โดยรวมก็น่าจะมีผลกระทบกับตัวเศรษฐกิจพอสมควร แต่เท่าที่ดูตลาดหุ้นจีนไม่ค่อยแตกตื่นเท่าไหร่ มีตกจริงจังช่วงหลัง Lunar New Year ตอนตลาดเปิดวันแรกเท่านั้นเอง หลังจากนั้นโดยภาพรวมก็ดูฟื้นกลับขึ้นมาตลอด ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะรัฐบาลประกาศนโยบายที่อุ้มภาคธุรกิจหรือเปล่าหรือเป็นเพราะช่วงนี้จำนวนผู้ป่วยใหม่ในจีนที่ประกาศออกมาดูลดลง
ส่วนในเอเชีย MSCI AC Asia Pacific ex. Japan Minimum Volatility vs. MSCI AC Asia Pacific ex. Japan นี่แปลกออกไปหน่อย ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีย้อนหลังระยะสั้น 3ปี กับ 5ปี Minimum Volatility แพ้ แต่ถ้าเป็นช่วงยาว 10ปีหรือนับตั้งแต่ก่อตั้ง Minimum Volatility ก็ชนะอยู่และจริงๆก็ชนะอยู่มากกว่า 1% ต่อปีทีเดียว https://www.msci.com/documents/10199/4db07b71-9b9d-405e-a7c4-06b0854603ea
เวลาที่เราถือหุ้นในบริษัทที่เป็น holding company ก็คิดเหมือนกับเราถือหุ้นบริษัทหรือเป็นเจ้าของทรัพย์สินอะไรก็แล้วแต่ที่อยู่ภายใต้ holding company นั้นเลยครับ เช่นสมมติเราถือหุ้นบริษัท holding company อยู่ 10% แล้วตัว holding company นี้ถือหุ้นของบริษัท A 100%, บริษัท B 50% และมีคอนโด 1 หลัง ก็แปลว่าเราเหมือนถือหุ้นบริษัท A 10%, บริษัท B 5% และมีคอนโด 0.1 หลัง
ในระดับของ holding company เนื่องจากตัวบริษัทไม่ได้มีการดำเนินธุรกิจเอง ผู้บริหารของ holding company ส่วนใหญ่ก็จะมีหน้าที่คัดเลือกผู้บริหารของบริษัทในเครืออีกที, ทำหน้าที่ดูแลภาพรวมและบริหารเงินที่ได้ปันผลมาจากบริษัทในเครือว่าจะลงทุนหรือจ่ายเป็นปันผลให้กับผู้ถือหุ้น
ข้อดีของการเป็น Holding company อย่างนึงคืออาจจะสามารถกู้ยืมเงินในระดับของ holding company ได้ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำแล้วไปให้บริษัทลูกยืมต่อได้ แบบนี้ก็เหมือนใช้ความแข็งแกร่งทางการเงินของทั้งกลุ่มลดต้นทุนทางการเงินแทนที่จะให้แต่ละบริษัทย่อยๆไปกู้ยืมเงินกันเอาเอง
และในกรณีที่บริษัทลูกบริษัทหนึ่งเกิดมีปัญหาเจ๊งขึ้นมา ตัว holding company ก็จะมีการตัดขาดทุนจากการด้อยค่าของทรัพย์สินคือบริษัทลูกที่เจ๊งนั้นก็จบ เจ้าหนี้ก็ตามได้แค่ตัวบริษัทที่เจ๊งนั้นไม่ได้มีผลกระทบอะไรกับบริษัทในเครืออื่นๆ ไม่เหมือนกับกรณีที่สมมติไม่ได้เป็น holding company แต่เป็นบริษัทเดียวกันที่มีหลายหน่วยธุรกิจแล้วหนึ่งในนั้นเจ๊ง
ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ
หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂
ก่อนหน้านี้เราคุยกันไปว่าจากหลักฐานสิ่งที่เกิดขึ้นจริงหุ้นที่ให้ผลตอบแทนดีสุดคือหุ้นขนาดกลาง (Mid Cap) แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าต้องลงทุนแต่หุ้น Mid Cap เท่านั้น วีดิโอนี้ผมมาพูดถึงข้อดีของหุ้น Large Cap โดยเฉพาะพวกที่เป็นผู้นำในอุตสาหกรรมของตัวเองให้ฟังครับ
ดังนั้นถ้ามองจากมุมมองของนักลงทุนแบบเรา จริงอยู่ที่หุ้น Mid Cap กับ Small Cap โดยรวมผลตอบแทนสูงกว่าหุ้นใหญ่ แต่นั่นมันคือโดยรวมแบบมองทั้งกลุ่มนะ อย่าลืมว่าถ้าเราลงทุนเองเราอาจจะไม่ได้ซื้อหุ้นทีทั้งกลุ่มและดังนั้นผลตอบแทนเราอาจจะไม่ได้เหมือนกับเฉลี่ยของกลุ่มนะ ส่วนถ้าเราลงทุนในหุ้นใหญ่ที่เรามั่นใจในธุรกิจเค้า เราก็แทบจะมั่นใจได้ว่าจะกำไรดีพอสมควรในระยะยาวและที่สำคัญชัวร์กว่าด้วยครับ
ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ
หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂
เพราะปัจจุบันบริษัทส่วนใหญ่มูลค่ามันไม่ได้อยู่ที่สินทรัพย์ที่จับต้องได้แล้วน่ะครับ ปัจจุบันนี้ถ้าไม่ใช่บริษัทที่ทำธุรกิจสินทรัพย์จับต้องได้จริงๆเช่นเหมืองหรืออะไรแบบนั้นส่วนใหญ่มูลค่ามันจะอยู่กับสินทรัพย์ที่ไม่มีตัวตนเป็นหลัก ซึ่งสินทรัพย์ไม่มีตัวตนนี้ปกติมันไม่ถูกบันทึกในงบบัญชีและดังนั้นเลยไม่ได้รวมอยู่ใน Book Value ครับ
สินทรัพย์ไม่มีตัวตนมันก็เป็นอะไรก็ได้ที่มีมูลค่ากับบริษัท ทำให้บริษัทขายของได้ แต่ส่วนใหญ่จับต้องไม่ได้มันก็เลยตีมูลค่าบันทึกลงบัญชีลำบาก เช่นสมมติมีร้านอาหารขนาดเท่ากันมีอุปกรณ์โต๊ะเก้าอี้เหมือนกันทุกอย่าง สองร้านนี้มันก็จะมี Book Value เท่าๆกันเพราะสินทรัพย์ที่จับต้องได้มันมีเท่ากัน แต่จริงๆแล้วร้านนึงอาจจะทำอร่อย และด้วยความแตกต่างนี้ก็ทำให้สองร้านขายดีไม่เท่ากันและดังนั้นมูลค่าของร้านก็จะไม่เท่ากัน แต่ทีนี้จะให้บอกว่าฝีมือทำอร่อยกว่านั้นมีมูลค่าเท่าไหร่นี่ก็เริ่มยากละ
ถึงแม้ว่าตัว Book Value อาจจะไม่ได้บอกมูลค่าบริษัท แต่มันก็ไม่ใช่ไม่มีประโยชน์เลย Book Value ยังถูกใช้โดยธนาคารหรือคนให้สินเชื่อที่ใช้สินทรัพย์ที่จับต้องได้เป็นหลักในการตัดสินใจให้กู้ครับ
ปัจจุบันผมก็ไม่ได้ใช้ Book Value ในการตัดสินใจซื้อหุ้นนะครับ ผมมีใช้ Book Value คือสำหรับคำนวณ Return on Equity เท่านั้นเองครับ
ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ
หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂
5. AI Powered International Equity ETF (AIIQ) เป็นกองทุนที่ลงทุนในหุ้นนอกอเมริกา สรุปข้อมูลผลตอบแทนนับตั้งแต่ก่อตั้ง 5 มิถุนายน 2561 จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2562 กองทุนทำได้ 8.68% ต่อปี ส่วน benchmark (FTSE Developed All Cap ex USA Index (USD)) ทำได้ 3.07% ต่อปี ชนะอยู่พอสมควร แต่ก็รวมระยะเวลาประมาณแค่ปีครึ่งนะ