Tag: Smart stock investment

  • การศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภค ที่ซื้อของออนไลน์เป็นครั้งแรกเพราะโควิด

    การศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภค ที่ซื้อของออนไลน์เป็นครั้งแรกเพราะโควิด

    อันนี้เป็นงานวิจัยที่น่าสนใจทำโดย Ayelet Israeli, Eva Ascarza และเพื่อน  เค้าพยายามจะหาคำตอบว่าคนที่แต่เดิมก่อนโควิดไม่เคยซื้อของออนไลน์มาก่อนแล้วมาเริ่มซื้อของออนไลน์เพราะโควิดมีพฤติกรรมในการซื้อต่างออกไปจากคนที่ซื้อของออนไลน์อยู่แต่แรกแล้วมั้ย  แล้วหลังจากนี้ไปเค้าจะซื้อออนไลน์ต่อไปหรือเปล่าหรือว่าจะกลับไปซื้อในร้านเหมือนเดิม  ซึ่งอันนี้เป็นคำถามที่น่าสนใจนะ  มีผลกระทบต่อพวกหุ้นที่ทำห้างสรรพสินค้าหรือค้าปลีกเยอะอยู่

    งานวิจัยนี้เค้าทำโดยดูตลาดกลุ่มสินค้าเสื้อผ้าใน US กับ UK  สรุปสิ่งที่เค้าเจอคร่าวๆคือ

    1. ยอดซื้อเสื้อผ้าตกในช่วงที่มีการ lockdown เพราะโควิด  แต่หลังจากนั้นก็ฟื้นขึ้นมา
    2. ทันทีที่มีการปิดห้าง lockdown ช่วงเมษายน 2020  ก็มีลูกค้าใหม่ที่โผล่มาจากช่องทางออนไลน์เยอะขึ้น
    3. มูลค่าการซื้อต่อครั้งของคนที่เข้ามาช่องทางออนไลน์เป็นครั้งแรกในช่วงโควิดดูไม่ต่างจากคนที่ซื้อออนไลน์ปกติ  สินค้าที่ขายดีเป็นพิเศษคือชุดนอน
    4. จุดที่ดูต่างคือคนที่มาซื้อออนไลน์ครั้งแรกช่วงโควิดซื้อกางเกงน้อยกว่าคนที่ซื้อออนไลน์อยู่แล้ว
    5. ยังไม่ชัดเจนว่าถ้าสถานการณ์กลับสู่สภาพปกติคนจะกลับไปซื้อจากร้านค้าเหมือนเดิมหรือเปล่า  แต่คนเขียนพยายามเดาโดยดูจากพฤติกรรมของคนที่เพิ่งมาซื้อผ่านออนไลน์ครั้งแรกว่าหลังจากซื้อออนไลน์ครั้งแรกนั้นแล้วหลังจากนั้นเป็นไงต่อ  ซื้อซ้ำมั้ย  สิ่งที่เค้าเจอคือคนที่ซื้อออนไลน์ครั้งแรกกลางช่วง lockdown มีอัตราการซื้อซ้ำเยอะกว่าปกติ
    6. ส่วนเรื่องคืนสินค้า  คนที่เริ่มซื้อครั้งแรกหลัง lockdown ก็ดูเหมือนจะคืนสินค้าน้อยกว่าพวกที่ซื้อออนไลน์อยู่แล้วด้วย  แล้วก็ไม่ได้เป็นแค่เดือนแรกๆด้วย  ดูเหมือนจะคืนสินค้าน้อยกว่าแม้ว่าเวลาจะผ่านไป

    ดังนั้นถึงแม้ว่าโควิดจะยังไม่จบ  แต่จากข้อมูลเบื้องต้นดูเหมือนลูกค้าที่เพิ่งซื้อออนไลน์ครั้งแรกเหล่านี้จะดีกับคนที่ขายปลีกออนไลน์

    เผื่อใครสนใจอ่านตัวเต็ม  ผมทิ้งลิ้งค์ไว้ให้ครับ https://hbswk.hbs.edu/item/beyond-pajamas-sizing-up-the-pandemic-shopper

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • ตัวอย่างการคำนวณ Free Cash Flow to Equity (FCFE)

    ตัวอย่างการคำนวณ Free Cash Flow to Equity (FCFE)

    อันนี้ก็ต่อเนื่องจากวีดิโอที่เราเคยอธิบายวิธีการ Discounted Cash Flow ไป  ปรากฎว่ามีคนมีปัญหาในการลงมือทำจริงแล้วถามเข้ามาเยอะมาก  เท่าที่ดูคือคนส่วนใหญ่มีปัญหาเรื่องการคำนวณ Free cash flow ตั้งแต่แรก  ก็คือสูตรคำนวณน่ะรู้ละ  อ่านหนังสือเอาหรือไม่ก็ดูวีดิโอเราก็บอกสูตรอยู่  แต่ไม่รู้ว่าเอารายการไหนจากงบการเงินมาทำกันแน่  วีดิโอนี้ก็เดี๋ยวจะทำให้ดูเป็นตัวอย่างเอาเป็น Free cash flow to equity (FCFE) ละกัน

    ทวนอย่างเร็ว  สูตร FCFE คือ

    Net income + Net non-cash charges – Change in NWC – Capital expenditure + Net borrowing

    ตัวอย่างที่ใช้คืองบการเงินบริษัท President Bakery ปี 2563

    Net income  =  1,678,665,276

    Net non-cash charges  =  492,803,775 – 1,990,697  =  490,813,078

    Change in NWC  =   – 180,761,020 – 5,939,523 – 408,413 – 467,788 + 55,393,397 + 29,052,172 – 760 + 11,561,264  =  – 91,570,671

    Capital expenditure  =  113,346,674 – 3,515,980 – 571,350 + 2,457,323  =  111,716,667

    Net borrowing  =  0

    สรุปคือ FCFE ปี 2563 ของ PB เท่ากับ 2,149,332,358

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • REIT ประเภทไหน Dividend Yield สูงสุด ?

    REIT ประเภทไหน Dividend Yield สูงสุด ?

    อันนี้มีคนถามทิ้งไว้นานละเพิ่งจะได้มาทำ  ตอนแรกก็ว่าจะลองไปเอา Dividend yield ของทุก REIT มาเทียบกัน  แต่รู้สึกยุ่งยากไปนิดบวกกับปีที่ผ่านมามันปีผิดปกติด้วย  บาง REIT ที่โดนผลกระทบจังๆงดจ่ายปันผลหรือจ่ายลดไปเยอะมาก  ก็เลยทำให้เทียบกันยากอีก

    สุดท้ายก็เลยเอาเป็นว่าผมตอบคำถามโดย

    • อิงจากความรู้สึกส่วนตัวที่ไล่ดูแล้วเจอ  ไม่ใช่จาก stat ทั้งหมด
    • อิง Normalized yield หรือก็คืออิงปันผลในปี 2019 ซึ่งเป็นปีปกติ

    ไทย

    REIT กลุ่มที่ yield สูงสุดนี่ต้องเป็นพวกที่เกี่ยวกับนักท่องเที่ยวแน่นอนโดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มโรงแรม  โดยรวม yield 10% นี่หาได้เลยแหละ

    พวกที่รองลงมาก็กลุ่มที่เกี่ยวข้องอื่นอย่างเช่นพวกห้างนี่ก็สูงมาก  yield เกือบ 10% เช่นกัน

    เหตุผลที่ yield สูงก็เข้าใจได้เพราะพวกนี้โดนโควิดกระทบจังๆและตอนนี้ก็ยังไม่ฟื้น

    US

    อันดับหนึ่งจะเป็นพวก mortgage REIT  พวกนี้ต่างจาก REIT ปกติตรงที่รายได้ไม่ได้มาจากค่าเช่า  โมเดลธุรกิจเค้าคือเข้าไปเป็นเจ้าหนี้ให้สินเชื่อ  รายได้มาจากรายได้ดอกเบี้ย  โดยมีตัวอสังหาริมทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน  พวกนี้ yield สูงเกือบ 10% ก็ยังหาได้อยู่  นี่ขนาดว่าราคาจะฟื้นมาจากโควิดเยอะแล้วนะ

    กลุ่มรองลงมาก็จะเป็นพวกที่เกี่ยวกับคนแก่  แต่ไม่ใช่โรงพยาบาลนะ  REIT พวกบ้านพักคนชรากับพวกศูนย์พักฟื้นผู้ป่วยที่ดูแลตัวเองไม่ได้ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือคนแก่  พวกนี้ yield 7% กว่าได้

    สาเหตุที่ yield สูงก็เข้าใจได้  Mortgage REIT ปกติมันเสี่ยงกว่าอยู่แล้ว  ส่วนพวกบ้านพักคนชรากับพักฟื้นผู้ป่วยก็โดนโควิดจังๆทำให้ผู้ประกอบการหลายรายเสี่ยงเจ๊งมากขึ้น  บวกกับอุตสาหกรรมนี้ก็แข่งกันโหดแต่แรกอยู่แล้วก็เลยทำให้ REIT เสี่ยงกว่าเพื่อน yield เลยสูงครับ

    ยุโรป

    อันดับหนึ่งนี่พวกห้างเลย  yield แถวๆ 10% นี่หาได้  เกิน 10% ไปอีกก็ยังมี

    กลุ่มที่รองลงมานี่ไม่แน่ใจละ  อาจจะพวกค้าปลีกที่ไม่ใช่ห้างนะ  พวกที่ทำ retail parks ประมาณนั้น  เคยเห็น 7% ได้

    ที่ yield สูงขนาดนั้นเข้าใจว่าเพราะช่วงหลังๆเทรนด์ของซื้อของออนไลน์เริ่มเยอะ  คนกังวลว่าพวกห้างนี่จะเหมือนใน US ที่ห้างเจ๊ง  ก็เลยทำให้ yield สูงพิเศษกว่ากลุ่มอื่นเลย

     

    ส่วนที่อื่นๆไม่รู้ละไม่ได้ติดตาม  ในญี่ปุ่นหรือสิงคโปร์ก็มี REIT เยอะนะ  แต่ไม่รู้เลยว่าช่วงนี้เป็นไงบ้าง

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • แนะนำหนังสือเรื่องการอ่านงบการเงิน

    แนะนำหนังสือเรื่องการอ่านงบการเงิน

    เรื่องนี้เอาจริงๆผมก็ไม่รู้เหมือนกัน  คือพอดีผมเรียนตรงสายก็เลยเรียนพื้นฐานบัญชีกับพวกงบการเงินมาตั้งแต่ป.ตรี  แล้วก็มาสอบ CFA ซึ่ง CFA 1, 2 ก็มีเรื่องบัญชี  มันเลยเหมือนอ่านและเรียนหลายครั้งจาหนังสือหลายเล่ม

    หลักๆแล้วผมมองว่าความเข้าใจที่เราต้องมีก็คือเรื่องหลักการบันทึกบัญชีเบื้องต้น  เข้าใจงบหลักอย่างงบกำไรขาดทุน, งบแสดงสถานะทางการเงินแล้วก็งบกระแสเงินสด  เข้าใจว่ามันสื่ออะไร  โครงมันเป็นยังไง  รู้จักรายการหลักๆบนนั้น  เข้าใจว่างบการเงินแต่ละเรื่องมันสัมพันธ์กันยังไง  แล้วก็เข้าใจความหมายของอัตราส่วนทางการเงินต่างๆ  ประมาณนี้ก็น่าจะใช้ได้ละ

    หนังสือที่ผมเคยอ่านหรือคิดว่าเคยอ่านก็จะมี

    • ซีรี่ส์ For Dummies  จำไม่ได้ว่าเล่มไหน  น่าจะ Accounting for Dummies นะ  แต่อ่านเล่มที่ชื่อ Financial Accounting for Dummies น่าจะตรงประเด็นกว่า

    • Warren Buffett and the Interpretation of Financial Statements  เล่มนี้ก็เคยอ่านแน่นอน  แต่เล่มนี้ไม่ใช่พื้นฐานบัญชีนะ  ถ้าจำไม่ผิดมันสำหรับคนเข้าใจบ้างอยู่แล้ว  หนังสือเค้า Highlight รายการที่สำคัญแล้วพูดถึงอัตราส่วนทางการเงินเพิ่มเติม

    • เล่มที่เป็นการ์ตูนที่จำได้จะมีของ Tactschool  คือเล่มนี้มาอ่านตอนหลังมากก็เลยรู้อยู่แล้วทั้งหมด  จำไม่ได้เลยว่าเนื้อหามีอะไรบ้าง  แต่จำได้ว่าดีนะ  เคยซื้อเป็นของขวัญปีใหม่ให้พี่ๆที่ทำงาน  ดังนั้นก็เลยคิดว่าดี

    • นอกนั้นที่เหลือจะเป็นหนังสือเรียนตอนป.ตรีกับหนังสือของ CFA 1 ละ

    ประมาณนี้แหละครับ  ส่วนใครที่ถามเกี่ยวกับหนังสือเล่มอื่นๆว่าดีมั้ยนู่นนี่  คือผมไม่เคยอ่านดังนั้นผมไม่รู้และไม่มีความเห็นครับ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • ETF ต่างประเทศ ซื้อได้มั้ย ซื้อยังไง มีอะไรบ้าง ?

    ETF ต่างประเทศ ซื้อได้มั้ย ซื้อยังไง มีอะไรบ้าง ?

    มีคนมีคำถามเกี่ยวกับการซื้อกองทุนในต่างประเทศ  ตอบไปทีละเรื่อง

    ใช้บัญชีซื้อขายหุ้นต่างประเทศซื้อกองทุนในต่างประเทศได้มั้ย ?

    ซื้อ ETF ได้ครับ  พวกที่ไม่ใช่ ETF ที่เวลาซื้อต้องซื้อจากบริษัทจัดการกองทุนอันนั้นไม่ได้  แต่เนื่องจาก ETF ในต่างประเทศอย่างอเมริกาหรือยุโรปได้รับความนิยมกว่าในไทยเยอะ  ETF มีเยอะและหลากหลายมากดังนั้นซื้อแค่ ETF ก็ควรจะพอละ

     

    เวลาซื้อทำยังไง ?

    สั่งซื้อเหมือนหุ้นธรรมดาเนี่ยครับ

     

    ค่าธรรมเนียมต่างๆแพงมั้ย  มีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง ?

    อันนี้ไม่ทราบเหมือนกัน  น่าจะแล้วแต่กองทุนนะ  สนใจกองทุนไหนคงต้องไปหาเอาเอง

     

    ETF ในต่างประเทศมีอะไรบ้าง ?

    คือมีเยอะมาก  ทั้งกองที่ลงทุนแบบ index หรือตามธีมอะไรซักอย่าง  มีทั้ง passive, active  อยากได้อะไรก็ลองหาดูครับ  Google ชื่อตลาดหุ้นประเทศที่เราจะไปลงทุนแล้วก็คำว่า ETF มันก็น่าจะหาได้อยู่

    ใน US ก็จะมีของ Blackrock ที่ดังและใหญ่สุดแล้ว  ETF เค้าจะชื่อ iShares  ประเทศอื่นผมไม่รู้เหมือนกันแต่ชัวร์ว่าในยุโรปก็มีเยอะมาก

     

    เทียบกับซื้อกองทุนในไทยที่ไปเป็น feeder fund ไปลงทุนในกองทุนต่างประเทศอีกที  อันไหนดีกว่ากัน ?

    อันนี้ไม่รู้เลยครับ  แต่เข้าใจว่ากองทุนในไทยที่เป็น feeder fund อาจจะไปลงทุนในกองทุนที่ไม่ใช่ ETF นะ  ซึ่งก็ไม่ได้แปลว่าจะต้องดีกว่าหรือแย่กว่า  การตัดสินใจคงขึ้นกับว่าเราอยากจะลงทุนในกองทุนอะไรเป็นพิเศษมั้ยมากกว่า

     

    มีวิธีการเลือกยังไง ?

    ผมว่าก็เหมือนเลือกกองทุนของไทยเนี่ยแหละ  คร่าวๆก็ดูว่าลงทุนในอะไรตรงกับที่เราต้องการมั้ย  ค่าธรรมเนียมเป็นยังไง  ที่ผ่านมาผลการดำเนินงานดีมั้ย

    โดยรวมก็มองว่าถ้าไม่คิดอะไรมากก็ซื้อ ETF ที่ลงทุนแบบ passive ตาม index ไปเลยก็ได้  ผมเข้าใจว่าคนที่จะซื้อ ETF ในต่างประเทศก็คือไม่ได้มีในใจว่าจะลงทุนในหุ้นอะไรเป็นพิเศษอยู่แล้วนี่  ถ้าอย่างนั้นก็ลงทุนกระจายตามดัชนีไปเลยมั้ย

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • บริษัทมีกำไร แต่ส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบ ??

    บริษัทมีกำไร แต่ส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบ ??

    มีคนไปเจอบริษัทที่ส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบ  แต่เป็นบริษัทที่กำไรต่อเนื่องหลายปี  เค้าเลยงงว่ามันเป็นไปได้ไงแล้วแบบนี้หมายถึงบริษัทมันมีปัญหาหรือเปล่า

    โดยปกติถ้าเราเห็นส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบก็แปลว่าไม่ดีแหละ  ส่วนใหญ่ก็มาจากการขาดทุนต่อเนื่องหลายปี  เอาซะจนส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบ

    แต่มันก็มีกรณียกเว้นได้เหมือนกัน  บริษัทที่กำไรต่อเนื่องหลายปีอาจจะมีส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบได้  ที่ผมนึกออกก็จะมีบริษัทซื้อหุ้นคืนซะจนส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบ

    ตัวอย่างเช่น Autozone

    ในกรณีแบบนี้  บริษัทที่เห็นมีส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบก็ไม่ได้แปลว่าไม่ดี  อย่างกรณีแรกถ้าบริษัทจะสามารถทำได้ดีต่อไปในอนาคตก็ไม่มีปัญหา  ถึงจุดหนึ่งขาดทุนสะสมก็หายไปและกลายเป็นกำไรสะสมแทน  ส่วนกรณีที่สองก็ไม่มีปัญหาอะไรเช่นกันถ้าบริษัทจะยังสามารถทำธุรกิจได้ดีต่อไปเรื่อยๆ  บริษัทมีกำไรจ่ายหนี้ได้ก็ใช้ได้

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • กองทุนใหญ่หรือกองทุนเล็กดีกว่ากัน ?

    กองทุนใหญ่หรือกองทุนเล็กดีกว่ากัน ?

    The Largest Funds are the Safest Bets

    ผมมีความเข้าใจว่ากองทุนขนาดเล็กน่าจะบริหารง่ายกว่ากองทุนขนาดใหญ่มาตลอด  ถ้าไม่นับเรื่องค่าธรรมเนียมที่ปกติกองทุนใหญ่จะได้เปรียบแล้ว  ผมก็นึกภาพว่าการที่ขนาดของเงินที่ต้องบริหารมันใหญ่  มันก็จะทำให้โอกาสที่ผลตอบแทนจะทำได้ดีทำได้ยากกว่าเพราะหุ้นที่ดีบางบริษัทมันอาจจะขนาดไม่ใหญ่และดังนั้นถ้าเราเงินเยอะมากการซื้อหุ้นพวกนี้ก็จะส่งผลต่อผลตอบแทนรวมของพอร์ตไม่เยอะ  เงินที่ต้องบริหารก้อนใหญ่ก็จะลงทุนได้แต่พวกบริษัทขนาดใหญ่เท่านั้น  แล้วมันก็จะมีกองทุนบางกองที่ผมรู้ว่าเค้าปิดไม่รับเงินลงทุนเพิ่มเพราะเค้ามองว่าถ้าเงินเยอะเกินกองทุนจะไม่สามารถลงทุนด้วยกลยุทธ์เดิมได้  และดังนั้นผมก็เข้าใจมาตลอดว่ากองทุนขนาดเล็กกว่าควรจะได้เปรียบและทำได้ดีกว่ากองทุนขนาดใหญ่สิ

    แต่ปรากฎว่ามีคนของ Morningstar ที่เค้าลองย้อนไปดูตั้งแต่ปี 2001 แล้วเอากองทุนใน US แบ่งตามประเภทแล้วก็เอา 20 กองที่ใหญ่สุดของแต่ละประเภทเทียบกันกับที่เหลือว่าต่างกันยังไงบ้าง  สิ่งที่เค้าพบคือ

     

    1. กองทุนขนาดใหญ่รอดมากกว่ากองทุนขนาดเล็ก

    รอดในที่นี้คือไม่ถูกปิดกองไปหรือไม่ถูกรวมกับกองอื่นไป  กองใหญ่รอด 86%  กองอื่นๆรอด 43% เท่านั้น

    ซึ่งอันนี้ผมก็ว่าไม่น่าแปลกใจเพราะกองทุนที่ขนาดใหญ่ต่อให้ทำได้ไม่ดีอยู่ช่วงนึง  คนหนีเอาเงินออกก็ยังอาจจะรอดได้เพราะเงินลงทุนเยอะพอที่จะคุ้มก็เลยไม่ถึงขั้นปิดกอง  ในขณะที่ขนาดเล็กถ้าผลงานห่วยคนหนีก็มีโอกาสปิดกองมากกว่า  ดูปกติ

     

    2. ผลตอบแทนดีกว่า

    อันนี้เค้าวัดผลตอบแทนเฉพาะกองที่รอดเท่านั้น  กองที่ไม่รอดปกติก็น่าจะห่วย  การที่ตัดกองที่ไม่รอดออกก็ทำให้กองอื่นๆที่เหลือที่มีกองที่ไม่รอดเยอะผลตอบแทนน่าจะได้เปรียบ  ในขณะที่กองใหญ่อาจจะเสียเปรียบเพราะอาจจะมีกองที่จริงๆผลตอบแทนห่วยแต่รอดมาเพราะขนาดปนอยู่ถ่วงผลตอบแทน  ตัวเลขที่วัดคือเค้าวัดว่าผลตอบแทนเทียบกับ benchmark เป็นยังไง  ตัวเลข 100 คือค่ากลางของผลตอบแทนกองทุนได้เท่าๆ benchmark พอดี

    แต่ผลคือกองใหญ่ก็ชนะอยู่ดี  ค่ากลางของกองใหญ่ outperform ตัว benchmark อยู่ 6% ในขณะที่กองอื่นๆที่เหลือแพ้อยู่ 6%

    หนึ่งในเหตุผลที่ชนะก็คือค่าธรรมเนียมต่ำกว่า  ซึ่งอันนี้เราคาดไว้อยู่แล้ว  แต่ผลของค่าธรรมเนียมต่ำกว่าอธิบายความแตกต่างได้ไม่หมด  นั่นแปลว่าต้องมีเหตุผลอื่นที่ทำให้กองใหญ่ผลตอบแทนดีกว่ากองอื่นๆที่เหลือ  ซึ่งคนของ Morningstar เดาว่าอาจจะเรื่องคุณภาพของผู้บริหารกองหรือเปล่า  เพราะกองใหญ่จำนวนมากได้ rating สูงจาก Morningstar

     

    3. กองใหญ่พลาดน้อยกว่ากองอื่นๆที่เหลือ

    อันนี้เค้าสังเกตว่ากองใหญ่อาจจะไม่ค่อยกำไรหวือหวา  แต่ดูเหมือนกองใหญ่จะหลีกเลี่ยงความผิดพลาดแบบเละเทะ

    จาก 120 กองใหญ่เหลือรอดอยู่ 103 กอง  ใน 103 กองนั้นมีแค่ 2 กองที่ปัจจุบันได้รับ rating 1 ดาวจาก Morningstar  ซึ่งน้อยกว่าค่าเฉลี่ยปกติเพราะกอง 1 ดาวคิดเป็น 10% ของกองทุนทั้งหมด  และในหมู่ 103 กองก็มีกองที่ได้รับ rating 5 ดาวเยอะกว่าปกติด้วย

     

    4. ETF ก็เป็นเหมือนกัน

    ETF มาที่หลังกองทุนรวมและดังนั้นเค้าเลยเริ่มทำแบบเดียวกันแต่ดูเริ่มจากปี 2011 แทน  แล้วก็ได้ข้อสรุปเดียวกัน

    ETF ใหญ่รอดมาถึงวันนี้ทุกกอง  ผลตอบแทนดีกว่า ETF อื่นๆที่เหลือ  และได้รับ rating 5 ดาวเยอะกว่า 1 ดาวน้อยกว่าค่าเฉลี่ย

     

    ผิดคาดผมอยู่เหมือนกัน  สำหรับคนที่สนใจอ่านบทความเรื่องนี้ของ Morningstar ผมทิ้งลิ้งค์ไว้ให้ครับ https://www.morningstar.com/articles/1038181/the-largest-funds-are-the-safest-bets

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • อ้าว กลายเป็นว่าผลประกอบการไม่ค่อยมีผลกับราคาหุ้น ?

    อ้าว กลายเป็นว่าผลประกอบการไม่ค่อยมีผลกับราคาหุ้น ?

    อันนี้เป็นบทความของเวป CFA ที่ผมไปอ่านเจอมา  เป็นเรื่องที่น่าสนใจมากสำหรับผมเพราะเนื้อหามันขัดแย้งกับความเชื่อพื้นฐานที่สุดของผมเลย

    หลักการในการลงทุนที่ผมใช้คือซื้อบริษัทที่ดีและพยายามซื้อมันให้ได้ตอนที่มันราคาถูกใช่มะ  วิธีการนี้ความเชื่อพื้นฐานของมันก็คือเชื่อว่าถ้าบริษัทผลประกอบการดีขึ้นในอนาคตราคาหุ้นก็จะสูงขึ้นด้วย  และดังนั้นวิธีการลงทุนนี้มันถึงจะได้ผล

    แต่บทความนี้เค้ากำลังจะบอกว่า Earnings ซึ่งคือผลประกอบการของบริษัท  Doesn’t matter much ไม่ได้มีผลเท่าไหร่  for stock returns ต่อผลตอบแทนของหุ้น

    บทความนี้เขียนโดย Nicolas Rabener  ผมอ่านเจอบนเวปของ CFA ซึ่งผมทิ้งลิ้งค์ไว้ให้ครับ https://blogs.cfainstitute.org/investor/2021/03/22/myth-busting-earnings-dont-matter-much-for-stock-returns/

    ในบทความเค้าพบว่า

    • ถ้าเราเอาเฉลี่ย 5 ปีผลตอบแทนของหุ้น US กับเฉลี่ย 5 ปีอัตราการเติบโตของกำไรสุทธิของหุ้น US  ย้อนไปตั้งแต่ปี 1904 ถึง 2020 มาเปรียบเทียบกัน  เราจะพบว่ามันขยับไปในทิศทางเดียวกันอยู่ช่วงหนึ่ง  แต่ก็มีช่วงที่ดูไม่เกี่ยวกัน  correlation แค่ 0.2 เท่านั้น  และไม่ว่าเราจะเปลี่ยนเป็นเฉลี่ย 10 ปีหรือ 1 ปี  หรือเราจะดู real return  สิ่งที่เจอก็คือความเกี่ยวข้องกันมันน้อยมากในช่วง 100 ปีที่ผ่านมา

    • ที่ดูไม่เกี่ยวกันเป็นเพราะนักลงทุนมองอนาคตหรือเปล่า  ตัวเลขอดีตก็เลยไม่ค่อยเกี่ยวมั้ย
    • เค้าก้เลยลองเปลี่ยนมาใช้อัตราการเติบโตของกำไรสุทธิในอนาคตแทน  คือไม่ใช้ย้อนหลัง 5 ปีละ  ใช้ไปข้างหน้า 12 เดือนแทน  สมมติว่านักลงทุนสามารถเดาการเติบโตของกำไรได้ถูกต้องแน่นอน  แต่ผลก็คล้ายเดิมคือดูไม่ค่อยเกี่ยวกัน  ยกเว้นช่วงที่อัตราการเติบโตของกำไรสุทธิในอนาคตจะต่ำมากเท่านั้นที่ราคาหุ้นในตลาดลดลง  นอกนั้นดูไม่เกี่ยวข้องอะไรเลย

    • อีกเรื่องที่เค้าลองดูคือดูความสัมพันธ์ระหว่าง P/E กับอัตราการเติบโตของกำไรสุทธิในอนาคต  โดยคอนเซปต์คือหุ้น P/E สูงคือหุ้นที่คนเชื่อว่าจะดีก็เลยให้ราคาสูง  สิ่งที่เจอคือไม่เกี่ยวอีกเช่นกัน  ดูเหมือน P/E ที่สูงไม่ได้แปลว่าอัตราการเติบโตของกำไรสุทธิใน 12 เดือนข้างหน้าจะดี

    สุดท้ายคนเขียนเค้าก็ตั้งคำถามว่า  ทำไมผลประกอบการดูไม่เกี่ยวกับราคาหุ้นเลยล่ะ  เดาว่าเป็นเพราะคนในตลาดหุ้นไม่ได้ใช้เหตุผลในการตัดสินใจ  ดูเหมือนตลาดหุ้นจะเป็นเรื่องของอารมณ์มากกว่า  ปัจจุบันเราเห็นหลักฐานเช่นนักลงทุนแห่เข้าไปซื้อหุ้น Gamestop  หรือนักลงทุนบางกลุ่มใช้วิธีลงทุนแบบโมเมนตัมซึ่งไม่เกี่ยวอะไรกับผลประกอบการเลย  ผู้เขียนจึงสรุปว่าเราอาาจะไม่สามารถพูดได้ว่าราคาหุ้นขึ้นหรือลงเพราะผลประกอบการของบริษัท

    เป็นบทความที่น่าสนใจอยู่นะ  ผมงงเพราะพอดีมันไม่ตรงกับประสบการณ์ส่วนตัวผมเลย  เพราะที่ผ่านมาผมก็เห็นว่าบริษัทที่ทำได้แย่ลงเรื่อยๆระยะยาวราคามันก็ต่ำลงเรื่อยๆจริง  และบริษัทที่ทำได้ดีขึ้นเรื่อยๆราคาหุ้นระยะยาวมันก็สูงขึ้นเรื่อยๆจริง

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • สำหรับเป้าหมายระยะสั้น 1-2 ปี ลงทุนหุ้นยังไงดี ?

    สำหรับเป้าหมายระยะสั้น 1-2 ปี ลงทุนหุ้นยังไงดี ?

    มีคนบอกว่าเวลาฟังคนพูดเรื่องการลงทุนในหุ้น  ส่วนใหญ่จะได้ยินพูดถึงแต่เป้าหมายระยะยาวเช่นการเกษียณหรือไม่ก็ 10 ปีผ่านไปอะไรประมาณนั้น  แล้วถ้าเกิดเป็นเป้าหมายระยะสั้นล่ะจะลงทุนในหุ้นยังไง  ต้องปรับกลยุทธ์มาลงทุนระยะสั้นหรือเปล่า

    เปลี่ยนวิธีลงทุนหรือกลยุทธ์ไม่ช่วยครับ  ลงทุนหุ้นแบบระยะสั้นก็ใช่ว่าจะชัวร์หรือกำไรแน่นอน  วิธีการลงทุนในหุ้นผมยืนยันเหมือนเดิมคือซื้อบริษัทที่ดีและซื้อให้ได้ราคาถูกนี่ถูกต้องแล้ว  ทำวิธีเดิมครับ  สิ่งที่เปลี่ยนคงจะเป็นว่าถ้าระยะเวลามันสั้นมากก็ไม่ต้องลงทุนในหุ้นเลยมากกว่า

    คือหลักๆผมว่ามันอยู่ที่ความซีเรียสของเป้าหมายที่ว่านั่นครับ  ถ้ามันเป็นเป้าหมายซีเรียสแล้วมันอีกไม่กี่ปีกำลังจะต้องใช้เงิน  งั้นก็อย่าลงทุนในหุ้นดีกว่า  ซึ่งในที่นี้รวมถึงกองทุนที่ลงทุนในหุ้นด้วยนะ  เพราะถึงแม้ผมจะเชื่อว่าในระยะยาวการลงทุนในหุ้นเป็นเรื่องดีนะ  แต่ในระยะสั้น 1-2 ปีนี่มันอะไรก็เกิดขึ้นได้  อย่างเกิดโควิดอย่างเนี้ย  ดังนั้นถ้ามันกำลังจะมีเรื่องซีเรียสต้องใช้เงินในเวลาอันสั้นอย่าลงทุนในหุ้น  ลงทุนในอะไรที่เน้นปลอดภัยชัวร์เกือบ 100% ว่าเงินจะไม่เสียหายไปดีกว่าเช่นเงินฝากประจำ, พันธบัตรรัฐบาลพวกนี้

    แต่ถ้าสมมติเป้าหมายระยะสั้นที่ว่ามันยาวกว่า 1-2 ปีเช่นซัก 5-6 ปี  แบบนี้ผมก็คิดว่าควรจะลงทุนในหุ้นบ้างครับ  เพราะถ้าจะลงทุนแต่พวกเน้นปลอดภัยมันก็จะผลตอบแทนต่ำมาก  การมีลงทุนในหุ้นบ้างผมว่าดีกว่าเพราะมันจะได้มีผลตอบแทนสูงหน่อยมาช่วยบ้าง  และระยะเวลา 5-6 ปีนานพอที่จะข้ามปัญหาในกรณีที่เกิดตลาดตกหรืออะไรขึ้นมา  อาจจะใช้วิธีการถือหุ้นน้อยลงเมื่อจำนวนปีเหลือน้อยๆอันนี้แล้วแต่  แต่คิดว่ามีหุ้นบ้างดี

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • จะหาหุ้นปันผลสูงของต่างประเทศได้ที่ไหน ?

    จะหาหุ้นปันผลสูงของต่างประเทศได้ที่ไหน ?

    มีคนถามเข้ามาก็นึกได้ว่าหัวข้อนี้เคยทำไปสำหรับหุ้นไทยแต่ยังไม่เคยทำสำหรับหุ้นต่างประเทศ

    วิธีการที่ตรงประเด็นสุดคือใช้พวก Stock Screener เลยครับ  ผมพบว่าของ Tradingview ก็ใช้ง่ายดี  ไปที่ลิ้งค์นี้ https://www.tradingview.com/screener/

    วิธีการใช้ก็ง่ายมาก  ตอนนี้มันจะ default หุ้นอเมริกาอยู่  สมมติเราต้องการจะเปลี่ยนประเทศก็กด Filter ที่อยู่ทางขวามือเปลี่ยนเป็นตลาดประเทศที่เราต้องการ  จากนั้นก็เลือกแถบ Dividends  แล้วก็กดให้มันเรียงปันผลจากมากไปน้อยเท่านั้นเองครับ  แค่นี้ก็ได้รายชื่อหุ้นปันผลสูงในประเทศที่เราต้องการละ

    เวลาเราเลือกนี่ก็อย่าลืมว่าใช้ความระมัดระวังนะ  คืออย่าเห็นแค่ว่าปันผลสูง  ต้องดูด้วยว่ามันมีความสามารถในการทำกำไรสม่ำเสมอมั้ย  ไม่งั้นปันผลที่เห็นว่าสูงนั่นมันก็อาจจะลดลงหรือไม่มีได้ในอนาคต

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี