Tag: Smart stock investment

  • หุ้นจีนยังน่าลงทุนอยู่มั้ย ? หลังล่าสุดรัฐบาลออกกฎคุมเข้มธุรกิจต่างๆ

    หุ้นจีนยังน่าลงทุนอยู่มั้ย ? หลังล่าสุดรัฐบาลออกกฎคุมเข้มธุรกิจต่างๆ

    มีนักเรียนหลายคนถามถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาที่หุ้นจีนตกเพราะรัฐบาลออกมาจัดการกับบริษัทเทคโนโลยีในจีนกับออกกฎใหม่ที่กระทบธุรกิจเรียนพิเศษในจีน  จนทำให้หุ้นจีนตกเยอะมาก  กรณีแบบนี้ตลาดหุ้นจีนยังน่าสนใจอยู่มั้ยเห็นผมเคยสนใจหุ้นในจีนโดยเฉพาะอย่างยิ่งหุ้นโรงเรียน  หรือกรณีแบบนี้ถือเป็นโอกาสหรือเปล่า

    โดยรวมผมก็มองว่าเหตุการณ์นี้เป็นโอกาสนะ  แต่แค่เราต้องเลือกนิดนึง

    ในมุมมองของผมคือการที่รัฐบาลจีนทำแบบนี้  ไม่ได้มีเจตนาขัดขวางทุนนิยมหรือต้องการกลับไปเป็นสังคมนิยม  แต่เค้าแค่ต้องการเอาให้ชัวร์ว่าบริษัทอย่าง Alibaba, Tencent พวกนี้ยังอยู่ภายใต้การควบคุมและไม่กลายเป็นผูกขาดหรือใหญ่เกินไปเท่านั้นเอง  ส่วนเรื่องที่จัดการธุรกิจเรียนพิเศษอันนั้นมันไม่ได้เกี่ยวกัน  แค่บังเอิญเกิดขึ้นในเวลาใกล้เคียงกัน  เป้าหมายของเค้าคือพยายามแก้ปัญหาเรื่องประชากรเกิดน้อยโดยการลดต้นทุนของการเลี้ยงลูกลง  ซึ่งอาจจะดูรุนแรงมากเป็นเพราะรัฐบาลมองว่าเด็กควรจะเรียนหนังสือที่โรงเรียนไม่ใช่มาเรียนพิเศษ  มุมมองของรัฐบาลต่อธุรกิจนี้เค้าพูดไว้ชัดเจนอยู่แล้วว่ามองว่าเป็นปัญหาสังคม  เค้าก็เลยจัดการหนัก  แต่ไม่คิดว่าเป็นไปได้ที่รัฐบาลจีนจะทำแบบนี้กับทุกธุรกิจ

    ทีนี้ที่บอกมองว่าเป็นโอกาส  ก็เพราะมันลามไปทำให้หุ้นธุรกิจที่ไม่เกี่ยวข้องตกไปด้วยมากกว่า

    เราในฐานะนักลงทุน  เราก็อย่าไปซื้อบริษัทที่มันโดนจังๆแบบประเภทกะไม่ให้ทำธุรกิจได้เลย  อย่างพวกที่ทำกวดวิชาเป็นหลักนี่คือเลี่ยงแน่นอนเพราะมันเสี่ยงเกินไปเยอะ  เราไม่รู้เลยว่าบริษัทพวกนี้มันจะปรับตัวอะไรยังไงแล้วจะรอดมั้ย  ส่วนหุ้นกลุ่ม tech อย่าง Alibaba หรือ Tencent  ผมก็มองว่าโอเคอยู่นะ  รัฐบาลจีนไม่ได้มีเจตนาจะเอาจนเละอยู่แล้ว  แต่ก็มีความเสี่ยงอยู่ว่ารัฐบาลจีนอาจจะอยากให้บริษัทพวกนี้มีอำนาจผูกขาดน้อยลง

    ทีนี้สำหรับหุ้นโรงเรียนระดับประถมมัธยมที่ผมเคยพูดถึงในวีดิโอก่อนหน้า  ดูแล้วก็มีความเสี่ยงอยู่  ส่วนตัวไม่คิดว่าอยู่รัฐบาลจะประกาศให้โรงเรียนทั้งหมดต้องเป็น Non-profit แบบกวดวิชา  เพราะยังไงเค้าก็ยังต้องมีโรงเรียนเอกชนเหลืออยู่  ไม่เหมือนกวดวิชาเรียนพิเศษที่เค้ามองว่าไม่จำเป็นเลย  แต่ทั้งนี้ก็อาจจะมีมาตรการเช่นจำกัดการตั้งราคาค่าเทอมหรืออะไรออกมา  ดังนั้นก็มีความเสี่ยง  แต่เนื่องจากราคาหุ้นบริษัทกลุ่มนี้ก็ตกเยอะเหลือเกิน  ผมคิดว่าสำหรับคนที่รับความเสี่ยงได้มากหน่อยหุ้นกลุ่มนี้ก็ยังเป็นโอกาสดีอยู่

    ส่วนที่ดีสุดเลยคือเรามองหาหุ้นที่มันไม่เกี่ยวสุดๆแต่ราคาดันตกจะดีที่สุด เช่นหุ้นอุตสาหกรรม, หุ้นของกิน, ฯลฯ  เพราะในเหตุการณ์นี้มันไม่เหมือนกับโควิด  มันเป็นนโยบายรัฐบาลซึ่งอะไรก็เกิดขึ้นได้จริงๆ  ถ้ามีทางเลือกเราฉวยโอกาสเอาในกลุ่มที่ตกแบบไม่มีเหตุผลดีกว่า

    แต่ทั้งนี้  ต้องบอกว่าอันนี้คือมองระยะยาวเท่านั้นนะ  ในระยะสั้นก็อาจจะมีการแทรกแซงเพิ่มและตลาดอาจจะตกอีกก็ได้  ถ้าใครรู้ตัวว่าไม่สามารถถือยาวหรือทนความตื่นเต้นเวลาราคาตกได้  ก็สมควรหลีกเลี่ยงหุ้นจีนครับ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • อัพเดทสถานการณ์การลงทุน : ดูเหมือนเดลต้าจะไม่เลวร้ายอย่างที่คิด

    อัพเดทสถานการณ์การลงทุน : ดูเหมือนเดลต้าจะไม่เลวร้ายอย่างที่คิด

    วีดิโอนี้เราติดตามสถานการณ์ต่อจากวีดิโอที่แล้ว

    คำถามสำคัญของวีดิโอที่แล้วที่เราทิ้งไว้คือ  “สรุปการฉีดวัคซีนได้เยอะทำให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตปกติได้หรือเปล่า  หรือซักพักก็ต้องกลับมาปิดธุรกิจปิดห้างร้านอาหารกันใหม่อยู่ดี ?”  ถ้าได้ก็หมายความว่าประเทศต่างๆถึงจุดหนึ่งก็จะสามารถกลับมาสู่สภาวะปกติได้ธุรกิจก็จะฟื้น  หุ้นบริษัทที่เกี่ยวกับท่องเที่ยวหรือโดนโควิดกระทบตรงๆก็จะฟื้น  แต่ถ้าไม่ได้ก็แปลว่าพวกหุ้นท่องเที่ยวหรือโดนโควิดกระทบตรงๆก็เตรียมเละได้เลย  เพราะไม่รู้เมื่อไหร่จะกลับมาสู่สภาวะปกติได้  บริษัทไม่สามารถทนขาดทุนไปได้เรื่อยๆ  โดยเราบอกให้จับตามองประเทศอังกฤษเป็นหลัก  เพราะฉีดวัคซีนได้เยอะและเพิ่งกลับมาอนุญาตให้คนใช้ชีวิตได้ค่อนข้างปกติ  ในขณะเดียวกันในตอนนั้นจำนวนผู้ป่วยใหม่ก็กำลังพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว  และก็เลยเป็นเหตุผลที่วีดิโอที่แล้วผมบอกว่าความเสี่ยงสูงขึ้นนะ

    มาถึงตอนนี้  ประมาณ 1 เดือนผ่านไป  สถานการณ์ยังไม่ถึงกับชัด  แต่เท่าที่ดูดูเหมือนความเสี่ยงจะลดลง  ไม่เลวร้ายอย่างที่คิด

    ปรากฎว่าหลังจากช่วงที่ทำวีดิโอรอบที่แล้วไป  จำนวนผู้ป่วยใหม่ในอังกฤษไม่ได้สูงแบบพรวดๆต่อเนื่อง  ดูเหมือนอยู่ในระดับที่ไม่เลวร้ายเท่าไหร่เมื่อพิจารณาประกอบว่า Freedom Day ผ่านมา 1 เดือนแล้ว

    จำนวนผู้ป่วยใหม่ต่อวันก็น้อยกว่าช่วงเดือนที่แล้ว  จำนวนคนตายเพิ่มขึ้นสอดคล้องกับจำนวนคนป่วยที่เพิ่มขึ้น  แต่ก็เห็นได้ชัดว่าวัคซีนน่าจะได้ผลเพราะจำนวนคนตายต่อวันรวม 7 วันแค่ 687 คน  ซึ่งคือเฉลี่ย 98.14 คนต่อวัน  ต่ำกว่าไทยอีก  และเรื่อง Positivity rate ก็ไม่สูง  กะคร่าวๆคือ 227,391 คนจาก 5,213,493 ที่ตรวจ  คิดเป็น 4.36% เท่านั้น (ตัวเลขไม่เป๊ะเพราะสังเกตว่าวันที่มันไม่ตรง)

    บางประเทศก็ยังไม่ชัดเท่าไหร่เช่นใน US ที่จำนวนผู้ป่วยใหม่ก็ดูเยอะอยู่และยังอยู่ในทิศทางขาขึ้น  แต่อย่างน้อยจำนวนการตายก็ยังดูไม่เลวร้าย  คล้ายๆกับอังกฤษช่วงก่อนหน้านี้ที่เคสเยอะแต่ถึงตายน้อย

    โดยรวมแล้วผมก็สบายใจขึ้นนะ  เพราะเราเห็นตัวอย่างของอังกฤษว่ามันจะไม่ใช่พุ่งสูงไปเรื่อย  และดังนั้นหมายความว่าก็ไม่น่าจะต้องปิดธุรกิจตราบใดที่ไม่มีสายพันธุ์ใหม่อะไรโผล่มาพลิกสถานการณ์  เป็นผลดีอย่างยิ่งกับหุ้นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากโควิดที่ผมถืออยู่

    พูดถึงประเทศไทยนิดนึง  ช่วงนี้เห็นตัวเลขจำนวนคนป่วยใหม่ต่อวันใกล้เคียงเดิมและมีแววจะลดลง  บางคนก็บอกว่าเพราะตรวจน้อย  ก็เป็นไปได้แหละ  แต่ในสาระสำคัญภาพใหญ่ก็คือมันจะมีจุดสิ้นสุด  เพราะเราเห็นว่าวัคซีนได้ผล  และเอาจริงๆถ้าติดกันเยอะมากถึงจุดนึงมันก็จะเริ่มระบาดน้อยลงเพราะคนติดกันไปหมดแล้ว  เหมือนอย่างในอินเดีย  

    ดังนั้นภาพรวมในการลงทุนผมก็มองเหมือนเดิมคือเป็นผมจะลงทุนในบริษัทที่ได้รับผลกระทบจากโควิดและคิดว่ามีเงินทุนเหลือพอน่าจะรอด

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • กองทุนรวมที่เลียนแบบ Hedge Fund

    กองทุนรวมที่เลียนแบบ Hedge Fund

    พอดีผมเจอบทความของ Morningstar พูดถึงเรื่อง Liquid Alternatives Funds น่าสนใจเลยมาเล่าให้ฟังครับ

    คือต้องเล่าให้เห็นภาพนิดนึง  ช่วงหลังมานี้การลงทุนใน Hedge fund มันได้รับความนิยมมากขึ้น  เค้ามองว่าเป็นการลดความเสี่ยงโดยรวมของพอร์ตได้  เพราะผลตอบแทนของ Hedge fund ปกติจะต่างจากสินทรัพย์อื่นเยอะ  และในบางประเภทอาจจะคาดหวังว่าได้เปรียบเวลาที่ตลาดตกด้วยซ้ำอย่าง Hedge fund ที่ใช้กลยุทธ์แบบ Short only  แต่ที่ผ่านมา Hedge fund ไม่ได้ขายให้กับบุคคลทั่วไป  ตัว Liquid Alternatives Funds นี่ก็มีขึ้นมาในภายหลัง  หลักการคือเป็นกองทุนรวมที่เปิดให้กับบุคคลทั่วไปลงทุน  โดยกองทุนรวมพวกนี้ใช้วิธีการลงทุนแบบ Hedge fund

    พอดีเจอบทความของ Morningstar พูดถึง Liquid Alternatives Funds ว่าสรุปแล้วกองทุนพวกนี้ผลงานเป็นไงบ้าง  อ่านดูก็น่าสนใจผมทิ้งลิ้งค์ไว้ให้เผื่อใครสนใจไปอ่านเองครับ https://www.morningstar.com/articles/1049091/liquid-alternatives-funds-is-there-any-hope

    หลักๆแล้วสรุปได้ว่า  

    • ผลตอบแทนสุทธิที่กองทุนประเภทนี้ทำได้เฉลี่ยแค่ 1.66% ต่อปีเท่านั้นเอง  
    • ผลตอบแทนแย่กว่ากองทุนประเภทอื่นเกือบทั้งหมด  รวมถึงกองทุนที่ลงทุนในตราสารหนี้ด้วย
    • กองทุนประเภทนี้ทั้งหมดที่ออกมาตั้งแต่ปี 2009 มี 453 กอง  ปัจจุบันเหลืออยู่ 153 กองเท่านั้น
    • ปัญหาอย่างนึงที่ทำให้กองทุนประเภทนี้ไม่ได้รับความนิยมน่าจะเป็นเพราะความซับซ้อน  นักลงทุนอาจจะไม่เห็นภาพว่ากองทุนลงทุนอะไรยังไง  ขาดทุนขึ้นมาก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นเพราะอะไร
    • ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ Hedge fund ก็ผลตอบแทนแย่พอดี  และพวก Liquid Alternatives Funds เองก็เลียนแบบวิธีการลงทุนของ Hedge fund ได้ไม่สมบูรณ์เพราะข้อจำกัดว่ามันต้องมีสภาพคล่องให้คนลงทุนสามารถซื้อขายได้ตลอดด้วย
    • ค่าธรรมเนียมเฉลี่ยคือ 1.66%  ถูกกว่า Hedge fund แต่ก็แพงกว่ากองทุนรวมทั่วไป  เนื่องจากผลตอบแทนสุทธิก็ 1.66% เหมือนกันพอดี  แปลว่าช่วงที่ผ่านมาผลตอบแทนทั้งหมดที่กองทุนประเภทนี้ทำได้โดยเฉลี่ยก็แบ่ง 50/50 กับนักลงทุนพอดี

    ฟังแบบนี้ก็เหมือนกองทุนประเภทนี้ดูไม่มีประโยชน์  แต่ทั้งนี้ผู้เขียนก็ยังมองว่ามันน่าจะมีประโยชน์อยู่นะ

    • ตอนปีที่กองทุนพวกนี้เริ่ม  มันเป็นช่วงตลาดขาขึ้นซึ่งกองทุนพวกนี้ไม่มีประโยชน์เท่าไหร่พอดี
    • ในเวลานี้อัตราผลตอบแทนของสินทรัพย์ที่คนนิยมใช้เพื่อกระจายความเสี่ยงอย่างตราสารหนี้มันต่ำลง  ดังนั้นโดยเปรียบเทียบกองทุนพวกนี้ก็น่าจะน่าสนใจขึ้น
    • กองทุนที่รอดอยู่ในเวลานี้มีประวัติยาวนานมากขึ้น  กองห่วยๆตายไปเยอะแล้ว

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • ต้นเหตุที่แท้จริง ทำไมคนลงทุนไม่ประสบความสำเร็จ

    ต้นเหตุที่แท้จริง ทำไมคนลงทุนไม่ประสบความสำเร็จ

    ที่ผ่านมามีหลายครั้งที่มีคนปรึกษาเรื่องการลงทุนเพราะลงทุนได้ผลลัพธ์ไม่ดี  ผมก็เริ่มสังเกตนะว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้บางคนลงทุนแล้วดูไม่ค่อยเวิร์ค  ในตอนแรกผมก็รู้สึกว่ามันมีสาเหตุได้หลายแบบนะ  ทั้งเรื่องตัดสินใจด้วยอารมณ์, มือใหม่มากเลยไม่มีความรู้, ฯลฯ  แต่ในภายหลังพอเจอเคสเยอะขึ้นเรื่อยๆ  ผมก็รู้สึกว่าจริงๆสาเหตุที่คนลงทุนไม่ได้ดีมาจากสาเหตุหลักๆอยู่เรื่องเดียว  นั่นคือไม่ได้รู้สึกว่าการซื้อหุ้นคือการซื้อความเป็นเจ้าของในบริษัท

    พอคนไม่รู้สึกว่าการซื้อหุ้นคือการเข้าไปเป็นเจ้าของบริษัท  มองแค่ซื้อมาขายไปหรือเห็นเป็นรหัสบนกระดานตัวเลขวิ่งๆหรืออะไรซักอย่าง  มันก็จะทำให้เกิดอาการอื่นๆตามมา  ยกตัวอย่างเช่น

    • ไม่ได้ศึกษาข้อมูลก่อนซื้อ
    • ซื้อตามๆคนอื่น
    • ซื้อตอนแพง
    • ตกใจเวลาราคาตก
    • เครียด
    • ถือยาวไม่ได้
    • ตัดสินใจบนอารมณ์

    สรุปคือ  ถ้าจินตนาการไว้แต่แรกว่าการซื้อหุ้นคือการซื้อบริษัท  หรืออย่างน้อยตั้งกติกากับตัวเองว่าถ้าซื้อแล้วจะไม่ขายภายในระยะเวลา 1 ปี  น่าจะช่วยแก้ปัญหาได้เยอะ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • เวลาคำนวณผลตอบแทนที่ทำได้ อย่ามองแค่ Capital Gain

    เวลาคำนวณผลตอบแทนที่ทำได้ อย่ามองแค่ Capital Gain

    คือบางทีผมเจอคนบ่นว่าผลตอบแทนของหุ้น XYZ อะไรซักอันนึงน้อย  ถือไว้หลายปีราคาหุ้นมันขึ้นมา 10% เอง  แต่พอถามว่า Total return ซึ่งคือผลตอบแทนที่รวมปันผลด้วยมันคือเท่าไหร่  ส่วนใหญ่จะบอกไม่รู้เพราะที่ผ่านมาไม่ได้สังเกต  แล้วเวลาดูบนหน้าจอสรุปพอร์ตมันไม่โชว์ปันผลด้วยไง  มันโชว์แต่กำไรขาดทุนที่มาจากราคาที่เปลี่ยนแปลงไป

    วีดิโอนี้ผมเลยอยากจะยกตัวอย่างให้เห็นภาพว่าการเอาปันผลที่ได้มากลับเข้าไปลงทุนทำให้ผลตอบแทนโดยรวมเพิ่มขึ้นได้เยอะขนาดไหน  และดังนั้นหมายความว่าเวลาดูผลตอบแทนจากการลงทุน  คือเราต้องดูผลตอบแทนทั้งหมด  ไม่ใช่แค่ดูว่าราคาหุ้นเฉยๆ

    ตัวอย่างบน Excel

    สมมติหุ้นบริษัท A  ค่อนข้าง mature แล้ว  ไม่ได้เติบโตอะไรมาก  กำไรเติบโตเฉลี่ย 2%  ราคาหุ้นก็ตามกันคือ 2%  ปันผล 3%

    • กรณีที่ 1  ดูเฉพาะราคาที่สูงขึ้น  จากเงินลงทุน 100 บาท  5 ปีต่อมาก็โตเป็น 110.40 บาทเท่านั้น  ประมาณ 10% ตามที่บ่นเลย
    • กรณีที่ 2  นับปันผลเข้าไปด้วย  จากเงินลงทุน 100 บาท  5 ปีต่อมากลายเป็น 125.82 บาท  ต่างกันกับตอนที่ดูแต่ราคาเยอะนะ

    ดังนั้นสรุปคือ  เวลาพิจารณาผลตอบแทนอย่าดูบนหน้าจอซื้อขายอย่างเดียว  เก็บข้อมูลตัวปันผลด้วย  และอย่าประมาทบริษัทที่ปันผลสม่ำเสมอ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • ความพยายามในการเดาจุดต่ำสุด

    ความพยายามในการเดาจุดต่ำสุด

    หัวข้อนี้ไม่แน่ใจว่าเคยพูดไปแล้วหรือยัง  แต่เร็วๆนี้ที่มีตลาดตกต่อกันหลายวันผมเริ่มคนถามคำถามประมาณว่า “ตลาดจะตกต่อมั้ย”, “ตอนนี้ตกสุดหรือยัง” บ่อยขึ้นเยอะ  แม้กระทั่งนักเรียนผมก็เป็น  ดังนั้นผมเลยรู้สึกว่าควรจะพูดเรื่องนี้อีกทีเพราะมันสำคัญครับ

    ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจว่าตลาดหุ้นในระยะสั้นนี่มันขึ้นกับอารมณ์เยอะมากและมันพลิกไปมาได้เร็วมาก  ถ้าเราสังเกตลองย้อนไปดูเราก็จะเห็นว่าบางทีตลาดก็ตก -1% กว่าและในวันต่อมาก็อาจจะกลับตัวทันทีเป็นบวก +1% กว่าก็เป็นอะไรที่เกิดขึ้นได้  ไม่มีใครเดาได้จริงๆหรอกว่าพรุ่งนี้ตลาดจะเป็นยังไง

    ทีนี้แน่นอนว่าเราทุกคนก็จะมีความเห็นต่อตลาดหุ้นของตัวเองแหละ  บางคนก็ว่าตลาดน่าจะตกต่อนะ  บางคนก็บอกน่าจะขึ้นนะ  ซึ่งตรงนั้นก็ไม่มีปัญหาอะไร  เราแค่ต้องรู้ว่ามันเป็นแค่ความเห็นเรานะและมันไม่ได้จำเป็นต้องถูก  แต่ปัญหามันจะเริ่มเกิดถ้าเราเผลอไปคิดว่าความเห็นของเรามันจะแม่น  แล้วเริ่มใช้กลยุทธ์ในการลงทุนที่ต้องพึ่งพาความแม่นยำในการเดานั่น  อย่างเช่นเราจะซื้อตอนหุ้นตกต่ำที่สุดอะไรแบบนั้นเป็นต้น  พอกลยุทธ์ในการลงทุนมันไปอิงกับสิ่งที่อาศัยโชคปุ๊บก็แปลว่าผลลัพธ์ในการลงทุนเราก็กลายเป็นอาศัยโชคไปด้วย  และตรงนี้มันก็จะเริ่มอนาถละ

    ถึงเวลาเหตุการณ์จริง  สิ่งที่มันจะเกิดขึ้นคือประมาณนี้  สมมติหุ้นตกมา 10% ละจาก 100 เหลือ 90  คำถามคือแล้วควรจะซื้อหรือยัง  ถ้ากลยุทธ์เรามีเกณฑ์ตายตัวเช่นดูว่าราคาต่ำกว่ามูลค่าพอสมควรแล้วถึงซื้อมันก็ไม่ต้องเดาถูกมะ  ก็แค่ดูว่าราคา 90 นี่ต่ำกว่ามูลค่าพอสมควรยัง  ถ้าสมมติเราคิดว่ามูลค่าที่แท้จริงบริษัทนี้อยู่ 100 บาทนะแล้วเรากะซื้อต่ำกว่ามูลค่าที่เหมาะสมซัก 15% ซึ่งคือที่ 85 บาทหรือต่ำกว่่า  เราก็ตัดสินใจได้ทันทีว่ายังไม่ซื้อ  แต่สมมติกลยุทธ์เราไม่มีเกณฑ์ตายตัวต้องอาศัยการเดาซื้อที่จุดต่ำสุด  งั้น 90 บาทนี่ต่ำสุดยังอ่ะ  ก็ไม่รู้และก็จะคอยสงสัยอยู่ว่ามันจะตกไปอีกหรือเปล่า  แล้วสมมติวันต่อมามันตกไปอีกเหลือ 87 บาทล่ะ  อันนี้คือควรซื้อหรือยัง  ก็ไม่รู้อีกมันก็อาจจะตกไปอีกพรุ่งนี้ก็ได้ถูกมะ  แล้วถ้าพรุ่งนี้เหลือ 85 บาทล่ะ  ก็จะมีคำถามเดิมอีกอยู่ดี  ไม่จบไม่สิ้น

    สุดท้ายสิ่งที่ผมแนะนำโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับนักเรียนเราก็คือ  เราจะมีความเห็นว่าตลาดหุ้นจะขึ้นหรือจะลงก็ตามสบายไม่มีปัญหา  แต่การตัดสินใจในการซื้อยังไงก็ต้องมีระบบชัดเจน  จะใช้วิธีประมาณการผลตอบแทนแบบที่เรียนไปก็ได้  หรือจะใช้วิธีประเมินมูลค่าหุ้นแบบ DCF อะไรก็ได้  หรือจะดู P/E, Dividend yield ก็ได้แล้วแต่  ที่สำคัญขอให้มันมีเกณฑ์ในการตัดสินใจให้ชัดเจนว่าจะซื้อเมื่อไหร่  ไม่เอาแบบใช้ความรู้สึกโอเคมะ  ใช้ความรู้สึกมันมั่วครับ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • จะรู้ได้ไงว่าหุ้นตกจริงหรือหุ้นตกหลอก ?

    จะรู้ได้ไงว่าหุ้นตกจริงหรือหุ้นตกหลอก ?

    มีนักเรียนเราบอกว่าเค้าแยกไม่ออกระหว่างหุ้นตกชั่วคราวกับหุ้นขาลงของจริง  วีดิโอนี้ผมตอบเรื่องนี้ครับ

    ก่อนอื่นในความเข้าใจผม  คำว่าตกชั่วคราวคือราคาตกที่เราคาดหมายได้ว่าสุดท้ายมันจะราคาฟื้นกลับขึ้นมาเมื่อเวลาผ่านไป  ซึ่งเวลาผ่านไปในที่นี้อาจจะเป็นช่วงเวลาสั้นๆภายใน 1 ปีหรือยาวนานกว่านั้น 3-5 ปีก็แล้วแต่  ประเด็นสำคัญมันอยู่ที่เราคาดหมายได้ว่ามันจะฟื้น

    ส่วนคำว่าตกขาลงของจริงหมายถึงเคสที่เราคาดหมายได้ว่าราคาหุ้นมันจะตกไปอย่างถาวร  คือราคามันจะไม่ฟื้นกลับขึ้นมาอย่างมีนัยสำคัญและจะอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับราคาในช่วงก่อนหน้าไปตลอดหรืออย่างน้อยเป็นระยะเวลาอีกนานมาก  ประเด็นสำคัญคือไม่คาดหมายว่ามันจะฟื้น

    พอเรานิยามมันแบบนี้วิธีสังเกตมันก็จะง่ายขึ้น  เราก็สังเกตพิจารณาเหตุที่ทำให้หุ้นตกน่ะครับ  ถ้าเหตุการณ์นั้นไม่ได้มีผลกระทบต่อผลประกอบการของบริษัทหรือมีผลกระทบแต่ดูแล้วไม่ได้เป็นอะไรที่เป็นไปตลอด  แบบนี้ก็เป็นหุ้นตกชั่วคราวแน่นอน  แต่ถ้าเหตุการณ์นั้นมีผลกระทบต่อผลประกอบการของบริษัท  บริษัทจะเจ๊งหรือดูแล้วผลประกอบการจะแย่ลงถาวร  งั้นมันก็เป็นหุ้นขาลงของจริงละ

    เพื่อให้เห็นภาพเดี๋ยวเรายกตัวอย่าง

    • หุ้นตกจากบริษัทโดนแฮ็ก  ต้องจ่ายค่าเสียหาย  แบบนี้ก็เรียกชั่วคราว  เหตุการณ์มีผลต่อผลประกอบการบริษัทนะ  แต่มันก็ไม่ได้โดนแฮ็กทุกปีนี่และค่าเสียหายก็ไม่ได้ว่าต้องจ่ายทุกปีเช่นกัน
    • หุ้นตกเพราะบริษัทโกหกงบบัญชี  ผู้บริหารโกงหรืออะไรซักอย่างแนวนั้น  แบบนี้ก็อาจจะถาวรละ  เหตุการณ์แบบนี้มีผลต่อผลประกอบการของบริษัทแน่  และอาจจะบ่งชี้ว่ามีอะไรผิดปกติรุนแรงผู้บริหารถึงต้องโกหกหรือโกง
    • หุ้นตกเพราะรัฐบาลออกมากำหนดกฎหมายใหม่  เช่นอย่างเร็วๆนี้รัฐบาลจีนมีข่าวว่าจะห้ามเด็กเรียนพิเศษช่วงปิดเทอมหรือเสาร์อาทิตย์  สำหรับบริษัทที่ทำกวดวิชาแบบนี้ก็ถาวรละ
    • หุ้นตกเพราะรัฐบาลจีนบอกว่าพฤติกรรมผูกขาด  ปรับเงิน  ถ้าแค่นี้ก็มีแนวโน้มว่าจะชั่วคราว  ตราบใดที่ไม่มีการกำหนดหรือบังคับอะไรเพิ่มเติม
    • หุ้นตกเพราะโควิด  บริษัทไม่โดนผลกระทบอะไร  แค่ราคาตกพร้อมๆกันทั้งตลาด  แบบนี้ก็เรียกชั่วคราว  สุดท้ายโควิดก็ไม่ได้ว่าจะกระทบไปตลอด  ถึงวันนึงก็มีวัคซีนมียาก็จบเหมือนหวัดนก  บริษัทรอดอยู่แล้วด้วยเพราะไม่ได้ว่าจะขาดทุนรุนแรงหรืออะไรแต่แรกนี่
    • หุ้นตกเพราะโควิด  บริษัทโดนผลกระทบจังๆ  แต่ระดมทุนและมีเงินสดดูน่าจะทนได้อีกเป็นปี  แบบนี้แนวโน้มจะชั่วคราว  สุดท้ายโควิดก็ไม่ได้ว่าจะกระทบไปตลอด  ถึงวันนึงก็มีวัคซีนมียาก็จบเหมือนหวัดนก  บริษัทรอดได้เป็นปีก็มีโอกาสจะฟื้นอยูู่
    • หุ้นตกเพราะโควิด  บริษัทโดนผลกระทบจังๆ  เงินทุนมีไม่พอหนี้สินเยอะอยู่แต่แรก  แบบนี้มีแววจะไม่ชั่วคราวละ  ถ้าบริษัทเจ๊งล้มละลายไป  มันก็ตกจริงละ
    • หุ้นตกเพราะเฟดจะขึ้นดอกเบี้ย  ต้นทุนในการกู้ยืมของบริษัทอาจจะเริ่มสูงขึ้น  นักลงทุนอาจจะเอาเงินไปลงทุนในตราสารหนี้มากขึ้น  แบบนี้ก็มีแววจะไม่ชั่วคราวละ  อาจจะไม่ส่งผลกับผลประกอบการของบริษัทโดยตรงแต่อาจจะส่งผลให้คนโดยรวมลงทุนในหุ้นน้อยลง  ปกติผลของพวกนี้มันจะไม่รุนแรงมาก  บริษัทที่เข้มแข็งมากปกติก็หนี้ไม่เยอะอยู่แล้ว
    • หุ้นตกเพราะสินค้าคนไม่ซื้อ  ไม่ได้รับความนิยมแล้ว  อย่างนี้ก็ถาวร
    • หุ้นตกรัฐประหารยึดอำนาจ  เปลี่ยนผู้นำ  แบบนี้ก็ชั่วคราว  ไม่ได้ส่งผลโดยตรงกับบริษัทนี่  อาจจะเศรษฐกิจแย่ลงในอนาคต  แต่อันนั้นมันบอกไม่ได้ชัดเจน  และบริษัทที่เข้มแข็งก็ยังอาจจะทำได้ดีอยู่
    • หุ้นตกรัฐประหารยึดอำนาจ  เปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นแบบเกาหลีเหนือ  ไม่มีระบบทุนนิยมแล้วทุกอย่างเป็นของรัฐ  แบบนี้ก็จะถาวรละ  ผลประกอบการห่วยทั้งประเทศ  อนาถ

    สรุปคือ  ตกชั่วคราวกับตกจริง  มันวัดกันที่เหตุครับ  ถ้าอะไรที่ทำให้บริษัทเจ๊งหรือผลประกอบการแย่ลงไปยาวๆ  มันก็เป็นตกขาลงของจริง  แต่ถ้ามันเป็นอะไรที่ไม่เกี่ยวกับผลประกอบการของบริษัทหรือดูแล้วมีผลกระทบแค่ชั่วคราว  งั้นมันก็ตกชั่วคราวครับ  มีเท่านี้แหละ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • สมมุติรู้ว่าบริษัทผลประกอบการจะแย่ลง แต่ไม่รู้ว่าจะแย่ลงขนาดไหน เราควรตัดสินใจยังไงต่อ ?

    สมมุติรู้ว่าบริษัทผลประกอบการจะแย่ลง แต่ไม่รู้ว่าจะแย่ลงขนาดไหน เราควรตัดสินใจยังไงต่อ ?

    มีนักเรียนเราถามว่า  สมมติมีหุ้นบริษัทที่เราชอบราคาตก  เรารู้สาเหตุว่าทำไมราคามันตก  ดูแล้วจะมีผลกระทบต่อผลประกอบการของบริษัท  อาจจะระยะยาวด้วย  แต่เราไม่รู้ว่าผลกระทบของเหตุการณ์มันขนาดไหน  กรณีแบบนี้เราจะตัดสินใจยังไงต่อ

    ตอบตามตรง  เคสประเภทนี้คือยากครับ  มีความเสี่ยงสูงกว่าปกติด้วย  เพราะอันนี้เรารู้แล้วว่ามันไม่ใช่ปัญหาชั่วคราวละ  มันดูเป็นปัญหาระยะยาวถาวร  ปกติแล้วผมก็ทำอยู่ 2 แบบ

    1. ข้าม  ก็คือถ้าเสี่ยงเกินไปก็ไม่ต้องดูก็ได้  ไปดูหุ้นบริษัทอื่นดีกว่า
    2. ถ้าจะเอาจริงๆก็คงต้องเดาระดับความเสียหายเผื่อๆเอา  เช่นเดาไปเลยว่ากำไรหดไป -50% แล้วดูว่าถ้าเป็นแบบนั้นจริงแล้วหุ้นมันยังดูน่าสนใจอยู่มั้ยราคาถูกมากพอหรือเปล่า

    อย่างมากสุดเราก็ทำได้ประมาณนี้แหละครับ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • ทำไมเราสนใจหุ้นที่ได้รับผลกระทบจากโควิด แต่ไม่สนใจหุ้นที่ได้รับประโยชน์ ?

    ทำไมเราสนใจหุ้นที่ได้รับผลกระทบจากโควิด แต่ไม่สนใจหุ้นที่ได้รับประโยชน์ ?

    มีคนฟังวีดิโอเราแล้วสงสัยว่าทำไมดูเหมือนเราสนใจหุ้นที่โดนผลกระทบจากโควิด  ทำไมเราไม่สนใจหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากโควิด

    อันนี้ผมตอบครอบคลุมเหตุการณ์โควิดและวิกฤติอื่นๆด้วยเลย  เอาจริงๆผมว่าน่าจะเป็นสไตล์แล้วแต่คนชอบมากกว่าครับ

    ถ้าจะลงทุนในหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากวิกฤติ  อย่างกรณีโควิดอาจจะเช่นบริษัทผลิตหน้ากาก, ถุงมือยาง, ฯลฯ  ก็ต้องซื้อเร็วหน่อย  คือซื้อตั้งแต่ต้นๆที่เกิดเรื่อง  แล้วก็ไม่สามารถถือยาวนานเกินไปได้  ถ้าจะให้กำไรสูงสุดก็ต้องขายก่อนวิกฤติจะจบ  เพราะต้องเข้าใจว่าเหตุการณ์ผิดปกติมันทำให้บริษัทขายดีมากผิดปกติ  หมายความว่าถ้าเหตุการณ์ผิดปกติที่ว่านั่นหายไป  ยอดขายที่ดีขึ้นกว่าปกติมันก็จะหายไปด้วย  แล้วถ้ายอดขายสุดท้ายลดลงเดี๋ยวราคาหุ้นยังไงก็จะตามผลประกอบการ  ดังนั้นจึงไม่เหมาะกับการถือยาว  หนึ่งในตัวอย่างหุ้นในกลุ่มนี้ที่ผมนึกออกก็อย่างเช่น Top Glove ที่ทำถุงมือยางครับ  ถ้าดูผลประกอบการย้อนหลังก็จะเห็นว่าก่อนโควิดเค้าก็ทำได้ไม่เลวนะ  แต่พอเกิดโควิดปุ๊บผลประกอบการพุ่งเลย  ยิ่งถ้าดู TTM นี่คือรายได้เติบโตกำไรเติบโตเยอะมาก  ราคาหุ้นก็เช่นกันพุ่งพรวดขึ้นมาเลย  แต่ทีนี้ในระยะยาวล่ะ  ถ้าโควิดจบไปความต้องการถุงมือของโลกมันจะสูงไปตลอดเชียวหรือ

    ส่วนถ้าจะลงทุนในหุ้นที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติ  อย่างกรณีโควิดนี่  สิ่งที่เราทำคือมองหาหุ้นที่ก่อนโควิดมันก็เข้มแข็งและทำได้ดีสม่ำเสมออยู่  จนมาเจอโควิดทำให้ผลประกอบการแย่ลงและราคาหุ้นตกรุนแรง  เราก็เลือกซื้อที่เราพิจารณาว่ามันจะรอดโควิดไปได้กับถ้ารอดไปได้มันจะกลับมาทำได้ดีเหมือนเดิม  ข้อดีของกลุ่มนี้คือไม่ได้ต้องรีบเท่าอีกกลุ่มนึง  มีเวลาให้ติดสินใจ  และที่สำคัญคือถือยาวเลยโควิดจบไปเลยก็ได้  เพราะยิ่งถือยาวบริษัทก็ยิ่งทำได้ดีขึ้น  ราคาหุ้นสุดท้ายก็จะปรับตาม  นึกภาพดูว่าที่บริษัททำได้แย่ลงเป็นเพราะเหตุการณ์พิเศษที่เกิดขึ้น  เมื่อเหตุการณ์พิเศษนั้นหายไปบริษัทก็จะกลับมาทำได้ดีเหมือนเดิม  และในเมื่อก่อนหน้าเหตุการณ์พิเศษบริษัทมันก็เข้มแข็งและทำได้ดีอยู่แล้ว  พอเหตุการณ์หายไปบริษัทก็กลับมาเข้มแข็งและทำได้ดีขึ้นตามปกติ  เราได้ซื้อบริษัทแบบนั้นมาตอนที่มันราคาถูกพิเศษพอดีอีกต่างหาก  ก็ไม่มีเหตุผลอะไรต้องรีบขายมั้ย  แต่ข้อเสียคือซื้อหุ้นกลุ่มนี้ก็อาจต้องรอนานนิดนึง  เมื่อไหร่ผลกระทบจากเหตุการณ์ผิดปกติถึงจบล่ะ  อย่างโควิดนี่ก็อาจจะนาน  กับอาจจะเสี่ยงไปอีกแบบคือบริษัทมันต้องรอดจากวิกฤตินะ  ถ้าเจ๊งไปก่อนระหว่างทางเราก็เดือดร้อน

    สรุปคือ  ทั้งสองแบบมันก็มีข้อดีข้อเสียแหละ  ที่ผมพูดถึงหุ้นกลุ่มโดนผลกระทบบ่อยก็แค่เพราะส่วนตัวผมชอบไปทางนั้นก็เท่านั้นเองครับ  คุณจะลงทุนในกลุ่มไหนก็ได้แล้วแต่  แค่ต้องเข้าใจข้อจำกัดของมันไว้เท่านั้นเอง

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • อัพเดทกลยุทธ์การลงทุน : ตอนนี้ความเสี่ยงสูงขึ้นกว่าต้นปี

    อัพเดทกลยุทธ์การลงทุน : ตอนนี้ความเสี่ยงสูงขึ้นกว่าต้นปี

    เราเพิ่งทำวีดิโออัพเดทสถานการณ์ไปเมื่อต้นเดือนมิถุนายนนี้เอง  แต่ดูเหมือนสถานการณ์ตอนนี้เปลี่ยนไปละมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นกว่าที่คาดไว้ตอนแรก  คนที่ถือหุ้นที่ได้รับผลกระทบจากโควิดแล้วคาดว่าโควิดจะจบอาจจะมีความเสี่ยงมากขึ้น

    ท้าวความเดิมนิดนึง  ตอนต้นปีช่วงต้นเดือนมกราคม  ภาพที่เราเห็นคือประเทศมีเงินอย่างอเมริกากับอังกฤษและตามมาด้วยยุโรปกำลังพยายามเร่งฉีดวัคซีน  ในเวลานั้นความเสี่ยงหลักคือเราไม่รู้ว่าฉีดวัคซีนไปแล้วคนจะสามารถกลับมาใช้ชีวิตปกติได้จริงมั้ย  แต่ถ้าเทียบกับกลางปี 2020 สถานการณ์ก็ถือว่าเสียงน้อยกว่ามากเพราะในเวลานั้นเรายังไม่รู้เลยว่าวัคซีนจะได้เมื่อไหร่  คาดการณ์ว่าจะนานแต่ปรากฎว่าปลายปี 2020 นี่คือวัคซีนเริ่มอนุมัติละ

    พอเวลาผ่านไปซักพัก  ประมาณเดือนมีนาคม-เมษายน  เราเริ่มเห็นตัวอย่างประเทศที่ฉีดวัคซีนไปได้เยอะมีจำนวนผู้ป่วยใหม่ลดลงเยอะ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งอิสราเอลดูชัดสุด  เป็นสัญญาณว่าวัคซีนได้ผล  ในเวลานั้นถึงแม้ว่าเราจะเห็นจำนวนผู้ป่วยในไทยเพิ่มขึ้น  ผมก็ไม่ได้ตกใจอะไรมาก  เพราะสุดท้ายเกมภาพใหญ่คือเรารู้อยู่แล้วว่าคนจะกลับมาใช้ชีวิตปกติได้จริงๆก็ต่อเมื่อมีวัคซีนหรือยาเท่านั้น  การที่มีระบาดกลับขึ้นมาในประเทศไทยก็ไม่ได้แปลกเพราะเรายังไม่ฉีดวัคซีนและมันก็แค่ทำให้ระหว่างทางเลวร้ายลงเท่านั้นเอง  จากเดิมที่คิดว่าเราจะประคองสถานการณ์ไปจนฉีดวัคซีนจบแล้วก็จบสมบูรณ์  ก็กลายเป็นว่าระหว่างทางคนจะต้องมีการปิดธุรกิจมีมาตรการที่มีผลกระทบกับคน  แต่จุดปลายทางเราก็ต้องจบด้วยมีวัคซีนหรือยาอยู่ดี  สถานการณ์โดยรวมจริงๆความเสี่ยงน้อยกว่าต้นปีอีก  เพราะอย่างน้อยเรารู้แล้วว่าวัคซีนได้ก็จบ

    หลังจากนั้นเราเริ่มเห็นประเทศที่ฉีดวัคซีนเยอะเริ่มให้คนกลับมาใช้ชีวิตปกติ  อเมริกา, อังกฤษ, ยุโรป  เราเริ่มเห็นการท่องเที่ยวการเดินทางของประเทศพวกนี้เริ่มฟื้น  ในเวลานั้นก็ยิ่งความเสี่ยงน้อยลงไปอีก

    จนสถานการณ์มีการเปลี่ยนแปลงอีกทีตอนที่เห็นชัดเจนเลยว่าการระบาดกลับมาเยอะในอังกฤษเพราะโควิดสายพันธุ์เดลต้า  ตอนนี้ผู้ป่วยใหม่ในอังกฤษสูงขึ้นวันนึงเกิน 50,000 คน  คำถามสำคัญคือมันจะทำให้มีผู้ป่วยหนักเยอะขึ้นจนเตียงเต็มแล้วสุดท้ายต้องปิดธุรกิจนู่นนี่นั่นอีกหรือเปล่า

    ถ้าใช่  งั้นเงินลงทุนที่เราซื้อหุ้นโควิดไปก็เสี่ยงทันที  จากเดิมที่เราคาดว่าวัคซีนมาแล้ว  ฉีดถึงจุดนึงจะจบ  คนจะเริ่มทยอยกลับมาใช้ชีวิตได้ปกติ  การท่องเที่ยวฟื้น  มันก็ไม่แน่ละไง  เพราะอย่างอังกฤษนี่ฉีดวัคซีนไปได้เยอะมาก  ประชากรทั้งประเทศฉีดวัคซีนครบ 2 เข็มแล้วเกิน 50%  ถ้าขนาดนี้ยังกลับมาใช้ชีวิตปกติไม่ได้นี่แปลว่าประเทศอื่นก็จะมีปัญหาเดียวกัน  แล้วเมื่อไหร่จะจบล่ะถ้างั้น

    ถ้าไม่ใช่  คือคนป่วยเยอะแต่อาการไม่หนักหรืออะไรก็แล้วแต่  สุดท้ายคนใช้ชีวิตปกติได้ไม่ต้องกลับมาปิดธูรกิจปิดท่องเที่ยว  งั้นก็ไม่มีปัญหา  เรายังเห็นทิศทางว่าโควิดจะจบได้

    หลักฐานในเวลานี้ก็ดูก้ำกึ่ง

    • อย่างแรกเลยคือจำนวนผู้ป่วยเยอะขึ้น  ผู้ป่วยใหม่ต่อวันเกิน 10,000 คนมาตั้งแต่กลางเดือนมิถุนายนแล้ว  แต่จำนวนคนตายกับคนป่วยอาการหนักดูเหมือนจะไม่ได้สูงขึ้นตาม  เหมือนจะเป็นหลักฐานว่าวัคซีนได้ผล

    • แต่ถ้าวัคซีนได้ผล  ทำไมจำนวนคนป่วยมันยังเพิ่มขึ้นเร็วขนาดนี้  ไม่ใช่ว่ามันควรจะป้องกันการติดและกระจายของเชื้อหรอกหรือ

    ดังนั้นเวลานี้เราควรจะจับตามองอังกฤษเป็นพิเศษ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งวันจันทร์ที่ 19 กรกฎาคมที่ผ่านมาเค้าอนุญาตให้คนกลับมาใช้ชีวิตเต็มที่ละด้วย  ไม่มีบังคับให้ใส่หน้ากาก  ร้านอาหารไนท์คลับอะไรจัดได้เต็มที่ไม่จำกัดจำนวนคน  เราต้องดูว่าสุดท้ายจำนวนคนป่วยจะหนักจนต้องกลับไปปิดธุรกิจอีกหรือเปล่า

    มุมของการลงทุนเรา

    แล้วในมุมของการลงทุนเราล่ะ  ต้องทำอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่า  อันนี้ผมก็ว่าแล้วแต่คน  ถ้าสำหรับผมในเวลานี้คือเห็นภาพว่าความเสี่ยงสูงมากขึ้น  แต่ยังไม่ถึงขึ้นต้องรีบหนีหรืออะไร  แต่สมควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด  โดยรวมแล้วคือ

    • ถ้าเราถือบริษัทที่กระทบแต่ยังไม่ถึงขาดทุน  พวกนี้ก็ไม่มีปัญหาเหมือนเดิม  เพราะมันรอได้อยู่แล้ว
    • ประเด็นมันจะอยู่ที่บริษัทที่กระทบจนขาดทุน  พวกนี้จากเดิมเราคิดว่ามีเงินทุนพอที่จะทนได้  ถ้าอยุ่ๆสถานการณ์เปลี่ยนโควิดไม่จบด้วยวัคซีนชุดนี้  คำถามคือแล้วมันจะจบเมื่อไหร่  เราอาจจะต้องพิจารณาแล้วว่าบริษัทที่ว่าขาดทุนนี่  ขาดทุนเยอะขนาดไหนล่ะ  รายได้มันต้องฟื้นกลับมาเป็นกี่ % เทียบกับปีปกติมันถึงจะรอด  ดูแล้วห่างมั้ย  ตอนนี้มีเงินทุนเหลือทนได้อีกนานแค่ไหน  แล้วสมมติต้องระดมทุนเพิ่มมันน่าจะยังทำได้อยู่มั้ย  มีหนี้สินอยู่เยอะมากอยู่แล้วหรือเปล่า  ฯลฯ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี