Tag: Smart stock investment

  • ระหว่างรอโอกาส ถือเงินสดรอ หรือถือหุ้นรอดี ?

    ระหว่างรอโอกาส ถือเงินสดรอ หรือถือหุ้นรอดี ?

    มีคนมีคำถามว่าสมมติตอนนี้มีเงินสดเหลืออยู่บางส่วนแล้วยังหาโอกาสดีไม่เจอ  เค้าควรจะรอด้วยการถืออยู่ในรูปเงินสดหรือซื้อหุ้นที่คิดว่าดีแต่ราคาอาจจะกลางๆไม่ได้ถูกมากดี

    ถ้าเป็นสมัยก่อนผมจะบอกว่าถือเงินสดรอนะ  ส่วนตัวที่ผ่านมาผมก็ทำแบบนั้นแหละ  แต่ถ้าเป็นเดี๋ยวนี้ผมว่าซื้อหุ้นที่เราคิดว่าดีราคาพอใช้ได้ไปก่อนเลยดีกว่า  เพราะโดยรวมคือหุ้นที่ทำได้ดีขึ้นราคามันมักจะเป็นแนวโน้มขาขึ้นตาม  ส่วนใหญ่แล้วไม่ค่อยมีขาดทุนโอกาสน้อย  การซื้อไว้ก็มักจะกำไรบ้างในรูปปันผลหรือราคาหุ้นสูงขึ้น  ความเสี่ยงอย่างเดียวคือกรณีที่มันดันหุ้นตกทั้งตลาดอย่างโควิด  มันก็จะทำให้เงินลงทุนมันตกไปด้วยก่อนที่เราจะเอามาซื้อโอกาสที่เราคิดว่าดีมากๆได้  แต่เคสแบบนี้มันสิบปีมีครั้ง  จากประสบการณ์ที่ผ่านมาคือการถือเงินสดนานไปทำให้พลาดโอกาสเยอะกว่าที่จะเสียหายจากความเสี่ยงตกทั้งตลาดครับ

    ดังนั้นสรุปคือเดี๋ยวนี้ผมว่าลงทุนทิ้งไว้ในหุ้นดีกว่าครับ  เล็งซื้อบริษัทที่เข้มแข็งไว้ก่อนนะ  ราคากลางๆไม่ต้องกำลังตกหรือถูกมากก็ใช้ได้

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • เล่าประสบการณ์ลงทุนหุ้น กำไรเป็นแสน เป็นล้าน (ภาค 2)

    เล่าประสบการณ์ลงทุนหุ้น กำไรเป็นแสน เป็นล้าน (ภาค 2)

    หลังจากช่วง PB กับ KCAR มาก็เป็นช่วงที่ลงทุนในหุ้นต่างประเทศแล้วแหละ  จริงๆเริ่มลงทุนหุ้นต่างประเทศตอนปี 2015  แต่ช่วงนั้นจำนวนเงินไม่เยอะ  เคสแรกที่เริ่มซื้อเป็นเงินก้อนใหญ่ก็จะเป็น Express Scripts ในปี 2017  บริษัทนี้อยู่ในธุรกิจ Healthcare เป็น Pharmacy Benefit Manager เจ้าใหญ่ที่สุด  ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ Trump กำลังพยายามจัดการกับปัญหาค่าใช้จ่ายเรื่องสุขภาพในอเมริกาแพง  ไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น  กลุ่ม PBM ก็เป็นหนึ่งในกลุ่มธุรกิจที่ถูกเพ่งเล็ง  แต่เมื่อไปศึกษาดูผมก็ว่า PBM ไม่น่าจะเป็นต้นเหตุของค่าใช้จ่ายเรื่องยาแพง  Profit margin บริษัทกลุ่มนี้ก็บางมาก 1% อยู่แล้ว  บวกกับโดยรวมมันเป็นธุรกิจที่ได้เปรียบจาก cost advantage  ดังนั้นขนาดของ Express Scripts ก็ทำให้มันได้เปรียบผลประกอบการดีมาตลอด  ผมซื้อที่ราคาเฉลี่ย 63.31 USD โดยรวมเป็นเงิน 1.7 ล้านบาท  ขายไปเพราะโดยบังคับขายในปลายปี 2018 ที่ราคา 88.53 USD บริษัทถูก Cigna ซื้อแล้วผมไม่ได้อยากถือหุ้น Cigna  คิดเป็นกำไรประมาณ 39.84%

    อีกเหตุการณ์หนึ่งที่ลงทุนจำนวนเยอะก็จะเป็นช่วงปี 2017  ในเวลานั้นมันจะมีกระแสความตกใจว่าร้านค้าปลีกแบบมีหน้าร้านจะเจ๊ง  จะโดนการขายออนไลน์อย่าง Amazon เข้ามาแทนที่  สองบริษัทในกลุ่มค้าปลีกที่ราคาตกเยอะแล้วผมไปซื้อก็จะมี Tractor Supply กับ AutoZone  Tractor Supply นี่เป็นร้านค้าปลีกที่ขายสินค้าไลฟ์สไตล์ชนบท  ร้านค้าตั้งอยู่ในพื้นที่ชนบทที่คนทำฟาร์ม  ส่วน AutoZone ทำร้านขายอะไหล่รถยนต์สำหรับให้คนซื้อไปซ่อมรถด้วยตัวเอง DIY  ในร้านแนว DIY ก็จะเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดละ  สาเหตุที่ตัดสินใจซื้อก็ตรงไปตรงมา  คือหลังจากพิจารณาทำความเข้าใจธุรกิจที่บริษัททำกับพยายามหาหลักฐานว่ามันได้รับผลกกระทบจากออนไลน์มั้ย  สิ่งที่เจอก็คือสองบริษัทนี้ดูไม่เห็นกระทบตรงไหน  ยอดขายสาขาเดิมก็โตทั้งคู่  อย่าง Tractor Supply นี่เค้าบอกว่าลูกค้าส่วนใหญ่ขนาดว่ามีตัวเลือกซื้อออนไลน์แล้วไปส่งถึงบ้านก็ไม่เอา  อยากจะมาที่สาขามาหยิบสินค้าเองมากกว่า  ส่วน AutoZone ก็ได้เปรียบตรงที่สินค้าลูกค้าซื้อแล้วเอาไปใช้ได้ทันที  ไม่ต้องรอของมาส่ง  แล้วลักษณะลูกค้าคือรีบเพราะมีอะไรซักอย่างในรถเสีย  ผมซื้อ Tractor Supply ที่ราคาเฉลี่ย 54.56 USD เป็นเงินประมาณ 1.3 ล้านบาท  ขายตอนปลายปี 2018 ที่ราคาเฉลี่ย 90.18 USD  กำไร 65.29%  ส่วน AutoZone ซื้อเฉลี่ย 559.32 USD ด้วยเงินประมาณ 1.5 ล้านบาท  ขายไปตอนต้นปี 2019 ที่ราคา 1,000 USD  คิดเป็นกำไร 78.79%

    หลังจากนั้นมาเคสที่ใหญ่ๆก็เป็นช่วง COVID ทั้งหมด  กำไรเละ  รูปแบบเดิมเป๊ะก็คือหาบริษัทที่ก่อนโควิดทำได้ดีบวกราคาตกเยอะๆแล้วน่าจะรอดจากโควิดไม่ว่าจะด้วยไม่ขาดทุนหรือมีเงินทุนมากพอ  บริษัทที่ซื้อก็พวกที่โดนผลกระทบเช่นห้าง, ร้านอาหาร, หอพักนักศึกษา, สนามบิน, รถเมล์รถนักเรียน, ฯลฯ

    สรุปสิ่งที่ผมว่าเป็นสาระสำคัญข้อคิดที่คุณควรจะได้ไปคือ

    1. ทุกเคสที่กำไร  ทรงเดียวกันหมด  คือผมหาบริษัทที่ดีมีอำนาจมีความได้เปรียบ  แล้วก็ซื้อมันตอนที่่ราคามันตกรุนแรงจากเหตุที่เป็นปัญหาชั่วคราว
    2. ผมแทบไม่ได้ให้ความสำคัญอะไรกับการประเมินมูลค่า  ผมสนใจตัวบริษัทตัวธุรกิจเป็นหลัก  ทำ valuation เอาไว้กะหยาบๆเท่านั้น  เรื่องนี้พูดแล้วพูดอีกในหลายวีดิโอ
    3. บริษัทพวกนี้ผมต้องรู้จักอยู่ก่อนแล้ว  ไม่งั้นตอนราคามันตก  เราจะไปรู้ได้ในเมื่อก็ไม่รู้จักมันตั้งแต่แรก  สำหรับนักเรียนเราผมก็ย้ำเสมอว่าให้มองกว้างๆหาธุรกิจที่เรามีความสนใจ  ดูคร่าวๆว่าคอนเซปต์มันดูเข้าท่าแล้วก็ทำ Alert list ไว้เยอะๆก่อน  ถึงเวลาถ้าราคามันตกลงมาเราจะได้กลับไปดู

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • เล่าประสบการณ์ลงทุนหุ้น กำไรเป็นแสน เป็นล้าน (ภาค 1)

    เล่าประสบการณ์ลงทุนหุ้น กำไรเป็นแสน เป็นล้าน (ภาค 1)

    เรื่องนี้มีคนขอให้เล่า  สิ่งที่เค้าอยากได้คือเล่าเคสที่ลงทุนแล้วกำไร  วิเคราะห์ยังไง  ประเมินมูลค่ายังไง  กำไรเท่าไหร่กี่ %  ก็โอเคในเมื่ออุตส่าห์ request มาก็ทำก็ได้  โดยเหมือนเดิมคือผมจะพยายามเล่าว่าตอนนั้นเกิดอะไรขึ้นและคิดอะไรอยู่ในเวลานั้น  มันจะได้มีประโยชน์หน่อย

    เพื่อความไม่ยืดยาว  ผมอธิบายให้เข้าใจไว้นิดนึงก่อน

    • เราจะพูดถึงเคสใหญ่ๆเท่านั้น  เหมือนกับวีดิโอที่เล่าเคสลงทุนพลาดแหละ  ถ้าจะเล่ามันทุกเรื่องก็จะเยอะไป  เราเอาเคสที่มันเงินลงทุนจำนวนเยอะๆหน่อย
    • ทุกเคส  มันมาจากแนวทางการลงทุนแแบบเดียวซึ่งคือ Opportunistic VI  ผมเล็งซื้อบริษัทที่เข้มแข็งในเวลาที่มันราคาตกผิดปกติจากสิ่งที่ผมมองว่าเป็นปัญหาชั่วคราวหรือไม่ก็คนตกใจกันไปเอง
    • ทุกเคสวิธีประเมินมูลค่าที่ใช้ผมทำเหมือนๆกัน  คือ Discounted dividend และประมาณ terminal value ด้วย price multiple เหมือนกันหมด  รวมถึงทุกครั้งที่ลงทุนพลาดแล้วขาดทุนด้วย  ทุกเคสที่เคยเล่าให้ฟังในวีดิโอที่พูดถึงเคสพลาดก็ใช้วิธีเดียวกันหมด  และดังนั้นผมถึงย้ำนักหนามาตลอดว่าเรื่อง valuation นี่เป็นอะไรที่ความสำคัญต่ำมาก  ที่สำคัญคือเรื่องความเข้าใจในธุรกิจนี่มันต้องไม่พลาดตั้งแต่แรก
    • ทุกเคส  ผมรู้จักบริษัทที่ซื้อพวกนั้นและเอาไว้อยู่ใน Alert list ก่อนที่ราคามันจะตกอยู่แล้ว  ถ้าไม่ได้รู้จักอยู่ก่อนพอราคามันตกหรือเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นเผลอๆเราไม่รู้เรื่องด้วยซ้ำ

    1. เพรซิเดนท์ เบเกอรี่

    เริ่มจากอันเก่าไปใหม่  อันแรกเป็นเคสของ PB (President Bakery) หุ้นฟาร์มเฮ้าส์  ผมเข้าไปซื้อตอนช่วงต้นปี 2015  ตอนที่เข้าไปซื้อนั่นเป็นช่วงที่หุ้นฟาร์มเฮ้าส์ตกต่ำลงมาได้เป็นปีละ  หลักๆสาเหตุที่หุ้นตกเข้าใจว่าเป็นเรื่องความกังวลที่มีคู่แข่งอย่างเลอแปงซึ่งเป็นของซีพีโผล่เข้ามาใน 7-11  ในเวลานั้นเราเริ่มเห็นฟาร์มเฮ้าส์ถูกวางบนชั้นให้เด่นน้อยกว่า  ซึ่งอาจจะมีผลต่อยอดขายและก็มีความกังวลว่าซักพักนึงอาจจะถอดออกไปเลยหรือเปล่า  ตอนผมเข้าไปซื้อก็คือเวลาผ่านมาปีสองปีละ  และสิ่งที่เห็นคือฟาร์มเฮ้าส์ก็ยังยอดขายโตกำไรเติบโตอยู่  ไม่ได้ถูกถอดออกจาก 7-11 และก็คิดว่าไม่น่าจะโดนด้วยเพราะเป็นกลุ่มเดียวกับมาม่าซึ่งเป็นเจ้าใหญ่เค้าไม่น่าจะกล้าเอาออก  ในเวลานั้นซื้อไป 2 ล้านกว่าที่ราคา 42-43 บาท  ถือไว้เกือบ 2 ปีแล้วคนก็หายกลัวราคาฟื้น  ขายไปประมาณ 64.5 บาท  กำไร ~50% ได้

    2. กรุงไทยคาร์เร้นท์

    อีกอันนึงที่ซื้อเยอะคือ KCAR  เป็นบริษัทรถเช่ารายได้มาจากให้เช่ารถบริษัทแล้วก็ขายมือสองเมื่อรถอายุ 5 ปี  ตอนซื้อมาเป็นช่วงที่ KCAR โดนผลกระทบจากนโยบายรถคันแรกตอนปี 2012 ที่ทำให้ราคารถมือสองตกต่ำมากๆ  รายได้หดกำไรหด  ผมดูยังไงก็ปัญหาชั่วคราวแน่ๆเพราะรถคันแรกมันก็ไม่ได้มีทุกปี  แต่ก็เข้าใจว่าต้องใช้เวลาหลายปีหน่อยกว่าความต้องการรถมือสองจะกลับมาปกติ  KCAR นี่ซื้อหลายครั้งตั้งแต่ปี 2015-2016 รวมเป็นเงินเกิน 2 ล้าน  ราคาเฉลี่ยน่าจะประมาณ 10.5 บาท  ในภายหลังก็ตามคาดตลาดรถมือสองกลับเป็นปกติเริ่มฟื้น  ขายหุ้นไปตอนปี 2017 ที่ราคาเฉลี่ยประมาณ 15 บาท  กำไรประมาณ ~43% 

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • อัตราส่วนทางการเงินอันไหนสำคัญสุด ?

    อัตราส่วนทางการเงินอันไหนสำคัญสุด ?

    มีคนถามว่าอัตราส่วนทางการเงินอันไหนสำคัญสุด  ต้องดูอันไหนบ้าง  รู้สึกมันมีเยอะไปหมด  ในวีดิโอนี้ผมพูดถึงอันที่ผมมองว่าสำคัญสุดละกัน  โดยเราจะพูดถึงสำคัญ 3 อันดับแรกนะ  เพราะถ้าพูดถึงเยอะกว่านั้นมันก็จะปัญหาเดิมคือรู้สึกมันมีเยอะไปหมด

    1. Return on Equity

    อันนี้สำคัญสุดละ  เพราะอัตราส่วนนี้สื่อว่าเงินของผู้ถือหุ้นทุกๆ 100 บาทที่บริษัทเก็บไว้เอาไปทำให้เกิดกำไรได้กี่บาท  อัตราส่วนนี้ยิ่งเยอะยิ่งดีเป็นธรรมดา  ตัวเลขนี้อาจจะสูงได้ด้วยการที่บริษัทจ่ายปันผลออกมาเยอะๆทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้นเล็กก็เป็นไปได้  กรณีแบบนั้นก็ไม่ได้แปลว่าบริษัทแย่นะแค่ว่าไม่ได้แปลว่าดีมากเฉยๆ

    2. Net Profit Margin

    Net Profit Margin คือสื่อว่าจากทุกรายได้ 100 บาทที่บริษัททำได้  เมื่อหักต้นทุนและค่าใช้จ่ายทุกอย่างแล้วเหลือกี่บาท  ตัวเลขนี้มันต่างกันแล้วแต่ลักษณะธุรกิจ  ผมให้ความสำคัญกับความสม่ำเสมอมากกว่า  กับดูว่ามันไม่ต่ำจนไม่สอดคล้องกับลักษณะธุรกิจ

    3. Interest Coverage

    อัตราส่วนนี้มันก็อยู่ในหมวด liquidity ratio  วัตถุประสงค์คือไว้ดูว่าบริษัทน่าจะจ่ายหนี้ได้มั้ย  ที่ผมนิยมใช้คือ EBIT/Interest expense  ผมไม่นิยมใช้ EBITDA/Interest expense  สิ่งที่อัตราส่วนนี้สื่อคือกำไรจากการดำเนินงานเป็นกี่เท่าของค่าใช้จ่ายดอกเบี้ย  ถ้ากำไรจากการดำเนินงานเป็นหลายเท่าของค่าใช้จ่ายดอกเบี้ย  ก็แปลว่าน่าจะสามารถจ่ายดอกเบี้ยได้  ก็คือเสี่ยงน้อย  ดังนั้นอัตราส่วนนี้ยิ่งเยอะก็ยิ่งดี

    สามอันนี้ส่วนตัวผมว่าสำคัญสุดครับ  ไม่ใช่บอกว่าอันอื่นไม่สำคัญนะ  แค่บอกว่าสามอันนี้สำคัญสุด  เป็นอันที่ยังไงผมต้องดูแน่ๆ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • Sinovac กับ Sinopharm มีหุ้นด้วยนะ รู้ยัง ?

    Sinovac กับ Sinopharm มีหุ้นด้วยนะ รู้ยัง ?

    ช่วงนี้ข่าววัคซีนกำลังดัง  หลายคนด่าทำไมรัฐบาลซื้อเฉพาะ Sinovac, Sinopharm เข้ามาใช้  ทำไมไม่เอายี่ห้ออื่นที่มีประสิทธิภาพอย่าง Moderna หรือ Pfizer เข้ามาบ้าง  แล้วพอเอกชนพยายามจะสั่งซื้อเองก็ติดข้อจำกัดต้องสั่งผ่านรัฐ  แล้วล่าสุดดูเหมือนกว่าจะได้ Moderna ก็จะไม่ใช่ตุลาคมปีนี้ละกลายเป็นมกราคมปีหน้าแทน  โดยรวมคนเลยด่าว่ารัฐบาลเราเอื้อประโยชน์กับ Sinovac, Sinopharm

    ดูแล้วท่าทางสองบริษัทนี้จะรวย  ด้วยความว่างออกไปไหนไม่ได้ผมก็เลยลองหาดูว่า Sinovac กับ Sinopharm นี่มีหุ้นหรือเปล่า  ปรากฎว่าเจอ Sinovac Biotech กับ Sinopharm Group ครับ  ในวีดิโอนี้เลยมาพูดถึงหุ้นสองบริษัทนี้กัน

     

    Sinovac Biotech

    บริษัท Sinovac Biotech เปิดเข้าไปบนเวปอ่านดูก็เหมือนว่าจะเป็นบริษัทเน้นทำวัคซีนนะ  นอกเหนือจากวัคซีนโควิดแล้วก็มีทำวัคซีนไข้หวัดใหญ่, ตับอักเสบ, ฯลฯ

    ที่ผ่านมาผลประกอบการดูไม่ค่อยกำไร  จนมาถึงช่วงปีหลังๆที่อยู่ๆรายได้ก็โตขึ้นพรวดแล้วก็เริ่มมีกำไร  ปีที่กำไรเยอะสุดก็ปีโควิด 2020 นี่เอง

    สำหรับคนที่เกิดสนใจอยากซื้อหุ้นบริษัทนี้ก็อาจจะผิดหวังหน่อย  เพราะถึงเจอว่า list อยู่บนตลาด Nasdaq  แต่ตอนนี้หยุดซื้อขายอยู่  หยุดมาตั้งแต่กุมภาพันธ์ปี 2019 ละ  เห็นในข่าวบอกว่าเป็นเรื่อง proxy war คือมีผู้ถือหุ้นกลุ่มนึงรวมตัวกันประมาณ 40% ของบริษัทพยายามจะยึดอำนาจแล้วเปลี่ยนผู้บริหารหรืออะไรซักอย่าง


     

    Sinopharm Group

    บริษัทนี้เมื่อไปอ่านดูปรากฎว่าเป็นบริษัทที่ทำการจัดจำหน่ายค้าส่งและค้าปลีกยา, เครื่องมือแพทย์และสินค้าที่เกี่ยวกับสุขภาพแฮะ  และเป็นเจ้าใหญ่สุดในจีนด้วย  แต่ไม่ใช่บริษัทที่ทำวัคซีน  ไม่ได้มีการวิจัยหรือทำการผลิตใดๆ  

    บริษัทที่ทำการผลิตและพัฒนาวัคซีน Sinopharm มันเป็นบริษัทชื่อ Beijing Institute of Biological Products  ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ Sinopharm อีกที  เป็นคนละบริษัทกับ Sinopharm Group  ที่ชื่อมันคล้ายกันมากเป็นเพราะ Sinopharm เป็นบริษัทแม่ของ Sinopharm Group อีกที  ตัว Sinopharm นี่คือ state-owned เลยรัฐบาลจีนเป็นเจ้าของ

    ที่ผ่านมาดูทำได้ดีเชียว  น่าจะเพราะรัฐบาลจีนเป็นเจ้าของ

    หุ้นอยู่บนตลาดฮ่องกงเผื่อใครสนใจไปศึกษาเพิ่มเติม

     

    จบละ  อันนี้ก็เป็นรายละเอียดคร่าวมากๆ  ใครสนใจก็ไปศึกษาเพิ่มเติมเอาเอง  ปกติเวลาผมหาหุ้นที่น่าสนใจผมก็ทำประมาณนี้แหละ  เอาเรื่องที่มันใกล้ตัวมาลอง Google ดู  บางทีก็ไม่ได้เรื่องอะไร  แต่บางทีก็จะไปเจอหุ้นบริษัทที่น่าสนใจเหมือนกันนะ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • ทำใจขายขาดทุนไม่ได้ ทำไงดี ?

    ทำใจขายขาดทุนไม่ได้ ทำไงดี ?

    เอาจริงๆก็คงไม่มีใครไปบังคับคุณได้นะ  เรื่องนี้มันเป็นอะไรที่เราต้องคุยกับตัวเองให้จบแล้วตัดสินใจเอง  อย่างมากที่ผมทำได้คือพยายามช่วยคุณลำดับความคิดเท่านั้น

    ก่อนอื่นผมอยากจะให้เรานึกตามดูก่อน  สิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้วมันเกิดขึ้นไปแล้วครับ  สมมติเราซื้อหุ้นบริษัท A แล้วราคามันตกลงมา  นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้วการกระทำใดๆของเราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอดีตที่เกิดไปแล้วได้  คิดถึงมันไปก็ไม่เกิดประโยชน์อะไรและทำอะไรไม่ได้

    สิ่งที่เราควรสนใจในเวลานี้คือตอนนี้เราจะทำอะไรต่างหาก  การกระทำของเราในวันนี้มีผลต่อผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต  ดังนั้นถ้าเรากำลังจะตัดสินใจว่าจะขายหุ้น A  ซึ่งจริงๆไม่เกี่ยวกับว่าตอนนี้มันขาดทุนหรือมันกำไรอยู่ด้วยซ้ำนะ  เราก็ต้องถามตัวเองว่าการเลือกที่จะไม่ขายหุ้น A สิ่งที่น่าจะเกิดขึ้นคืออะไรมีข้อดีข้อเสียอะไรบ้าง  แล้วการเลือกที่จะขายหุ้น A สิ่งที่น่าจะเกิดขึ้นคืออะไรมีข้อดีข้อเสียอะไรบ้าง

    ถ้าเราถือหุ้น A

    ข้อดีคือ

    • บริษัท A อาจจะผลประกอบการดีขึ้น
    • ราคาหุ้น A อาจจะสูงขึ้น
    • หรือถ้าฟลุคคือผลประกอบการไม่ดีขึ้น  แต่หุ้นราคาหุ้น A อาจจะสูงขึ้น

    ข้อเสียคือ

    • ผลประกอบการบริษัท A อาจจะแย่ลง  และราคาหุ้น A ก็อาจจะแย่ลงตาม
    • เงินเราจะยังอยู่กับหุ้น A  ไม่สามารถเอาไปทำอย่างอื่นได้  มีต้นทุนค่าเสียโอกาส

    ถ้าเราขายหุ้น A

    ข้อดีคือ

    • เราจะมีเงินสดไปทำอย่างอื่นได้
    • ถ้าเอาไปลงทุนในอย่างอื่น  ก็จะเกิดประโยชน์ถ้าผลตอบแทนที่ได้จากการเอาไปทำอย่างอื่นสูงกว่าการถือหุ้น A
    • หรือไม่งั้นก็เอาไปใช้จ่ายเรื่องจำเป็นอื่นๆ

    ข้อเสียคือ

    • พลาดโอกาสในกรณีที่หุ้น A ราคาสูงขึ้น
    • ไม่ว่าจะเพราะบริษัท A ผลประกอบการดีขึ้นหรือฟลุคก็แล้วแต่

    พอเราคิดไปทางแนวนี้  เราก็จะพบว่าปัจจัยหลักในการตัดสินใจมันอยู่ที่ว่าถ้าขายออกมาจะสามารถไปทำประโยชน์ได้ดีกว่าถือหุ้น A ต่อไปหรือเปล่าเท่านั้นเอง  ถ้าสมมติเราศึกษาและพิจารณาแล้วพบว่าโอกาสที่บริษัท A จะผลประกอบการดีและดังนั้นราคาหุ้น A จะสูงขึ้นมันเป็นไปได้ยาก  ถ้าราคาหุ้น A มันจะสูงขึ้นได้ก็น่าจะต้องหวังฟลุค  อย่างนั้นขายออกมาก็เป็นเรื่องที่ดีกว่าปล่อยทิ้งไว้แน่นอน  คิดได้แบบนี้เราก็จะตัดใจขายขาดทุนได้ง่ายขึ้นครับ

    อีกอย่างที่อยากให้มองคือ  ลองนึกถึงภาพรวมว่าเราจะลงทุนในหุ้นไปอีกยาวหลายปี  การที่ระหว่างหลายปีนั้นจะมีการตัดสินใจผิดพลาดบ้างก็เป็นเรื่องธรรมดาเก่งแค่ไหนก็พลาดได้  ขนาด Warren Buffett ก็มีพลาดและเค้าก็มีขายหุ้นออกไป  โดยภาพรวมแล้วขอให้การตัดสินใจเราถูกมากกว่าผิดก็คือใช้ได้  ในระยะยาวที่ถูกมากกว่าผิดยังไงมันก็จะดีไปเองครับ  การพลาดแล้วต้องมีขายขาดทุนบ้างก็เป็นเรื่องธรรมดา  ไม่ได้เป็นอะไรต้องเครียดหรือซีเรียสอะไรเลย  ต้องขายก็คือต้องขาย  เอาเวลาไปซีเรียสว่าการตัดสินใจโดยรวมเราต้องถูกมากกว่าผิดดีกว่าครับ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • หุ้นโรงเรียนในจีน เวลานี้อาจเป็นโอกาส

    หุ้นโรงเรียนในจีน เวลานี้อาจเป็นโอกาส

    นอกเหนือจากหุ้นกลุ่มโควิดแล้ว  ในเวลานี้กลุ่มธุรกิจที่ผมกำลังให้ความสนใจก็จะเป็นกลุ่มโรงเรียนประถมมัธยมในจีน

    ช่วงที่ผ่านมาหุ้นการศึกษาในจีนตกมาเยอะทั้งกลุ่ม  ทั้งที่โดยรวมแล้วผลประกอบการหลายบริษัททำได้ดีขึ้นต่อเนื่อง  กลุ่มที่ราคาตกหนักสุดน่าจะเป็นพวกที่ทำธุรกิจเรียนพิเศษกวดวิชา  ส่วนที่ตามมาก็จะเป็นหุ้นที่ทำโรงเรียนระดับอนุบาล-มัธยม

    สาเหตุหลักที่ทำให้หุ้นกลุ่มนี้ตกเข้าใจว่าเป็นเพราะความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบจากทางภาครัฐ  ที่มาคือในเวลานี้รัฐบาลจีนกำลังให้ความสำคัญกับเรื่องโครงสร้างประชากรมาก  คนเกิดน้อย  เด็กน้อย  คนแก่เยอะ  โดยรวมเค้าก็กลัวว่าเรื่องนี้จะเป็นตัวถ่วงเศรษฐกิจประเทศ  เร็วๆนี้น่าได้ข่าวอยู่แล้วว่าเค้าเพิ่งเปลี่ยนกฎหมายให้ครอบครัวมีลูก 3 คนได้และกำลังพยายามดำเนินนโยบายต่างๆเพื่อแก้ปัญหาประชากร  ซึ่งเรื่องการศึกษาก็เป็นหนึ่งในเรื่องที่เค้ากำลังเพ่งเล็งมาก  เพราะค่าใช้จ่ายสำหรับการศึกษาเป็นค่าใช้จ่ายสำคัญของการมีลูก  ดังนั้นถ้าลดค่าใช้จ่ายตรงนี้ได้ก็จะทำให้ต้นทุนของการมีลูกน้อยลง  คนจะได้มีลูกได้เยอะขึ้น

    โดยส่วนตัวพวกที่ทำโรงเรียนกวดวิชานี่ผมข้าม  จุดยืนของรัฐบาลดูจะมองพวกกวดวิชา, เรียนพิเศษและการศึกษานอกเหนือจากโรงเรียนเป็นปัญหาสังคม  Xi Jinping ก็ดูจะพูดชัดเจนว่าจะให้เน้นเรียนในโรงเรียน  นโยบายที่ได้ยินว่าจะออกมาก็ดูโหดมาก  นอกเหนือจากจะควบคุมเรื่องค่าเรียนแล้ว  ยังจะเริ่มมีการแบนไม่ให้มีการเรียนพิเศษในวันเสาร์อาทิตย์และในช่วงปิดเทอมด้วย  สรุปคือแทบเรียนพิเศษไม่ได้  ดังนั้นผมเลยข้ามกลุ่มพวกนี้ไป

    อีกกลุ่มนึงที่ราคาตกเยอะก็จะเป็นบริษัทที่ทำโรงเรียนประถม-มัธยม  กลุ่มนี้ผมยังงงๆว่าทำไมตกใจอะไรกันขนาดนั้น  เท่าที่เข้าใจคือเค้ามีออกกฎซึ่งโดยรวมแล้วคือต้องการจะจัดการไม่ให้ทุนนิยมหรือเน้นกำไรมากเกินเช่น  http://en.moe.gov.cn/documents/laws_policies/202105/t20210518_532063.html

    • จัดการกับโรงเรียนที่มีเจ้าของหรือถูกควบคุมโดยต่างชาติ
    • โรงเรียนต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมากำกับดูแลเนื้อหาที่สอน
    • ไม่อนุญาตให้โรงเรียนรัฐบริหารโรงเรียนเอกชนได้  ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมแบบจ้างบริหาร
    • ไม่อนุญาตให้โรงเรียนเอกชนเก็บเงินค่าใช้จ่ายพิเศษอื่นๆนอกเหนือจากที่กำหนด
    • ห้ามมีการควบรวมกิจการหรือซื้อกิจการโรงเรียน

    ซึ่งก็ไม่เห็นว่ามันจะรุนแรงอะไรกับโรงเรียนที่เจ้าของเป็นคนจีนนะ

    ความเสี่ยงตรงนี้เมื่อเทียบกับความต้องการการศึกษาที่ดี  พ่อแม่ยินดีจ่ายเพื่อการศึกษาลูก  ต่อให้จะบอกว่าเมืองจีนอนาคตจะมีเด็กน้อยลง  ผมก็ยังมองว่าบริษัทที่ทำโรงเรียนตราบใดที่ได้รับการยอมรับในคุณภาพก็จะยังมีความต้องการ  และควรจะสามารถเก็บค่าเทอมมีกำไรดีได้ต่อไป  ก็เลยเป็นอะไรที่ผมกำลังให้ความสนใจอยู่ในเวลานี้ครับ

    สุดท้ายคือ  ส่วนนึงที่ผมทำวีดิโอนี้ก็แค่พูดถึงสิ่งที่กำลังสนใจอยู่นอกจากหุ้นโควิด  กับอีกส่วนนึงก็คือเผื่อว่ามีผู้ฟังคนไหนที่คุ้นเคยกับการศึกษาในจีนอาจจะสามารถบอกผมได้ว่าทำไมหุ้นโรงเรียนในจีนมันตกเยอะจัง  หรือผมมีอะไรที่เข้าใจผิดหรือมองข้ามไปหรือเปล่า  ถ้าใครมีไอเดียหรือทราบข้อมูลว่าทำไมหุ้นโรงเรียนในจีนถึงไม่น่าลงทุนรบกวนช่วยเล่าให้ฟังในคอมเม้นต์ทีครับ  จะขอบคุณมาก

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • Work From Home จะทำให้ความต้องการในออฟฟิศสำนักงานหายไปหรือเปล่า ?

    Work From Home จะทำให้ความต้องการในออฟฟิศสำนักงาน หายไปหรือเปล่า ?

    ช่วงนี้หนึ่งในธุรกิจที่ดูยังไม่ได้ฟื้นกลับมาเต็มที่ก็จะเป็นออฟฟิศสำนักงาน  ถ้าเราไปดูพวก REIT ที่ทำออฟฟิศในหลายประเทศเราจะเห็นว่าราคามันฟื้นมาจากช่วงโควิดหนักๆแล้วแหละ  แต่มันยังฟื้นกันไม่เต็มที่  อาจจะเป็นโอกาสก็ได้ถ้าเราเชื่อว่าความต้องการในพื้นที่ออฟฟิศจะกลับมา  หรืออาจจะไม่เป็นโอกาสก็ได้ถ้าเรามองว่าอนาคตคนทำงานจากบ้านกันหมด  คำถามคือในเวลานี้หลักฐานบ่งชี้ไปทางไหนมากกว่ากัน

    เท่าที่ผมดูในเวลานี้เหมือนหลักฐานจะเทไปทางฝั่งว่าออฟฟิศจะยังมีความต้องการอยู่นะ

    • บริษัทที่ในตอนแรกเหมือนจะสนับสนุนให้ทำงานจากที่บ้านหมด  ตอนนี้ส่วนใหญ่ก็เริ่มเปลี่ยนท่าทีแล้ว
    • Google ปัจจุบันแผนคือ 20% เท่านั้นที่จะทำงานจากนอกออฟฟิศ  ที่เหลือ 80% จะมีบางวันที่ทำงานที่ออฟฟิศ  อีเมล์จาก CEO บอกว่าพนักงาน 60% ต้องการที่จะมาที่ออฟฟิศบ้าง  ไม่ใช่ไม่มาเลย
    • Amazon, Apple พวกนี้ชัดเจนว่าต้องการให้กลับมาออฟฟิศทุกคน  อาจจะไม่ได้ต้องเข้าทุกวันแต่ทุกคนต้องกลับมาออฟฟิศ
    • สายธนาคารกับ investment bank ซึ่งจริงๆก็เป็นสายที่ควรจะทำงานได้ขอแค่มี Bloomberg Terminal  ตอนนี้ก็ชัดเจนว่าต้องการให้คนกลับมาทำงานที่ออฟฟิศ  JP Morgan, Morgan Stanley, Goldman Sachs, Wells Fargo, Citibank, ฯลฯ

    ส่วนสาเหตุว่าทำไมเค้าถึงยังอยากให้เข้าออฟฟิศกันตอนนี้ยังไม่ชัด

    • บางคนก็บอกว่าเข้าออฟฟิศงานออกมาดีกว่า  JP Morgan กับ Citibank นี่คือพูดชัดเจน
    • บางคนก็บอกว่าเป็นเพราะคนยังต้องการสังคม  หรือต้องการอยู่ในบรรยากาศของการทำงานไม่มีเรื่องอื่นมารบกวน
    • บางคนก็บอกว่ามันเป็นเรื่องของการมีเวลาชัดเจนเป็นระเบียบกว่า  ทำให้คนจัดการตัวเองได้ง่าย
    • ปัญหาอย่างนึงที่เจอคือคนใหม่  สำหรับคนที่รู้จักกันเคยทำงานด้วยกันสนิทกันอยู่แล้วก่อนที่จะ WFH มันก็ทำงานกันได้ไม่มีปัญหา  แต่สำหรับพนักงานใหม่  การจะสอนงานกันก็เป็นเรื่องยาก

    แต่สรุปแล้ว  โดยรวมเหมือนจะชี้ว่าออฟฟิศจะยังจำเป็นอยู่  และดังนั้นการลงทุนใน REIT ที่ทำให้เช่าออฟฟิศก็ดูน่าสนใจอยู่นะ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • จะประมาณการเติบโตของบริษัทยังไงดี ?

    จะประมาณการเติบโตของบริษัทยังไงดี ?

    อันนี้เป็นคำถามต่อเนื่องจากหัวข้อเรื่องการประเมินมูลค่าหุ้น Discounted cash flow  มีคนถามว่าเราจะประมาณการเติบโตของบริษัทไปในอนาคตยังไงดี

    เหมือนอย่างที่บอกในวีดิโออันก่อนๆว่าสมมติฐานเรื่อง growth กับ discount rate ที่ใช้มีผลต่อมูลค่าหุ้นที่ได้ออกมาเยอะมาก  และมันก็เป็นอะไรที่แล้วแต่คนทำมาก  คือมันก็มีทฤษฎีมีสูตรว่าควรจะเป็นเท่าไหร่ดีนู่นนี่นะ  แต่สุดท้ายไม่มีใครรู้จริงๆหรอก  เพราะ growth มันเป็นเรื่องของสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตและมันไม่มีใครรู้อนาคตไงนึกออกมะ  ส่วน discount rate ตามคอนเซปต์ควรจะเป็นตัวเลขที่สอดคล้องกับความเสี่ยงของหุ้นนั้น  ซึ่งเอาเข้าจริงก็ไม่รู้จะวัดยังไงว่าหุ้นนั้นเสี่ยงมากหรือน้อยอีก  ดังนั้นย้ำอีกทีว่า growth กับ discount rate นี่มันเป็นอะไรที่ไม่ค่อยตายตัว  ทำได้แค่กะๆเท่านั้น  ไม่มีคำว่าแม่นยำ

    ทีนี้เข้าเรื่อง  โดยปกติวิธีที่เค้าทำกันก็จะมีประมาณนี้

    1. ใช้ตัวเลขของนักวิเคราะห์
    2. ซึ่งอาจจะเป็นของเจ้าใดเจ้าหนึ่งหรือจะเป็นการเฉลี่ยของหลายเจ้าก็แล้วแต่  ข้อดีคือเราคาดหวังว่านักวิเคราะห์จะศึกษาและติดตามบริษัทที่เค้าเขียนบทวิเคราะห์ดังนั้นอาจจะทำการคาดการณ์ได้ดีกว่าเรา  ข้อเสียคือบางทีเราไม่รู้ที่มาของสมมติฐานอะไรของเค้าเลย

    3. ใช้ historical growth rate ของกำไรตรงๆ
    4. จะใช้เฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปีหรือ 10 ปีอะไรก็แล้วแต่  โดยปกติจะใช้ช่วงเวลาที่มองว่าใกล้เคียงปัจจุบัน  จะมีประโยชน์ในกรณีที่เราคิดว่าสถานการณ์ไม่ได้เปลี่ยนแปลงมาก  เหตุใดที่ทำให้บริษัทโตในช่วงที่ผ่านมาจะยังดำเนินต่อไป

    5. ใช้ sustainable growth rate
    6. ROE*(1-dividend payout ratio)

      อันนี้จริงๆก็อาศัยอดีตในการเดา growth เหมือนกัน  สมมติฐานก็คือบริษัทเติบโตจากการที่ทำกำไรนะแล้วก็กำไรส่วนที่สะสมไว้ไม่ได้จ่ายเป็นปันผลออกมาไปลงทุนต่อนะ

    7. ใช้การเดาอนาคตอุตสาหกรรม, ส่วนแบ่งการตลาดและปัจจัยเชิงคุณภาพอื่นๆของบริษัท
    8. อื่นๆ  คนก็มีไอเดียอะไรไม่รู้อีกเยอะแยะแหละ

    ส่วนตัวแล้วสิ่งที่ผมทำคือศึกษาตัวบริษัทก่อน  แล้วก็สรุปออกมาว่าเท่าที่เห็นนี่บริษัทน่าจะทำได้ดีใกล้เคียงเดิมมั้ย  น่าจะโตเร็วขึ้นมั้ย  หรือน่าจะโตช้า  หลังจากนั้นก็ใช้ expectation อันนี้ไปปรับกับการเติบโตในอดีตอีกที  ซึ่งปกติก็ใช้ historical growth rate หรือ sustainable growth rate เป็นตัวตั้ง  เช่นสมมติเฉลี่ยที่ผ่านมาบริษัทโตปีละ 8%  ด้วยการศึกษาสถานการณ์ตอนนี้ผมว่ามันน่าจะโตช้าลงนะ  growth rate ที่ใช้ประมาณไปในอนาคตก็อาจจะเหลือ 6-7% ต่อปีแทนอะไรงี้  ซึ่งก็แน่นอนว่าเป็นการกะคร่าวๆเท่านั้น  ไม่มีคำว่าแม่นยำอยู่แล้ว  แต่คนที่จะเดาได้ใกล้เคียงกว่าก็คือคนที่เข้าใจธุรกิจและความเป็นไปของบริษัทน่ะครับ  ถึงได้พยายามย้ำว่าอย่ามัวแต่งมสูตรอะไรไร้สาระแล้วเอาเวลาไปทำความเข้าใจตัวบริษัทดีกว่า

    สรุปคือไอเดียวิธีการมันก็มีประมาณนี้แหละ  คุณอยากใช้วิธีไหนก็ได้แล้วแต่เลย  เอาที่รู้สึกว่ามันสมเหตุสมผลสำหรับคุณก็คือใช้ได้  แค่อย่าเผลอไปคิดว่ามันจะแม่นหรือเผลอไปเสียเวลาเยอะแยะกับความพยายามเรียนสูตรนู่นนี่นั่นเท่านั้นเองครับ

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี

  • เทคโนโลยีจับทุจริตผู้บริหาร ด้วยการวิเคราะห์ Text

    เทคโนโลยีจับทุจริตผู้บริหาร ด้วยการวิเคราะห์ Text

    ผมไปอ่านเจอบทความน่าสนใจ  คนเขียนคุณ Jason Voss เค้าเป็น CFA และเป็นคนที่ทำพวกโปรแกรมสำหรับวิเคราะห์ข้อความเพื่อจับสัญญาณการหลอก  ในบทความเค้าพยายามจะบอกว่าการจับทุจริตโดยคนมันไม่ได้ผล  เราควรจะเริ่มหันมาใช้โปรแกรมคอมได้แล้ว  โอเคบางส่วนเค้าอาจจะพยายามขายตัวบริการของบริษัทเค้าแต่เหตุผลที่เค้าอ้างก็น่าสนใจทีเดียว

    1. ในรายงานประจำปี  ตัวเลขเป็นแค่ 13.5% ของทั้งหมด  ส่วนใหญ่เป็นข้อความ  
    2. ดังนั้นการวิเคราะห์ใดๆก็สมควรที่จะให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์ตัวข้อความด้วย  ไม่ใช่ตัวเลขเฉยๆ

    3. การใช้คนทำติดปัญหาเรื่องข้อจำกัดด้านเวลา
    4. รายงานประจำปีมันยาว  บริษัทส่วนใหญ่ก็เป็นร้อยหน้า  ถ้าจะใช้คนอ่านทั้งหมดก็ใช้เวลาเยอะมากและไม่ใช่ทุกหน่วยงานจะสามารถจ้างนักวิเคราะห์จำนวนมากพอที่จะอ่านข้อมูลพวกนี้ทั้งหมด

    5. เคยมีการทดสอบและพบว่าความสามารถในการจับโกหกของคนค่อนข้างห่วย
    6. เฉลี่ยจากการวิจัยจำนวนมากพบว่าทำได้ดีกว่าสุ่มแค่ 4%  และคนเขียนมีทำทดสอบคนในสายงานการเงินพบว่าเดาถูกแค่ 49.4% เท่านั้น  หรือถ้าทดสอบด้วยเนื้อหาที่เกี่ยวกับไฟแนนซ์เช่น earnings call ก็เดาถูกเยอะขึ้นแต่ก็แค่ 51.8% เท่านั้น

    7. ผู้ตรวจสอบบัญชีเองก็มีข้อจำกัด
    8. เป็นการตรวจตัวเลขเช่นกัน  ไม่ได้วิเคราะห์จากตัวข้อความที่เป็นส่วนใหญ่ของรายงาน

    9. การวิเคราะห์ตัวข้อความได้ผล
    10. เคยมีการใช้ NLP (Natural Language Processing) ในการวิเคราะห์  มีการเอาคำที่ใช้, ภาษาที่ใช้, ความถี่ของการใช้คำบางประเภทมาทดสอบว่าสามารถจับการหลอกลวงได้มั้ย  ผลคือทำได้อยู่ประมาณ 64-80%  ซึ่งดีกว่าคนมาก  และที่สำคัญใช้เวลาน้อยกว่าให้คนมานั่งอ่านเยอะมาก

      จนในภายหลังเมื่อมีคนใช้วิธีการนี้มากขึ้น  บริษัทก็เริ่มจ้างคนที่ทำ NLP มาใช้กับรายงานของตัวเองเพื่อกำจัดการใช้คำที่มีปัญหาออกไป  เลยทำให้การจับโกหกด้วยการมองหา keyword คำบางประเภททำได้ยากขึ้น

    11. สิ่งที่บริษัทเค้าทำเพื่อแก้ปัญหานี้คือการวิเคราะห์โครงสร้างของประโยคหรือการใช้ภาษา  ไม่ใช่แค่ว่าใช้คำว่าอะไรเฉยๆ
    12. อันนี้เค้าก็อ้างว่าใช้จับโกหกได้เกิน 70%  และจากการทดสอบกับเคสโกหกใหญ่ๆในอดีตก็ใช้ได้ผล  สามารถจับว่ามีการหลอกได้ล่วงหน้าก่อนที่บริษัทจะเริ่มเกิดปัญหายาวนานถึง 6 ปี

    แล้วเค้าก็เล่าให้ฟังว่ามันมีสัญญาณบ่งชี้สำคัญอยู่ 5 อันที่ถ้าเจอในบริษัทไหน  บริษัทนั้นมีโอกาสจะผิดปกติเยอะขึ้นกว่าสัญญาณอันอื่น
     

    สัญญาณ 5 อันมีดังนี้

    1. ใช้คำที่สื่อถึงความเป็นมิตรเป็นพวกเดียวกัน
    2. เค้าพบว่าบริษัทที่พยายามจะหลอกจะพยายามสร้างความรู้สึกว่าเป็นมิตรมากกว่าบริษัทปกติ  ตัวอย่างคำประเภทนี้เช่น “เพื่อน”, “พรรคพวก”, “แก๊งค์”, “เพื่อนบ้าน”, ฯลฯ

    3. ใช้คำที่สื่อถึงความเสี่ยง
    4. บริษัทที่พยายามหลอกมีการใช้คำที่สื่อหรือเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงเยอะกว่าปกติ  ตัวอย่างคำก็เช่น “หลีกเลี่ยง”, “น่าเป็นห่วง”, “น่ากังวล”, “ป้องกัน”, “ยากลำบาก”, “หยุด”, ฯลฯ

    5. ใช้คำสรรพนามที่ไม่เจาะจง
    6. คำสรรพนามที่ไม่เจาะจงเช่น “คนอื่น”, “ทุกคน”, “ใครบางคน”, “อันไหนซักอัน”, ฯลฯ

    7. ไม่ใช้คำที่พูดถึงความแตกต่าง
    8. เค้าพบว่าบริษัทที่พยายามจะหลอกจะใช้คำที่สื่อถึงความแตกต่างหรือทำการเปรียบเทียบน้อยกว่า ประโยคที่พูดถึงความแตกต่างหรือการเปรียบเทียบเช่น “เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่แล้วบริษัท …”

    9. ใช้คำที่เป็นการปฏิเสธ
    10. เช่น “ไม่ใช่”, “ไม่เคย”, “ไม่ควร”, “ไม่ได้ทำ”, “อย่าทำ”, ฯลฯ

      นอกเหนือจากนี้ก็จะมีอีกกรณีที่หายากซึ่งคือการใช้คำสบถ  แต่ถ้าเจอนี่คือส่อแววโอกาสจะมีปัญหาสูงมาก

    โดยรวมเรื่องนี้อาจจะไม่ได้กระทบอะไรกับเราเท่าไหร่  เพราะเราที่เป็นนักลงทุนรายย่อยก็คงไม่ไปซื้อโปรแกรมมาทำอยู่แล้ว  แต่ผมว่าการศึกษาการใช้ภาษาว่าแบบไหนส่อแววจะโกหกก็เป็นการศึกษาที่น่าสนใจทีเดียว

    เผื่อใครสนใจอ่านผมทิ้งลิ้งค์เอาไว้ให้ครับ https://blogs.cfainstitute.org/investor/2021/02/15/fraud-and-deception-detection-text-based-analysis/

    https://blogs.cfainstitute.org/investor/2021/03/11/fraud-and-deception-detection-five-language-fingerprints/

     

    ฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง Comment ได้เลยนะครับ

    หากชอบเนื้อหา อย่าลืมกด Like & Share และ Follow เราในช่องทางต่างๆ ได้ตามนี้ 🙂

    ติดตามพวกเราได้บน Facebook https://www.facebook.com/smartstockinvestment/

    หรือทาง YouTube https://www.youtube.com/channel/UCXXwuZIQdWiS1OIzy0uP1fg

    ตอนนี้เรามีคอร์ส Workshop ออนไลน์แล้วด้วยนะ
    https://www.adisonc.com/

    หรือ ทดลองเรียนฟรี