัทไหนดี

    งบการเงินบริษัทประกันชีวิตมันจะบอกอะไรเราได้น้อย  บนงบดุลแทบจะเรียกได้ว่ามีรายการหลักใหญ่อยู่ 2 อันเท่านั้น  ฝั่งทรัพย์สินอันใหญ่สุดจะเป็นเงินลงทุนซึ่งก็คือเบี้ยที่รับมาแล้วเอาไปลงทุนอยู่ในอะไรซักอย่าง  ส่วนฝั่งหนี้สินก็จะเป็นหนี้สินจากสัญญาประกันภัยซึ่งมาจากประมาณการมูลค่าปัจจุบันของภาระสินไหมทั้งหมดที่เค้าคาดว่าจะเกิดในอนาคตดึงกลับมาเป็นมูลค่าปัจจุบัน

    ในทางปฏิบัติคือเราไม่รู้ว่าหนี้สินที่เค้าคำนวณมานั่นมันมาได้ไงอยู่ละ  ดังนั้นเราก็ทำได้ดีสุดแค่คอยติดตามว่ามันเพิ่มขึ้นหรือเปล่ายังไงเท่านั้น

    ส่วนหลักการในการเลือกบริษัทประกันชีวิตสมมติว่าเราต้องซื้อ  แนะนำว่าดู

    • การเติบโตไม่สูงเว่อร์เทียบกับทั้งอุตสาหกรรม  คือหลักๆเราไม่ต้องการบริษัทที่มัน aggressive เพราะพวกนี้มักจะมาจากการตั้งราคาที่ต่ำหรือให้ผลประโยชน์สูงเพื่อดึงลูกค้า  และเดี๋ยวมันจะมามีปัญหาตอนหลัง
    • เป็นบริษัทใหญ่มีชื่อเสียง  ปกติพวกนี้จะได้เปรียบเรื่องความน่าเชื่อถือ, มีทีมขายหรือการจัดจำหน่ายที่ดีกว่า, มีสินค้าหลากหลายและอาจจะมีความสัมพันธ์ในการขายกับลูกค้าองค์กร  โดยรวมก็จะทำให้ได้เปรียบบ้าง
    • Credit rating สูงไว้ก่อน  ถ้าให้ดีดูตรงที่เค้าแจกแจงว่าลงทุนในอะไรบ้าง  ส่วนใหญ่ก็จะเป็นตราสารหนี้แหละ  แต่บางทีถ้าเจอว่าลงทุนในตราสารหนี้แบบ High Yield Bond ก็จะน่ากลัวหน่อย

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • งบการเงินแต่ละประเทศต่างกันเยอะมั้ย ? หลักการบันทึกเหมือนของไทยหรือเปล่า ?

    งบการเงินแต่ละประเทศต่างกันเยอะมั้ย ? หลักการบันทึกเหมือนของไทยหรือเปล่า ?

    มีคนมีคำถามนี้เพราะกังวลว่าวิธีอ่านงบการเงินมันจะต่างออกไปจากของประเทศไทยหรือเปล่า

    เท่าที่ผมเจอมาไม่น่าจะต้องกังวลนะ  คือเห็นแหละว่าแต่ประเทศมันจะมีมาตรฐานการบันทึกบัญชีของตัวเอง  อย่างของไทยก็ TFRS  ฮ่องกงก็มี HKFRS  รัสเซียมี RAS  แต่ทั้งหมดนี่ผมว่ามันเหมือนๆกันนะ  สุดท้ายคือมาตรฐานบัญชีของประเทศต่างๆมันก็อิงไม่ IFRS ก็ US GAAP แหละ  ผมเข้าใจว่าอาจจะมีรายละเอียดปลีกย่อยที่ต่างกันออกไปมั้ง  แต่ที่ผ่านมาเท่าที่เจอคือไม่ได้มีอะไรที่แบบต่างกันมากจนต้องระวังหรืออะไร  แล้วยิ่งหลังๆมา IFRS กับ US GAAP ก็คล้ายกันมากขึ้นเรื่อยๆ

    ดังนั้นสรุปคือผมว่าไม่ต่างนะ  ไม่มีอะไรที่ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญครับ  สบายใจได้

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • ศึกษาหุ้นมาซักพัก แต่ยังรู้สึกไม่มั่นใจ ทำไงดี ?

    ศึกษาหุ้นมาซักพัก แต่ยังรู้สึกไม่มั่นใจ ทำไงดี ?

    #ไม่กล้าลงทุน #กลัวขาดทุน

    มีนักเรียนเราที่บอกว่าเข้าใจวิธีการเลือกหุ้น, เข้าใจวิธีการคำนวณมูลค่าพื้นฐานและเรียนรู้ทฤษฎีเรื่องสำคัญต่างๆเกี่ยวกับการลงทุนในหุ้นเรียบร้อยละ  แต่ก็ยังรู้สึกว่าไม่ค่อยมั่นใจในการลงทุนอยู่ดี  กรณีนี้ทำไงดี

    อันนี้เป็นปัญหายากเหมือนกัน  แต่ผมก็พอเข้าใจนะ  สำหรับคนเพิ่งเริ่มต้นจะให้มั่นใจสุดๆก็แปลกอยู่  ผมแนะนำว่าทำงี้

    1. เช็คความเข้าใจเราอีกรอบ  เราต้องรู้ว่าเราทำอะไรอยู่เพราะอะไร  สรุปกระบวนการลงทุนเราอีกทีว่าเราจะทำอะไรบ้าง  ทำไมถึงทำแบบนั้น   อธิบายเหตุผลกับตัวเองได้แล้วแน่ๆใช่มั้ย  ถ้ามีตรงไหนหลุดไปก็ไปเช็คหรือทำความเข้าใจเพิ่ม
    2. นึกในใจเสมอว่ายังไงก็ต้องมีพลาด  ความผิดพลาดเป็นเรื่องปกติ  ผลตอบแทนเราจะออกมาดีเพราะโดยรวมเราถูกมากกว่าผิด  ไม่ใช่ว่าต้องไม่มีพลาดเลย  ต่อให้วิธีการลงทุนเราถูกต้องดีแค่ไหนก็ต้องมีพลาดบ้าง  ขนาดนักลงทุนระดับโลกอย่าง Warren Buffett ยังมีลงทุนไปแล้วพลาดขาดทุน  ที่สำคัญมันคือพลาดแล้วเราเรียนรู้อะไรบ้างมากกว่า  ดังนั้นมันดีมากแล้วที่เรากำลังจะได้ตัดสินใจลงทุนด้วยตัวเอง  เวลาพลาดเราจะได้รู้ว่าพลาดตรงไหน  อย่าพลาดแบบลงทุนตามคนอื่น  เพราะถึงเวลาพลาดขึ้นมาเราก็ไม่รู้อะไรเพิ่มเลย
    3. เริ่มศึกษาหุ้นจริงด้วยตัวเอง  เริ่มจากบริษัทที่เราชอบและมั่นใจก่อน  โดยปกติเมื่อเราศึกษามากขึ้นเข้าใจความได้เปรียบเสียเปรียบของธุรกิจที่เราสนใจมากขึ้น  ความมั่นใจมันจะมากขึ้นเอง
    4. ลงทุนทีละน้อย
    5. ในกรณีที่เจอตลาดตกหรือมีความกังวลว่าตลาดอาจจะตก  ย้ำกับตัวเองอีกรอบว่าไม่มีใครรู้อนาคตตลาดจะตกจริงป่าวก็ไม่รู้  และสมมติมันตกจริงขึ้นมาก็สุดยอดเพราะเราลงทุนทีละน้อยใช่มะ  เงินสดที่เหลืออยู่ก็จะมีโอกาสซื้อหุ้นราคาถูกพอดีเลย  สุดยอดมากตลาดตก
    6. อย่าฟังพวกข่าวระยะสั้นและความเห็นที่บอกควรซื้อหรือขายหุ้นอะไรซักอย่าง

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • อ่าน 56-1 กับ Oppday เพียงพอมั้ย ? การทำ Scuttlebutt จำเป็นหรือเปล่า ?

    อ่าน 56-1 กับ Oppday เพียงพอมั้ย ? การทำ Scuttlebutt จำเป็นหรือเปล่า ?

    #Scuttlebutt นี่มันจำเป็นขนาดไหน

    มีคนสงสัยว่าการทำ scuttlebutt หาข้อมูลเกี่ยวกับหุ้นโดยการพยายามถามคนที่เกี่ยวข้องกับบริษัทไม่ว่าจะเป็นคู่แข่ง, ลูกค้า, พนักงานเหล่านี้มันจำเป็นขนาดไหน  เราตัดสินใจจากการอ่านข้อมูลรายงาน 56-1, ฟัง oppday เอาเฉยๆเพียงพอมั้ย  เพราะการทำ scuttlebutt นี่มันก็ไม่ได้ง่ายและกับบางบริษัทมันก็ไม่รู้จะทำได้ยังไงถ้าเราไม่รู้จักคนที่เกี่ยวข้อง

    ในความเห็นส่วนตัวผมคือ scuttlebutt นี่สำคัญมากอยู่ครับ  แต่ไม่ถึงกับจำเป็นว่าถ้าทำไม่ได้คือแปลว่าไม่ควรซื้อหุ้นนั้นเลย  scuttlebutt นี่มันก็เป็นแหล่งข้อมูลแบบนึงนะ  เวลาเรากำลังจะซื้อหุ้นที่เรามีข้อมูลแค่จากการอ่านรายงาน 56-1, oppday กับพวกงบการเงิน  เราก็ต้องรู้ตัวว่าเรามีข้อมูลจำกัดแค่นั้นและการซื้อก็มีความเสี่ยงมากขึ้นจากการขาดข้อมูลบางส่วนไปนะ  ถ้าเรารู้สึกว่ามันเพียงพอให้เราตัดสินใจได้

    ผมมองว่า scuttlebutt เป็นแหล่งข้อมูลเพิ่มเติมที่ดีเพราะว่ามันให้ข้อมูลบางอย่างที่หลายครั้งมันไม่มีในรายงานเช่น  พนักงานหรืออดีตพนักงานอาจจะสามารถบอกเราได้ว่าบรรยากาศการทำงานเป็นยังไง  คนได้รับการสนับสนุนให้คิดสร้างสรรค์ลองอะไรใหม่ๆมั้ย  ลูกค้าของบริษัทอาจจะสามารถบอกเราได้ว่าทำไมเค้าซื้อสินค้าของบริษัทนี้เลือกซื้อสินค้าเพราะปัจจัยอะไร  นอกจากบริษัทที่เราสนใจแล้วเค้าชอบสินค้าของคู่แข่งเจ้าไหนอีกเพราะอะไร  มีแนวโน้มจะเปลี่ยนใจไปซื้อของคู่แข่งมั้ย  เพราะว่าอะไร  และจริงๆเรื่องนี้ผมว่าสำคัญมาก  ผมเคยรอดจากการลงทุนผิดในหุ้น BEAUTY ก็จากการถามกลุ่มคนที่น่าจะเป็นลูกค้าและไปเดินดูหน้าร้านเค้า

    ดังนั้นสรุปแล้วถ้าถามว่าจำเป็นต้องทำเลยมั้ยก็ไม่ถึงขนาดนั้น  แต่ผมก็ว่าควรต้องทำแหละครับ  ยอมรับว่าบางเคสผมก็ตัดสินใจซื้อโดยที่ไม่ได้ทำ scuttlebutt ก็มีเหมือนกัน  เราแค่ต้องรู้ตัวนะว่าไม่ทำแปลว่าเสี่ยงมากขึ้นอยู่ครับ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • หุ้นกลุ่มประกันภัย

    หุ้นกลุ่มประกันภัย

    #หุ้นประกันภัย #หุ้นประกัน #ธุรกิจประกัน 

    ธุรกิจประกันมันจะแบ่งออกเป็นสองอันหลักๆคือประกันชีวิตกับประกันวินาศภัย  ธุรกิจที่ผมมีความเข้าใจมากหน่อยก็จะเป็นธุรกิจประกันภัยเพราะคนที่บ้านอยู่ในธุรกิจนี้

    ธุรกิจนี้เค้าทำเงินจากอะไร

    ไอเดียหลักๆคือบริษัทรับประกันภัยสัญญาว่าจะชดใช้ค่าเสียหายในกรณีที่เกิดภัย (เงินที่จ่ายชดใช้ค่าเสียหายนี่เรียกว่าสินไหมทดแทน) ให้คนแลกกับการที่คนจ่ายเงินให้บริษัทประกันภัย (เงินนี่เรียกว่าเบี้ยประกันภัย)  บริษัทประกันภัยคาดหวังว่าการที่รวมความเสี่ยงของคนจำนวนมากไว้ด้วยกันมันจะเป็นการกระจายความเสี่ยงของบริษัทประกัน  เพราะทุกคนที่ซื้อประกันก็ไม่ใช่ว่าจะเกิดภัยหมด  บางคนก็จะไม่เกิดภัยและบริษัทประกันก็จะไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหาย  ส่วนบางคนก็จะเกิดภัยและบริษัทต้องจ่ายชดใช้ค่าเสียหาย  ตราบใดที่โดยรวมแล้วเบี้ยประกันทั้งหมดที่เก็บมาจากทุกคนรวมกันมันใหญ่กว่าค่าสินไหมทั้งหมดที่ต้องจ่ายบริษัทประกันก็จะมีกำไร  ส่วนมองจากมุมของลูกค้าก็ได้ประโยชน์ด้วยเพราะมันทำให้ชีวิตมั่นคงมากขึ้น  จริงอยู่บางคนซื้อไปสุดท้ายไม่เกิดภัยอาจจะไม่ได้ใช้  แต่จริงๆแล้วคือไม่มีใครรู้ว่าชีวิตจะเกิดภัยหรือเปล่าและไม่มีใครอยากให้เกิด  การมีประกันภัยอยู่มันทำให้ชีวิตปลอดภัยมากขึ้นคาดเดาได้มากขึ้น

    ความได้เปรียบอีกอย่างหนึ่งของธุรกิจนี้คือเบี้ยประกันภัยมันจะเก็บมาก่อนที่จะต้องจ่ายค่าสินไหม  ดังนั้นบริษัทก็จะมีเงินจำนวนหนึ่งอยู่ในมือที่สามารถเอาไปลงทุนได้  เงินนี่เค้าจะเรียกว่า float

    โดยรวมแล้วบริษัทประกันภัยจะมีกำไรมั้ยมากหรือน้อยก็จะขึ้นอยู่กับว่ารับประกันแล้วต้องจ่ายค่าสินไหมขนาดไหน  มีเหลือพอคุ้มค่าใช้จ่ายอื่นๆหรือเปล่า  และระหว่างนั้นสามารถเอา float ไปลงทุนได้ดีหรือเปล่า

    ธรรมชาติธุรกิจนี้

    โดยคอนเซปต์มันฟังดูดีนะ  ธุรกิจนี้ก็เพียงแค่ต้องดูในอดีตว่าโดยเฉลี่ยแล้วความเสียหายต่อคนหรือต่อคันหรือต่ออาคารคือเท่าไหร่  แล้วก็แค่ตั้งราคาให้มันสูงพอคุ้มค่าสินไหมบวกค่าใช้จ่ายต่างๆแค่นี้ก็กำไรละนี่  แล้วยังมีกำไรจากการเอา float ไปลงทุนอีก  ธุรกิจก็ดูไม่ต้องลงทุนเครื่องจักรไม่ต้องผลิตอะไรเยอะแยะ  แค่พิมพ์กระดาษกรมธรรม์ออกมาแค่นั้นเอง  ดูเหมือนมีแต่ได้นะ

    แต่เอาจริงๆคือมันเป็นธุรกิจยาก  เพราะจำนวนคู่แข่งมีเยอะ  ขายสินค้าเหมือนๆกัน  คนซื้อตัดสินใจก็มาจากราคาเบี้ยประกันเป็นหลัก  ดังนั้นโดยส่วนใหญ่ก็จะแข่งกันด้วยราคา  แล้วถ้าเกิดมีไอบ้าเจ้าไหนทำราคาต่ำจนเว่อร์อาจจะเพราะต้องการแย่งส่วนแบ่งตลาดเลยยอมขาดทุน  เจ้าอื่นก็ต้องตามไม่งั้นก็ต้องยอมไม่ขาย  ใครคิดอะไรใหม่ออกมาดูเข้าท่าคนอื่นก็สามารถลอกสัญญาทำสินค้าแบบเดียวกันออกมาได้แทบในทันที

    นอกเหนือจากนั้นแล้วธุรกิจประกันภัยก็มักจะถูกควบคุมหรือมีกฎใหม่ๆที่มีผลกระทบออกมาโดยหน่วยงานที่กำกับดูแล  เช่นอย่างคปภ.ของไทยบางทีก็สั่งให้เพิ่มความคุ้มครองโดยไม่เพิ่มเบี้ย  เป็นการสร้างผลงานเอื้อประโยชน์ให้ประชาชน  ซึ่งก็เข้าใจได้แต่มันก็จะเป็นความซวยของบริษัทประกัน

    วิธีสังเกตว่าบริษัทไหนดี

    ธุรกิจนี้จะหาแบบดีกว่าคนอื่นมาๆก็จะยากนิดเพราะอย่างที่บอกว่าสินค้ามันเหมือนๆกัน  แต่ก็ไม่ใช่เป็นไปไม่ได้  โดยรวมมันต้องพึ่งพาผู้บริหารที่มีสติแหละ  เท่าที่ผมเคยเห็นบริษัทประกันภัยที่จะได้เปรียบก็มีเช่น

    1. บริษัทที่เลือกภัยได้ดีกว่าคนอื่น และพร้อมที่จะไม่รับถ้ามองว่ารับไปไม่กำไร  โดยปกติพวกนี้ก็ต้องมีความสามารถในการเลือกลูกค้าที่ดีกว่า  ถ้าทำได้ Loss ratio ก็จะต่ำกว่าคนอื่น  จุดสังเกตก็จะเป็นตัว Loss ratio นี่แหละ  ถ้าดูว่ารับประกันประเภทเดียวกันกับคู่แข่งแต่ Loss ratio ต่ำกว่าต่อเนื่อง  อันนี้เป็นสัญญาณที่ดีละ  และโดยปกติพวกนี้จะไม่ agressive พยายามจะโตพรวดพราดหรือแข่งราคาเพื่อแย่งตลาด
    2. บริษัทที่ทำประกันภัยแบบ niche จัด  บางบริษัทเค้ารับประกันภัยประเภทที่มีคนสนใจซื้อน้อยตลาดแคบ  ข้อดีคือคู่แข่งที่จะเข้ามาก็จะน้อยเพราะประกันมันเป็นประเภทที่ไม่ได้ขายได้เยอะ  มันก็เลยทำให้พวกที่ทำ niche นี่ตั้งราคาได้มากกว่า  และที่สำคัญคือถ้าบริษัทนี้เค้ารับประกัน niche มานาน  เค้าจะเริ่มรู้และมีข้อมูลว่าจะเลือกภัยยังไง  ความเสียหายจะประมาณเท่าไหร่  ก็จะทำให้ทำได้ดีกว่าคนอื่นเข้าไปอีก  ประกันแปลกๆที่ผมเคยเห็นก็เช่นรับประกันค่ายลูกเสือ, เรือยอร์ช, งานแต่งงาน, คนสอนขี่ม้า, โรงเรียนสอนดำน้ำ ฯลฯ
    3. มี captive market  คือมีช่องทางเอาลูกค้ามาจากไหนซักอย่างที่ได้เปรียบคนอื่น  เช่นบริษัทประกันญี่ปุ่นในไทย Sompo, Tokio Marine, Mitsui Sumitomo พวกนี้ได้ลูกค้าญี่ปุ่นส่วนใหญ่  ยังไงมันก็จะทำประกันกับสามเจ้านี่  ไม่ว่าจะมีเสนอราคาถูกกว่าแค่ไหนก็ตาม  หรือมีช่องทางธนาคารอย่างกรุงเทพประกันภัยก็จะได้งานจากลูกค้าธนาคารที่กู้เงินจากธนาคารกรุงเทพ  แบบนี้ก็จะทำให้ธุรกิจได้เปรียบไประดับหนึ่งละ
    4. มีผลการดำเนินงานเข้มแข็งเงินสำรองเยอะ  สำคัญโดยเฉพาะกับพวกที่รับประกันทรัพย์สิน  บางบริษัทผู้บริหารเค้าเข้าใจธุรกิจรู้ว่าบางทีมันก็จะมีภัยใหญ่โตเกิดขึ้นได้  กรุงเทพประกันภัยนี่เป็นตัวอย่างบริษัทที่เข้าใจธุรกิจและมีเงินสำรองเยอะขนาดว่าปี 2554 น้ำท่วมใหญ่เค้ามีเงินจ่ายสินไหมได้  ในขณะที่เจ้าอื่นอาจจะต้องรอ reinsurer หรือบางบริษัทต้องระดมทุนเพิ่ม

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • เวลาคำนวณ DCF ตอนคิด Terminal Value ถ้าสมมุติอัตราการเติบโตมากกว่าอัตราคิดลด จะเกิดอะไรขึ้น ?

    เวลาคำนวณ DCF ตอนคิด Terminal Value ถ้าสมมุติอัตราการเติบโตมากกว่าอัตราคิดลด จะเกิดอะไรขึ้น ?

    #DCF #ถ้าการเติบโตมากกว่าอัตราคิดลดจะเกิดอะไรขึ้น

    มีคนถามเกี่ยวกับการคำนวณ DCF  เค้าสงสัยตรงส่วนที่เราคำนวณ PV ของ terminal value ที่สมมติว่าบริษัทโตไปเรื่อยๆเป็น perpetuity  สูตรมันจะเป็น CF1/(r-g)  ปกติ r>g ก็ไม่มีปัญหาอะไร  แต่ถ้า r<g จะเกิดอะไรขึ้น  มูลค่าบริษัทมันจะเป็นตัวเลขติดลบเหรอ

    คำตอบคือมูลค่าของบริษัทจะเป็น infinity ครับ  ไม่ใช่เลขติดลบ  ลองนึกภาพตามง่ายๆจากสมการที่เราใช้คำนวณ PV

    PV ก็คือการแก้สมการนี่หาค่า X ถูกมะ  C คือ กระแสเงินสด  g คืออัตราการเติบโต  ส่วน r คือ discount rate  แต่ละเลขที่บวกกันอยู่นั่นคือคิดลดกระแสเงินสดปีที่ 1, 2, … ไปเรื่อยๆถึง infinity  รวมกันก็จะเป็นมูลค่าในวันนี้ของกระแสเงินสดทั้งหมดที่จะเกิดขึ้นในอนาคตถูกมะ

    ถ้าสมมติ g > r นะ  ก็แปลว่าตัวเลขคิดลดของปีที่ 2 ก็ใหญ่กว่าปีที่ 1  ปีที่ 3 ก็ใหญ่กว่า 2  แบบนี้ไปเรื่อยถูกมะ  ถ้าเลขใหญ่ขึ้นเรื่อยๆไปถึง infinity บวกรวมกันมันก็จะได้เลขใหญ่เป็น infinity ไง  เห็นภาพมั้ยครับ

    แต่ถ้า g < r  ตัวเลขคดลดของปีที่ 2 ก็จะเล็กกว่าปีที่ 1  ปีที่ 3 ก็จะเล็กกว่าปีที่ 2  และเล็กลงเรื่อยๆจนเข้าใกล้ 0 ใช่มะ  แปลว่าสุดท้ายมันบวกกันได้ไง  เพราะมันจะเข้าใกล้เลขอะไรซักเลขนึงซึ่งคำนวณได้

    ทีนี้ตอบเพิ่มเติมอีกนิด  ต่อจากตรงนี้ผมคุย math มากขึ้นไปอีก  ถ้าใครไม่ใช่สายเลขก็ไม่ต้องดูต่อก็ได้นะ  คุณน่าจะเคยเห็นสูตร perpetuity ที่เป็น C0(1+g)/(r-g)  ที่มาของมันมาจากการแก้อนุกรมครับ

    อันนี้คือสมการเดียวกันแต่สมมติว่าคิดลดไปถึงปี n ก่อน  เก็บสมการอันนี้เป็นสมการที่ 1

    สมการที่ 2  เราทำการคูณ (1+r) หาร (1+g) กับทั้งสองฝั่งของสมการที่ 1

    แล้วเราก็เอาสมการ 2 ลบด้วยสมการ 1  จัดรูปมันก็จะเป็นแบบนี้

    เราจะเห็นว่า  สมมติจำนวนปีที่เราพิจารณา n มันเข้าใกล้ infinity  ถ้า r>g ตัว (C0(1+g)^n)/(1+r)^n ก็จะเข้าใกล้ 0  และค่า X ก็จะเท่ากับ C0(1+g)/(r-g)  อันนี้คือที่มาของสมการที่หา PV ของ perpetuity ครับ  และจะเห็นว่าข้อกำหนดมันคือ r ต้องมากกว่า g นะ  ถ้า r<g สิ่งที่เกิดขึ้นคือ X ก็จะกลายเป็น infinity เนี่ยครับ  ส่วนถ้า r=g พอดีมันก็จะ error ละ not defined เพราะสมการมันจะหารด้วยศูนย์ 

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • หุ้นเติบโตเร็ว แต่ P/E สูงมาก น่าลงทุนมั้ย ?

    หุ้นเติบโตเร็ว แต่ P/E สูงมาก น่าลงทุนมั้ย ?

    #หุ้นP/Eสูง

    โดยรวมผมอาจจะไม่ได้ให้ความสำคัญกับ P/E เท่าไหร่เวลาตัดสินใจลงทุน  คือ ไม่ได้ซีเรียสว่า P/E ต้องต่ำกว่า 10 ถึงซื้อหรือ P/E เกิน 20 คือซื้อไม่ได้หรืออะไร  แต่ถึงอย่างนั้นก็ตามผมก็จะระวังหุ้นที่ P/E สูงมากเป็นพิเศษ  อย่างถ้า P/E เกิน 40 เท่าขึ้นไปนี่ผมก็เริ่มรู้สึกระแวงละ  ส่วนนึงคือหุ้นที่คนนิยมมากก็มักจะเป็นหุ้นราคาแพงเกินอยู่ตั้งแต่แรก  บวกกับความนิยมของคนมันเปลี่ยนได้

    โดยตัวมันเอง P/E สูงมากไม่ได้แปลว่าไม่ดีหรือธุรกิจมันมีปัญหาหรืออะไรนะ  #P/E สูงมากแปลว่าคนนิยมหุ้นนี้มากเท่านั้นเอง  หรือพูดอีกแบบนึงคือคนมีมุมมองที่ดีต่อบริษัทและมีความเชื่อมั่นมากก็เลยยินดีซื้อที่ราคาหลายเท่าของกำไร  ซึ่งกรณีส่วนใหญ่ที่มันเป็นแบบนั้นได้ก็คือบริษัทมันเป็นบริษัทที่ดูมีอนาคตจริง  ที่ผ่านมาอาจจะโตอย่างรวดเร็วและมีแนวโน้มจะยังโตได้ต่อไป

    ปัญหาคือความนิยมของคนนี่มันเปลี่ยนได้  เมื่อเวลาผ่านไปคนก็อาจจะเปลี่ยนทัศนคติกับบริษัทก็เป็นไปได้  เช่นสมมติมีบริษัท A ตอนนี้กำไรต่อหุ้นคือ 1 บาท  ด้วยความเชื่อว่าบริษัทจะสามารถทำกำไรโตได้เป็น 2 เท่าในเวลาไม่กี่ปีหุ้น A ก็เลยขายอยู่ที่ P/E 100 เท่าซึ่งแปลว่าตอนนี้ราคาหุ้นคือ 100 บาท  ทีนี้สมมติบริษัทโตเร็วจริงผ่านไปไม่กี่ปีกำไรโตเป็น 2 บาทต่อหุ้นละ  แต่ถึงตอนนั้นระดับความนิยมของคนอาจจะไม่ใช่ P/E 100 เท่าละเพราะคนอาจจะมองว่าเออมันโตมาเยอะละนะอนาคตต่อจากนี้ไปก็ไม่น่าจะโตได้เร็วเท่าเดิมละนะ  สมมติ P/E มันเหลือ 60 เท่าละกัน  ก็แปลว่าราคาหุ้นมันก็จะเป็น 120 บาท  เทียบกับตอนแรกที่เราซื้อมา 100 บาทก็คิดเป็นกำไรแค่ 20% เท่านั้นเอง  ทั้งที่บริษัทจริงๆกำไรเติบโตเท่าตัวแน่ะ

    ดังนั้นโดยรวมผมก็เลยไม่นิยมหุ้น P/E สูงมากครับ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • วิเคราะห์งบการเงิน Evergrande – เราจะเห็นปัญหาได้ก่อนมันจะเป็นข่าวมั้ย ?

    วิเคราะห์งบการเงิน Evergrande – เราจะเห็นปัญหาได้ก่อนมันจะเป็นข่าวมั้ย ?

    #อ่านงบการเงิน #วิเคราะห์งบการเงิน Evergrande

    ก็เป็นคำถามที่ดี  คือเนื่องจากตอนนี้เรารู้แล้วว่ามันมีปัญหาแน่  ดังนั้นถ้าเราเปิดไปดูงบการเงินย้อนหลังเราก็คงมีความลำเอียงว่ามันดูมีปัญหาแหละ  แต่ถึงอย่างนั้นเราก็ลองเปิดดูนะ

    ปัญหามันดังขึ้นมากลางปีนี้ 2021 ถูกมะ  ดังนั้นเราก็จะเห็นงบสิ้นปี 2020 และงบการเงินใดๆที่มาก่อนหน้านั้น

    สิ่งที่เราจะสังเกตได้จากการอ่านงบการเงินคือ

    • ยอดขาย  ดูหยุดโตไปตั้งแต่ปี 2019 นะ  ซึ่งในเวลานั้นไม่เกี่ยวกับโควิดแน่ๆ  จริงๆเราคงไม่ได้คาดหวังว่ามันจะโตเร็วแบบปีก่อนหน้าไปเรื่อยๆ  แต่การเติบโตมันดูเปลี่ยนแปลงเยอะอยู่  จากปี 2017 มา 2018 นี่รายได้เติบโต 49.89% นะ  ในขณะที่จาก 2018 มา 2019 นี่ 2.44% เอง  อันนี้ก็ผิดสังเกตนะ
    • ต้นทุนตรง  ดูเพิ่มขึ้นเยอะกว่ารายได้  อย่างปี 2019 ที่รายได้โตช้า 2.44%  ต้นทุนตรงโต 15.94%  เอาจนกำไรขั้นตั้นลดลงด้วยซ้ำ  ส่วนปี 2020 นี่แย่ลงไปอีก  
    • SG&A  เพิ่มขึ้นทุกปีนะ  และก็เช่นกันกับต้นทุนตรงคือในปีที่รายได้โตช้า  ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารก็ยังเพิ่มขึ้นเป็นสัดส่วนที่เยอะกว่าอยู่  รวมถึงปีโควิดด้วย
    • กำไรจากการดำเนินงานตกลงเยอะตั้งแต่ปี 2019 ละ
    • เมื่อไปอ่านตัวรายงานปัญหาดูจะเป็นเรื่องขายไม่ได้  เค้าก็พูดชัดเจนอยู่ว่าปัญหาของยอดขายไม่โตและอัตราส่วนกำไรขั้นต้นที่ต่ำลงคือสินค้าขายไม่ออก  ต้องมีการลดราคาเพื่อพยายามขายให้ออก
    • Finance cost ปี 2020 มันดูลดลงเยอะมาก  แต่เมื่อไปดูหมายเหตุก็จะเจอว่าจริงๆค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยมันเพิ่มขึ้นแหละ  มันเหมือนจะลดลงแค่เพราะมัน capitalised ไปกับว่ามีโชคดีจากอัตราแลกเปลี่ยน
    • กระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน  ดูน่ากลัวอยู่  ทั้งที่เหมือนจะกำไรทุกปีแต่กระแสเงินสดจากการดำเนินงานติดลบบางปี  จาก 6 ปีที่เราดูอยู่มีบวกแค่ 2 ปีคือ 2018 กับ 2020  เท่าที่ดูคือเงินมันไปอยู่ใน properties under development กับที่ held for sale
    • ทรัพย์สินส่วนใหญ่ของบริษัทคืออยู่ในรูป properties under development กับที่ held for sale  เพิ่มขึ้นทุกปี
    • ธุรกิจอื่นๆของบริษัทที่ไม่ใช่อสังหาริมทรัพย์ขาดทุน
    • Cost of borrowing ดูสูงขึ้น  โดยเฉพาะดอกเบี้ยธนาคารที่เป็นแหล่งเงินกู้หลัก  ทั้งที่อย่างปี 2020 เรารู้ว่าธนาคารกลางของจีนลดอัตราดอกเบี้ยนี่  อันนี้จริงๆบ่งชี้ว่าธนาคารจีนเค้าก็เห็นว่าบริษัทมีความเสี่ยงเยอะขึ้น

    สรุปคือ  มันก็พอเห็นปัญหาได้อยู่นะ  ส่วนตัวแล้วเรื่องขายไม่ออกนี่เป็นประเด็นสำหรับผมมากสุด  ซึ่งเราเห็นแววมาตั้งแต่ 2019 ละ  ทั้งยอดขายไม่โตและบริษัทก็บอกเองว่าต้องลดราคาทำ clearance sale  ไม่เกี่ยวกับโควิดแน่เพราะปีนั้นยังไม่โควิดด้วย  กระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงานติดลบหลายปีนี่คือเงินมันไปกองอยู่ในอสังหาริมทรัพย์ที่กำลังสร้างหรือสร้างแล้วยังขายไม่ได้  ซึ่งตราบใดที่มันขายได้ดีต่อไปเรื่อยก็คงไม่เป็นไร  แต่เราเห็นไงว่าทรงมันจะขายไม่ได้มันเตือนมาก่อนละ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • งบการเงินของ REIT กับหุ้นต่างกันมั้ย ? ต้องดูอะไรเป็นพิเศษรึเปล่า ?

    งบการเงินของ REIT กับหุ้นต่างกันมั้ย ? ต้องดูอะไรเป็นพิเศษรึเปล่า ?

    เร็วๆนี้มีคนถามมาทาง fb บอกว่างบการเงิน REIT หน้าตาไม่เหมือนหุ้น  แล้วก็สงสัยว่างบ REIT ควรดูยังไง  วีดิโอนี้เราตอบเรื่องนี้ครับ

    ก่อนอื่นตอบอย่างแรกก่อนเลย  ที่บอกงบการเงิน REIT หน้าตาไม่เหมือนงบการเงินหุ้นนั่นไม่จริงครับ  คนถามน่าจะเข้าใจอะไรผิดซักอย่าง  หน้าตามันเหมือนกันมากและรายการที่อยู่บนนั้นความหมายก็เหมือนกันในสาระสำคัญทั้งหมดเลย  ซึ่งเดี๋ยวผมเปิดให้ดู

    และดังนั้นสำหรับคำถามต่อมาที่ถามว่างบการเงิน REIT นี่เราควรดูอะไรยังไง  ในเมื่อมันก็เหมือนงบการเงินของหุ้นเราก็ดูเหมือนๆกันน่ะครับ  หลักๆแล้วคือเราอยากรู้ว่าตัวตึกที่ REIT เป็นเจ้าของนี่มันเป็นที่ต้องการมั้ย  รายได้ค่าเช่าเพิ่มขึ้นมั้ย, เก็บเงินได้มั้ย, ฯลฯ  เรื่องตัวกำไรขาดทุนจากการเปลี่ยนแปลงมูลค่าทรัพย์สินที่ประเมินใหม่  อันนี้โดยตัวมันเองถ้าไม่ใช่ว่าเปลี่ยนแปลงรุนแรงโดยปกติก็ไม่ได้ซีเรียสนะ  มันไม่ได้มีผลกระทบอะไรโดยตรงกับผลการดำเนินงานของ REIT  เพียงแต่บางทีเราอาจจะต้องสงสัยถ้าเห็นมันลดค่าลงอย่างต่อเนื่องทุกปี  เราต้องเริ่มคิดว่าอะไรทำให้คนประเมินมูลค่าปรับการประเมินเยอะขนาดนั้น  ทำเลแย่ลงเหรอ  อนาคตความต้องการน่าจะน้อยลงเหรอ  หรือมีคู่แข่งโผล่มาในพื้นที่แถวนั้นเยอะขึ้นเหรอ

    สรุปคือ  งบการเงินก็เหมือนหุ้น  เรื่องที่ดูบนงบการเงินก็เหมือนๆกัน  และที่สำคัญเรื่องที่ไม่ได้อยู่บนงบการเงินก็ต้องดูเหมือนๆกัน  อย่างเช่นคำถามว่าสรุปบริษัทมันทำอะไรกันแน่, ทำไมที่ผ่านมาทำได้ดี  และมันจะยังทำได้ดีต่อไปในอนาคตมั้ยเป็นต้น

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี