Blog

  • ลงทุนในหุ้นยั่งยืนดีมั้ย ?

    ลงทุนในหุ้นยั่งยืนดีมั้ย ?

    ช่วงหลังมานี้กระแสการลงทุนในหุ้นยั่งยืนซึ่งคือหุ้นที่รักษาสิ่งแวดล้อม, ช่วยเหลือสังคมและมีธรรมาภิบาลเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นจริงจัง  ในต่างประเทศก็มีกองทุนที่เน้นลงทุนในหุ้นยั่งยืนมากขึ้น  ในไทยก็เริ่มมีบทความพูดถึงเยอะขึ้น

    โดยคอนเซปต์ผมก็ว่ามันก็ดีนะการสนับสนุนบริษัทที่ทำดี  แต่การลงทุนหุ้นยั่งยืนก็ยังมีประเด็นที่ผมยังสงสัยอยู่

    1. สรุปผลตอบแทนมันดีกว่าหรือเปล่า

    จริงๆถ้าผลตอบแทนเอาแค่ไม่ต่างกันก็โอเคละนะ  แต่ที่กลัวคือผลตอบแทนมันจะห่วยกว่าหรือเปล่า  ส่วนนึงเพราะคนนิยมกันเยอะขึ้นก็เลยทำให้หุ้นแพงขึ้น  แล้วมันก็จะจำกัดโอกาสแทนที่จะสามารถลงทุนได้ทุกบริษัททุกธุรกิจก็อาจจะลงทุนได้แคบลงเหลือพวกที่คะแนนดีโดยอัตโนมัติเช่นการเงิน,   บวกกับว่าการทำให้ไม่กระทบสิ่งแวดล้อม, ดีกับสังคมพวกนี้ก็อาจจะเป็นค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นของบริษัท

    โดยรวมเท่าที่เคยอ่านเจอส่วนใหญ่จะบอกว่าดีขึ้น  แต่ผมเคยเทียบดัชนีที่เป็น ESG กับไม่เป็นแล้วเหมือนว่าจะแทบไม่มีความแตกต่างหรือจริงๆอาจจะแย่กว่าเล็กน้อยด้วยซ้ำ

    2. ใครเป็นคนตัดสินเรื่อง ESG  มีเกณฑ์ชัดเจนหรือยัง

    เคยอ่านเจอว่าปัจจุบันการให้คะแนน ESG นี่มันยาก  นักลงทุนคงไม่ไปนั่งสืบด้วยตัวเองดังนั้นก็ต้องอาศัยคนกลางซักคนไปให้คะแนน

    แต่ทีนี้ปรากฎว่ามันต่างคนต่างทำมีหลายเจ้า  อย่างพวกบริษัทอย่าง S&P, MSCI, FTSE, etc. ที่ทำดัชนีหุ้นเค้าก็พยายามทำเอง  และผมก็อ่านเจอว่ามีคนลองสุ่มเอาบริษัทจำนวนนึงไปดูคะแนน ESG  ปรากฎว่า rating ต่างกันกระจัดกระจายแล้วแต่ค่ายไหนให้คะแนน

    3. บริษัทควรจะถูกตัดสินเทียบมาตรฐานเดียวกันทั้งตลาด  หรือเทียบเฉพาะอุตสาหกรรมเดียวกันพอ

    เท่าที่เข้าใจตอนนี้คือตัดสินด้วยมาตรฐานเดียวกัน  ดังนั้นหุ้นบางธุรกิจก็เสียเปรียบมาก  ดัชนี ESG ปัจจุบันได้ข่าวว่าก็จะถือหุ้นหนักไปที่บริษัทเทคโนโลยี, ซอฟท์แวร์  แล้วก็เลี่ยงพวกธุรกิจพลังงาน, บุหรี่  ซึ่งอันนี้มันดูไม่แฟร์หรือเปล่า  บริษัทที่มีโรงงานอุตสาหกรรมผลิตนู่นนี่มันก็ต้องเสียเปรียบพวกซอฟท์แวร์อยู่แล้วป้ะ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • ลงทุนตามนักวิเคราะห์ ให้ผลดีกว่าหรือเปล่า ?

    ลงทุนตามนักวิเคราะห์ ให้ผลดีกว่าหรือเปล่า ?

    ที่ผ่านมาผมมีความเชื่อมาตลอดว่าพวกบทวิเคราะห์ที่ออกโดยโบรกเกอร์นี่เชื่อถือไม่ค่อยได้  และโดยส่วนตัวคือผมก็ไม่อ่านเลยไม่สนใจเลยด้วย  ที่เชื่อแบบนั้นส่วนนึงเป็นเพราะรู้สึกว่าบทวิเคราะห์มันมักจะมีมุมมองระยะสั้นซึ่งส่วนตัวไม่ค่อยสนระยะสั้นเท่าไหร่  บวกกับมีความรู้สึกว่าโบรกเกอร์นี่เค้าได้รายได้จากการที่เราซื้อขายบ่อยๆดังนั้นบทวิเคราะห์ก็น่าจะออกมาเพื่อกระตุ้นให้เราซื้อขายบ่อยเป็นหลัก  และยิ่งไปกว่านั้นผมก็เคยมีเพื่อนที่เค้าทำงานเป็นนักวิเคราะห์แล้วเล่าให้ฟังว่าเคยต้องเขียนบทวิเคราะห์ที่ยังไงก็ได้แต่ต้องเป็นแนะนำให้ “Buy”  โดยรวมก็เลยมีมุมมองแบบไม่เชื่อ

    แต่ล่าสุดบังเอิญไปอ่านเจองานวิจัยอันนึงที่เค้าทดสอบดูว่าคำแนะนำของบทวิเคราะห์มีประโยชน์หรือเปล่า  และผลปรากฎออกมาผิดคาดกับที่ผมคิดคือดูเหมือนมันจะมีประโยชน์ครับ

    อันนี้เป็นงานวิจัยจัดทำโดยคุณ Vitor Azevedo กับ Sebastian Müller ของ Technical University of Munich  ผมทิ้งลิ้งค์ไว้เผื่อคนสนใจไปอ่าน  https://papers.ssrn.com/sol3/papers.cfm?abstract_id=3705141

    ประเด็นหลักของงานวิจัยก็คือต้องการจะศึกษาเกี่ยวกับบทวิเคราะห์ของนักวิเคราะห์ดูว่ามีประโยชน์อะไรมั้ย, ทำตามแล้วผลตอบแทนดีกว่าหรือเปล่า, หรือว่าแย่กว่า, ดีกว่าจากอะไร alpha มั้ยหรือแค่เป็น rewarded factor อะไรซักอย่าง, แต่ละประเทศเหมือนกันมั้ย, ฯลฯ  โดยเค้าใช้ข้อมูลจาก 45 ประเทศตั้งแต่ปี 1994-2019  ในรายละเอียดวิธีการที่เค้าทำก็น่าสนใจอยู่ถ้าเป็นไปได้ควรไปอ่าน

    ผลที่ได้สรุปคร่าวๆประมาณนี้

    1. เค้าพบว่าบทวิเคราะห์ของอเมริกานี่ไม่ได้เรื่องจริง (เป็นไปตามข้อสรุปงานวิจัยของคนอื่นก่อนหน้านี้)  ซื้อหรือขายตามไม่ได้ทำให้ผลตอบแทนดีขึ้น  เผลอๆจะแย่ลงนิดนึงด้วยซ้ำ
    2. บทวิเคราะห์ในประเทศอื่นที่ไม่ใช่อเมริกามีผลดี
    3. บทวิเคราะห์มีประโยชน์เป็นพิเศษในประเทศที่กำลังพัฒนา  และประเทศที่ไม่ให้ทำ short selling  ซึ่งโดยรวมก็คือตรงกับทฤษฎีที่บอกว่าในตลาดของประเทศที่กำลังพัฒนาจะมีราคาที่ผิดปกติกว่าที่ควรจะเป็นเยอะกว่า
    4. ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นนี้  ดูเหมือนจะมาจาก alpha จริงๆ  ไม่ใช่แค่ว่านักวิเคราะห์แนะนำหุ้นตาม rewarded factor อะไรซักอย่างเช่น Momentum หรือ Value เฉยๆ
    5. นักวิเคราะห์ในตลาดอเมริกา  ดูเหมือนจะชอบแนะนำหุ้นที่แพงมากกว่านักวิเคราะห์ประเทศอื่น
    6. ปัจจุบันประโยชน์ของบทวิเคราะห์ดูจะน้อยลงเมื่อเทียบกับอดีต

    เลยดูเหมือนว่าผมควรจะต้องเปลี่ยนวิธีคิดซะละ  ต้องหัดอ่านบทวิเคราะห์ซะแล้วครับ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • เราจะมีวิธีประเมินคุณภาพผู้บริหารอย่างไร ?

    เราจะมีวิธีประเมินคุณภาพผู้บริหารอย่างไร ?

    มีคนถามว่าเรื่องตัวผู้บริหารเราจะมีวิธีการประเมินว่าดีหรือไม่ดีอย่างไร  อันนี้ก็เป็นคำถามที่ดีและต้องบอกว่าเรื่องนี้ผมก็ไม่ได้ถนัดเพราะที่ผ่านมาไม่ได้เน้นมาก  แต่จะพยายามให้ไอเดียจากสิ่งที่ปกติผมทำหรือจากที่ได้ยินว่าคนอื่นทำละกัน  เริ่มจากที่ผมทำก่อน

    1. โครงการหรือสิ่งที่เคยบอกว่าจะทำสุดท้ายได้ทำมั้ย
    2. วิธีการก็ไม่ยากคือไปอ่านรายงานประจำปีฉบับเก่าๆย้อนหลังไป  แต่เอาที่มันเป็นผู้บริหารคนเดียวกันนะ  แล้วก็ดูว่าในเวลานั้นเค้ามีโครงการทำอะไรหรือมีการซื้อกิจการอะไรพวกนี้หรือเปล่า  แล้วก็มาเทียบกับปัจจุบันว่าเป็นไงบ้างแผนหรือโครงการนั้นยังอยู่มั้ยทำได้ดีหรือเปล่า  หรือว่าอยู่ๆก็เลิกพูดถึงหายไปเฉยๆ

      ส่วนตัวนี่ผมก็ไม่ได้คาดหวังว่าทุกอย่างที่ทำจะประสบความสำเร็จนะ  แต่คาดหวังให้มีการลงมือทำตามที่พูดและมีการสื่อสาร  ถ้าสุดท้ายซื้อกิจการมาแล้วไม่เวิร์คหรืออะไรผมก็อยากได้ยินเค้าพูดถึงว่าทำไมไม่ใช่แบบหายเงียบไป

    3. เวลาผลประกอบการออกมาไม่ดี  เค้าพยายามไม่พูดถึงหรือพยายามให้ฟังดูดีหรือเปล่า
    4. อันนี้ปกติถ้าเป็นหุ้นอเมริกาหรือยุโรปจะทำง่ายพิเศษเพราะหลายบริษัทจะมีคล้าย opportunity day ดังนั้นเราจะมีโอกาสฟังว่าเค้าอธิบายยังไง  เวลาผลประกอบการดีทุกคนก็พูดคล้ายๆกันไม่มีอะไร  แต่เวลาที่ผลประกอบการแย่ลงนี่จะทำให้เราเห็นชัดขึ้น

      หลักๆคือเราเข้าใจว่าบริษัทมันก็มีปัญหาได้เป็นระยะแหละไม่ใช่เรื่องแปลก  สิ่งที่เราต้องการจากผู้บริหารคือสื่อสารให้ตรงไม่หลบหรืออ้อมค้อมและอธิบายตัวปัญหาอย่างละเอียด  โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นปัญหาสำคัญอย่างโควิด  เป็นไปได้เราต้องการจะรู้ว่า worst case เลยบริษัทจะยังรอดได้นานเท่าไหร่  ซึ่งตรงนี้หลายบริษัทก็ไม่พูดขยายความ

    ส่วนอันนี้คือเป็นสิ่งที่คนอื่นทำแล้วผมได้ยินมาอีกที

    1. รวมกลุ่มเข้าไปคุยกับผู้บริหารเลย
    2. อันนี้ก็มีคนทำแน่  แต่ผมไม่เคยทำนะ  วิธีนี้ก็น่าจะเข้าท่าเพราะมีโอกาสเจอตัว, ถามคำถามแล้วฟังเค้าตอบ

    3. ดูพวกเรื่องเงินเดือนค่าตอบแทนอื่นๆ
    4. หลักๆก็คือดูว่ามันเยอะหรือเปล่าโดยอาจจะเทียบกับผู้บริหารบริษัทที่มันคล้ายๆกัน  ถ้าเป็นไปได้เราอยากจะรู้ว่ารายได้ที่ไม่ใช่รายได้คงที่อย่างโบนัสหรือ stock option อะไรพวกนี้กติกาคืออะไรเกณฑ์ที่จะวัดผลงานว่าได้หรือไม่ได้นี่คือยังไง

      ถ้าให้ดีก็คือเราอยากจะเห็นกติกาที่มันทำให้ตัวผลตอบแทนดีก็ต่อเมื่อบริษัททำได้ดีด้วยและแย่ถ้าผลประกอบการของบริษัทแย่

      ตัวพวก stock option หรือให้หุ้นแนวๆนี้นี่ถ้าเป็นไปได้ควรจะดูว่ามันจำนวนหุ้นเท่าไหร่  คิดเป็นกี่ % ของหุ้นทั้งหมด

    5. มีเอื้อประโยชน์กับญาติพี่น้องหรือเปล่า
    6. ดูตรงส่วนที่เค้าแจกแจงรายการที่ทำกับธุรกิจที่มีความเกี่ยวข้องกัน  ดูอันที่มันเป็นจำนวนเงินเยอะๆว่าคืออะไรแล้วมันดูเว่อร์ไปป่าว

      อีกอย่างที่มีคนเสนอให้ดูคือดูว่าคนที่เป็นกรรมการบริษัทกับทีมผู้บริหารนี่ครอบครัวเพื่อนสนิทกันทั้งนั้นเลยหรือเปล่า  ถ้าใช่ก็มีความเสี่ยงละ  บางทีเราก็ต้องสงสัยว่าคนพวกนี้มีฝีมือจริงมั้ยหรือมีตำแหน่งอยู่เพราะเป็นญาติกันเฉยๆ  แล้วคนที่เป็นกรรมการบริษัทคอยดูแลผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นซี้กับผู้บริหารนี่มันดีสำหรับผู้ถือหุ้นหรือเปล่า

    7. เอาชื่อไป Google ดูว่าเคยมีข่าวทุจริตหรืออะไรมั้ย
    8. ถ้าเคยมีหรือบริษัทที่ผ่านมาเละทุกบริษัทนี่ก็สยองนิดนึงละ

    เท่าที่ผมรู้ก็ประมาณนี้แหละ  ยากอยู่นะเรื่องการจะตัดสินว่าผู้บริหารดีหรือไม่ดีเนี่ย

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • ไบเดน มีผลยังไงกับตลาดหุ้น ?

    ไบเดน มีผลยังไงกับตลาดหุ้น ?

    เอาจริงๆก็ไม่มีใครรู้อนาคตหรอก  อย่างมากที่ผมทำได้ก็คือช่วยเดาจากที่เค้าบอกว่าจะทำเท่านั้นแหละ

    อย่างในระยะสั้นนี่ก็น่าจะดีนะ  คือเค้าบอกว่าจะพยายามเร่งกระจายวัคซีนใช่มะ  ซึ่งมันก็สมควรทำแล้วและยิ่งถ้าปัญหาโควิดจบเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดีกับเศรษฐกิจและดีกับตลาดหุ้น

    ส่วนในระยะยาวมันก็มีนโยบายที่เค้าบอกว่าจะทำอยู่

    1. เรื่องที่บอกจะเพิ่มภาษี

    ในสมัย Trump สิ่งที่ทำคือลดภาษีนิติบุคคลจากสูงสุด 35% มาเหลือ 21%  Biden บอกว่าจะเพิ่มภาษี  ไม่รู้ว่าเพิ่มยังไงเท่าไหร่  แต่จะเพิ่มเท่าไหร่ก็ตามยังไงก็ต้องทำให้บริษัทกำไรน้อยลงแน่นอนอยู่แล้ว  หุ้นก็ควรจะราคาตกนะ

    2. เรื่อง Healthcare

    Biden พยายามจะให้ความคุ้มครองของโครงการรัฐบาล Medicare, Medicaid ไปกว้างมากขึ้น  แต่เค้าไม่ได้สนับสนุนโครงการ Medicare for all ของผู้สมัคร Democrat คนอื่น  ดังนั้นก็ไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงถึงขั้นประกันสุขภาพเอกชนหายไป  ผลกระทบต่อหุ้นในกลุ่ม healthcare หรือประกันสุขภาพก็ไม่น่าจะเยอะ

    3. เรื่องการค้ากับจีน

    ดูเหมือนเค้าก็บอกว่าจะต้องให้จีนค้าขายแบบแฟร์นะ  เท่าที่ดูพวกกำแพงภาษีก่อนหน้านี้ก็น่าจะดำเนินต่อ  กับการจะอยู่ๆไปเปลี่ยนเป็นมิตรกับจีนไม่น่าเป็นไปได้เพราะฐานเสียงคนอเมริกาก็จะไม่ชอบ  ไม่แน่ใจว่าจะมีผลอะไรกับตลาดหุ้น

    4. เรื่องสิ่งแวดล้อม

    จุดยืนเค้าสนับสนุนพลังงานสะอาดชัดเจน  จะกลับเข้าไป Paris accord เรื่องโลกร้อนแล้วด้วยนี่  เค้ามีนโยบายจะไม่ให้ทำพวกการขุดน้ำมันเพิ่ม  แล้วก็ยกเลิก Keystone XL pipeline ที่ต่อท่อก๊าซจากแคนาดามาอเมริกาแล้วด้วย  โดยรวมหุ้นกลุ่มน้ำมันก็คงอนาถเร็วขึ้นแหละจากเดิมที่อนาคตก็คงอนาถอยู่แล้ว ส่วนบริษัทที่เป็นพลังงานสะอาดก็น่าจะได้รับการสนับสนุน

    5. เรื่องค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ

    อันนี้เค้าบอกว่าจะทำแต่ไม่รู้รายละเอียดตอนนี้  โดยรวมก็จะไม่ดีกับเศรษฐกิจแหละ  เกิด inefficiency  คนที่มีงานก็ได้ประโยชน์แต่บริษัทก็จ้างคนน้อยลงแน่นอนก็แปลว่าบางส่วนซวย  โดยรวมกับตลาดหุ้นก็น่าจะทำให้บริษัทต้นทุนสูงขึ้น

    เท่าที่รู้ก็ประมาณนี้ป้ะ  สรุปคือโดยรวมเราก็คงไม่มีทางรู้อย่างชัดเจนว่าจะเกิดอะไรขึ้น  ผมว่ารอดูว่าเค้าทำอะไรจริงๆแล้วค่อยคิดดีกว่าว่ามีโอกาสอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • จะศึกษาหุ้นซักบริษัทนึงจริงจัง ต้องดูอะไรบ้าง ?

    จะศึกษาหุ้นซักบริษัทนึงจริงจัง ต้องดูอะไรบ้าง ?

    จริงๆหัวข้อนี้คือมีคนถามต่อเนื่องจากวีดิโอก่อนหน้า (https://youtu.be/uuc50G_1HZc) ที่เราพูดถึงวิธีกรองอย่างเร็ว  คนถามเค้าอยากรู้ว่าหลังจากผ่านกรองอย่างเร็วแล้วสมมติมีหุ้นที่เราสนใจคือเราต้องดูอะไรต่อ  เอาจริงๆมันก็คือหาข้อมูลพยายามทำความเข้าใจเกี่ยวกับบริษัทให้เยอะที่สุดที่เป็นไปได้แล้วก็ตัดสินใจว่าจะซื้อมั้ยหรือจะทำอะไรน่ะครับ  แต่โอเคเข้าใจว่าบางคนมือใหม่มากอาจจะไม่เห็นภาพว่ามันคืออะไรประมาณไหน  วีดิโอนี้เราจะพยายามอธิบายให้เห็นภาพครับ

    1. ทำความเข้าใจเกี่ยวกับบริษัท
      • ขายอะไร
      • ขายให้ใคร
      • ขายแบบไหน
      • รูปแบบรายได้เป็นแบบไหน
      • สิ่งที่ขายมีความเด่นอะไรยังไง
      • ทำไมคนอยากซื้อของจากเจ้านี้ล่ะ
      • ความนิยมมากขึ้นหรือน้อยลง
      • ความได้เปรียบบริษัทมันอยู่ตรงไหน
      • ที่ผ่านมาผลประกอบการเป็นไง
      • ยอดขายเป็นไง
      • กำไรเป็นไง
      • เก็บเงินได้มั้ย
      • มีหนี้สินเยอะมั้ย
      • เติบโตมั้ย
      • โตจากอะไร
      • อัตราส่วนทางการเงินต่างๆ
      • ทีมผู้บริหารเป็นใคร  อยู่มานานยัง
      • บริษัทมีแผนจะทำอะไรต่อ
      • ฯลฯ
    2. ทำความเข้าใจสภาพแวดล้อมอุตสาหกรรมที่บริษัทแข่งอยู่
      • ธุรกิจนี้แข่งกันยังไง
      • การแข่งขันรุนแรงมั้ย
      • มีคู่แข่งเยอะมั้ย
      • บริษัทเป็นเจ้าใหญ่มั้ย
      • ส่วนแบ่งการตลาดเป็นไง
      • การเติบโตและอัตราส่วนทางการเงินอื่นๆเทียบกับคู่แข่งเป็นไง
      • ธุรกิจนี้ที่ผ่านมาเป็นไง
      • ธุรกิจนี้มีธุรกิจอื่นมาแข่งอยู่ด้วยหรือเปล่า
      • ธุรกิจนี้ขึ้นลงตามเศรษฐกิจมั้ย
      • หรือขึ้นลงตามอุตสาหกรรมอื่นหรือเปล่า
      • ถูกกำกับดูแลโดยรัฐบาลหรือเปล่า
      • อนาคตน่าจะเป็นยังไงต่อ
      • ฯลฯ
    3. เมื่อทำดีที่สุดแล้ว  ก็เอาทุกอย่างมาประกอบกัน
      • สรุปเราไว้ใจบริษัทนี้มั้ย
      • เราคิดว่าอนาคตมันจะเป็นไงต่อ
      • ปัจจัยเสี่ยงหลักๆน่าจะมาจากอะไรได้บ้าง
      • แล้วด้วยราคาตอนนี้ผลตอบแทนคาดหวังดูคุ้มเสี่ยงหรือเปล่า

    ไอเดียคร่าวๆก็ประมาณนี้  ไม่ได้จำกัดว่าต้องรู้เท่านี้นะ  เอาทุกอย่างที่เราคิดว่ามันสำคัญต่อการตัดสินใจของเรานั่นแหละ  ผมแนะนำว่าอย่างน้อยที่สุดเลยเริ่มจากอ่านรายงานประจำปีล่าสุด, งบไตรมาสล่าสุดก็จะช่วยเรื่องข้อมูลเบื้องต้นของบริษัทได้

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • ห๊า งบการเงิน ? ทำไมต้องดูงบการเงิน / ผลประกอบการด้วย

    ห๊า งบการเงิน ? ทำไมต้องดูงบการเงิน / ผลประกอบการด้วย

    มีคนสงสัยว่าจำเป็นต้องดูผลประกอบการของบริษัทด้วยเหรอ  เพราะเท่าที่เห็นคือบริษัทกำไรหรือขาดทุนก็ไม่ได้เกี่ยวกับเราเท่าไหร่  ราคาหุ้นมันก็ขึ้นหรือลงไปคนละทางกับผลประกอบการได้  และสุดท้ายประเด็นสำคัญคือเงินลงทุนเรากำไรหรือเปล่ามากกว่ามั้ย  วีดิโอนี้ผมจะพยายามโน้มน้าวว่าเราสมควรต้องดูผลประกอบการของบริษัทครับ

    ก็จริงอยู่ครับ  สุดท้ายจริงๆที่เราสนใจคือผลตอบแทนในการลงทุนของเราแหละ  ถ้าสมมติผมจะซื้อหุ้นบริษัทอะไรซักบริษัทนึงแล้วขายได้กำไร 100% แน่นอนนะ  มันก็ยอดเยี่ยมเลยป้ะ  ผมก็ไม่สนใจหรอกว่าบริษัทผลประกอบการจะแย่มากขาดทุนหนักขึ้นเรื่อยๆหรือเปล่าถูกมะ  แต่ปัญหาคือในชีวิตจริงมันไม่รู้แบบนั้นไง  

    ในชีวิตจริงลองคิดดูนะ  การซื้อหุ้นของเรานี่กำไรที่เราจะได้มาจากอะไรได้บ้าง  มันก็มาได้อยู่ 2 แบบซึ่งคือเงินปันผลที่ได้ระหว่างที่ถือกับตอนขายหุ้นขายได้ราคาสูงกว่าที่ซื้อมาถูกมะ  ถ้าเราจะลงทุนแล้วได้กำไรเยอะเราก็ต้องคาดหวังอันใดอันหนึ่งหรือทั้งสองอย่างใช่มะ

    ประเด็นก็คือผลประกอบการบริษัทมันมีผลกระทบต่อทั้งปันผลและราคาขายไง  เงินปันผลมันก็จ่ายออกมาจากกำไร  ดังนั้นถ้าเราคาดหวังเงินปันผลที่ดีเติบโตมันก็ต้องมาจากบริษัทผลประกอบการมีกำไรเติบโตน่ะครับไม่งั้นมันจะเอาเงินมาจากไหน  ส่วนราคาขาย  คุณว่าระหว่างบริษัทที่ผลประกอบการห่วยและแย่ลงๆกับบริษัทผลประกอบการดีและดีขึ้นเรื่อยๆ  อันไหนคนจะอยากได้มากกว่ากัน  มันก็แน่นอนอยู่แล้วป้ะ  คนก็จะอยากได้บริษัทที่ผลประกอบการดีขึ้นอยู่แล้ว  และในเมื่ออยากได้คนก็ถึงจะยินดีซื้อในราคาที่แพงขึ้นน่ะครับ  คือการที่เราจะคาดหวังว่าให้คนมาซื้อหุ้นต่อจากเราในราคาที่สูงขึ้นทั้งที่บริษัทผลประกอบการห่วยแตกมันก็เกิดขึ้นได้นะ  แต่นั่นมันคือฟลุค  นักลงทุนในตลาดคนอื่นเค้าก็ไม่ได้โง่หรือบ้านะ

    ดังนั้นสรุปแล้วนะ  จริงๆเราสนใจแค่ผลตอบแทนในการลงทุนของเราแหละ  แต่พอดีว่าผลประกอบการของบริษัทมันดันมีผลกระทบโดยตรงต่อผลตอบแทนในการลงทุนของเรา  เราก็เลยพลอยต้องดูผลประกอบการของบริษัทไปด้วยก็เท่านั้นเองครับ
    เพื่อให้ชัดเจนมากขึ้น  เราสุ่มตัวอย่างจากรายชื่อ SET100 ย้อนดูเปรียบเทียบผลประกอบการบริษัทกับราคาหุ้นดูว่ามันไปในทางเดียวกันมั้ยนะ

    1. ADVANC

    2. BDMS

    3. CPF

    4. HMPRO

    5.LH

    6.IRPC

    7. STA

    อย่างที่เห็น  ผมก็ว่าโดยรวมมันไปในทิศทางเดียวกันชัดเจนนะ

    ต่อให้เราบอกกะจะลงทุนระยะสั้นเลย  ผมว่ายังไงถ้าซื้อหุ้นที่เทรนด์ระยะยาวมันขึ้นยังไงก็มีโอกาสกำไรมากกว่าเทรนด์ระยะยาวมันลงอยู่ดีมั้ยครับ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • อัตราดอกเบี้ย ทำไมมีผลต่อราคาหุ้น ?

    อัตราดอกเบี้ย ทำไมมีผลต่อราคาหุ้น ?

    มีคนมีคำถามว่าทำไมอัตราดอกเบี้ยต่ำลงแล้วหุ้นมันต้องขึ้นด้วย  เกี่ยวกันยังไง

    จริงๆเหตุผลมันก็ไม่ได้มีอะไรซับซ้อนครับ  หลักๆแล้วการที่อัตราดอกเบี้ยมีผลกับราคาหุ้นเป็นเพราะ 2 อย่างคือ

    1. คนเปรียบเทียบผลตอบแทนของการลงทุนแบบต่างๆ
    2. ลองนึกภาพง่ายๆ  สมมติวันนี้อยู่ๆอัตราดอกเบี้ยเงินฝากซึ่งรับประกันโดยรัฐบาลบางส่วนด้วยนะให้ดอกเบี้ย 15%  เป็นคุณจะทำยังไง  คุณก็จะงงว่าคุณจะซื้อหุ้นได้ปันผล 2-3% แล้วเสี่ยงไปเพื่ออะไร  คุณก็จะรีบขายหุ้นแล้วไปฝากธนาคารเลยป้ะ  แล้วทุกคนมันก็จะคิดแบบนี้เหมือนกันหมดใช่มั้ยครับ  พอเป็นแบบนั้นมันก็ทำให้ราคาหุ้นต่ำลงไงเพราะคนอยากได้น้อยลง  ราคาหุ้นมันต้องต่ำไปจนถึงจุดที่ผลตอบแทนคาดหวังจากการถือหุ้นนี่สูงกว่า 15% พอสมควรคนถึงจะยอมซื้อหุ้นถูกมะ  ไม่งั้นใครซื้อก็โง่ละ

      กลับกันสมมติวันนี้จากดอกเบี้ยที่ต่ำอยู่แล้วเกิดต่ำไปอีก  เช่นสมมติเป็น -5% แทน  คนที่แต่เดิมฝากเงินอยู่หรือคนที่กำลังจะฝากก็หนีเลยป้ะ  ไปลงทุนอย่างอื่นเช่นหุ้นดีกว่ามั้ย  มันก็ดันให้ราคาหุ้นสูงขึ้นเพราะคนอยากได้เยอะขึ้นน่ะครับ

      ดังนั้นขอให้นึกภาพว่าอัตราดอกเบี้ยมันเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการลงทุนแทนหุ้น  ถ้าผลตอบแทนมันดีหุ้นคนก็อยากได้น้อยลง  ถ้าผลตอบแทนมันต่ำคนอยากได้หุ้นเพิ่มขึ้น  เท่านั้นเองครับ

    3. อัตราดอกเบี้ยมีผลต่อต้นทุนการกู้เงินของธุรกิจ
    4. คนในตลาดหุ้นจะมองว่า  ถ้าอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นบริษัทต่างๆก็จะกู้ยืมเงินได้น้อยลงและขยายน้อยลงเศรษฐกิจก็จะโตช้าลง  ดังนั้นผลตอบแทนจากหุ้นก็น่าจะต่ำลงคนก็เลยไม่ค่อยอยากซื้อหุ้น  ถ้าอัตราดอกเบี้ยต่ำลงบริษัทต่างๆก็จะกู้ยืมเงินได้มากขึ้นและขยายมากขึ้นเศรษฐกิจก็จะเติบโตเร็วขึ้น  ผลตอบแทนจากหุ้นก็น่าจะสูงขึ้นคนก็เลยอยากซื้อหุ้นมากขึ้น

    ด้วย 2 ปัจจัยนี้อัตราดอกเบี้ยจึงมีผลกับราคาหุ้นครับ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • กรองหุ้นอย่างเร็วใน 10 นาที

    กรองหุ้นอย่างเร็วใน 10 นาที

    มีคนถามว่าหุ้นมีเยอะไปหมด  จะไปอ่านหรือศึกษาอย่างละเอียดทั้งหมดก็ไม่น่าเป็นไปได้  ปกติผมมีเกณฑ์ในการกรองยังไงว่าหุ้นไหนน่าสนใจ  วีดิโอนี้เราตอบคำถามเรื่องนี้ครับ

    เดี๋ยวสิ่งที่ผมจะทำคือไล่ให้ฟังว่าสมมติผมเห็นบริษัทหรือหุ้นอะไรซักอันเป็นครั้งแรก  ผมมองยังไงว่าน่าสนใจดูต่อหรือเปล่า  แต่คุยให้เข้าใจตรงกันไว้ก่อนว่านี่มันคือเอาไว้สำหรับกรองขั้นแรกอย่างรวดเร็วเท่านั้น  มีประโยชน์ในการตัดบริษัทที่ดูไม่เข้าท่าชัดเจนออกไป  ไม่ได้แปลว่าบริษัทที่ผ่านการกรองมานี่คือซื้อเลย  ไม่ใช่ทำแค่นี้แล้วตัดสินใจนะยังไงก็ต้องไปศึกษาจริงจังอยู่ดี

    1. ดูว่าบริษัททำอะไรก่อนเลย  แล้วก็พิจารณาว่า
      • ชอบธุรกิจเค้ามั้ย  ถ้าต้องถือยาวอย่างน้อย 3 ปีสบายใจที่จะถือหรือเปล่า
      • ดูแล้วน่าจะมีความได้เปรียบหรือเปล่า
    2. มีกำไรหรือยัง
    3. ผลประกอบการดูสม่ำเสมอหรือแกว่ง
    4. กระแสเงินสดจากการดำเนินงานเป็นบวกหรือเปล่า
    5. ROE ไม่ต่ำเกินไป
    6. ช่วงที่ผ่านมาราคาตกอยู่หรือเปล่า

    ประมาณนี้เลย  ปกติแล้วถ้าสมมติมันผ่านเกณฑ์ทั้งหมดนี้นะ  ผมก็จะรีบดูต่อละ  ถ้าครบหมดขาดข้อสุดท้ายก็ยังดูใช้ได้นะ  แต่แค่ไม่ได้ต้องรีบดูตอนนี้  ผมก็จะเก็บชื่อมันไว้เผื่อราคาตกหรือว่างจริงๆค่อยกลับมาดูครับ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • Cash Flow (กระแสเงินสด) กับ Free Cash Flow (กระแสเงินสดอิสระ) คืออะไร ? ต่างกันยังไง ?

    Cash Flow (กระแสเงินสด) กับ Free Cash Flow (กระแสเงินสดอิสระ) คืออะไร ? ต่างกันยังไง ?

    มีคนถามเกี่ยวกับ cash flow (กระแสเงินสด) และ free cash flow (กระแสเงินสดอิสระ) ว่ามันคืออะไร  ต่างกันยังไงชื่อฟังคล้ายๆกัน

    เริ่มจาก cash flow ก่อน  ความหมายมันก็ตามชื่อเลยคือเงินสดเข้าหรือออกจากบริษัท  ซึ่งมันเป็นอะไรที่สมควรให้ความสำคัญมากเพราะว่าสุดท้ายแล้วบริษัทจะรอดแล้วทำธุรกิจต่อไปได้ก็ต้องมีเงินสดเข้ามามากกว่าออกไปถูกมะ

    ขอให้เข้าใจว่าในการบันทึกกำไรขาดทุนเค้าบันทึกแบบเกณฑ์คงค้าง (accrual basis)  ซึ่งก็คืออิงตามกิจกรรมทางธุรกรรมทางธุรกิจเป็นหลักไม่ได้อิงตามเงินสด  เวลาบริษัทขายของได้บริษัทจะบันทึกว่ามีรายได้เกิดขึ้นมีกำไรเกิดขึ้นทันทีไม่ว่าจะได้รับเงินจากลูกค้าหรือยังไม่ได้รับ  และดังนั้นสมมติเราดูงบกำไรขาดทุนอย่างเดียวแล้วไม่ได้ดูตัว cash flow เลยมันก็จะมีจุดบอดเพราะว่าต่อให้บริษัทบันทึกว่ามีกำไรเยอะแค่ไหนแต่ถ้าบริษัทไม่เคยเก็บได้เลยซักบาทมันก็เจ๊งอยู่ดีป้ะ

    ทีนี้ตัว cash flow นี่มันแบ่งออกเป็น 3 ประเภทตามเหตุคือ

    1. กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน (cash flow from operating activities)
    2. กระแสเงินสดจากกิจกรรมการลงทุน (cash flow from investing activities) 
    3. กระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงิน (cash flow from financing activities)

    อันที่เค้าให้ความสำคัญมากสุดก็จะเป็นกระแสเงินสดจากการดำเนินงานแหละ  หลักๆที่ควรจะต้องสังเกตก็คือที่บอกขายของได้มีกำไรนี่เก็บเงินได้หรือเปล่า  เงินสดไม่ได้ไปจมอยู่กับสินค้าคงเหลือที่เพิ่มขึ้นพรวดใช่มั้ย  ส่วนกระแสเงินสดจากกิจกรรมการลงทุนก็ไว้สังเกตว่าบริษัทมีการใช้เงินไปซื้อที่ดิน, อาคารอุปกรณ์, เครื่องจักร, ฯลฯ อะไรพวกนี้เยอะมั้ย  ถ้าเยอะโดดขึ้นมาก็ต้องถามว่านั่นคือทำอะไร  ส่วนกิจกรรมจัดหาเงินก็ดูว่ามีการกู้เงินหรืออะไรพรวดขึ้นมาหรือเปล่า  เช่นกันถ้าเยอะขึ้นมาก็ต้องถามว่านั่นมันเอาไปทำอะไรเหรอ

    ทีนี้มาตัว free cash flow ละ  free cash flow นี่เค้าหมายถึงเงินสดที่สามารถเอาออกมาจากบริษัทได้โดยที่บริษัทไม่กระทบและยังเติบโตต่อได้ตามปกติ  หรือพูดอีกแบบนึงก็คือเป็นเงินสดที่เหลือจากการที่บริษัทดำเนินธุรกิจได้มาแล้วหักส่วนที่ต้องใช้ในการลงทุนเพิ่มเติมในธุรกิจไปแล้ว  มันเป็นเงินสดส่วนที่บริษัทมีอิสระที่จะเอาไปทำอะไรก็ได้  จะเก็บไว้สำรองก็ได้, จ่ายชำระคืนเงินกู้ที่ยืมมาก็ได้, จ่ายเป็นปันผลให้กับผู้ถือหุ้นก็ได้หรือจะเอาไปซื้อหุ้นคืนก็ได้  

    Free cash flow มันก็เลยสำคัญมากเพราะการที่ตั้งบริษัทมาก็เพื่อสร้างให้เกิด free cash flow เยอะๆไง  และดังนั้นเวลาที่เราได้ยินคนพูดถึงวิธีประเมินมูลค่าบริษัท  เราก็จะเคยได้ยินคนพูดถึงการคิดลดตัว free cash flow ก็เพราะเหตุผลนี้ครับ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • จำนวนการยื่นล้มละลายใน US ปี 2020 น้อยกว่า 2019 ทั้งที่มี COVID

    จำนวนการยื่นล้มละลายใน US ปี 2020 น้อยกว่า 2019 ทั้งที่มี COVID

    วีดิโอนี้ผมอยากจะมาเล่าสิ่งที่ผมไปอ่านเจอแล้วรู้สึกประหลาดใจมากให้ฟังครับ

    เมื่อปีที่แล้วที่มี COVID ระบาด  เราได้ข่าวธุรกิจได้ผลกระทบเยอะมาก  มีโรงงานปิดตัว, บริษัทปิด, ปลดคนงาน, ฯลฯ  ดังนั้นมันก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องแปลกถ้าเราจะเห็นตัวเลขบริษัทที่ยื่นล้มละลาย  แต่ปรากฎว่าผิดคาด  ผมไปอ่านเจอว่าจำนวนบุคคลและบริษัทขนาดเล็กที่ยื่นล้มละลายในอเมริกาดันลดลง

    อันนี้เป็น working paper ของ Harvard Business School ทำโดย Jialan Wang, Jeyul Yang, Benjamin Iverson, Raymond Kluender  ผมทิ้งลิ้งค์ไว้ให้เผื่อใครสนใจอ่าน https://www.hbs.edu/faculty/Publication%20Files/21-041_a9e75f26-6e50-4eb7-84d8-89da3614a6f9.pdf  แล้วก็เผื่อใครสนใจอ่านรายงานที่เกี่ยวกับการว่างงานในอเมริกาอันนี้ผมก็ทิ้งลิ้งค์ไว้ให้เช่นกัน https://fas.org/sgp/crs/misc/R46554.pdf

    คร่าวๆคือ  ปกติแล้วเหตุการณ์ในอดีตที่ผ่านมาเวลามีช่วงเศรษฐกิจไม่ดี  ตัวเลขการล้มละลายของบุคคลและบริษัทก็จะเยอะ  ดังนั้นช่วง COVID ปีที่แล้วก็คาดหมายได้ว่าจะต้องเยอะเช่นกัน  แต่สิ่งที่เค้าเจอคือมันต่างออกไปจากปี 2019  โดยรวมเค้าพบว่าตั้งแต่ช่วงเดือนมกราคม 2020 ถึงสิงหาคม 2020 จำนวนคนและบริษัทที่ยื่นล้มละลายน้อยลง 27% เมื่อเทียบกับปี 2019  ถ้าดูในรายละเอียดเค้าพบว่าที่ทำให้น้อยลงคือจำนวนล้มละลายของบุคคล  ส่วนในภาคธุรกิจมียื่น chapter 11 (แบบปรับโครงสร้างหนี้) เพิ่มขึ้นแต่ยื่นแบบ chapter 7 (แบบขายทรัพย์สิน) น้อยลงโดยรวมแล้วเลยน้อยลง

    อีกเรื่องที่แปลกคือเค้าพบว่ารัฐที่การว่างงานสูงเพิ่มขึ้นเยอะสุด  ดันมีการยื่นล้มละลายลดลงมากสุดด้วย  ซึ่งมันควรจะกลับกันหรือเปล่า

    คนเขียนเค้าก็พยายามเดาว่าอะไรเป็นสาเหตุ  สิ่งสำคัญสุดน่าจะเป็นความช่วยเหลือด้วยนโยบายการคลังจากรัฐบาลเช่น CARES act ที่มีให้เงินช่วยเหลือกับเพิ่มผลประโยชน์คนว่างงาน, PPP ที่เป็นสินเชื่อธุรกิจให้บริษัทยังสามารถจ่ายเงินเดือนพนักงานได้, ห้ามไม่ให้ไล่คนไม่จ่ายค่าเช่าออกจากที่พัก, ฯลฯ  เรื่องพวกนี้น่าจะได้ผลดีระดับนึงทีเดียว

    สาเหตุอื่นก็อาจจะเป็นเพราะว่าศาลปรับขั้นตอนการทำงานเป็นให้ยื่นออนไลน์เพื่อหลีกเลี่ยงการระบาดแล้วคนที่ล้มละลายเค้าไม่สามารถทำได้หรือเปล่า  หรืออาจจะเป็นเพราะความไม่แน่นอนของโควิดที่ทำให้คนกับธุรกิจไม่แน่ใจว่ามันจะจบเมื่อไหร่หรือจะเกิดอะไรขึ้น  ก็เลยทำให้เค้าลังเลที่จะยื่นหรือเปล่า  เพราะในอเมริกามันมีกฎหมายว่ายื่นล้มละลายได้จำกัดครั้งในช่วงกี่ปีๆ

    โดยรวมก็เป็นอะไรที่ผิดคาดดีเลยมาเล่าให้ฟัง  เป็นเครื่องเตือนสติผมเลยว่าอย่าด่วนสรุปอะไรเร็วไปและบางทีเราเห็นข่าวอะไรก็อย่าเชื่อว่าต้องจริงเสมอไปนะ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี