Category: Uncategorized

  • REIT Dividend Yield สูง ผลตอบแทนจริงอาจไม่ใช่ ดูด้วยว่าเป็น Leasehold หรือ Freehold

    REIT Dividend Yield สูง ผลตอบแทนจริงอาจไม่ใช่ ดูด้วยว่าเป็น Leasehold หรือ Freehold

    เร็วๆนี้มีลูกศิษย์ผมคนนึงเค้าเล่าให้ฟังว่ามีไปซื้อ REIT อันนึงที่คาดหวัง dividend yield 10%  พอดีผมจำได้ว่า REIT อันนั้นมันเป็น leasehold และน่าจะมีสิทธิ์ได้รับรายได้อีกประมาณ 13 ปีเลยต้องรีบบอกเค้าว่า REIT นี้อาจจะไม่ได้คาดหวังผลตอบแทน 10% อย่างที่เค้าคิดครับ

    Leasehold กับ freehold มันมีความแตกต่างกันตรงที่ leasehold เป็นเจ้าของสิทธิการเช่า  ซึ่งมันมีวันสิ้นสุดตามสัญญาดังนั้นแปลว่าถ้าเราถือ REIT leasehold ไปจนสิ้นสุดสัญญาตัวมูลค่าสุดท้ายมันจะเป็น 0  แต่ freehold คือเป็นเจ้าของตัวทรัพย์สินเลย  แปลว่าก็จะมีสิทธิ์รับรายได้ไปตลอดจนกว่าทรัพย์สินนั้นเสื่อมซึ่งโดยปกติอายุนานกว่า leasehold มาก  ดังนั้นถึงแม้ว่าจะถือ REIT freehold ไปหลายปีแต่ถ้าทรัพย์สินยังสภาพดีอยู่มูลค่าของมันก็จะไม่เป็น 0

    ดังนั้นเวลาคำนวณผลตอบแทนของ REIT leasehold ก็ต้องคิดเผื่อว่าเราได้ผลตอบแทนจากปันผลจริงแต่ตัวราคาของ REIT ก็จะลดลงเรื่อยๆด้วยเมื่อใกล้หมดสัญญา

    เราจะแสดงวิธีคิด real yield ให้ดูครับ

    Case 1: เราทำให้ดูกรณีที่ไม่มี growth ก่อน

    Case 2: เราสมมติว่ามี growth

    สิ่งที่อยากให้สังเกตคือ dividend yield ของ leasehold ไม่ใช่ real yield  และ leasehold เสียเปรียบ freehold เสมอถ้าปันผลเท่ากันเติบโตเท่ากัน

    สรุปสุดท้ายคือผมไม่ได้จะบอกว่าต้องลงทุน freehold เท่านั้นหรืออะไรนะ  เพราะปกติแล้ว dividend yield ของ freehold ก็จะต่ำกว่า leasehold สะท้อนความได้เปรียบตรงนี้อยู่แล้ว  วีดิโอนี้คือต้องการให้เห็นภาพว่าผลตอบแทนของ REIT สองแบบนี้ไม่เหมือนกันและมีวิธีการคำนวณยังไงเท่านั้นเอง

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/courses

  • ลงทุนระยะยาว ยิ่งถือยาว ยิ่งดีหรือเปล่า ?

    ลงทุนระยะยาว ยิ่งถือยาว ยิ่งดีหรือเปล่า ?

    เร็วๆนี้มีคนถามว่าเราควรจะถือหุ้นยาวไปตลอดแบบไม่ขายเลยมั้ย  เพราะเค้าเคยได้ยินว่า Warren Buffett บอกว่า “our favorite holding period is forever”

    คำตอบของผมคือจะทำแบบนั้นก็ได้  แต่จริงๆแล้วไม่ได้จำเป็น

    เอาเรื่อง Warren Buffett ก่อน  เพราะแต่ก่อนผมก็เคยงงจากคำพูดอันนี้ของเค้าเหมือนกัน

    1. จริงๆแล้ว Warren Buffett มีการขายหุ้น
    2. Warren Buffett เคยออกมาอธิบายแล้วว่าบริษัท Berkshire Hathaway ไม่ได้บอกว่าจะต้องถือหุ้นตลอดไป  เค้าแค่บอกว่าไม่มีความคิดที่จะขายบริษัทที่ทำได้ดีและลังเลมากที่จะขายบริษัทที่ทำได้ไม่ดีเท่าไหร่ตราบใดที่เค้าคาดว่ามันจะอย่างน้อยสามารถที่จะสร้างกระแสเงินสดได้อยู่

    3. คน US มี Capital Gain tax  แต่คนไทยไม่มี
    4. สาเหตุสำคัญอันหนึ่งที่ทำให้ Warren Buffett ไม่นิยมขายหุ้นผมคิดว่าเป็นเพราะมันโดนภาษี  ซึ่งสูงถึง 15-20%  ดังนั้นถ้าไม่ใช่ว่าดูแล้วขายออกมาเอาไปลงทุนในอย่างอื่นคุ้มกว่ากันมากจริงๆ  มันก็ไม่คุ้มที่จะขายออกมาตราบใดที่บริษัทยังทำได้พอใช้ได้

      แต่ประเทศไทยไม่มี Capital Gain tax  ดังนั้นมันก็จะคุ้มถ้าขายออกมาแล้วสามารถเอาเงินไปลงทุนในอย่างอื่นที่ผลตอบแทนดีกว่า  ดีกว่าแค่นิดเดียวก็ดีกว่าละเพราะตอนขายเราไม่เสียอะไร

     

    ดังนั้นในมุมมองผมการจะถือยาวๆไปเลยมันก็เป็นเรื่องดี  ถ้า

    1. บริษัทยังทำได้ดีอยู่  เราก็ไม่รู้จะขายออกมาทำไมให้พลาดโอกาส
    2. เราขี้เกียจหาโอกาสอื่น

     

    แต่ก็อย่างที่บอกว่าไม่ได้จำเป็นต้องถือยาวไปตลอดถ้า

    1. บริษัทดูมีแววจะทำได้เลวร้ายลง
    2. เห็นโอกาสอื่นที่คิดว่าน่าจะให้ผลตอบแทนดีกว่าถือต่อพอสมควร

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/courses

  • Adjusted Net Profit คืออะไร? ต่างยังไงกับ Net Profit ปกติ?

    Adjusted Net Profit คืออะไร? ต่างยังไงกับ Net Profit ปกติ?

    ล่าสุดมีนักเรียนถามเข้ามาว่า Adjusted Net Profit นี่มันคืออะไร

    บางบริษัทจะมีรายงานตัวเลข Adjusted แบบนี้เพราะผู้บริหารมองว่าตัวเลขที่รายงานตามมาตรฐานบัญชีอาจจะไม่สะท้อนผลประกอบการจริงของบริษัท  ดังนั้นตัวเลข Adjusted นี่มันก็ไม่ได้มีกฎตายตัวว่าจะต้องปรับยังไงบ้างและแต่ละบริษัทก็ไม่เหมือนกัน  กฎในการรายงานก็คือแค่ว่าต้องมีคำอธิบายว่าตัวเลข Adjusted นี้มาได้ยังไงเท่านั้นเอง

    ข้อดีมันก็มีอยู่  คือบางทีบริษัทก็มีรายการในงบการเงินบางอันที่น่าจะเกิดครั้งเดียวจริงๆ  และดังนั้นตัวเลข Adjusted ที่ตัดพวกนั้นออกมันก็ช่วยให้นักลงทุนเปรียบเทียบผลประกอบการได้ง่ายขึ้น

    แต่ข้อเสียคือถ้าเราประมาทก็อาจจะโดนหลอกให้รู้สึกว่าบริษัทดีเกินจริงได้  บางบริษัทก็อาจจะพยายามเสนอตัว Adjusted เพราะมันดูดีกว่า

    หลักๆคือต้องตามดูว่ามัน Adjusted มายังไงบ้าง  แล้วเราก็ตัดสินใจเอาว่าสมควรดูเลขไหน

    บางบริษัทก็ไม่ได้ใช้คำว่า Adjusted แต่มันก็เหมือนกัน  อย่างบริษัทในอังกฤษนิยมใช้คำว่า Underlying

    เวลาบริษัทรายงาน EPS หรือจ่ายปันผลก็จะคำนวณมาจากตัวปกติตามมาตรฐานบัญชี  ไม่ใช่ตัวเลข Adjusted

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/courses

  • จำนวนหุ้นเพิ่มขึ้น เพิ่มมาจากไหน จะรู้ได้ยังไง?

    จำนวนหุ้นเพิ่มขึ้น เพิ่มมาจากไหน จะรู้ได้ยังไง?

    มีคนถามเกี่ยวกับจำนวนหุ้นว่าเราจะไปดูได้ที่ไหนว่าจำนวนหุ้นมันเพิ่มขึ้นมาจากอะไร

    ก่อนอื่นอธิบายนิดนึงก่อนว่าทำไมเรื่องนี้เราถึงควรต้องรู้  คือจำนวนหุ้นที่เพิ่มขึ้นบางกรณีมันทำให้เกิดการเจือจางความเป็นเจ้าของของหุ้นที่เราถืออยู่ (dilution effect) ซึ่งไม่เป็นผลดีกับเราครับ

    นึกภาพง่ายๆคือสมมติตอนแรกบริษัท A มีเจ้าของ 2 คนคือผมกับคุณถือหุ้นอยู่คนละ 1 หุ้น  บริษัทกำไรปีละ 200 บาท  ผมกับคุณก็หารกันได้กำไรคนละ 100 บาทใช่มั้ย  ทีนี้สมมติว่าเรามีการเพิ่มทุนเอาหุ้นส่วนเข้ามาเพิ่มอีกคน  บริษัทเติบโตเป็นกำไรปีละ 270 บาทเลย  แต่ตอนนี้เราหารกันสามคนก็เหลือกำไรแค่คนละ 90 บาท  จะเห็นว่าเราสองคนแย่ลงกว่าเดิม  การที่มันมีคนเข้ามาหารเพิ่มเนี่ยคือ dilution effect  คุณกับผมก็ถือคนละหุ้นเท่าเดิมนะ  แต่ 1 หุ้นจากเดิมที่มันเป็นความเป็นเจ้าของ 50% ตอนนี้เหลือเท่ากับความเป็นเจ้าของแค่ 33.33% ละ  ดังนั้นก็เลยเป็นที่มาว่าทำไมเวลาเราเห็นจำนวนหุ้นมันเพิ่มขึ้นเยอะๆเราก็เลยควรจะอยากรู้ว่ามันเพิ่มมาจากไหนครับ

    วิธีดูคือไปเปิดรายงานประจำปีหรือ 56-1 ก็ได้แล้วดูที่ “งบแสดงการเปลี่ยนแปลงส่วนของผู้ถือหุ้น”  มันจะอยู่รวมๆกันแถวงบการเงิน

    โดยไอเดียคือมันจะมีการเจือจางเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีคนเข้ามาร่วมถือหุ้นเพิ่ม  ถ้าจำนวนหุ้นเพิ่มแบบไม่ได้มีคนมาแจมเพิ่มก็ไม่มีผล  เช่นถ้าเป็นเพราะแตกพาร์หรือปันผลเป็นหุ้นอันนี้ไม่มีผลอะไร  เพราะถึงจำนวนหุ้นเพิ่มขึ้นแต่สัดส่วนความเป็นเจ้าของที่เราถือรวมทั้งหมดก็เท่าเดิม  แต่ถ้าเขียนแบบเพิ่มหุ้นสามัญแบบนี้มีผลละ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/courses

  • สัดส่วนหุ้น / ตราสารหนี้ ควรเป็นเท่าไหร่ ?

    สัดส่วนหุ้น / ตราสารหนี้ ควรเป็นเท่าไหร่ ?

    หัวข้อนี้จริงๆแล้วตอบยากเพราะสถานการณ์และเป้าหมายของแต่ละคนไม่เหมือนกัน

    แต่สมมติเราพูดถึงคนปกติที่ไม่มี preference อะไรเป็นพิเศษแล้วก็กำลังพูดถึง asset allocation สำหรับพอร์ตที่จะลงทุนไปยาวๆเพื่อการเกษียณ  ผมเคยอ่านไอเดีย “120-อายุ” และคิดว่าอันนี้ดูเข้าท่าสุดครับ

    วิธีการคือจัดพอร์ตโดยมีทรัพย์สินลงทุนแค่ 2 ประเภทคือกลุ่มหุ้นกับกลุ่มตราสารหนี้  120-อายุนี่คือได้เลขเท่าไหร่ก็เลขนั้นคือ % ของกลุ่มทรัพย์สินที่เป็นหุ้นครับ

    สมมติอายุ 30 ก็คือจัดพอร์ตเป็นกลุ่มหุ้น 90% กับตราสารหนี้ 10%

    พออายุเยอะขึ้นเป็น 60 ก็จัดพอร์ตเป็นกลุ่มหุ้น 60% กับกลุ่มตราสารหนี้ 40%

    ข้อดีของวิธีการนี้คือผมว่ามันง่ายดีดังนั้นคนก็จะทำตามได้ง่ายกว่า  กับมันก็ค่อยๆหุ้นน้อยลงกับตราสารหนี้เยอะขึ้นเมื่อเราใกล้เกษียณมากขึ้นสอดคล้องกับที่มันควรจะเป็นพอดี

    มันจะมีอีกแบบนึงสำหรับคนที่ชอบเสี่ยงน้อยมากหน่อยคือ “100-อายุ”  แต่ส่วนตัวผมว่ามัน conservative ไปในยุคที่ผลตอบแทนตราสารหนี้กับอัตราดอกเบี้ยต่ำ  ถ้าใช้ “100-อายุ” คนอายุ 20 ปีก็คือลงทุนหุ้น 80% ตราสารหนี้ 20% ซึ่งส่วนตัวผมว่ามันไม่น่าจะเหมาะ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/courses

  • หุ้นแบบนี้ก็มีด้วย ? | รวมหุ้นแปลก

    หุ้นแบบนี้ก็มีด้วย ? | รวมหุ้นแปลก

    มีคนอยากให้เราทำวีดิโอเรื่องหุ้นแปลกๆที่คิดไม่ถึง ก็เป็น request ที่แปลกดีนะ วันนี้ผมเลยมาทำวีดิโอพูดถึงหุ้นที่ตอนผมอ่านเจอครั้งแรกผมรู้สึกแปลกใจว่า “ธุรกิจแบบนี้ก็มีเป็นหุ้นด้วยเหรอวะ” ละกันนะครับ

    Geo Group กับ CoreCivic

    สองอันนี้เป็นบริษัทที่ทำคุกครับ เป็นบริษัทในอเมริกา คือรับงานรัฐบาลเลยทั้งระดับรัฐและระดับรัฐบาลกลาง สร้างคุกขึ้นมาแล้วก็ทำการจัดการนักโทษ รายได้คิดแบบต่อหัวต่อคืนเลยครับ

    ผมแปลกใจเพราะไม่นึกว่ามีคุกที่ไหนที่ทำโดยเอกชนด้วย นึกว่าของแบบนี้มีแต่รัฐบาล

    Huangshan Tourism Development และอื่นๆที่คล้ายกัน

    บริษัทนี้ดูแลอุทยานแห่งชาติภูเขาหวงซานครับ คือทำการดูแลพื้นที่อุทยานทั้งหมด, ขายตั๋ว, รถเคเบิ้ล, ขายแพ็กเกจทัวร์ และมีทำโรงแรมบางโรงในพื้นที่แถวนั้นด้วย

    ที่ผมแปลกใจคือมันไม่ใช่แค่แบบทำตัวรถเคเบิ้ลหรือเรื่องการขนส่งอย่างเดียวเพราะแบบนั้นเคยเห็นที่อื่นในญี่ปุ่นหรือเยอรมณีก็มี แต่บริษัทนี้คือดู facility ทุกอย่างเลย เหมือนบอกหุ้นภูกระดึงอย่างเงี้ยเพิ่งเคยเจอ

    ในจีนมีอุทยานที่อื่นอีกนะที่มีหุ้น เขาง้อไบ๊ก็รู้สึกจะมีหุ้น

    Collectors Universe

    บริษัทนี้ทำธุรกิจตรวจสอบและให้การรับรองพวกของสะสมว่าเป็นของจริงหรือเปล่าครับ หลักๆจะเป็นพวกเหรียญ, การ์ดเบสบอล, ฯลฯ มีทำแบบเป็นตัวกลางซื้อขายด้วย

    ที่ผมแปลกใจคือไม่เคยคิดว่ามันมีตลาดของสะสมที่จริงจังขนาดนี้ด้วย

    Universal Health Services

    บริษัทนี้เค้าจะใช้คำว่าเป็นโรงพยาบาลสำหรับ Behavioral health หรือจริงๆก็คือโรงพยาบาลบ้าดูแลให้การรักษาผู้ป่วยที่มีอาการทางจิต

    รายได้นี่สุดๆจริง เค้าสามารถที่จะกักตัวคนที่แพทย์สงสัยว่าเป็นอันตรายต่อสังคมได้โดยเจ้าตัวไม่ยินยอมนะ

    ที่ผมแปลกใจคือไม่เคยเจอที่อื่นแล้วก็ตรงที่มันสั่งกักตัวคนได้นี่แหละ แล้วตามมาเก็บเงินด้วยนะ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/courses

  • ทำ DCF แล้ว Free Cash Flow ติดลบ ทำยังไงต่อ ?

    ทำ DCF แล้ว Free Cash Flow ติดลบ ทำยังไงต่อ ?

    มีคนถามว่าถ้าปีที่ 0 FCFE ติดลบจะต้องทำยังไง

    FCFE ติดลบปกติก็หมายถึงว่าบริษัทนี้ไม่มีความสามารถในการจ่ายปันผลให้กับผู้ถือหุ้น  อาจจะเพราะบริษัททำแล้วไม่กำไรหรือมีกำไรแต่ต้องมีการลงทุนเยอะอยู่ตลอดเวลา

    แต่เนื่องจากวัตถุประสงค์ของเราคือจะประมาณตัวเลขไปในอนาคต  ดังนั้นก่อนที่จะสรุปอะไรต่ออย่างแรกคือไปดูรายละเอียดนิดนึงว่าที่ FCFE ติดลบนี่มันมาจากรายการไหนเป็นพิเศษมั้ย  และเป็นเรื่องที่ถือว่าปกติแล้วของบริษัทหรือเปล่า  หรือมันติดลบเพราะเหตุการณ์เฉพาะที่เกิดในปีนั้นพอดี

    เริ่มจากตัว Net income ก่อน  ดูว่าในปีนั้นมีรายได้หรือรายจ่ายที่เป็นรายการพิเศษประเภทเกิดครั้งเดียวแล้วไม่น่าจะเกิดอีกหรือเปล่า  ตัดพวกนั้นออกให้หมด  ถ้าสมมติแค่ตรงนี้ตัวเลขที่ได้ก็เป็นลบละ  และยิ่งถ้าเราก็มองว่านี่คือสถานการณ์ปกติแล้วก็ไม่ต้องดูต่อแล้ว

    ต่อมาก็ Net non-cash charge  ปกติอันนี้ก็ไม่น่าจะมีอะไรตัวหลักก็จะเป็นค่าเสื่อม (depreciation) กับค่าตัดจำหน่ายสินทรัพย์ไม่มีตัวตน (Amortization)

    Net working capital อันนี้ก็ตรงไปตรงมาไม่น่ามีอะไร  ดูว่าไม่มีตัวเลขลูกหนี้การค้าเพิ่มขึ้นกับสินค้าคงเหลือเพิ่มขึ้นเยอะเว่อร์ก็ถือว่าปกติ

    Capital expenditure นี่เป็นไปได้ที่มันจะเป็นเลขที่ใหญ่มากในบางปี  ดูหลายๆปีหน่อยว่ามันเยอะมากตลอดหรือเปล่า

    Net Borrowing ก็ดูว่าปีนี้เป็นปีที่จ่ายคืนเงินต้นก้อนใหญ่หรือเปล่า

    ถ้าทุกอย่างดูปกติดีแล้ว  คาดได้ว่าปีต่อๆไปจะเป็นเหมือนปีนี้  งั้นก็สรุปได้เลยว่าห่วยแน่นอนครับ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/courses

  • ทำไมต้องระวังหุ้น Dividend Yield สูงมากๆ ?

    ทำไมต้องระวังหุ้น Dividend Yield สูงมากๆ ?

    มีคนถามต่อจากวีดิโอที่เราพูดถึงวิธีเลือกหุ้นปันผล  เค้าถามว่าที่เราบอกหุ้น Dividend yield สูงมาก 10% อะไรแบบนั้นควรใช้ความระมัดระวัง  มีข้อควรระวังยังไง

    อธิบายอีกทีนึงนะครับเพราะตรงนี้สำคัญ  Dividend yield นี่มันคิดมาจากปันผลที่เกิดขึ้นไปแล้วเทียบกับราคาตอนนี้นะ  ดังนั้นตัว Dividend yield ที่สูง 10% นี่คือหมายความว่าถ้าสมมติบริษัทปีนี้จ่ายปันผลเท่าเดิมกับที่เคยจ่ายปีที่แล้วด้วยราคาหุ้นตอนนี้เท่ากับจะได้ผลตอบแทนจากเงินปันผล 10%  สังเกตว่าข้อแม้คือมันจะ 10% ถ้าบริษัทจ่ายปันผลเหมือนเดิมเท่านั้นนะ ไม่ได้บอกว่าจะต้องได้ 10% แน่นอน

    ประเด็นที่มันน่าสงสัยก็คือคนในตลาดมันก็ไม่ได้บ้านี่หว่าทำไมถึงไม่มีใครอยากได้หุ้นนี้ล่ะ  ทั้งๆที่ก็เห็นอยู่ว่าถ้าบริษัทจ่ายปันผลแค่เท่าปีที่แล้วก็ได้ 10% ละนะ ทำไมไม่มีคนแห่เข้าไปซื้อปล่อยให้โอกาสแบบนี้เกิดขึ้นได้ยังไงทำไมไม่มีคนอยากได้  ถ้าคนแห่เข้าไปซื้อมันก็ต้องทำให้ราคาสูงขึ้นและเมื่อราคาสูงขึ้น Dividend yield ก็จะต้องต่ำกว่านี้แล้วสิ

    เหตุผลหลักเลยก็คือเพราะว่าคนในตลาดไม่คิดว่ามันจะสามารถจ่ายปันผลได้แบบปีที่แล้วน่ะสิ  อาจจะเป็นเพราะว่าปีที่แล้วที่จ่ายปันผลมันจ่ายปันผลพิเศษมาจากกำไรพิเศษที่เกิดครั้งเดียวหรือเปล่า  หรือที่แย่กว่านั้นคืออาจเป็นเพราะแนวโน้มผลประกอบการบริษัทจะแย่ลงแล้วก็เลยจะจ่ายปันผลได้น้อยลงหรือเปล่า  นี่คือสิ่งที่ทำให้เราต้องระวัง

    แล้วระวังที่ว่านี่คือระวังยังไง  แปลว่าห้ามซื้อเลยหรือเปล่า มันก็ไม่ใช่เพราะมันก็อาจจะทำให้เราพลาดโอกาสที่ดีน่าสนใจไป  การที่คนส่วนใหญ่คิดว่าอะไรบางอย่างมันไม่ดีไม่ได้แปลว่ามันจะไม่ดี ระวังก็คือเราต้องไปดูว่าบริษัทเค้าทำอะไร, ทำได้สม่ำเสมอมั้ยที่ผ่านมาและมีแนวโน้มจะทำได้ดีขึ้นต่อไปในอนาคตหรือเปล่า  แล้วก็ที่จ่ายปันผลปีที่แล้วนั่นมันเป็นปันผลพิเศษที่โดดขึ้นมาจากกำไรพิเศษหรือเปล่า เพราะเวลาเราซื้อหุ้นปันผลเราต้องการที่มันจะปันผลไปเรื่อยและถ้าให้ดีสูงขึ้นด้วยถูกมะ ดังนั้นเรื่องพวกนี้ก็เลยต้องดูเพราะหุ้นที่มีกำไรสม่ำเสมอเท่านั้นถึงจะปันผลสม่ำเสมอได้

    สมมติเราไปดูละบริษัทมีปัญหาจริงดูแล้วจะถาวรเราก็ข้ามไปอย่าไปซื้อมัน  ส่วนใหญ่จะเป็นแบบเคสนี้ แต่นานๆทีเราก็จะเจอเคสที่เป็นปัญหาชั่วคราวคือดูละมีปัญหาจริงแหละแต่ดูไม่ใช่เรื่องถาวรแบบนี้ก็เยี่ยมเลยน่าซื้อมาก  หรืออีกแบบคือถ้าเราดูแล้วปรากฎว่าไม่มีอะไรเลยนี่ทุกอย่างดีเป็นปกติสุดยอดแบบนี้ก็เยี่ยมเลยน่าซื้อมากอีกเช่นกันแต่อย่าพลาดเชียวนะดูอีกทีซิว่ามันไม่มีปัญหาแน่ใช่มั้ย  ส่วนตัวผมว่ากรณีที่เห็นปัญหาชัดเจนและรู้ว่าเป็นเรื่องชั่วคราวเสี่ยงน้อยกว่ากรณีไม่พบปัญหานะ

    สรุปก็คือเหมือนที่ย้ำตั้งแต่วีดิโอที่แล้วนั่นแหละ  ถ้าจะเอาปันผลสม่ำเสมอปัญหาน้อยนะ ยังไงก็ต้องให้ความสำคัญกับตัวธุรกิจไว้ก่อน

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/courses

  • เศรษฐกิจก็แย่ ทำไมหุ้นเริ่มขึ้น ? | แล้วมันจะตกรุนแรงอีกมั้ย ?

    เศรษฐกิจก็แย่ ทำไมหุ้นเริ่มขึ้น ? | แล้วมันจะตกรุนแรงอีกมั้ย ?

    อ ทำคลิปวิเคราห์สถานการณ์ตอนนี้ให้หน่อย ว่าโควิดก็พอมีแนวโน้มที่จะควบคุมได้ก็จริง แต่มันก็ยังไม่หมดไปในเร็วๆนี้ ต่อให้เปิดเมือง วิถีชีวิตก็จะไม่เหมือนเดิม เผลอๆอาจมาระบาดรอบสองอีกรอบ ถ้าจะปิดจ็อบเรื่องนี้จริงๆ ก็ต้องมีวัคซีน ซึ่งต้องรอถึงปีหน้า ซึ่งระหว่างทางดัชนีผู้บริโภคก็ไม่น่าจะรีบาวกลับมาได้เหมือนเดิม  รวมไปถึงสถานการณ์มันจะผันผวนไปมากกว่านี้ ขึ้นหรือลงยังไง ก็ชี้แนะให้ด้วยครับ

     

    ทำไมตลาดหุ้นไม่ตกลงไปอีก ?

    หลักๆก็คือคนตกใจน้อยลงแล้วไง  เห็นว่าการระบาดมันควบคุมได้อย่างเลวร้ายสุดคือปิดเมือง  รัฐบาลและธนาคารกลางออกมากระตุ้นเศรษฐกิจไม่ปล่อยให้ธุรกิจเจ๊งเละเทะ  ไม่เหมือนก่อนหน้านี้ตอนตกรุนแรงแรกๆที่คนยังไม่รู้ว่าการระบาดมันจะหยุดได้มั้ยด้วยซ้ำ  ยิ่งในไทยยิ่งดูปัญหาน้อยไปใหญ่ ณ ตอนนี้มันก็ไม่ใช่คนในตลาดมั่นใจแล้วนะ แค่ว่ามันตกใจน้อยลงกว่าตอนแรกแล้วเท่านั้นเอง

     

    ผลกระทบของ COVID-19 จะรุนแรงกว่าตอนปี 2008 subprime มั้ย ?

    อันนี้ก็เป็นคำถามที่น่าสนใจครับ  เชื่อว่าคงไม่มีใครรู้อนาคตอย่างชัดเจน  ผมก็มีความคิดเห็นของผมแหละแต่ผมอยากฟังความคิดเห็นคนอื่นๆว่าเป็นยังไงบ้าง

    ส่วนตัวผมก็คิดว่าผลกระทบมันนับความรุนแรงจะแรงกว่านะ  แต่คิดว่าไม่น่าจะนานเท่าและฟื้นได้เร็วกว่าตอน Subprime ปี 2008 ที่กินเวลาประมาณ 2 ปี

    สองเหตุการณ์นี้มันทำให้ GDP ตกทั้งคู่แหละอันนี้คงไม่ต้องสงสัย  แต่ผมคิดว่าสถานการณ์มันต่างกันตรงที่อันนึงปัญหามาจากทรัพยากรทางเศรษฐกิจถูกเอาไปใช้กับเรื่องไร้ประโยชน์  ในขณะที่อีกอันนึงเป็นปัจจัยภายนอกบังคับให้คนชะลอการใช้จ่าย

    ตอน Subprime เศรษฐกิจมันมีปัญหามาจากการเก็งกำไรบ้านที่อยู่อาศัยกับธนาคารปล่อยกู้ซื้อบ้านให้กับคนที่ไม่มีความสามารถในการจ่ายและทรัพยากรทางเศรษฐกิจก็ไปอยู่ในบ้านที่อยู่อาศัยที่ไม่ได้มีใครต้องการและไม่ได้มีประโยชน์อะไร  สุดท้ายพอฟองสบู่ราคาบ้านแตกปุ๊บมูลค่าทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันของเงินกู้ก็หายไปและคนที่ไม่มีความสามารถในการจ่ายก็กลายเป็นหนี้เสีย ธนาคารก็เลยสยองและไม่ปล่อยกู้ให้กับธุรกิจอื่นเลยกลายเป็นปัญหาในวงกว้างกับเศรษฐกิจ

    ส่วนโรคระบาดเหมือนเป็นปัจจัยภายนอก  ทำให้การท่องเที่ยวหยุดหมดและรัฐบาลมีการขอให้คนอยู่บ้านแล้วสั่งปิดธุรกิจบางประเภทอย่างร้านอาหาร, ห้าง, ฯลฯ  โดยรวมก็ทำให้การใช้จ่ายของคนต่ำลงและแน่นอนในเมื่อผู้บริโภคใช้จ่ายน้อยลงภาคอุตสาหกรรมที่ผลิตก็ต้องได้รับผลกระทบไปด้วย  โดยรวมมีผลต่อเศรษฐกิจ

    ในเรื่องความรุนแรงครั้งนี้น่าจะรุนแรงกว่า

    แต่เรื่องการฟื้นตัวผมคิดว่าครั้งนี้จะฟื้นเร็วกว่า  เพราะ

    1. ทันทีที่เริ่มมียารักษาหรือมีวัคซีนผมก็เชื่อว่าปัญหาจะหายไปอย่างเร็ว  ไม่เหมือนตอน Subprime ที่ปัญหามาจากหนี้เสียที่ต้องใช้ระยะเวลาในการจัดการ
    2. รัฐบาลไม่ได้ลังเลในการให้ความช่วยเหลือ

     

    แล้วตลาดจะมีโอกาสผันผวนหรือจะตกลงไปอีกมั้ย ?

    ก็เป็นไปได้นะ  ขึ้นอยู่กับว่าสภาพความเลวร้ายของเศรษฐกิจมันจะลากยาวนานกว่าที่ตลาดคาดหรือเปล่า

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/courses

  • หุ้นวัฏจักร สังเกตจากอะไร ? ต้องหลีกเลี่ยงเหรอ ?

    หุ้นวัฏจักร สังเกตุจากอะไร ? ต้องหลีกเลี่ยงเหรอ ?

    หุ้นวัฎจักรคืออะไร ?

    เอาจริงๆในความเห็นผมคือหุ้นเกือบทุกบริษัทมันก็มีความเป็นวัฏจักรแหละมากหรือน้อยเท่านั้นเองครับ  แต่เวลาที่เค้าพูดถึงหุ้นวัฎจักรนี่คือหมายถึงหุ้นที่ผลประกอบการและราคาหุ้นมีทิศทางดีขึ้นหรือแย่ลงมีความเกี่ยวข้องกับสภาพเศรษฐกิจมากๆ

    ดังนั้นหุ้นวัฎจักรชนะหุ้นที่ไม่ค่อยวัฎจักรในช่วงเศรษฐกิจดี  เพราะช่วงเศรษฐกิจดีหุ้นวัฎจักรก็จะผลประกอบการดีและราคาหุ้นขึ้นดีด้วย  แต่พอช่วงเศรษฐกิจไม่ดีหุ้นวัฎจักรก็จะแพ้หุ้นที่ไม่ค่อยวัฎจักรเพราะหุ้นวัฎจักรก็จะผลประกอบการแย่ตามและราคาหุ้นก็จะแย่ไปด้วย

     

    ดูยังไงว่าเป็นหุ้นวัฎจักร ?

    จริงๆมันก็หลากหลายนะ

    สินค้าที่ไม่ได้จำเป็นต้องซื้อก็ได้เช่น การท่องเที่ยว, เครื่องประดับ, อาหารแพงๆ, ฯลฯ

    สินค้าพวกที่ไม่ได้ต้องซื้อบ่อยๆเช่น บ้าน, เฟอร์นิเจอร์, รถยนต์, ฯลฯ

    สินค้าที่เอาไปผลิตเป็นอย่างอื่นต่อเช่น เหล็ก, คอนกรีต, ฯลฯ

    เทียบกับที่ไม่ใช่หุ้นวัฎจักรก็อย่างเช่น Coca-Cola, ยาสีฟัน, สบู่

     

    ควรหลีกเลี่ยงหรือเปล่า ?

    ไม่ได้ว่าต้องหลีกเลี่ยงหรืออะไรนะ  แค่ต้องเข้าใจว่าบริษัทพวกนี้มันจะรับผลกระทบเยอะช่วงเศรษฐกิจไม่ดีเท่านั้นเอง  ดังนั้นเวลาที่ดีที่ควรจะซื้อบริษัทกลุ่มนี้ก็คือช่วงเศรษฐกิจไม่ดีเพราะช่วงนั้นหุ้นมันจะตกเยอะและจะฟื้นกลับมาหลังเศรษฐกิจฟื้น  และอาจจะควรระมัดระวังไม่ไปซื้อตอนช่วงเศรษฐกิจดีที่บริษัททำได้ดีเติบโตอย่างรวดเร็วต่อเนื่องหลายปีเพราะราคามันมักจะสูงพรวดขึ้นไปเยอะจากความนิยมของคนเท่านั้นเอง

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/courses