Tag: Smart stock investment

  • คำนวณกำไรต่อหุ้น (EPS) ยังไง ? ทำไมลองทำเองแล้วไม่ตรง ?

    คำนวณกำไรต่อหุ้น (EPS) ยังไง ? ทำไมลองทำเองแล้วไม่ตรง ?

    มีคนสงสัยเรื่องวิธีคำนวณกำไรต่อหุ้น  เพราะรู้สึกว่าลองคำนวณเองดูแล้วมันได้ไม่ตรงกับเวปตลาดหลักทรัพย์หรืองบกการเงินของบริษัท

    คือสาเหตุที่คำนวณไม่ตรงเป็นเพราะส่วนใหญ่ใช้กำไรสุทธิตั้งหารด้วยจำนวนหุ้นที่ออกชำระแล้วตอนสิ้นปีครับ  ในขณะที่ถ้าเอาแบบถูกต้องจริงๆคือเค้าคำนวณด้วยจำนวนหุ้นเฉลี่ยระหว่างปีครับ

    ตัวอย่าง

    เพื่อเป็นตัวอย่างเราใช้ STGT ที่เคยมีคนถามคำนวณให้ดูละกัน

    • กำไรปี 2563 คือ 14,400,868,953 บาท  
    • จำนวนหุ้นตอนสิ้นปี 2563 คือ 2,857,560,000 หุ้น  พาร์ 0.5 บาท
    • จำนวนหุ้นตอนสิ้นปี 2562 คือ 990,000,000 หุ้น  พาร์ 1 บาท

    วิธีคำนวณ

    • วิธีการคือแปลงหน่วยพาร์ให้มันเท่ากันก่อน  ปรับจำนวนหุ้นของปี 2562 ให้มันเป็นพาร์ 0.5 บาทก่อนจะได้เปรียบเทียบกับปี 2563 และหาจำนวนเฉลี่ยได้
    • จำนวนหุ้นสิ้นปี 2562 ถ้าพาร์ 0.5 บาทมันควรจะเป็น 990,000,000*2 = 1,980,000,000 หุ้น
    • หลังจากนั้นก็หาจำนวนหุ้นเฉลี่ยระหว่างปี 2563 ซึ่งคือ (2,857,560,000+1980,000,000)/2 = 2,418,780,000 หุ้น
    • แล้วก็คำนวณ EPS  14,400,868,953/2,418,780,000 = 5.95 บาท / หุ้น

    บนรายงานประจำปีเค้าได้เลขต่างกันนิดหน่อย  มาจากจำนวนหุ้นเฉลี่ยต่างกันเล็กน้อย  ไม่แน่ใจว่าเค้าคิดเลขมายังไง  แต่คาดว่าอาจจะถ่วงน้ำหนักถัวเฉลี่ยต่างกันเล็กน้อยครับ  แต่โดยไอเดียวิธีการคำนวณก็คือแบบที่คำนวณให้ดูเนี่ยครับ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • Buffett indicator กำลังบอกว่าตอนนี้ตลาดหุ้นแพงมากแล้ว !!

    Buffett indicator กำลังบอกว่าตอนนี้ตลาดหุ้นแพงมากแล้ว !!

    ผมเคยอ่านเจออยู่ทีนึงเมื่อนานมาแล้ว  Warren Buffett เคยพูดถึงอัตราส่วนอันนึงที่เป็นตัววัดที่ดีว่าตอนนี้ตลาดหุ้นแพงไปแล้วหรือยัง  แล้วก็บอกตามตรงคือลืมไปแล้ว  จนเมื่อเร็วๆนี้ไปอ่านเจอคนพูดถึงว่าตัวอัตราส่วนนี้กำลังส่งสัญญาณว่าหุ้น ณ ปัจจุบันแพงไปเยอะมาก  ผมเลยกลับไปดูว่ามันคืออะไรแล้วเลยมาพูดถึงให้ฟังครับ

    อัตราส่วนนี้ปัจจุบันคนนิยมเรียกว่า Buffett Indicator เพราะมันดังจาก Warren Buffett เป็นคนพูดถึง  อัตราส่วนนี้เปรียบเทียบระหว่างมูลค่าทั้งหมดของหุ้นทั้งตลาดใน US เทียบกับ GDP ของทั้งประเทศ  ถ้าราคาของหุ้นสูงเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมของทั้งประเทศก็แปลว่าราคามันน่าจะแพงเมื่อเทียบกับปัจจัยพื้นฐาน

    ปัจจุบันอัตราส่วนนี้อยู่ที่ 234%  ซึ่งถือว่าสูงเมื่อเทียบกับที่ผ่านมาในอดีต  สูงว่าตอนช่วง Dotcom bubble ด้วย  มันก็เลยมีคนเริ่มทักขึ้นมาว่าตอนนี้ตลาดหุ้นร้อนแรงเกินไปแล้วหรือเปล่า  มันจะมี crash เกิดขึ้นในเร็วๆนี้มั้ย  ผมทิ้งลิ้งค์ของเวปที่คำนวณอัตราส่วนนี้ไว้ให้ครับ

    https://www.currentmarketvaluation.com/models/buffett-indicator.php

    ส่วนตัวผมก็มองว่าเหตุผลที่ทำให้ตลาดหุ้นราคาสูงขึ้นไปเยอะขนาดนี้ (โดยเฉพาะช่วงนี้) น่าจะเพราะนโยบายการเงินที่กระตุ้นเศรษฐกิจโดยการลดอัตราดอกเบี้ยและเพิ่มเงินในระบบเศรษฐกิจหรือเปล่า  มันก็เลยผลักให้เงินจำนวนมากวิ่งหาผลตอบแทนที่สูงกว่าเงินฝากเช่นหุ้น  ก็เลยทำให้ราคาหุ้นโดยรวมสูงขึ้นเยอะ  ถ้าเป็นเพราะสาเหตุนี้จริงงั้นความกังวลว่าจะ crash ก็ไม่น่าจะเกิดขึ้นเร็วๆนี้นะ  เพราะ fed ก็ยังพูดชัดเจนว่าจะยังต้องกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไปอีกซักพัก  บวกกับวัคซีนเริ่มได้ผลใน US และเราเริ่มเห็นยอดขายสินค้าปลีกสูงขึ้นการจ้างงานสูงขึ้น  ดังนั้นผมก็คิดว่าด้วยปัจจัยบวกเหล่านี้ตลาดหุ้นโดยรวมก็ไม่น่าจะ crash เร็วๆนี้นะ

    https://www.wsj.com/articles/us-economy-march-retail-sales-coronavirus-recovery-11618450223

    แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นผมก็ไม่รู้อนาคตและสิ่งที่ผมเชื่อก็ไม่ใช่ว่าจะถูก  ดังนั้นตัว Buffett indicator ดูไว้ก็ไม่ได้เสียหายครับ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • หุ้น p/e ต่ำ ไม่ได้ดีเสมอไป

    หุ้น p/e ต่ำ ไม่ได้ดีเสมอไป

    ผมเจอคนถามประมาณว่า P/E เท่าไหร่ถึงจะเรียกว่าถูกหรือว่า P/E นี้แพงเกินไปหรือยังบ่อยมาก  ซึ่งบางทีผมเริ่มรู้สึกกังวลว่าคนเน้นดู P/E ต่ำมากเกินไปหรือเปล่า  วีดิโอนี้ผมมาพยายามอธิบายว่า P/E ที่ต่ำก็ไม่ได้แปลว่าซื้อแล้วจะดีเสมอไป  ประเด็นสำคัญที่เราควรจะดูคือตัวบริษัทมากกว่าครับ

    ก่อนอื่นเลย P/E ต่ำก็ได้เปรียบอันนี้จริง  เพราะ P/E มันคือเทียบราคากับหุ้นกับกำไรต่อหุ้นซึ่งบริษัททำได้ไปแล้ว  เป็นมูลค่าที่เป็นปัจจุบันไม่ใช่สิ่งที่ภาวนาว่าจะเกิดในอนาคต  และการที่หุ้น P/E ต่ำก็คือเราใช้เงินน้อยกว่าเพื่อซื้อกำไรเท่ากันเทียบกับหุ้นที่ P/E สูง

    แต่ P/E ต่ำก็ไม่ได้ดีเสมอไป  เพราะบริษัทที่ P/E ต่ำนั่นผลประกอบการในอนาคตอาจจะแย่ลง  ซึ่งอาจจะเป็นเหตุผลที่ทำไม P/E มันต่ำตั้งแต่แรก  ตัวอย่างเหตุผลที่หุ้นมี P/E ต่ำเช่น

    1. เป็นบริษัทในธุรกิจที่อนาคตอาจจะหดตัว  เช่นบริษัทบุหรี่

    • British American Tobacco:  P/E 9.83 เท่า, Dividend yield 7.66%
    • Japan Tobacco: P/E 11.87 เท่า, Dividend yield 7.45%

    2. เป็นบริษัทในธุรกิจที่เป็นวัฎจักร  แล้วที่ผ่านมาอยู่ในช่วงพีคพอดีเช่นบริษัทสร้างบ้านคอนโด, เหมือง

    • LPN: P/E 10.2 เท่า (ถ้าใช้กำไรปี 2019 จะเป็น 5.81 เท่า), Dividend yield 28% (ถ้าใช้ปี 2019 จะเป็น 12%)

    3. เป็นบริษัทที่อาจจะมีปัญหาอื่นๆ  เช่นบันทึกกำไรจริงแต่กระแสเงินสดจากการดำเนินงานติดลบ  หรือมีข่าวเรื่องโกงทุจริต  หรือมีหนี้สินเยอะมาก  หรืออะไรซักอย่าง

    ดังนั้นย้ำประเด็นที่ผมอยากจะสื่อคืออย่าดู P/E ว่าต่ำเฉยๆ  P/E ต่ำเนี่ยดีนะแต่อย่าลืมไปพิจารณาตัวบริษัทด้วยว่ามันมีเหตุอะไรที่ทำให้คนไม่ชอบบริษัทขนาดนั้น  ถ้าเราเจอเหตุผลที่ทำให้คนไม่ชอบ  เราก็ถามต่อเลยว่าดูแล้วเหตุผลนี้มันจะทำให้บริษัทแย่ถาวรหรือเปล่า  คนตกใจเว่อร์เกินไปมั้ย  ถ้าดูแล้วไม่ใช่เหตุผลที่มีผลถาวรหรือดูว่าคนตกใจเว่อร์เกินไปแบบนี้โอเค  P/E ต่ำอันนี้อาจจะเป็นโอกาสกำไรดีมากก็เป็นได้

  • จะศึกษาข้อมูลหุ้น IPO ได้จากที่ไหน ?

    จะศึกษาข้อมูลหุ้น IPO ได้จากที่ไหน ?

    ช่วงนี้รู้สึกคนกำลังฮิตพูดถึงหุ้น TIDLOR ที่กำลังจะ IPO  แม้กระทั่งเพื่อนผมก็มีถามถึง  จริงๆก็รู้สึกคนฮิตมาตั้งแต่ตอนหุ้น PTTOR ละ  แต่ปัญหาอย่างนึงที่ผมเจอคือคนส่วนใหญ่นี่ถามจังดีมั้ยๆแต่ไม่มีใครศึกษาอะไรจริงๆจังๆ  เข้าใจว่าอาจจะเพราะคนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าจะหาข้อมูลเกี่ยวกับหุ้น IPO ได้จากที่ไหนดี  วันนี้ผมจะพูดถึงหนังสือชี้ชวน (prospectus) ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญที่คนคิดจะซื้อหุ้น IPO สมควรอ่านครับ

    เออแต่ก่อนเข้าเรื่อง  บอกเผื่อสำหรับคนที่สนใจ IPO อยากรู้แค่ซื้อวันแรกราคาจะพุ่งขึ้นมั้ย  ตั้งใจแค่จะลุ้นระยะสั้นๆ  ปิดวีดิโอนี้ได้เลยนะครับ  ตัวหนังสือชี้ชวนไม่ได้ช่วยอะไร  เดาเองน่าจะดีกว่า  แต่สำหรับคนที่สนใจ IPO เพราะคิดว่าบริษัทน่าจะดีนะระยะยาวน่าจะเติบโต  อันนี้หนังสือชี้ชวนช่วยคุณได้ครับ  อย่างน้อยเป็นจุดเริ่มต้นให้ทำการบ้านต่อครับ  แนะนำให้ฟังต่อ

    เปิดไปที่เวป www.sec.or.th  หน้าแรกมันมี “หนังสือชี้ชวนตราสารออกใหม่” พอดีเราก็เข้าไปตรงนั้น  หลังจากนั้นไปแถบหนังสือชี้ชวนแล้วก็ค้นหาหุ้นที่เราอยากได้  อย่างกรณีเอาที่คนกำลังฮิตคือ TIDLOR  แล้วก็ดาวน์โหลดเอกสารมาตามหัวข้อที่เราสนใจ

    โดยส่วนตัวถ้าเป็นผม  ผมจะเริ่มอ่านส่วนที่เกี่ยวกับธุรกิจที่บริษัททำ, ผลประกอบการ, เหตุผลที่ระดมทุน  อะไรพวกนี้ก่อนเลย

    โอเคนะ  หลังจากนี้คุณก็จะไม่ต้องพึ่งพาความเห็นคนแปลกหน้าอีกต่อไป  ข้อมูลเรากับเค้าก็รู้เท่ากันละ  ถามไปก็ได้แต่ข้อคิดเห็นซึ่งก็ไม่รู้ว่ามันรู้เรื่องจริงมั้ย  ที่เหลือถ้าจะหาข้อมูลเพิ่มคนที่จะรู้ดีไปกว่านั้นก็คือพวกคนในธุรกิจนี้ละครับ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • REIT กับ IF มีข้อเสียอะไรบ้าง ?

    REIT กับ IF มีข้อเสียอะไรบ้าง ?

    มีนักเรียนที่เค้าเห็นผมลงทุนใน REIT เยอะ  เค้าเลยมีคำถามว่า REIT หรือ IF พวกนี้มันไม่มีข้อเสียอะไรเลยเหรอ  วีดิโอนี้ผมเลยรวบรวมจุดอ่อนของ REIT หรือ IF มาพูดถึงครับ  ซึ่งในที่นี้ขอให้เข้าใจว่าเวลาพูดนี่คือผมนับพวก Property fund รวมๆไปด้วยกับ REIT นะ

    1. REIT กับ IF ส่วนใหญ่คาดหวังการเติบโตได้น้อย

  • จุดบอดสำคัญสุดของ REIT หรือ IF ผมว่าคือเรื่องการเติบโตเลย  สาเหตุที่ทำให้โดยรวมการเติบโตต่ำเป็นเพราะ

    • กำไรที่ได้จากการดำเนินงานส่วนใหญ่ต้องจ่ายเป็นปันผลตามกฎคืออย่างน้อย 90%  ดังนั้นถ้าจะขยายก็ต้องทำโดยการกู้ยืมเงินหรือไม่ก็ต้องระดมทุนเพิ่ม  ไม่สามารถใช้กำไรสะสมขยายได้เหมือนบริษัททั่วไป
    • REIT กับ IF ในไทยคาดหวังการเติบโตได้น้อยไปอีก  เป็นเพราะว่าส่วนใหญ่ไม่ได้มีวัตถุประสงค์จะขยายหรือโตตั้งแต่แรก  วัตถุประสงค์หลักของการจด REIT หรือ IF คือทำโดยบริษัทที่เป็นเจ้าของทรัพย์สินและแค่ต้องการเงินทุนไปทำอย่างอื่น

    ด้วยเหตุผลนี้การเติบโตของรายได้ส่วนใหญ่ก็จะมาจากการขึ้นราคาค่าเช่าเป็นหลัก  ซึ่งมันก็คงไม่ใช่การเติบโตพรวดพราด

    2. ได้รับผลกระทบถ้า interest rate สูงขึ้น

    อันนี้ก็ตรงไปตรงมา  ถ้าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากหรือพันธบัตรสูงขึ้น  เงินฝากหรือพันธบัตรก็จะดูน่าลงทุนมากขึ้นและทำให้ REIT กับ IF ดูน่าสนใจน้อยลงโดยเปรียบเทียบ

    3. บาง REIT กับ IF มีปัญหาถ้าเงินเฟ้อสูง

    สำหรับ REIT กับ IF บางอันเงินเฟ้อไม่ได้เป็นปัญหาเพราะถ้าเงินเฟ้อสูงก็เพิ่มค่าเช่าตามได้  แต่บางอันลักษณะสัญญามันตกลงค่าเช่าเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว  ดังนั้นถ้าเงินเฟ้อสูงพวกนี้ก็เดือดร้อนเพราะปรับค่าเช่าตามไม่ได้

    4. เสี่ยงไปอีกแบบเพราะบาง REIT หรือ IF มีทรัพย์สินที่เจาะจงมาก

    เรื่องสุดท้ายที่คิดออกคือเรื่องความเสี่ยง  บาง REIT หรือ IF ความเสี่ยงก็กระจายนะ  เช่นบางอันได้ค่าเช่าจากห้างเซ็นทรัลหลายห้าง  หรือจากโลตัสหลายสาขา  แต่บาง REIT หรือ IF ก็ความเสี่ยงกระจุกตัวมากเช่นโกดังสินค้ากับโรงงานในพื้นที่เดียว, ตึกออฟฟิศตึกเดียว, ศูนย์แสดงสินค้าจุดเดียว  นั่นแปลว่าถ้าเกิดอะไรขึ้นกับทรัพย์สินอันนั้นหรือพื้นที่นั้นไม่ได้รับความนิยมขึ้นมานี่คือจบเลย

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • ต้องทำผลตอบแทนได้กี่ % ถึงเรียกว่าดี ?

    ต้องทำผลตอบแทนได้กี่ % ถึงเรียกว่าดี ?

    มีคนมีคำถามเกี่ยวกับการประเมินผลงานการลงทุน  ว่าผลตอบแทนเท่าไหร่ถึงจะเรียกว่าดี  ต้องสูงกว่า 10% ขึ้นไปหรือว่าต้องเท่าไหร่

    คืออันนี้มันแล้วแต่วัตถุประสงค์ด้วย  สมมติเรามีเป้าหมายส่วนตัวว่าจะต้องเฉลี่ยต่อปี 10% ด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่  ถ้าผลตอบแทนที่ได้คือ 10% ขึ้นไปก็คือถือว่าดี  แต่โดยปกติทั่วไปเพื่อจะวัดว่าผลตอบแทนที่ทำได้ดีหรือไม่ดีเราจะวัดด้วยการเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยครับ

    หลักการในการเลือกตัวเปรียบเทียบคือ

    1. สินทรัพย์ใกล้เคียง
    2. เอาสิ่งที่ใกล้เคียงกับสินทรัพย์ที่เราลงทุน  ไม่ใช่เอาหุ้นเราเปรียบเทียบกับเงินฝาก  หรือเอาหุ้นเราซึ่งลงทุนในไทยเปรียบเทียบกับเพื่อนที่ลงทุนในหุ้นเวียดนาม

    3. ช่วงเวลาเดียวกัน
    4. นับช่วงเวลาเดียวกันด้วย  คือเราจะไม่เปรียบเทียบผลตอบแทนปีนี้กับผลตอบแทนปีที่แล้ว  มันไม่เกี่ยวกันน่ะ

      สมมติว่าพอร์ตเราลงทุนในหุ้นไทย 100%  ผมก็แนะนำว่าเราเทียบกับ SET Total Return Index เลย  มันเป็นดัชนีที่วัดว่าถ้าเราลงทุนแบบกระจายตามดัชนี SET จะได้ผลตอบแทนเท่าไหร่  อันนี้ Total Return คือรวมทั้ง capital gain และปันผลด้วย

    SET TRI ไปดูได้ที่  https://www.set.or.th/en/market/tri.html


    เวลาคำนวณว่า SET TRI ผลตอบแทนเท่าไหร่ก็แค่เอาตัวเลข index ตอนวันท้ายตั้งหารด้วย ตัวเลข index ตอนก่อนวันแรกหนึ่งวัน (เพราะเราต้องการตัวเลขเริ่มต้นของวันแรก)  แล้วก็ลบ 1  เช่น  สมมติเราจะดูว่า SET TRI ปี 2020 ทั้งปีกำไรกี่ %  เราก็เอา (9,659.25/10,193.52)-1 =  -5.24%  อันนี้แปลว่าถ้าเราเริ่มต้นลงทุนด้วยเงิน 100 บาทใน SET ตอนต้นปี 2020  พอจบปี 2020 เราจะได้ผลตอบแทน -5.24%  มีเงินเหลือ 94.76 บาท  ถ้าในช่วงเดียวกันเราผลตอบแทนที่เราทำได้ดีกว่านี้ก็คือแปลว่าเราชนะตลาดละครับ

    หรืออีกทางเลือกนึงคือเทียบกับผลตอบแทนกองทุนรวมก็ได้  เราก็ไปหาดูว่ากองทุนที่ลักษณะการลงทุนคล้ายกันกับเราเฉลี่ยได้ผลตอบแทนเท่าไหร่  ถ้าเราทำได้ดีกว่าก็แปลว่าดี  ผลตอบแทนกองทุนก็หาเอาจาก Morningstarthailand ครับ  https://www.morningstarthailand.com/th/screener/fund.aspx#?filtersSelectedValue=%7B%7D&page=1&sortField=legalName&sortOrder=asc

    พอทำแบบนี้เราก็จะรู้ละครับว่าที่เราทำได้คือดีหรือไม่ดี  บางปีเราทำได้ 20% ก็อาจจะห่วยก็ได้เพราะเฉลี่ยทำได้เกินนั้น  หรือบางปีเราอาจจะนึกว่าแย่ทำได้ -10%  แต่จริงๆอาจจะชนะตลาดก็ได้เพราะเฉลี่ยห่วยกว่านั้น  ถ้าสมมติเราทำได้ดีกว่าตลาด  ก็คือดีละเราทำต่อไปและคอยเก็บข้อมูลต่อไปให้ชัวร์ว่าเราทำได้ดีกว่าในระยะยาวจริงไม่ฟลุค

    แต่ถ้าสมมติเราทำได้แย่กว่าตลาด  ก็อย่าตกใจเพราะการแย่กว่าแค่ปีสองปีมันปกติครับ  สิ่งที่เราต้องการคือภาพรวมระยะยาวเราชนะตลาดไม่ใช่แค่ปีใดปีหนึ่ง

    แต่ถ้าสมมติเราทำได้แย่กว่าตลาดต่อเนื่องหลายปี  เราก็ต้องเริ่มสงสัยละว่าอาจจะต้องเปลี่ยนวิธีการนะ  หรือไม่งั้นอาจจะสมควรลงทุนด้วยกองทุน  เพราะการลงทุนด้วยตัวเองของเราส่งผลเสียมากกว่าดีครับ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • ดัชนีหุ้นเห็นมีหลายอัน มันคืออะไร ? ต่างกันยังไง ?

    ดัชนีหุ้นเห็นมีหลายอัน มันคืออะไร ? ต่างกันยังไง ?

    มีนักเรียนเราถามเรื่องดัชนีว่ารู้สึกสับสนเห็นมันมีหลายอันเช่น Dow Jones, S&P 500, Russell, etc.  อยากให้อธิบาย  

    โดยไอเดียคือขอให้เข้าใจว่าดัชนีนี่มันมีเยอะแยะไปหมด  แล้วแต่ว่าจะจัดกลุ่มตามอะไรเช่นตามประเทศ, ตามขนาด, ลักษณะธุรกิจ, สไตล์, ฯลฯ  แล้วก็มีคนจัดกลุ่มหลายเจ้าอีกต่างหากซึ่งบางทีก็จัดกลุ่มซ้ำกัน  ดังนั้นอย่าไปสนใจมันมาก  รู้จักไว้แค่ดัชนีหลักๆที่ได้ยินในข่าวบ่อยๆก็พอละ

    เริ่มจากดัชนีของไทยก่อน  หลักๆก็จะมี

    • SET  อันนี้เห็นบ่อยสุด  ดัชนีนี้คือหุ้นทุกตัวใน SET
    • mai  ส่วนอันนี้คือหุ้นทุกตัวในตลาด mai  ซึ่งส่วนใหญ่คือหุ้นเล็กกว่า
    • SET 50  ดัชนีที่รวมหุ้น market cap ใหญ่สุด 50 บริษัท
    • SET 100  อันนี้คือ market cap ใหญ่สุด 100 บริษัท
    • SETHD  อันนี้คือหุ้นปันผลสูง

    ส่วนที่ดัชนีต่างประเทศอันหลักๆที่เรามักจะได้ยินก็จะมี

    • Dow Jones  อันนี้เข้าใจว่าดังเพราะเป็นดัชนีที่เก่าแก่  แต่ในดัชนีมีหุ้นอยู่ 30 บริษัท  มันก็จะไม่ได้สะท้อนภาพรวมของตลาดเท่าไหร่
    • S&P 500  หุ้นใหญ่ 500 บริษัท  อันนี้คนติดตามกันเยอะ
    • Nasdaq  เป็นตลาดหุ้นอีกอันนึงนอกเหนือจาก NYSE  ดัชนี Nasdaq นี่เป็นตัวแทนของหุ้นเทคโนโลยีเพราะหุ้นที่จดใน Nasdaq เป็นหุ้นเทคโนโลยีซะเยอะ
    • Russell 2000  อันนี้คือหุ้นเล็ก 2000 บริษัท  ดัชนีนี้ดังในฐานะตัวแทนของหุ้นเล็ก
    • VIX (CBOE Volatility index)  มาได้ยินช่วงหลังๆนี้  เป็นดัชนีที่วัดความผันผวนของราคาหุ้นในตลาด  เค้ามักจะตีความว่าตลาดผันผวน = คนกำลังกลัว
    • FTSE 100  หุ้นใหญ่สุด 100 บริษัทของตลาดหุ้นอังกฤษ
    • CAC 40  หุ้นใหญ่สุด 40 บริษัทของตลาดหุ้นฝรั่งเศส
    • DAX  หุ้นใหญ่สุด 30 บริษัทของตลาดหุ้นเยอรมัน
    • Euro Stoxx 50  หุ้นใหญ่สุด 50 บริษัทในยูโรโซน  ซึ่งส่วนใหญ่คือหุ้นฝรั่งเศสกับเยอรมัน
    • Nikkei 225  อันนี้ก็ไม่รู้ทำไมมันดังเหมือนกัน  แต่เข้าใจว่าเป็นดัชนีที่ทำโดยหนังสือพิมพ์แล้วได้รับความนิยม  เป็นดัชนีที่เอาหุ้นใหญ่ 225 บริษัทจาก Tokyo Stock Exchange มาทำ
    • S&P/ASX 200  หุ้นใหญ่สุด 200 บริษัทในตลาดหุ้นออสเตรเลีย
    • Shanghai Composite  อันนี้คล้ายๆ SET คือเอาหุ้นทุกตัวในตลาด Shanghai Stock Exchange
    • Shenzhen Component  หุ้นใหญ่สุด 500 บริษัทในตลาด Shenzhen  ชื่อมันจะคล้ายๆกับ Shenzhen Composite
    • Hang Seng  หุ้นใหญ่สุด 50 บริษัทในฮ่องกง
    • Kospi  หุ้นทุกตัวในตลาดหุ้นเกาหลีใต้

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • SPAC คืออะไร ทำไมเป็นข่าวขึ้นมาช่วงนี้ แล้วน่าสนใจลงทุนหรือเปล่า ?

    SPAC คืออะไร ทำไมเป็นข่าวขึ้นมาช่วงนี้ แล้วน่าสนใจลงทุนหรือเปล่า ?

    บังเอิญมีคนถามเกี่ยวกับ SPAC ขึ้นมาบวกกับมันกำลังดังเป็นข่าวในต่างประเทศอยู่ตอนนี้  ผมก็เลยคิดว่าน่าจะทำวีดิโออธิบาย SPAC ซะหน่อยเผื่อคนฟังเราเวลาได้ยินคนพูดถึงจะได้รู้ว่าเค้าคุยอะไรกัน

    SPAC นี่คืออะไร

    SPAC ย่อมาจาก Special-purpose acquisition company ครับ  บริษัทแบบนี้ตามชื่อเลยคือตั้งขึ้นมาเพื่อทำการ acquisition อย่างเดียว  ไม่มีการดำเนินธุรกิจใดๆ  บางทีจะได้ยินเค้าเรียกว่าเป็น shell company เพราะมันมีแต่เปลือกเอาไว้ควบรวมกิจการอื่นอย่างเดียว

    ขั้นตอนของ SPAC มันจะมีสองตอน  ขั้นแรกเค้าจะจดบริษัท SPAC นี่เข้ามาในตลาดหลักทรัพย์ออกหุ้นระดมทุนจากนักลงทุนเข้ามารวบรวมเงินสดเตรียมสำหรับซื้อบริษัทอื่น  นักลงทุนที่เข้ามาซื้อตอนแรกนี่ปกติก็จะได้หุ้นแล้วก็ได้ warrant เผื่อลงทุนเพิ่ม  ส่วนคนสปอนเซอร์หรือคนที่เป็นคนบริหาร SPAC ก็จะมีหน้าที่ไปหาเป้าหมายในการควบรวมกิจการให้ได้ภายใน 2 ปีไม่งั้นก็คือ SPAC ก็จะต้องปิดไปคืนเงินให้ผู้ถือหุ้น  สิ่งที่คนสปอนเซอร์จะได้คือเค้าจะได้สัดส่วนความเป็นเจ้าของใน SPAC ถ้าหาเป้าหมายได้  โดยปกติเข้าใจทั่วไปคือได้ 20%

    ขั้นที่สองคือตอนหาเป้าหมายได้แล้วและทำการรวมกิจการ  ขั้นนี้เค้าก็จะเรียกวา de-SPAC  พอหาเป้าหมายได้และผู้ถือหุ้นโหวตเห็นชอบแล้ว  บริษัท SPAC ก็ซื้อเป้าหมายนั้น  บริษัทเป้าหมายนั้นก็จะกลายเป็นบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์

    แล้วเกิดอะไรขึ้นทำไมดังตอนนี้

    ช่วงปี 2020 ที่ผ่านมา SPAC ระดมทุนได้เยอะมาก  โตขึ้น 462% เทียบกับปี 2019  ปีนี้ 2021 มาถึงเดือนเมษายนนี้จำนวนที่ระดมทุนก็เยอะกว่า 2020 ทั้งปีแล้ว  จากความนิยมที่เยอะขึ้นมากนี้ก็เลยเป็นที่มาว่าทำไมเป็นข่าวจัง

    เข้าใจว่ามาจากหลายปัจจัยรวมกัน  ไม่กี่ปีมานี้มันมีการเปลี่ยนกฎในการโหวตตอนที่คนบริหารเจอบริษัทที่เป็นเป้าหมาย  แต่ก่อนเวลาโหวตคือเห็นด้วยกับไม่เห็นด้วยมันจะผูกกับการขายหุ้นคืน  ถ้าไม่เห็นด้วยปุ๊บก็คือเท่ากับจะขายหุ้นคืนเลย  แต่ปัจจุบันคนสามารถโหวตแยกได้ว่าไม่เห็นด้วยแต่ยังไม่ขายหุ้นคืนก็ได้  หรือบอกเห็นด้วยแต่จะขายหุ้นคืนก็ได้  โดยรวมมันทำให้ SPAC ทำขั้นตอน de-SPAC ได้สำเร็จเยอะขึ้น  บวกกับว่าช่วงที่ผ่านมามีการเพิ่มเงินในระบบเศรษฐกิจทำให้มีเงินเหลือล้น  คนพร้อมจะลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงๆเยอะขึ้น  ส่วนมุมของคนที่เป็นคนสปอนเซอร์ SPAC ก็ต้องยินดีอยู่แล้วเพราะทำแล้วได้เงินนี่

    ทำไมบริษัทที่เป็นเป้าหมายถึงเลือกเข้าตลาดผ่าน SPAC แทนที่จะ IPO ปกติ

    เข้าใจว่าเรื่องหลักคือทำได้ง่ายกว่า  คือถ้า IPO เองมันต้องมีขั้นตอนมีกระบวนการและข้อจำกัดมากมายเช่นข้อจำกัดว่าห้ามมีหนี้เยอะเกินอะไรงี้  การทำผ่าน SPAC ซึ่งตัวมันเองอยู่ในตลาดอยู่แล้วก็จะลัดขั้นตอนพวกนี้ได้

    สำหรับเจ้าของเดิม  การขายหุ้นกับ SPAC ก็อาจจะได้ราคาที่ชัดเจนกว่า  เพราะคุยตกลงกันกับผู้บริหาร SPAC โดยตรง  ไม่ต้องลุ้นเหมือนเวลาทำ IPO ที่ราคาขึ้นอยู่กับความนิยมของคนจำนวนมาก  ออกมาบางทีขายไม่หมด

    อีกอย่างนึงที่ได้ยินคือในฐานะที่เป็นบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์  SPAC เค้าอยู่ภายใต้ Private Securities Litigation Reform Act ซึ่งอนุญาตให้เค้าสามารถพูด Forward-looking statement ได้โดยไม่มีคนมาฟ้องร้อง

    แล้วเราควรลงทุนใน SPAC หรือเปล่า

    เอาจริงๆก็ไม่ค่อยเกี่ยวกับเรานะ  เพราะไม่มีในไทยอยู่แล้วนี่  แต่เข้าใจว่ามีบางคนลงทุนในหุ้นต่างประเทศเหมือนกัน  ส่วนตัวผมฟังแล้วรู้สึกว่าไม่ได้เรื่องนะ  โดยรวมน่าจะห่วยด้วยเหตุผลดังนี้

    1. ตอนซื้อ SPAC นี่เรายังไม่รู้เลยนะว่ามันจะไปซื้อบริษัทเป้าหมายคือบริษัทอะไร  ถึงแม้จะบอกนโยบายคร่าวๆว่าเป้าหมายจะประมาณไหน  แต่มันก็สุ่มสุดๆ
    2. บริษัทที่เป็น private ที่ดีและต้องการเงินทุนอยากเข้าตลาดหุ้นยังไงมันก็มีจำนวนจำกัด  ในขณะที่จำนวน SPAC เพิ่มขึ้นอย่างบ้าเลือด  ก็แปลว่ากำลังมี SPAC จำนวนมากขึ้นเยอะมากวิ่งหาโอกาสที่มีจำกัด
    3. Conflict of interest ของคนสปอนเซอร์  เค้าได้รายได้จากการปิดดีลด้วย  แล้วยิ่งระยะเวลาใกล้ครบ 2 ปีผมเชื่อว่าเค้าก็จะยิ่งรู้สึกกดดันต้องหาดีลให้ได้  พอสภาพเป็นแบบนี้เค้าก็มีแนวโน้มจะยอมเลือกบริษัทเป้าหมายที่ห่วยหรือไม่งั้นก็ยอมซื้อในราคาที่แพง

    ความเห็นอื่นๆ

    อย่างนึงที่ผมรู้สึกหลังจากฟังเรื่อง SPAC คือมันทำให้สงสัยว่าตลาดหุ้นตอนนี้กำลังอยู่ในโหมดโลภหรือเปล่า  ถ้าตลาดเริ่มอยู่ในโหมดโลภก็อาจจะเป็นสัญญาณว่าเราต้องระวังมากขึ้นหรือเปล่า

    กับความเห็นอีกอย่างคือเรื่องที่บริษัทเป้าหมายที่สนใจจะเข้าตลาดผ่าน SPAC สนใจเพราะสามารถพูด Forward-looking statement ได้  ปลอดภัยไม่โดนฟ้องแน่นอน  ผมคิดว่าไม่น่าจะจริงนะ  คิดว่าเป็นความเข้าใจผิด  เพราะปกติแล้วตามกฎบริษัทที่อยู่ในตลาดหุ้นไม่สามารถพูดไม่ตรงกับความจริงหรือไม่สามารถไม่เปิดเผยข้อมูลสำคัญได้  เช่นสมมติบริษัทมีการประมาณการณ์ยอดขายกับกำไรในอนาคตไว้  อันนึงเลิศมากไว้ป่าวประกาศ  ส่วนอีกอันคือของจริงที่ผู้บริหารคิดจริงๆ  การเปิดเผยกับนักลงทุนเฉพาะอันที่คิดว่าดีคือผิดชัวร์นะ  เพราะถือว่าเป็นการให้ข้อมูลที่รู้และตั้งใจให้เข้าใจผิดได้

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • ดัชนีวัดระดับความกลัว/โลภ

    ดัชนีวัดระดับความกลัว/โลภ

    เมื่อเร็วๆนี้เพิ่งพูดถึงหนังสือเรื่องวัฎจักรของตลาดไปเอง  พอดีบังเอิญไปเจอว่า CNN เค้ามีทำ Fear and Greed Index (ดัชนีวัดความกลัวกับความโลภ) ก็เลยเอามาเล่าให้ฟังครับ

    คือดัชนีนี้ไอเดียคือเค้าพยายามจะวัดว่าตอนนี้ตลาดอยู่ในโหมดกลัวหรืออยู่ในโหมดโลภ  โดยวัดจากสัญญาณบ่งชี้ 7 ตัว  ผมทิ้งลิ้งค์เอาไว้ให้  https://money.cnn.com/data/fear-and-greed/

    สัญญาณบ่งชี้ 7 อย่างที่เค้าใช้มีดังนี้

    1. Junk bond demand
    2. อันนี้วัดความต้องการหุ้นกู้ความเสี่ยงสูง  วิธีการคือดูจากส่วนต่างระหว่างอัตราผลตอบแทนหุ้นกู้ปลอดภัยกับหุ้นกู้ความเสี่ยงสูง  ถ้าช่วงไหนความแตกต่างมันแคบกว่าปกติก็คือแปลว่าคนยินดีซื้อหุ้นกู้เสี่ยงสูงโดยที่ผลตอบแทนต่างกันไม่เยอะ  ก็แปลว่าคนอยู่ในโหมดโลภ

    3. Safe haven demand
    4. อันนี้วัดความต้องการในสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างตราสารหนี้  วิธีคือดูเทียบว่าช่วงที่ผ่านมาผลตอบแทนของหุ้นเทียบกับตราสารหนี้เยอะกว่ากันขนาดไหน  ถ้าเยอะกว่ากันเยอะเทียบกับค่าเฉลี่ยปกติก็แปลว่าคนแห่ไปลงทุนในหุ้นเยอะ  ก็คือคนอยู่ในโหมดโลภ

    5. Market momentum
    6. อันนี้ดูโมเมนตัมตลาด  วิธีคือดูระดับของ S&P 500 ตอนนี้เทียบกับเส้น moving average 125 วัน  ถ้าสูงกวาเยอะๆก็คือแสดงถึงความต้องการลงทุนในหุ้นเยอะ  ก็คือคนอยู่ในโหมดโลภ  

    7. Put and Call option
    8. อันนี้ไว้วัดมุมมองของนักลงทุนว่าเค้ามองอนาคตตลาดเป็นยังไง  วิธีคือเทียบจำนวน put option กับ call option ทั้งหมดในช่วง 5 วันที่ผ่านมา  ถ้า put option น้อยกว่า call option เยอะๆก็คือคนเชื่อว่าตลาดจะขึ้น  ดังนั้นเป็นการแสดงว่าอยู่ในโหมดโลภ

    9. Market volatility
    10. อันนี้เค้าวัดความผันผวนของราคา  วิธีดูก็คือดูตัว VIX ที่เป็นดัชนีวัดความผันผวน  ไอเดียคือถ้าผันผวนมากแปลว่าคนไม่มั่นใจแปลว่ามีความกลัว

    11. Stock price strength
    12. อันนี้วัดจำนวนหุ้นที่ทำ 52-week high เทียบกับจำนวนหุ้นที่ทำ 52-week low  ถ้าส่วนต่างตรงนี้เยอะกว่าช่วงปกติก็คือคนกำลังโลภ

    13. Stock price breadth
    14. อันนี้วัดว่า volume การซื้อขายหนักไปทางไหนมากกว่ากัน  วิธีการคือใช้ McClellan Volume Summation Index ซึ่งผมขี้เกียจไปอ่านว่าสูตรมันคืออะไร  แต่หลักๆแล้วไอเดียคือเค้าเทียบดูว่า volume การซื้อขายเกิดในหุ้นที่เป็นทิศทางขึ้นมากกว่าหุ้นที่เป็นทิศทางลงหรือเปล่า  ถ้า volume ส่วนใหญ่เกิดในหุ้นที่เป็นทิศทางขึ้นมากกว่าช่วงปกติเค้าก็จะตีความว่าคนกำลังโลภ

    แล้ว CNN ก็เอาผลรวมของพวกนี้ทั้งหมดมาเฉลี่ยน้ำหนักเท่าๆกัน  ออกมาเป็นตัวเลข 0-100  0 คือกลัวสุดๆ  100 คือโลภสุดๆ  ประมาณนี้ครับ  แต่ข้อจำกัดมันก็เหมือนกับที่เรารู้กันแหละ  ดัชนีนี้อาจจะบอกได้คร่าวๆว่าตอนนี้สภาพเราอยู่ตรงไหน  แต่ไม่ได้บอกว่าสถานการณ์มันจะเปลี่ยนตอนไหน  อย่างที่หนังสือ Mastering the market cycle บอกแหละ  ผมเห็นว่าน่าสนใจอยู่และอาจจะมีประโยชน์เลยเอามาเล่าให้ฟังครับ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • มีวิธีอะไรมั้ย ทำให้ไม่ตกใจเวลาตลาดหุ้นตก ?

    มีวิธีอะไรมั้ย ทำให้ไม่ตกใจเวลาตลาดหุ้นตก ?

    มีคนอยากได้วิธีคิดให้สามารถถือหุ้นข้ามวิกฤติ  เพราะเค้าบอกต่อให้เรารู้ว่าพื้นฐานไม่เปลี่ยนแต่เวลาหุ้นตกกันทั้งตลาดก็ตกใจอยู่ดี  ก็เป็นคำถามที่ดีนะ  ผมก็มานั่งนึกนะว่าอะไรจะช่วยได้บ้าง

    ปัจจัยสำคัญอันนึงที่ผมว่าช่วยได้เยอะคือประสบการณ์  คนที่ลงทุนมานานระดับนึงมันก็จะเห็นกับตาไงว่ามันไม่เป็นไรจริงๆนะการถือหุ้นข้ามวิกฤติตราบใดที่พื้นฐานหุ้นยังดีอยู่  คนที่มีประสบการณ์เคยเจอมาก่อนมันก็จะคุมสติง่ายกว่า  แต่อันนี้มันไม่ค่อยช่วยเท่าไหร่เพราะคนที่ไม่มีก็คือไม่มี  มันไม่มีทางทำให้คนไม่มีประสบการณ์อยู่ๆมีขึ้นมาได้

    สิ่งที่น่าจะช่วยได้หลักๆเลยก็น่าจะเป็นการตัดสินใจด้วยตรรกะนะ  คือตราบใดที่เราตัดสินใจแบบเอาอารมณ์ออกไปได้มันก็น่าจะช่วยตัดความกลัวที่ไม่มีเหตุผลออกไปได้เยอะ  ซึ่งการจะให้คนเราตัดสินใจตรรกะล้วนมันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว  แต่ผมคิดว่าถ้าทำสิ่งต่อไปนี้น่าจะช่วยได้

    1. เรียบเรียงการตัดสินใจของเราว่าทำไมเราถึงซื้อหรือไม่ซื้อหุ้นนั้น
    2. เขียนประเด็นสำคัญที่มีผลต่อหุ้นนั้นออกมาในกระดาษ
    3. คอยเช็คดูว่าเหตุการณ์ที่เข้ามากระทบทำให้เราตกใจนี่หรือเปลี่ยนแปลงไป  มันกระทบประเด็นสำคัญเหล่านั้นมั้ย  พิจารณาข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น
    4. ตัดสินใจอีกทีจากประเด็นสำคัญที่เราสรุปได้

    ตัวอย่างเช่น  อย่างผมนี่มี REIT ที่ทำห้างในยุโรปนะ

    เรียบเรียงสาเหตุที่ผมตัดสินใจซื้อมีดังนี้

    • เช็คดูแล้วว่าห้างพวกนั้นดูมีความต้องการอยู่  จากการที่ occupancy สูงมากก่อนโควิดมาตลอด
    • โควิดเกิดขึ้นแล้ว  มีการปิดห้างบางช่วง  บริษัทมีการยกเว้นค่าเช่าให้ร้านค้า  แต่โดยรวมก็ยังกำไรอยู่ไม่ได้ถึงกับขาดทุน
    • หลังจากห้างกลับมาเปิด  ปริมาณการขายของในห้างกลับมาอยู่ในระดับที่สูงมากจนเกือบปกติ
    • Occupancy แทบไม่ลด  และดูเหมือนจะยังปล่อยเช่าได้โดยที่ค่าเช่าสูงขึ้น  เก็บเงินได้เกิน 90%
    • ราคาหุ้นตกรุนแรง  โดยที่เท่าที่ดูแล้วไม่เห็นแนวโน้มของปัญหาถาวร  กำไรหดจากแค่ค่าเช่าที่ยกให้กับการประเมินมูลค่าทรัพย์สินเฉยๆ
    • เชื่อว่าโควิดไม่ได้อยู่ไปตลอด

    ประเด็นสำคัญที่จะมีผลคือ

    • โควิดจบหรือไม่  ขึ้นกับวัคซีนฉีดมั้ย, ฉีดแล้วได้ผลหรือเปล่า
    • โควิดต้องไม่นานเกินจนผู้เช่าเจ๊งหมด  ซึ่งเราจะวัดจาก occupancy, collection, rent renewal

    เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเช่น

    • 3rd wave  ก็ไม่เกี่ยวนี่  เรารู้อยู่แล้วว่ามันก็จะระบาดไปเรื่อยจนกว่าจะแก้ได้ถาวร
    • ฉีดวัคซีนช้าด้วยเหตุอะไรก็แล้วแต่  อันนี้สมควรติดตามดู
    • ไวรัสกลายพันธุ์  เท่าที่ทราบวัคซีนยังได้ผลอยู่นี่  และตามข่าวคือถ้าจำเป็นก็ปรับวัคซีนตามได้
    • ตลาดหุ้นตกโดยเฉพาะพวกกลุ่มหุ้น tech  …  ไม่เกี่ยวสุดๆ

    สรุป ถือต่อไปไม่มีอะไร
     

    หรืออีกตัวอย่างนึงที่มีการเปลี่ยนใจ  คือกรณีที่ซื้อหุ้นเรือสำราญ  จากตอนแรกไม่ซื้อ

    เรียบเรียงสาเหตุที่ผมตัดสินใจไม่ซื้อตอนแรกสุดมีดังนี้

    • บริษัทขาดทุนหนัก  เดินเรือไม่ได้เลย = ไม่มีรายได้  ต่อให้ระดมทุนได้ก็แค่ยืดเวลาออกไปเท่านั้น
    • ณ เวลานั้น  วัคซีนข่าวบอกอาจกว่าจะได้ต้องใช้เวลาถึง 2021-2022  ไม่รวมว่าต้องใช้เวลาฉีดอีก

    ประเด็นสำคัญที่จะมีผลคือ

    • การมีวัคซีนหรือยาที่จะทำให้โควิดจบ
    • บริษัททนได้นานขนาดไหน

    เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเช่น

    • กู้ยืมเงิน + ออกหุ้นใหม่ได้เพิ่ม  ก็แค่ยืดเวลา  โดยตัวมันเองไม่มีประเด็นเท่าไหร่
    • ลดค่าใช้จ่ายได้บ้าง  ก็แค่ยืดเวลาเช่นกัน  โดยตัวมันเองไม่สำคัญเท่าไหร่
    • มีวัคซีนตอนปลายปี 2020  ทดลองฉีดแล้วได้ผล  อันนี้สำคัญมากละ

    สรุป เปลี่ยนจากไม่ซื้อมาซื้อในภายหลัง

     

    ประมาณนี้แหละนึกภาพออกมั้ย  คือเวลาตัดสินใจให้จับตามองประเด็นที่มันสำคัญเป็น key จริงๆ  ถ้ากลัวสติแตกก็เขียน  ช่วยได้ครับ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี