Tag: Smart stock investment

  • อย่าไปให้ความหมายกับราคาหุ้นขึ้นๆลงๆ

    อย่าไปให้ความหมายกับราคาหุ้นขึ้นๆลงๆ

    ผมสังเกตเห็นพวกเราหลายคนให้ความหมายกับการขึ้นลงของราคาหุ้นมากเกินไป  คือประมาณว่าถ้าเห็นราคาหุ้นขึ้นก็เข้าใจว่าบริษัทต้องทำได้ดีและดังนั้นก็สบายใจมองยังไงก็เห็นแต่เรื่องดี  กลับกันถ้าเห็นราคาหุ้นตกก็รู้สึกว่าบริษัทต้องมีปัญหาอะไรแน่แล้วก็เริ่มเครียดมองยังไงก็เห็นแต่เรื่องร้าย  ซึ่งอาการแบบนี้มันทำให้ใจเราไม่นิ่งตัดสินใจพลาดได้น่ะ

    อย่างแรกที่อยากให้มีการแยกแยะก่อนคือราคาหุ้นขึ้นลงมันแค่แปลว่าคนโดยรวมมีมุมมองต่อบริษัทดีขึ้นหรือแย่ลงเฉยๆ  เค้าอาจจะมีมุมมองว่าบริษัทจะผลประกอบการดีขึ้นนะ  หรือเค้าอาจจะมองว่าบริษัทน่าจะทำได้แย่ลงนะ  มันสะท้อนความเห็นของคนโดยรวมในตลาดเฉยๆ  ซึ่งมันคนละอย่างกับบริษัททำได้ดีหรือไม่ดี  ประเด็นสำคัญคือแค่เพราะคนโดยรวมเชื่อมันก็ไม่ได้แปลว่ามันจะถูกต้อง

    อย่างที่สองคือถ้าเราคาดหวังว่าจะทำผลตอบแทนได้ดีกว่าค่าเฉลี่ยตลาด  เราก็ต้องมีมุมมองหรือการกระทำบางอย่างต่างออกไปจากคนโดยรวมอยู่แล้ว  ไม่งั้นผลตอบแทนเราก็ต้องเท่าๆคนทั่วไปสิ  ดังนั้นเราควรจะชินและรู้สึกเฉยๆกับการที่ราคาหุ้นไม่เห็นด้วยกับเราอย่างน้อยในระยะสั้นอยู่แล้ว  ถ้าเราซื้อสิ่งที่ทุกคนก็คิดว่าดีทำเหมือนๆกัน  งั้นมันจะผลตอบแทนดีกว่าค่าเฉลี่ยได้ไงน่ะ

    แต่ทั้งนี้เราก็ต้องอย่าประมาท  เพราะเราจะมีมุมมองและทำแตกต่างจากคนอื่นทั่วไปเฉยๆไม่ได้  ความแตกต่างนั้นมันต้องถูกด้วย  ดังนั้นเวลาราคาหุ้นมันขึ้นหรือลงไม่ว่ามันจะไปในทิศทางที่เราคาดหรือเปล่า  เราต้องนึกในใจว่ามันก็แค่ความเห็นโดยรวมคนชอบบริษัทมากขึ้นหรือน้อยลงก็แค่นั้น  ซึ่งไม่ได้มีความหมายอะไรมากไปกว่านั้น  สิ่งที่เราโฟกัสคือตัวบริษัทเท่านั้น  ถ้าราคาหุ้นตกแต่บริษัทมันทำได้ดีขึ้นก็คือดีขึ้น  ถ้าราคาหุ้นขึ้นแต่บริษัททำได้แแย่ลงก็คือแย่ลง  ถ้าราคาหุ้นตกแต่บริษัทไม่ได้มีอะไรใหม่เกิดขึ้นก็คือไม่มีอะไรเกิดขึ้น

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • อย่าเมินแค่เพราะหุ้นมัน Volume ต่ำ

    อย่าเมินแค่เพราะหุ้นมัน Volume ต่ำ

    มีนักเรียนเราหลายคนดูตัดพวกหุ้น volume ต่ำหรือหุ้นที่มีปริมาณการซื้อขายต่ำออกไป  คือไม่ดูเลย  ซึ่งผมเข้าใจแหละว่าหุ้น volume ต่ำก็มีข้อเสียเปรียบอยู่  แต่มันก็มีข้อดีบ้างเหมือนกัน  ดังนั้นผมมองว่าการตัดออกไปไม่ดูเลยมันก็เว่อร์ไปนิด  วีดิโอนี้ผมพูดถึงหุ้น volume ต่ำซักหน่อย

    หุ้น volume ต่ำมันก็มีข้อเสียจริงคือ

    • ซื้อขายยาก  โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเราจะลงทุนด้วยเงินก้อนที่ใหญ่เมื่อเทียบกับ volume การซื้อขายในแต่ละวัน  ต้องซื้อขายทีละหน่อย  หรือไม่งั้นก็ต้องยอมว่าราคาเปลี่ยนแปลงเยอะ
    • คนให้ความสนใจน้อย  บางทีต่อให้บริษัททำได้ดีขึ้นแต่กว่าราคาจะตอบสนองอาจจะนาน
    • อาจจะมีคนเข้ามาปั่นหรือ manipulate ราคาได้ง่าย  แต่อันนี้ก็ไม่ควรจะมีปัญหากับเรา

    แต่หุ้น volume ต่ำมันก็มีข้อดีเช่น

    • หาหุ้นราคาไม่แพงได้ง่ายกว่า  เพราะปกติการที่หุ้นมันราคาแพงคือมันมาจากคนสนใจซื้อกันเยอะ  หุ้น volume ต่ำมันคือพวกที่ไม่ค่อยได้รับความสนใจอยู่แล้ว
    • การที่คนสนใจน้อยและดังนั้นบางทีมีระยะเวลานานกว่าที่ผลประกอบการที่ดีขึ้นจะส่งผลต่อราคาหุ้นก็ทำให้เรามีเวลาฉวยโอกาสได้ง่ายกว่า
    • ในกรณีที่เราเป็น VI กำลังมองหาหุ้นที่ยังไม่เป็นที่รู้จักยังไม่ดัง  แต่มีศักยภาพจะเติบโตแบบก้าวกระโดดและอาจจะกำไรหลายเท่า  เราก็ต้องซื้อตอนที่มันยังไม่ดังป้ะ  และตอนไม่ดัง volume มันก็ต่ำก็ถูกแล้วนี่  ถ้าเราไปซื้อตอน volume มันเยอะก็แปลว่าคนให้ความสนใจเยอะแล้วสิ

    ดังนั้นสรุปคืออย่าไปมองว่าหุ้น volume ต่ำแล้วมีปัญหา  ถ้าไม่ใช่ว่าขนาดเงินลงทุนเรามหาศาลจัดจนซื้อขายยากมันเป็นอุปสรรค์  ประเด็นสำคัญมันยังอยู่ที่ว่าหุ้นที่ว่านั่นทำธุรกิจอะไร  เป็นบริษัทที่มีความได้เปรียบมีอำนาจบังคับผู้บริโภคหรือเปล่า  ถ้าใช่มันก็ยังเป็นการลงทุนที่ดีได้  เราอาจจะได้ซื้อมันในเวลาที่ราคามันถูกผิดปกติเพราะคนยังไม่สนใจ volume ต่ำก็ได้ครับ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • กำไรสะสมเพิ่มขึ้น แปลว่าบริษัทมีเงินสดเพิ่มขึ้นหรือเปล่า ?

    กำไรสะสมเพิ่มขึ้น แปลว่าบริษัทมีเงินสดเพิ่มขึ้นหรือเปล่า ?

    มีคนมีความสงสัยเกี่ยวกับรายการบนงบการเงินตัว “กำไรสะสม”  เค้าถามว่ากำไรสะสมนี่คืออยู่ในรูปเงินสดใช่มั้ย

    คำตอบคือไม่ใช่นะครับ  เพื่อความเข้าใจวีดิโอนี้ผมขยายความด้วยการอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นบนบัญชีงบดุลให้ดูนะ

     

    สมมติสถานการณ์ไล่ไปดังนี้

    1. เริ่มต้นมาเราทำธุรกิจอะไรซักอย่างด้วยเงินทุน 100 บาท

    ขั้นตอนนี้เราก็จะบันทึกบนงบดุลว่ามีเงินสด 100 บาทโผล่ขึ้นมาเป็นทรัพย์สิน  และบันทึก 100 บาทในฝั่งส่วนของเจ้าของว่าเป็นเงินลงทุน 100 บาท

    2. เราเอาเงิน 100 บาทไปซื้อสินค้ามาเตรียมขาย

    ขั้นตอนนี้เราก็จะบันทึกบนงบดุลว่าเงินสด 100 บาทหายไปละ  แทนที่มาด้วยสินค้าคงเหลือ 100 บาท

    3. ขายสินค้าไปในราคา 120 บาท  สมมติว่าลูกค้าติดเงินเราไว้ก่อน

    ขั้นตอนนี้เราก็จะบันทึกบนงบดุลว่าสินค้าคงเหลือ 100 บาทก็หายไปละ  แล้วมีลูกหนี้การค้า 120 บาทโผล่ขึ้นมา  ส่วนต่าง 20 บาทที่เพิ่มขึ้นมานับเป็นกำไรดังนั้นก็บันทึกตรงส่วนของเจ้าของว่ามีกำไรสะสมโผล่ขึ้นมา 20 บาท  จะเห็นว่าตรงนี้มีกำไรสะสมเกิดขึ้นละนะ  แต่มันก็ไม่ได้อยู่ในรูปเงินสดถูกมะ  ตอนนี้ยังอยู่ในรูปลูกหนี้การค้าอยู่เพราะคนยังไม่จ่ายเงินเรา

    4. ลูกค้าเอาเงิน 120 บาทมาจ่าย

    ขั้นตอนนี้เราก็จะบันทึกบนงบดุลว่าลูกหนี้การค้า 120 บาทหายไปละ  แทนที่ด้วยเงินสด 120 บาท  ตอนนี้กำไรสะสม 20 บาทนั่นก็อยู่ในรูปเงินสดแล้วใช่มะ

    5. เราเอาเงิน 110 บาทไปซื้อสินค้ามาเตรียมขาย

    ขั้นตอนนี้เราก็จะบันทึกบนงบดุลว่าเงินสด 110 บาทหายไป  แทนที่มาด้วยสินค้าคงเหลือ 110 บาท  กำไรสะสมก็ 20 บาทเหมือนเดิมถูกมะ  แต่เปลี่ยนรูปไปอีกละส่วนนึงยังเป็นเงินสดอยู่ 10 บาทกับอีกส่วนนึงอยู่ในรูปของสินค้าคงเหลือ 10 บาท

    6.เราจ่ายเงิน 10 บาทออกมาเป็นปันผลให้ตัวเอง

    ขั้นตอนนี้เราก็จะบันทึกบนงบดุลว่าเงินสด 10 บาทหายไป  และกำไรสะสมก็หายไป 10 บาท  เพราะในเมื่อจ่ายปันผลออกมาแล้วก็ไม่ใช่สะสมแล้ว

     

    นึกภาพออกมั้ยครับ  ในบริษัทของจริงมันก็จะมีธุรกรรมเยอะแยะไปหมดดังนั้นกำไรสะสมนั่นไม่ได้จำเป็นต้องอยู่ในรูปเงินสดเลยครับ  และเวลาเราเห็นบนงบการเงินว่าบริษัทมีกำไรสะสม X บาท  ไม่ได้แปลว่าบริษัทมีเงิน X บาทอยู่ในมือในเวลานั้น  อาจจะมี 0 บาทเลยก็ได้

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • Enterprise Value คืออะไร ? EV/EBITDA อัตราส่วนนี้ต่างจาก P/E ยังไง ?

    Enterprise Value คืออะไร ? EV/EBITDA อัตราส่วนนี้ต่างจาก P/E ยังไง ?

    มีคนถามเกี่ยวกับ Enterprise value เพราะเคยอ่านเจออัตราส่วน EV/EBITDA เอาไว้ใช้ดูว่าหุ้นถูกหรือแพง  เค้าถามว่า Enterprise Value มันคืออะไร  แล้ว EV/EBITDA ดีกว่าหรือต่างจาก P/E ยังไง

    เอาจริงๆมันก็ไม่ได้ว่าเป็นวิธีการที่ดีกว่าหรือสุดยอดอะไรนะ  มันก็แค่อีกไอเดียหนึ่งในการประเมินว่าหุ้นถูกหรือแพงเท่านั้นเอง  ไม่ได้มีอะไรมาก

    ไอเดียของมันคือการใช้อัตราส่วนอย่าง P/E เปรียบเทียบบริษัทมันมีจุดอ่อนอยู่ตรงที่บริษัทแต่ละบริษัทมีสัดส่วนหนี้สินกับทุนไม่เท่ากัน  บางบริษัทใช้หนี้เยอะบางบริษัทใช้หนี้น้อย  ต่อให้อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกันทำธุรกิจคล้ายๆกันเก่งพอกัน  ถ้าบริษัทนึงมีหนี้สินเยอะเสี่ยงเยอะกว่าก็ไม่ควรจะ P/E เท่ากับอีกบริษัทนึงที่หนี้สินน้อยเสียงน้อย  การใช้ P/E เทียบกันตรงๆก็อาจจะไม่ค่อยเหมาะ

    มันก็เลยมีคนเสนอว่าถ้างั้นเราก็อย่ามองจากเฉพาะมุมของผู้ถือหุ้นสิ  อย่าง P/E หรือ P/BV นี่คือมองจากผู้ถือหุ้นเท่านั้น  Price คือราคาหุ้น, Earnings ก็คือกำไรสุทธิที่เป็นของผู้ถือหุ้น, Book value ก็เป็นมูลค่าทางบัญชีของส่วนของผู้ถือหุ้น  แทนที่จะมองแค่ราคาหุ้นซึ่งเป็นราคาที่จะซื้อส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัทก็เปลี่ยนมาเป็นมองจากมุมของการซื้อทั้งบริษัทเลย  คือถามว่าถ้าจะซื้อทรัพย์สินทั้งหมดของบริษัทเลยไม่ใช่แค่ส่วนของผู้ถือหุ้นจะเป็นจำนวนเงินเท่าไหร่  ตัวเงินที่จะต้องใช้เพื่อซื้อทั้งหมดของบริษัทก็คือรวมราคาตลาดทั้งหมดของส่วนของผู้ถือหุ้น  แล้วก็ราคาตลาดทั้งหมดของส่วนเจ้าหนี้  แล้วก็รวมราคาตลาดของส่วนผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิ์ด้วยถ้ามี  แล้วก็หักเงินสดที่บริษัทมีอยู่ออกไปก็จะได้ตัวเลขมาใช่มะ  ซึ่งตัวเลขเงินที่ต้องใช้เพื่อซื้อทั้งหมดของบริษัทนั่นคือเรียกว่า Enterprise value ครับ

    ทีนี้พอจะเอา Enterprise value ไปเทียบกับกำไรสุทธิมันก็ไม่เหมาะละ  เพราะกำไรสุทธิมันมองจากมุมผู้ถือหุ้นเท่านั้น  เพื่อให้ตัวเลขกำไรมันเป็นตัวเลขที่เป็นกำไรสำหรับทั้งเจ้าหนี้และผู้ถือหุ้นเค้าก็เลยเสนอให้เทียบกับกำไรก่อนที่จะจ่ายค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยแทน

    ปัจจุบันที่นิยมใช้สุดจะเป็น EV/EBITDA ซึ่งก็คือที่คนถามบอกว่าเคยอ่านเจอนั่นแหละ  หรือไม่งั้นก็ EV/EBIT ก็เคยเห็นเหมือนกัน

    ข้อดีของการใช้อัตราส่วนนี้ก็เช่น

    1. ใช้ได้แม้กรณีบริษัทขาดทุน
    2. บางที P/E มันติดลบ  แต่ EV/EBITDA ไม่ค่อยเป็นเพราะส่วนใหญ่ EBITDA มันจะไม่เป็นเลขติดลบ

    3. EV/EBITDA ต่างกันน้อยกว่าเวลาเปรียบเทียบบริษัทที่มีหนี้สินต่อทุนต่างกันเยอะๆ

    ข้อเสียก็มีเช่น

    1. ราคาตลาดของส่วนของหนี้สินอาจจะหาไม่ได้  ต้องเปรียบเทียบหนี้สินที่ใกล้เคียงเอา
    2. ปัญหาเดียวกับ P/E คือมันเป็นวิธีประเมินมูลค่าประเภท Price multiple ซึ่งมีประโยชน์ในเชิงเปรียบเทียบ  อาจจะเจอกรณีหุ้นมันแพงทั้งตลาดแต่แค่อันนี้ EV/EBITDA ต่ำสุดก็เลยดูว่าถูกกว่าโดยเปรียบเทียบก็ได้
    3. มันเป็นมุมมองของคนที่จะซื้อทั้งบริษัท  แต่เราเป็นผู้ถือหุ้น  เราไม่ได้จะซื้อทั้งหมดของบริษัท

    สุดท้ายคือ  มันก็แค่อีกไอเดียนึงเท่านั้นครับ  ไม่ได้ว่าสุดยอดหรืออะไร  คนรู้จักก็อาจจะดูเท่ขึ้นนิดหน่อยเท่านั้น  ไม่ได้มีประโยชน์อะไรเป็นพิเศษ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • ถ้าหุ้นที่ถืออยู่ผลประกอบการแย่ลง ควรขายเลยมั้ยหรือรอดูก่อน ? ถ้ารอดูควรรอนานแค่ไหน ?

    ถ้าหุ้นที่ถืออยู่ผลประกอบการแย่ลง ควรขายเลยมั้ยหรือรอดูก่อน ? ถ้ารอดูควรรอนานแค่ไหน ?

    มึคนถามว่าในกรณีที่บริษัทที่ซื้อมาผลประกอบการเแย่ลงกว่าที่คาด  เราควรที่จะขายหุ้นเลยมั้ยหรือควรจะรอดู  แล้วสมมติถ้ารอดูควรจะรอดูนานขนาดไหน

    เข้าใจในความกังวลนะ  เพราะกรณีแบบนี้มันไม่เหมือนกับซื้อมาแล้วราคาหุ้นตกเฉยๆโดยที่ผลประกอบการไม่ได้แย่  กรณีลักษณะแบบนี้อาจจะเป็นเราพลาดจริงก็ได้

    ตอบตามตรงคือคงไม่ได้มีเกณฑ์ตายตัวแล้วแหละ  ผมแนะนำว่าเราทำดีที่สุดนั่นคือ

    พยายามหาต้นเหตุว่าผลประกอบการที่แย่ลงนั่นมาจากเรื่องอะไร

    • ยอดขายแย่ลง ?
    • ยอดขายโต  แต่ค่าใช้จ่ายโตเร็วกว่า ?
    • หนี้สินเยอะขึ้น  ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยเยอะขึ้น ?
    • แล้วเหตุที่มันเป็นอย่างนั้นคืออะไร  ยอดขายแย่ลงเพราะว่าขึ้นราคาแต่คู่แข่งลดราคา ?  ยอดขายโตแต่ค่าใช้จ่ายโตเร็วกว่าเพราะเพิ่งขยายสาขา  ค่าใช้จ่ายมาแล้วแต่ยอดขายยังไม่เต็มที่ ?

    พิจารณาต้นเหตุนั้นบวกกับสิ่งที่บริษัทกำลังทำ  แล้วค่อยตัดสินใจ

    • บางทีผลประกอบการที่แย่ลงอาจจะมาจากบริษัทกำลังลองทำอะไรอยู่
    • หรือบางทีบริษัทก็กำลังพยายามแก้ไขปัญหานั่นอยู่

    ทีนี้สิ่งที่มันยากคือ

    • ต่อให้ทำดีแค่ไหน  เราก็อาจจะพลาดได้เพราะบางทีสถานการณ์ที่เกิดขึ้นมันก็ไม่ชัดเจนว่าเกิดจากอะไรหรือว่ามันเป็นอะไรที่แก้ไขได้หรือเปล่า
    • ต้องระวังการมี bias  บางทีเราก็ทัศนคติดีเพราะชอบสินค้าของบริษัทนั่น  หรือบางทีเราก็อคติเพราะเห็นราคาตกมาเยอะ

    ทีนี้สมมติตัดสินใจรอดู  ควรจะรอดูนานขนาดไหน  อันนี้ก็ตอบยากเหมือนกัน  เพราะส่วนตัวก็มีเคสรอดูนานเกินจนขาดทุนเยอะก็มีอยู่  หรือมีเคสที่รอดูแล้วบริษัทก็ฟื้นกลับมาทำได้ดีและกำไรก็มีเหมือนกัน  ดังนั้นอาจจะไม่มีเกณฑ์ตายตัวซะทีเดียว  แต่ส่วนตัวแล้ว 1 ปีเป็นอย่างน้อยนะ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • Warrant คืออะไร ? ราคาขึ้นลงจากอะไร ? แล้วน่าลงทุนมั้ย ?

    Warrant คืออะไร ? ราคาขึ้นลงจากอะไร ? แล้วน่าลงทุนมั้ย ?

    มีคนมีคำถามเกี่ยวกับ warrant เราเลยทำวีดิโอตอบให้ครับ

    คืออะไร

    Warrant หรือใบสำคัญแสดงสิทธิ  มันคือตราสารที่ให้สิทธิเราซื้อหุ้นในราคาที่กำหนดกันไว้ภายในระยะเวลาที่กำหนดครับ

    เพื่อให้เห็นภาพ  ลองดูตัวอย่างของจริงโดยไปโหลดเอกสารที่บริษัท Minor International อธิบายเกี่ยวกับ warrant ที่เค้าออกครับ MINT-W9

    https://mint.listedcompany.com/newsroom/240520212055000170T.pdf

    https://mint.listedcompany.com/newsroom/270520210809250527T.pdf

    เราจะเห็นว่ามันก็จะมีสาระสำคัญต่างๆอธิบายอยู่ในนั้นแหละ  อย่างเช่นการออก MINT-W9 ที่ออกให้ใครอย่างไร, มีค่าใช้จ่ายมั้ย, อัตราการแปลงสิทธิ 1 สิทธิแปลงได้กี่หุ้น, ราคาการใช้สิทธิ, ใช้สิทธิได้เมื่อไหร่บ้าง, วันครบกำหนดอายุ, ฯลฯ

    แล้วมันมีประโยชน์อะไรกับเรา

    ประโยชน์แบบแรกก็คือเอาไปขายครับ  ตัว warrant มันขายได้เราไม่ได้ว่าต้องใช้สิทธินะ  เราขายสิทธิไปให้คนอื่นก็ได้  และแน่นอนมันจะมีคนอยากได้หรือเปล่ามันก็ขึ้นกับว่าราคาหุ้นคือเท่าไหร่, ราคาการใช้สิทธิคือเท่าไหร่, วันครบกำหนดอายุเมื่อไหร่

    หรืออีกแบบนึงก็คือเราใช้สิทธิครับ  ซึ่งแน่นอนมันก็ขึ้นกับราคาหุ้น ณ ตอนที่ใช้สิทธิคือเท่าไหร่เทียบกับราคาการใช้สิทธิ  ถ้าเราสามารถซื้อหุ้นได้จากสิทธิที่ราคา 100 บาท  แล้วตอนนั้นราคาหุ้นในตลาด 120 บาท  เราก็รีบใช้เลยเพราะเราซื้อได้ถูกกว่าตลาด  ซื้อมาปุ๊บก็ขายเลยก็ได้  แต่ถ้าราคาการใช้สิทธิ 100 บาท  แต่ราคาหุ้นในตลาดตอนนั้นคือ 80 บาท  สิทธิก็เทียบเท่าไม่มีประโยชน์อะไร

    ข้อควรรู้อื่นๆและเรื่องสำคัญที่ต้องระวัง

    • Warrant มันมีวันครบกำหนดอายุ  ไม่ใช่ว่าถือนานแค่ไหนก็ได้  ดังนั้นเสี่ยงกว่าหุ้นแน่ๆ
    • Warrant ไม่ใช่ว่าใช้สิทธิเมื่อไหร่ก็ได้

    • หุ้นที่เป็นตัวอ้างอิงกับ warrant โดยปกติราคามันไปในทิศทางเดียวกัน  แต่ไม่เสมอไป  เพราะ warrant นี่มันมี factor อื่นๆอย่างเช่นระยะเวลาถึงวันครบกำหนดอายุอะไรพวกนี้ด้วย  เช่นสมมติราคาใช้สิทธิ 100 บาท  หมดอายุวันพรุ่งนี้  วันนี้ราคาหุ้นจาก 70 บาทสูงขึ้นมาเป็น 80 บาท  ราคาของ warrant ก็อาจจะไม่ได้เปลี่ยนเท่าไหร่เพราะดูแล้วก็โอกาสที่จะหมดอายุไปอย่างไร้ค่าก็สูงมากอยู่ดี

    น่าลงทุนมั้ย

    ส่วนตัวผมว่าไม่  Warrant มันเป็นอะไรที่เราต้องเดาถูกทั้งทิศทางและระยะเวลา  ซึ่งผมว่ามันเพิ่มความเสี่ยงโดยไม่จำเป็นน่ะครับ

     

    เรื่องที่ควรรู้ก็ประมาณนี้นะ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • ถ้าอัตราดอกเบี้ยถูกปรับขึ้น ธุรกิจอะไรได้ประโยชน์บ้าง ?

    ถ้าอัตราดอกเบี้ยถูกปรับขึ้น ธุรกิจอะไรได้ประโยชน์บ้าง ?

    ช่วงนี้มีคนเก็งว่า Fed อาจจะขึ้นดอกเบี้ยหรือเปล่าเพราะเงินเฟ้อเริ่มสูงขึ้น  แล้วก็เลยมีคนถามว่าสมมติว่าอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นจริงมันจะมีบริษัทอะไรได้ประโยชน์บ้าง

    เท่าที่ผมรู้มันก็จะมีอยู่

    1. ประกัน  ทั้งประกันภัยและประกันชีวิต

    บริษัทพวกนี้เค้าจะมี float อยู่ที่สามารถเอาไปลงทุนได้  นึกภาพเวลาคนจ่ายเบี้ยประกันบริษัทก็จะมีเงินสดเข้ามาแล้วในระหว่างนั้นก็จ่ายออกไปในเวลาที่มันเกิดเหตุ  ด้วยความที่ลูกค้ามีจำนวนเยอะมันก็จะมีเงินเข้าๆออกๆอยู่ตลอดเวลา  แต่โดยรวมบริษัทก็จะมีเงินก้อนใหญ่ก้อนนึงอยู่ตลอด  ซึ่งปกติเค้าก็จะเอาไปลงทุนแหละ

    แต่ทีนี้เวลาลงทุน float ด้วยความว่าบริษัทก็ต้องมีสำรองเผื่อคนมาเคลมเยอะหรืออะไร  ดังนั้นเค้าก็ไม่สามารถจะไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงมากได้  บางบริษัทอาจจะมีลงทุนในหุ้นแต่ยังไงต้องไม่ใช่หุ้น 100% แน่นอน  ส่วนใหญ่ลงทุนในสินทรัพย์พวก fixed income ที่ความเสี่ยงต่ำ  ดังนั้นถ้าอัตราดอกเบี้ยต่ำก็จะทำให้รายได้ดอกเบี้ยต่ำและถ้าเกิดอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นก็เป็นเรื่องดีเพราะรายได้ดอกเบี้ยก็จะสูงขึ้น

    หรืออย่างกรณีสินค้าของประกันชีวิตอย่างพวก annuities ที่ให้ผลตอบแทนปีละเท่าไหร่ไปเรื่อยๆจนกว่าจะเสียชีวิตหรืออายุที่กำหนด  พวกนี้เค้าก็ต้องเอาเงินก้อนที่คนซื้อสัญญา annuities มาไปลงทุนให้ไ้ด้ผลตอบแทนสูงกว่าภาระที่ต้องจ่ายตามสัญญา  ดังนั้นถ้าอัตราดอกเบี้ยของพวก fixed income ต่ำลงไปกว่าที่คาดเยอะๆเค้าก็ลำบาก  แต่ถ้าโชคดีอัตราดอกเบี้ยสูงเค้าก็สบาย

    2. บริษัทโบรกเกอร์หุ้นหรือ platform ที่ไว้ลงทุน

    ไอเดียมันคล้ายๆกับประกันแหละ  บริษัทพวกนี้ก็จะมีเงินสดที่นักลงทุนเอามาฝากไว้บางส่วนยังไม่ได้ลงทุนในอะไร  เค้าก็สามารถที่จะเอาเงินสดเหล่านี้ไปฝากธนาคารได้  และดังนั้นถ้าอัตราดอกเบี้ยธนาคารสูงขึ้นก็เป็นเรื่องดี

    3.บริษัทอื่นๆที่ถือเงินสดอยู่เยอะๆ

    พวกนี้ก็น่าจะมีรายได้จากดอกเบี้ยเยอะขึ้นแหละ  แต่ไม่ควรจะเป็นสาระสำคัญอะไรเท่าไหร่

     

    นอกเหนือจากนี้จริงๆอาจจะมีบริษัทประเภทอื่นอีกที่ได้ประโยชน์แต่ผมไม่รู้ละ  ที่นึกออกมีเท่านี้

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • ช่วงตลาดขาขึ้น ต้องระวังอย่าตื่นเต้นเกินไป

    ช่วงตลาดขาขึ้น ต้องระวังอย่าตื่นเต้นเกินไป

    ช่วงนี้รู้สึกกระแสเก็งกำไรจะมา  ผมเริ่มเห็นคนแห่เข้าไปลงทุนแบบเสี่ยงๆเยอะขึ้นเรื่อย  ตั้งแต่การเก็งกำไรหุ้น IPO ซื้อแล้วขายในวันเดียว  ไปจนถึงคนที่ซื้อคริปโตทำ farming โดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันคืออะไรแค่ได้ยินว่ากำไรดี  แม้กระทั่งนักเรียนเราเองผมเห็นคนเริ่มเมาไปความโลภละ  ทั้งที่ในเวลานี้ที่ตลาดหุ้นหลายประเทศ all-time high บวกกับคนดูตื่นเต้นพร้อมเสี่ยงเป็นสัญญาณว่าเราควรจะลงทุนแบบระมัดระวังด้วยซ้ำ  แต่ปัญหาคือบางทีเราก็ไม่รู้ตัวหรอกว่าเรากำลังโลภขาดสติอยู่  วันนี้ผมเลยอยากจะนำเสนอวิธีสำรวจตัวเองกันความผิดพลาดครับ

    1. เช็คดูว่าเราสามารถอธิบายสิ่งที่ตัวเองลงทุนไปได้หรือเปล่า

    หนึ่งในความผิดพลาดที่มักเกิดขึ้นเวลาเราโลภคือเราจะกระโดดเข้าไปซื้ออะไรที่จริงๆเราก็ไม่เข้าใจ  อาจจะเพราะมีเพื่อนหรือคนใกล้ตัวที่ซื้อไปแล้วกำไรเยอะ  คนอื่นๆเค้าก็ซื้อหรือพูดถึงกันดังนั้นมันก็น่าจะดีประมาณนั้น

    ลองเช็คดูว่าเราเข้าใจสิ่งที่เราลงทุนไปจริงๆมั้ย  ลองพยายามอธิบายว่ามันคืออะไร  ที่เราลงทุนไปเพราะว่าอะไร  ทำไมเราถึงคาดว่าลงทุนแล้วจะทำได้ดี  อะไรคือเหตุผลที่จะทำให้มูลค่าสิ่งที่เราลงทุนไปสูงขึ้น

    ถ้าสาระสำคัญของคำตอบสรุปได้แค่ว่าซื้อเพราะคิดว่าราคามันจะขึ้นแค่นั้น  หรือจริงๆเราก็ไม่ได้เข้าใจหรือรู้ว่ามันดียังไงหรอกแค่ได้ยินคนบอกมาเท่านั้นเอง  เราต้องเริ่มเอะใจละว่านี่คือซื้อจากความโลภอยู่นะ  และเรากำลังเสี่ยงโดยไม่จำเป็นอยู่

    2. เช็คดูว่าเงินลงทุนเรารวมอยู่ในหุ้นบริษัทเดียวหรือบริษัทที่คล้ายๆกันเยอะเกินไปหรือเปล่า

    อย่าลืมว่าเราพลาดได้ต่อให้เราศึกษามาดีและมั่นใจขนาดไหนก็ตาม  ช่วงเวลาที่เรากำลังโลภความระมัดระวังเราจะลดลงโดยอัตโนมัติ  ดังนั้นปกติแล้วเราควรจะมีเกณฑ์บางอย่างที่กันไม่ให้เราพลาดจากการที่มั่นใจเกินไป  ลองเช็คดูว่าในพอร์ตมีการลงทุนในหุ้นอะไรหรือสินทรัพย์ไหนที่เยอะมากกว่าอันอื่นเยอะๆมั้ย  เช่นสมมติปกติเราถือหุ้นบริษัทละ 1 ล้านบาท  แต่มีหุ้นบริษัท A เราถืออยู่ 2.5 ล้านเป็นต้น  เราต้องเริ่มพิจารณาแล้วว่าถือ A เยอะไปมั้ย

    3. เรากำลังจะต้องใช้เงินที่เราลงทุนไปหรือเปล่า

    อันนี้ผมเห็นนักเรียนผมพลาดเลย  คือบางทีมันก็ด้วยความมั่นใจเกินไปหรืออะไรซักอย่างที่ทำให้เราเอาเงินที่รู้ว่าเดี๋ยวจะต้องใช้ในระยะเวลาสั้นไปลงทุน  แล้วสุดท้ายก็เลยโดนสถานการณ์บังคับให้ขายผิดเวลา  บางทีขาดทุนทั้งที่เดาทิศทางถูกแค่เพราะรอได้ไม่นานพอ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • อัพเดทสถานการณ์ตลาดหุ้น และกลยุทธ์ลงทุน – มิถุนายน 2021

    อัพเดทสถานการณ์ตลาดหุ้น และกลยุทธ์ลงทุน – มิถุนายน 2021

    วีดิโอนี้เราแสดงความคิดเห็นตอบคำถามที่คนถามเข้ามาเกี่ยวกับภาพรวมทิศทางตลาดหุ้นครับ  โดยเราคุยไปทีละเรื่อง

    ตลาดหุ้นไทยและโควิดที่ระบาดในไทย

    คือผมว่ามาถึงตรงนี้เราต้องยอมรับละว่ายังไงการระบาดคงไม่ซาหายไปเองแบบที่ผ่านมาแน่  กว่าจะควบคุมการระบาดได้ก็คงต้องแบบประเทศอื่นคือต้องฉีดวัคซีนให้ได้จำนวนมากระดับหนึ่งเท่านั้น  เท่าที่ดูตัวอย่างจากอเมริกา, อังกฤษกับยุโรป  สมมติเราตั้งใจฉีดกันให้ได้เยอะๆแล้วไม่ติดเรื่องไม่มีวัคซีนเราก็น่าจะฉีดได้เยอะระดับนึงภายในสิ้นปีนี้  และแปลว่าการระบาดน่าจะควบคุมได้อย่างช้าต้นปีหน้า

    ในมุมตลาดหุ้น  ดัชนีตอนนี้ก็ยังแถว 1,600 อยู่  ดูไม่ได้มีอะไรตกเยอะแยะหรือมีความตกใจในวงกว้างจากโควิดที่ระบาด  ส่วนตัวผมก็มุมมองเหมือนเดิมคือโอกาสยังหาได้อยู่ในกลุ่มธุรกิจที่โดนโควิดจังๆแล้วราคาตกเยอะๆ  อย่างพวกโรงแรมกับห้าง  หน้าที่ของเราคือเลือกบริษัทที่มันน่าจะมีเงินทุนมากพอที่จะรอดและน่าจะกลับมาทำได้ดีเมื่อโควิดจบ

    ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ

    มีคนถามว่าถ้าเงินเฟ้อในอเมริกาสูงขึ้นมากๆ  จะทำให้ fed ลดอัตราดอกเบี้ยและหุ้นจะตกมั้ย

    อันนี้ให้ดู Consumer Price index ในอเมริกา  จะเห็นว่าระดับราคาดูสูงขึ้นแหละ  แต่ยังไม่ถึงกับสูงเว่อร์เนื่องจากระดับราคามันตกลงไปตอนช่วงปี 2020

    ในประเด็นเรื่องเงินเฟ้อ  ในความเห็นส่วนตัวคือผมมองว่าเงินเฟ้อที่สูงขึ้นมาจากการที่ Aggregate supply ปรับตัวไม่ทันการกลับมาของ Aggregate demand  คือถ้าเราตามข่าวเราจะเห็นว่ามีการขาดแคลนคนงานในธุรกิจต่างๆในอเมริกา  แต่เราก็เห็นว่าอัตราการจ้างงานยังไม่ฟื้นกลับไปสภาพก่อนโควิด  น่าจะเป็นสัญญาณของการปรับตัวไม่ทันของฝั่ง supply  ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้นจริงมันก็ไม่ควรเป็นปัญหาและเงินเฟ้อก็ไม่ควรจะเลยเถิด

    แต่ทีนี้คำถามต่อมาคือ fed จะปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นหรือเปล่า  และถ้าสมมติใช่แปลว่าตลาดหุ้นจะต้องตกหรือเปล่า  ประเด็นแรกเรื่องปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นนี่ผมก็เชื่อว่าเค้าจะทำเมื่อเศรษฐกิจเริ่มกลับเข้าสู่สภาวะปกตินะ  ซึ่งก็ไม่รู้ว่าคือเมื่อไหร่แต่ก็ไม่น่าจะทันทีในเดือนสองเดือนนี้เพราะภาคธุรกิจบางอันอย่างการท่องเที่ยวก็ยังไม่ฟื้น  แต่สมมติธุรกิจฟื้นเร็วกว่าคาด  ก็มีความเป็นไปได้สูงว่า fed จะเริ่มปรับอัตราดอกเบี้ย  แต่นั่นแปลว่าตลาดหุ้นน่าจะต้องตกหรือเปล่า  ก็เป็นไปได้แต่ถ้าหุ้นจะตกผมก็ว่ามันน่าจะตกในธุรกิจกลุ่มที่ขึ้นไปเยอะมากก่อนหน้านี้มากกว่า  ส่วนหุ้นกลุ่มธุรกิจที่ยังไม่ฟื้นอย่างท่องเที่ยวก็ไม่น่าจะตกอะไรได้เยอะแยะในเมื่อตัวบริษัทกำลังทำได้ดีขึ้นทั้งกลุ่ม

    ตลาดหุ้นอื่นๆนอกจากไทย

    ก็ไม่ได้มีมุมมองอะไรเป็นพิเศษ  แต่ที่แน่ๆคือพวกประเทศที่เริ่มฉีดวัคซีนไปได้เยอะก็น่าจะทำได้ดี  หุ้นกลุ่มที่ช่วงก่อนโดนโควิดซะเละก็น่าจะเริ่มฟื้นในประเทศพวกน้ัน

    ถ้าเราตามข่าวเราจะเห็นว่า US ก็เปิดให้คนในประเทศเดินทางไปมาได้แล้ว  ไม่ต้องใส่หน้ากากแล้วด้วย  และเปิดให้คนนอกประเทศเข้ามาได้ยกเว้น 35 ประเทศที่อยู่ใน list ระบาดเยอะ  ส่วนยุโรปเองตัวเลขการจองตั๋วเครื่องบินเดินทางพวกนี้ก็สูงขึ้นเแล้วด้วย  สายการบินเริ่มเพิ่มเที่ยวบิน

    แน่นอนความเสี่ยงเรื่องโควิดสายพันธุ์ใหม่ก็ยังมีอยู่นะ  อาจจะโผล่พรวดมาก็ได้  แต่เท่าที่เราเห็นในเวลานี้ก็สถานการณ์ดีกว่าต้นปีชัดเจน

    ลงทุนไงต่อดี

    ถ้าเป็นผมก็เหมือนเดิม  คือจะซื้อบริษัทที่โดนโควิดจังๆแล้วน่าจะรอด  พวกที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว, การเดินทาง, โรงเรียน, โรงแรม, ห้าง, ฯลฯ  แล้วแต่ว่าหาอะไรเข้าท่าที่ราคายังไม่ฟื้นได้  โดยโฟกัสไปที่ประเทศที่กำลังจะฟื้นก่อนอย่าง US, UK, ยุโรป  ลงทุนไว้อย่างน้อยจนกว่าธุรกิจจะฟื้นจากโควิด

    หลังจากนั้นพอธุรกิจในประเทศพวกนั้นฟื้นแล้ว  แนวโน้มคือราคาหุ้นก็จะฟื้นด้วย  พอเป็นแบบนั้นผมก็จะพิจารณาขายและย้ายเงินลงทุนมายังประเทศที่ยังไม่ฟื้นต่อแต่กำลังเริ่มฉีดวัคซีนแล้ว  อย่างเช่นไทย, ญี่ปุ่น, สิงคโปร์, ฯลฯ  โดยมองหาหุ้นธุรกิจคล้ายๆกันแล้วก็ทำแบบเดิม

    สรุปคือถ้าเป็นผม  ผมจะฉวยโอกาสจากโควิดให้เต็มที่  และฉวยโอกาสจากการที่มันฟื้นไม่พร้อมกันให้เป็นประโยชน์ให้ได้มากที่สุดน่ะครับ

    ตลาดหุ้นฟื้นกันขึ้นมาแล้ว  ยังหาโอกาสได้อยู่เหรอ

    ได้ชัวร์  เพราะผมยังเห็นอยู่  ที่บ่นหาไม่ได้นี่ไม่ใช่ปัญหาของตลาดละ  ปัญหามันอยู่ที่คุณนี่แหละไม่พยายามหาเอง  เอาตรงๆผมว่าช่วงนี้เป็นโอกาสที่ดีมากนะ  อาจไม่ดีเท่าต้นปีที่แล้วตอนตลาดตกหนักๆเพราะเราจะซื้อได้ถูกมาก  แต่ก็ถือว่าดีมากแล้วเพราะสถานการณ์ชัดเจนขึ้นเยอะความเสี่ยงน้อยลงเยอะ  ถ้าใครจะขี้เกียจตอนนี้ผมก็ช่วยอะไรไม่ได้

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • Goodwill หรือค่าความนิยมนี่มันคืออะไร ?

    Goodwill หรือค่าความนิยมนี่มันคืออะไร ?

    มีคนเจอค่าความนิยมอยู่บนงบการเงินแล้วถามว่ามันคืออะไร

    ค่าความนิยมหรือถ้าเป็นงบการเงินภาษาอังกฤษจะใช้คำว่า Goodwill เกิดขึ้นเมื่อมีการซื้อกิจการ  แล้วบริษัทที่เป็นคนซื้อซื้อด้วยราคาที่สูงกว่าราคาตลาดของทรัพย์สินสุทธิของบริษัทที่ถูกซื้อ

    เพื่อให้เห็นภาพนึกภาพงี้  สมมติบริษัท A ถูกซื้อโดยบริษัท B  บริษัท A มีทรัพย์สินสุทธิซึ่งประเมินตามราคาตลาดแล้วมูลค่า 100 บาท  แต่บริษัท B ซื้อบริษัท A ด้วยเงิน 130 บาท  อาจจะด้วยเพราะมองเห็นศักยภาพของบริษัท A ที่มากไปกว่าว่าทรัพย์สินสุทธิมีเท่าไหร่  บางทีความเจ๋งของบริษัท A อาจจะเป็นทรัพย์สินที่จับต้องไม่ได้เช่นชื่อยี่ห้อที่ลูกค้าเชื่อถือ, ความสร้างสรรค์ของพนักงาน, ฯลฯ  แต่เวลาจะบันทึกบัญชีจะทำไงล่ะ  ในเมื่อบริษัท B จ่ายเงิน 130 บาท  แต่ได้ทรัพย์สินมูลค่า 100 บาทมา  ส่วนต่างนั่นจะบันทึกยังไงดี  บันทึกว่าเป็นขาดทุนมั้ย  ก็ไม่น่าจะใช่นะ  ส่วนต่าง 30 บาทนั่นเค้าบันทึกว่าเป็น Goodwill ครับ

    Goodwill นี่มีอายุไม่จำกัดด้วยนะ  ไม่ใช่ว่าต้องตัดจำหน่ายให้หมดภายในกี่ปีๆ  ตาม IFRS ล่าสุดคือบริษัทต้องประเมินเองว่า Goodwill มันด้อยค่าหรือเปล่า  ถ้าพบว่ามันด้อยค่าลงกว่าที่คาดก็ต้องบันทึกการด้อยค่านั้นเป็นค่าใช้จ่าย

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี